<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107083</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2021 14:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2021 14:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลเลื่อนไต่สวนมูลฟ้องคดี&#039;อัจฉริยะ&#039;ไลฟ์สดหมิ่น&#039;จุรินทร์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มิ.ย. 64 - ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ได้ยื่นฟ้อง นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ฐานหมิ่นประมาทและความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีนายอัจฉริยะไลพ์สดกล่าวหานายจุรินทร์เรื่องหน้ากากอนามัยผ่านเฟซบุ๊กชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม 5 ครั้ง ในวันที่ 11 -15-20-29 มี.ค.และ 1 เมย.63 ต่อเนื่องกัน สิ่งที่นายอัจฉริยะได้เผยแพร่ข้อความต่อประชาชนผู้รับฟังการไลพ์สดของนายอัจฉริยะนั้นเป็นเท็จทั้งสิ้น และกระทำเพื่อผลประโยชน์ของนายอัจฉริยะเอง ถือเป็นการกระทำความผิดต่างกรรม ต่างวาระ ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษสถานหนักเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นัดไต่สวนมูลฟ้องวันนี้โจทก์ ทนายโจทก์ จำเลยและทนายจำเลยมาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทก์นำตนเองเข้าเบิกความยังไม่จบคำซักถามของทนายโจทก์ระหว่างไต่สวนอ้างส่งเอกสาร เเละอ้างส่งพยานวัตถุ ให้อีกฝ่ายดูแล้วเอกสารและพยานวัตถุให้แยกเก็บเพื่อความสะดวกในการพิจารณาคดีและทนายโจทก์แถลงว่าขณะนี้หมดเวลาราชการในช่วงเช้าแล้ว ทนายโจทก์ยังมีคำถามที่จะถามพยานปากนี้อีกเป็นจำนวนมากไม่สามารถถามให้จบในวันนี้ได้ขอเลื่อนคดีจำเลยและทนายจำเลยไม่ค้าน พิเคราะห์แล้วเห็นว่ามีเหตุอันควรให้เลื่อนไปนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 18 ต.ค. เวลา 9.00-16.00 น. เหตุที่นัดนานก่อนหน้านี้คู่ความไม่มีวันว่างตรงกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนสืบพยาน จำเลยแถลงคัดค้านว่าโจทก์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ต้องมีการเตรียมพร้อมในการเบิกความและดูเอกสารมาแล้ว จำเลยเห็นโจทก์มีบันทึกข้อความเป็นเอกสารมาเบิกความด้วย จึงขอคัดค้านการเบิกความของโจทก์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทก์แถลงว่าประเด็นที่จำเลยกล่าวหาโจทก์ เป็นเรื่องเล็กน้อย เอกสารไม่ได้มีเป็นจำนวนมากและรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ย่อเอาไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อความที่โจทก์เตรียมมานั้นเป็นเอกสารแผ่นเล็กย่อข้อความไว้เป็นจำนวนไม่มากและคำฟ้องที่โจทก์ฟ้องจำเลยมานั้นเป็นจำนวนถึง 20 หน้า ซึ่งมีข้อความเป็นจำนวนมาก หากให้โจทก์ซึ่งมาเบิกความเป็นพยานต้องนึกหรือจดจำทุกตัวอักษรตามคำฟ้องที่โจทก์ฟ้องมาแล้ว จะทำให้เสียเวลาในการดำเนินกระบวนพิจารณาไปมาก เมื่อคำฟ้องโจทก์มีจำนวนหลายหน้ามีรายละเอียดข้อเท็จจริงค่อนข้างซับซ้อน อาศัยอำนาจประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 113 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 จึงอนุญาตให้โจทก์อ่านข้อความที่เขียนมาได้ ทั้งนี้ไม่ทำให้ความยุติธรรมของจำเลยเสียไป แต่อย่างไรเนื่องจากข้อความที่เขียนมานั้นเป็นไปตามคำฟ้อง และฝ่ายจำเลยก็สามารถคัดคำเบิกความของโจทก์ไปต่อสู้คดีได้ตามกฎหมายอยู่แล้วอ นุญาตให้คู่ความคัดถ่ายรายงานกระบวนพิจารณาฉบับนี้ได้ตามขอ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107083</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์, ศาลอาญา, หน้ากาก, หมิ่นประมาท, อัจฉริยะ, เลื่อนไต่สวนมูลฟ้อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210621/image_big_60d03b4f85359.