<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67669</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้อง&#039;ปปช.&#039;ฟันผอ. ปล่อย5ครูขยี้กาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรด้านเด็กและสตรีร้อง ป.ป.ช. สอบ ผอ.โรงเรียนในพื้นที่ จ.มุกดาหาร ฐานปล่อยครู 5 คนก่อเหตุข่มขืนนักเรียนหญิง 2 คนนานนับปี เข้าข่ายละเว้นตามมาตรา 157 หรือไม่ หวังสร้างบรรทัดฐานผู้บริหารโรงเรียนทั่วประเทศ ใส่ใจผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ลอยตัวเหนือปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว พร้อมด้วยนางสาวอังคณา อินทสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และตัวแทนเครือข่ายยุติความรุนแรงทางเพศในโรงเรียน จำนวน 10 คน เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ผ่านทางนายสุทธิ บุญมี ผอ.สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษฯ เรียกร้องให้ตรวจสอบนายราชัน อาจวิชัย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดงมอนวิทยาคม ฐานปล่อยปละละเลย เพิกเฉยจนเกิดเหตุการณ์ครู 5 คนและศิษย์เก่า 2 คน ข่มขืนนักเรียนอายุ 14 ปีและอายุ 16 ปีมาต่อเนื่องยาวนานนับปีในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ว่าเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชูวิทย์กล่าวว่า กรณีนี้เหตุเกิดทั้งในสถานที่ราชการและสถานที่เอกชน ต่อเนื่องกันตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 ถึงเดือนมีนาคม 2563 เป็นเวลานานร่วมปี เป็นเหตุให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขว้าง เพราะมีข้าราชการครูถึง 5 คนตกเป็นผู้ต้องหา นอกจากนั้นยังพบว่าคนกลุ่มนี้มีพฤติการณ์ตั้งวงมั่วสุมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบ้านพักครูเป็นประจำ จนนำไปสู่การชักชวนบุคลภายนอกมากระทำความผิดทางอาญา เป็นลักษณะโทรมหญิงตามที่ปรากฏเป็นข่าว ซึ่งในเรื่องนี้หากผู้อำนวยการโรงเรียนมีการใส่ใจดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิดคงต้องเห็นปัญหา และมีการตักเตือนกันตั้งแต่ปัญหาการตั้งวงดื่ม มั่วสุมกันแล้ว ไม่ควรปล่อยให้เลยเถิดย่ามใจจนถึงขั้นก่อเหตุร้ายกับเด็กนักเรียนยาวนานขนาดนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จากเหตุการณ์ดังกล่าว ป.ป.ช.ต้องสืบหาข้อเท็จถึงการปฏิบัติหน้าที่ของนายราชัน อาจวิชัย ผู้อำนวยการโรงเรียนดงมอนวิทยาคม ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด มีหน้าที่ที่จะควบคุม ดูแล ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบวินัยของทางราชการ การปล่อยปละละเลยไม่ควบคุม ตรวจสอบการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด จนเป็นเหตุให้ผู้ใต้บังคับบัญชาในการปกครองของตนล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กนักเรียนหญิง โดยไม่ยึดถือกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง แบบแผน ธรรมเนียมของทางราชการ ป.ป.ช.ต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาดเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง และเป็นการป้องปรามผู้บริหารโรงเรียน สถานศึกษาต่างๆ ไม่ให้ลอยตัวเหนือปัญหาอย่างนี้&amp;rdquo; นายชูวิทย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.อังคณากล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นถูกวิจารณ์ไปถึงต่างประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของวงข้าราชการครู บุคลากรการศึกษา และกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ลดทอนความเชื่อมั่น ส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการของรัฐบาลและประเทศชาติ ทางเครือข่ายฯ จึงขอแสดงจุดยืนและมีข้อเรียกร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อนำไปพิจารณา ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ขอให้ตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้นว่า ผอ.ท่านนี้เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 หรือไม่ เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ นำไปสู่การบังคับใช้กฎหมาย และยังเป็นการป้องปรามผู้บริหารสถานศึกษาทุกระดับให้ใส่ใจดูแลสถานศึกษา ครู นักเรียนและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ไม่ลอยตัวเหนือปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ขอให้มีหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการไปถึงผู้บริหารสถานศึกษาทุกแห่ง ให้กวดขัน กำกับ ดูแล สอดส่องความประพฤติของข้าราชการครูให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบวินัย ข้อบังคับ คำสั่ง แบบแผน ธรรมเนียมของทางราชการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 3.เครือข่ายฯ เชื่อมั่นว่าการดำเนินการในครั้งนี้ของ ป.ป.ช.จะช่วยสร้างขวัญ กำลังใจ ความสามัคคี ภาพลักษณ์ของข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และกระทรวงศึกษาธิการให้ดีขึ้น ช่วยสร้างความเชื่อถือศรัทธาแก่ประชาชน ตลอดจนสร้างการยอมรับจากต่างประเทศ ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ที่ประเทศไทยได้ลงนามในฐานะรัฐภาคี เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2535 เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อยากวิงวอนให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือคนใกล้ชิด หรือแม้กระทั่งตัวเด็กนักเรียนนักศึกษาเองที่พบเห็นการกระทำของครูหรือบุคลากรทางการศึกษาเข้าข่ายการล่วงละเมิดทางเพศ หรือเป็นผู้ถูกกระทำ ให้ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความถูกต้องเป็นธรรม นำคนผิดมาลงโทษตามกฎหมาย หรือจะประสานงานขอคำปรึกษากับทางมูลนิธิได้ ทางเราพร้อมให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ&amp;rdquo; น.