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104799</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 16:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลไฟเขียวจับ &#039;อัจฉริยะ&#039; กรณีไลฟ์หมิ่นศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค.64 - มีรายงานว่า ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกหมายจับ นายอัจฉริยะ หรือธัญเทพ หรือรเณศ หรือโรจน์ทวี เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ตามหมายจับศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 135/2564 ลงวันที่ 31 พ.ค.64 ในฐานความผิดดูหมิ่นศาล หรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีที่เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 63 นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ได้กระทำการไลฟ์สด ใส่ร้ายศาลยุติธรรมว่า มีการล็อกผู้พิพากษาเพื่อช่วยให้นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทนายประชาชนชนะคดี ซึ่งเรื่องนี้สำนักงานศาลยุติธรรมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วว่า ไม่เป็นจริงอย่างที่นายอัจฉริยะใส่ร้ายกระบวนการยุติธรรม จึงดำเนินการออกหมายจับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันนี้ช่วงเช้า นายอัจฉริยะ มีกำหนดเดินทางมาร้องทุกข์ ที่ บก.ปปป. เพื่อขอให้ตำรวจ ปปป.เอาผิดขบวนการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาในประเทศ ทันทีที่นายอัจฉริยะทราบว่า ถูกออกหมายจับ ได้รีบเดินทางไปมอบตัวที่ สภ.พระนครศรีอยุธยา ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมา เฟซบุ๊กแฟนเพจ &amp;quot;ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม&amp;quot; โพสต์ข้อความระบุว่า &amp;quot;จะศาลไหนก็มาเถอะ ทางชมรมไม่เคยกลัวอยู่แล้ว พูดความจริงก็หาว่าหมิ่น กฎหมายเฮงซวย ใครอยู่เบื้องหลังคดีนี้ ชมรมบอกเลยงานนี้เลือดนองท้องช้างแน่นอน ยศต่ำกว่าผู้การภาคไม่ต้องมาเชิญตัวผมไปที่โรงพักนะมันคนละชั้นกัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104799</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ออกหมายจับ, อัจฉริยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4aa06ce252.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98357</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2021 10:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2021 10:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่ง&#039;อัจฉริยะ&#039;ห้ามประวิงเวลาอีก เลื่อนไต่สวนมูลฟ้องคดี&#039;จุรินทร์&#039;ฟ้องหมิ่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 เม.ย. 64 - ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ได้เดินทางมาที่ศาล เนื่องจากศาลได้นัดไต่สวนมูลฟ้องคดีที่นายจุรินทร์เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์&amp;nbsp; ในความผิด 5 กระทง ฐานหมิ่นประมาทและความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีนายอัจฉริยะไลพ์สดกล่าวหานายจุรินทร์เรื่องหน้ากากอนามัยผ่านเฟซบุ๊กชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม 5 ครั้ง ในวันที่ 11 -15-20-29 มีค.และ 1 เมย.63 ต่อเนื่องกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งนายจุรินทร์ได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลว่า สิ่งที่นายอัจฉริยะได้เผยแพร่ข้อความต่อประชาชนผู้รับฟังการไลพ์สดของนายอัจฉริยะนั้นเป็นเท็จทั้งสิ้น และกระทำเพื่อผลประโยชน์ของนายอัจฉริยะเอง ถือเป็นการกระทำความผิดต่างกรรม ต่างวาระ ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษสถานหนักเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง ซึ่งข้อหาหมิ่นประมาทมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีและปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ส่วนความผิดเกี่ยวกับการนำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ก่อนเริ่มการไต่สวน นายอัจฉริยะได้ส่งตัวแทนมาขอเลื่อนคดีต่อศาล ซึ่งศาลได้กำชับไม่ให้จำเลยขอเลื่อนอีก เนื่องจากจำเลยทราบวันนัดไต่สวนมูลฟ้องนานแล้ว แต่ก็ไม่ได้รีบจัดหาทนายความเข้ามาต่อสู้คดี การขอเลื่อนคดีจึงไม่มีเหตุอันควรและส่อไปในทางประวิงคดีชักช้า แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงให้เลื่อนไปนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 เวลา 13.30 น. โดยได้กำชับจำเลยให้รีบไปแต่งตั้งทนายความเข้ามาให้เรียบร้อยภายในหรือก่อนวันนัด อย่าให้มีเหตุขัดข้องในการเลื่อนคดีอีก มิฉะนั้นศาลจะพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควรต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98357</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์, ฟ้อง5กระทง, ศาลอาญา, อัจฉริยะ, ไต่สวนมูลฟ้อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606a88de05990.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77397</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 15:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 15:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ลุงพล&#039;ควง&#039;ทนายตั้ม&#039;ขึ้นศาล ฟ้อง&#039;อัจฉริยะ&#039; หมิ่นประจานหนี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;14 ก.ย. 63 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายไชย์พล วิภา หรือลุงพล และ นางสมพร หลาบโพธิ์ หรือป้าแต๋น พร้อมด้วยนายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความเดินทางมาศาล เพื่อยื่นฟ้องนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีที่นายอัจฉริยะไลฟ์เฟซบุ๊กกล่าวหาเชิงประจานเรื่องหนี้ ธ.ก.ส. โดยมีการนำสำนวนคดีบางส่วนมาพูด ทำให้เกิดผลเสียต่อลุงพลและป้าแต๋น และมีการหมิ่นเหยียดหยามพาดพิงถึงกรณีการเสียชีวิตของน้องชมพู่&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;นายไชย์พล หรือลุงพล เปิดเผยว่า การกระทำของนายอัจฉริยะทำให้ตนเองเสื่อมเสียชื่อเสียง และทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด โดยการฟ้องครั้งนี้ไม่มีการเรียกเงินค่าเสียหายแต่อย่างใด แต่อยากให้เป็นบทเรียน ไม่ให้นำเรื่องราวของผู้อื่นมาทำให้เกิดความเสื่อมเสีย แต่หากนายอัจฉริยะขอโทษผ่านสื่อมวลชน ตนก็จะไม่ติดใจเอาความ จะถอนฟ้องให้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;นายษิทรา ทนายความ กล่าวว่า คดีนี้เตรียมพยาน ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องไว้ 2 ปาก คือตัวลุงพลและผู้ที่ได้รับชมคลิป&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ภายหลังยื่นฟ้องแล้ว ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 25 ม.ค. 2564 เวลา 9.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ด้าน นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงเรื่องนี้ว่า รู้สึกเฉยๆ กับการที่ทั้งสองคนจะไปฟ้องตนเอง มองว่าทั้งลุงพลและป้าแต๋นตกเป็นเครื่องมือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอยู่หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ลุงพล ป้าแต๋นจะได้พบกับทนายษิทรา ต้องมีคนหนุนหลังให้ และพร้อมจะต่อสู้ในชั้นศาลอย่างเต็มที่ เพราะยืนยันว่าการที่ได้ไลฟ์ในเพจเฟซบุ๊กของตัวเอง เรื่องหนี้สินของลุงพลป้าแต๋น ก็มีหลักฐานซึ่งทั้ง 2 