ส.อังคณากล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67669</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชูวิทย์ จันทรส, พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ, ราชัน อาจวิชัย, สุทธิ บุญมี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อังคณา อินทสา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200602/image_big_5ed645191b414.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16285</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้องบิ๊กฉัตรแก้ปัญหา รุนแรงในครอบครัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครือข่ายรณรงค์ยุติความรุนแรงในครอบครัว ร้อง &amp;ldquo;บิ๊กฉัตร&amp;rdquo; แก้ปัญหาเร่งด่วน หลังพบสถิติข่าวฆ่ากันตายพุ่งสุดรอบ 3 ปี โดยปัจจัยกระตุ้นสำคัญมาจากสุราและยาเสพติด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 สิงหาคมนี้ ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล น.ส.อังคณา อินทสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล พร้อมด้วยนายเตชาติ์ มีชัย ผู้ประสานงานเครือข่ายนักกฎหมายเด็กและเยาวชน และภาคีที่ทำงานด้านรณรงค์ยุติความรุนแรงในครอบครัว จำนวนประมาณ 30 คน ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลงานด้านสังคม เพื่อเรียกร้องให้มีมาตรการแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทำงานเชิงรุก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.อังคณากล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและคู่รักมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น สะท้อนได้จากข้อมูลที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลเก็บสถิติข่าวจากหนังสือพิมพ์ 11 ฉบับ ในปี 2561 พบว่าเพียง 7 เดือน คือตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคม มีข่าวความรุนแรงในครอบครัวสูงถึง 367 ข่าว เป็นข่าวฆ่ากันตาย 242 ข่าว คิดเป็นร้อยละ 65.9 เฉลี่ยเดือนละ 20 ข่าว รองลงมาเป็นข่าวทำร้ายร่างกาย 84 ข่าว และข่าวฆ่าตัวตาย 41 ข่าว ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบข่าวฆ่ากันตายย้อนหลัง 3 ปี จะเห็นว่า ปี 2561 สถิติสูงสุดกว่าทุกปี ส่วนปัจจัยกระตุ้นสำคัญของการฆ่ากันตาย มาจากการดื่มสุราและยาเสพติด ซึ่งผู้ก่อเหตุร้อยละ 39.2 มีความสัมพันธ์เป็นสามีภรรยา อาวุธที่ใช้ก่อเหตุมากที่สุด ได้แก่ ปืน และมูลเหตุในการกระทำ เพราะบันดาลโทสะ หึงหวง และมีเรื่องปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัว นอกจากนี้ ร้อยละ 94.9 ของผู้ที่พบเห็นเหตุความรุนแรง เลือกที่จะนิ่งเฉย ไม่เข้าไปช่วยเหลือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.อังคณาระบุว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้น จึงมีข้อเสนอต่อ พล.อ.ฉัตรชัย รวมถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดังนี้ 1.ขอให้รัฐบาลยกปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข โดยบูรณาการทำงานเชิงรุก ร่วมกับกระทรวง พม. กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้สังคมเข้าใจว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ผู้พบเห็นเหตุการณ์ต้องเข้าให้การช่วยเหลือหรือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดปัญหาการสูญเสียชีวิต 2.ดำเนินการให้ระบบการเรียนการสอนสร้างความเข้าใจเคารพในสิทธิเนื้อตัวร่างกายผู้อื่น ไม่ใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหา เพื่อเป็นทักษะชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก 3.กระทรวง พม.ซึ่งมีกลไกอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประจำหมู่บ้าน (อพม.) เฝ้าระวังปัญหาสังคมทุกหมู่บ้าน และ 4.ขอให้ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300 เน้นทำงานเชิงรุก และบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากการให้คำปรึกษาและประสานส่งต่อปัญหาสังคมทั่วไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเตชาติ์กล่าวว่า แม้เราจะออกกฎหมายมาหลายฉบับ ทั้ง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว รวมถึง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ แต่สถิติความรุนแรงกลับไม่ได้ลดลง เพราะเจ้าหน้าที่ยังไม่พร้อมเข้าช่วยเหลือ หรือพยายามไกล่เกลี่ยมาโดยตลอด ทั้งที่สถานการณ์ไปไกลกว่าที่จะไกล่เกลี่ย อีกทั้งสังคมไทยก็ละเลยในการเข้าช่วยเหลือ กระทรวง พม.ต้องทบทวนการทำงานของตนเองด้วย เพราะเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ มีกลไกเครื่องมือครบ แต่ยังทำงานแบบตั้งรับ กลายเป็นปัญหาซุกไว้ใต้พรมจนเลยเถิด &amp;quot;กฎหมายก็ให้อำนาจไว้ แต่ยังทำงานแบบเดิมๆ ทั่วโลกหันมาสนับสนุนให้ประชาชนของเขาเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ ช่วยเหลือทำงานแก้ไขปัญหาร่วมกับรัฐ แต่บ้านเรายังให้ความสำคัญน้อยมาก&amp;rdquo; นายเตชาติ์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16285</URL_LINK>
                <HASHTAG>หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อังคณา อินทสา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180827/image_big_5b83fa14dcf0c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