คนก็เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อไว้ก่อนที่จะดัง&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;ldquo;และตลอดการไลฟ์ก็ไม่ได้บอกว่าลุงพลเป็นผู้ต้องหา แต่เขาเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่ และอยากเตือนลุงพลป้าแต๋นว่า ควรทำมาหากินเองได้แล้ว เพราะถ้าไม่มีชื่อเสียงก็อยู่ได้ไม่นาน ตอนนี้ถ้ามีโอกาสเก็บเงินเก็บทองก็รีบเก็บเอาสู้คดีกันในชั้นศาลดีกว่า เพราะคดีความเมื่อขึ้นศาลแล้วไม่ใช่สู้กันวันสองวัน และถ้าให้ผมไปขอโทษลุงพลแล้วลุงพลจะให้อภัย ผมคอนเฟิร์ม 100% ว่าจะไม่ขอโทษแน่นอน เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด การพูดทุกอย่างมีหลักฐานแน่นอน&amp;rdquo; นายอัจฉริยะ ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77397</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป้าแต๋น, ฟ้องหมิ่น, ลุงพล, ศาลอาญา, ษิทรา เบี้ยบังเกิด, อัจฉริยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200914/image_big_5f5f2dc3d0817.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 10:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 10:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง&#039;อดีตผกก.ป.-อัจฉริยะ&#039; คดีตบทรัพย์11ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ย. 63 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีหมายเลขดำที่ อท.(ผ) 23/2559 หมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 146/2559 ที่ น.ส.รัฏฏิการ์ ชลวิริยะบุญ เจ้าของร้ายจำหน่ายโทรศัพท์มือถือย่านมาบุญครอง เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.พงษ์ไสว แช่มลำเจียก อดีตผกก.สอบสวน บก.ป. , พ.ต.ท.ชัยพร นิตยภัตร์ สว.สอบสวน กก.1 บก.ป. ,พ.ต.อ.ณษ เศวตเลข (ยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง) , นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม , นายณัฐพสิษฐ์ ชาญจรูญจิต , น.ส.วิภาณี ต๊ะมามูล น.ส.ธนสร แก้วเทพ เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เเละร่วมกันสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า คดีนี้โจทก์คือ น.ส.รัฏฏิการ์ เจ้าของกิจการร้านรับซื้อขายแลกเปลี่ยนและซ่อมแซมอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ ย่านมาบุญครอง ชื่อร้าน EST2001, ร้าน INSTALL และมีร้านของสามีชื่อร้าน 55 โฟน ส่วนจำเลยที่ 1-3 เป็นพนักงานสอบสวนสังกัดกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม จำเลยที่ 4 เป็นประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม จำเลยที่ 5-7 เป็นผู้สั่งซื้อโทรศัพท์มือถือเพื่อนำไปขายต่อ โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 ถึงมกราคม 2557 น.ส.บุศรินทร์ ยี่โหนด และนายมนัส โชติขัน มาซื้อโทรศัพท์ที่ร้านของโจทก์ และร้านอื่นๆ ในย่านมาบุญครอง ในราคาท้องตลาดจำนวน 2,000 กว่าเครื่อง นำไปหลอกลวงผู้อื่นว่าจะขายในราคาต่ำกว่าทุน แต่เมื่อหลอกลวงได้จำนวนมากแล้ว (โดยได้หลอกลวงจำเลยที่ 5-7 ด้วย) ได้หลบหนีไป ต่อมา น.ส.บุศรินทร์ และนายมนัส ถูกจับ และถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พนักงานสอบสวนตรวจสอบบัญชีของ น.ส.บุศรินทร์ และนายมนัส พบการโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์และผู้อื่นอีก 20 กว่าราย แต่เลือกบัญชีของโจทก์เพียงบัญชีเดียว ว่าเป็นบัญชีที่รับโอนเงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชน และแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้อายัดเงินในบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขามาบุญครอง ชื่อบัญชีโจทก์ เลขที่บัญชี 7022883555 เลขที่บัญชี 7022484499 และบัญชีของโจทก์อีก 3 บัญชี ซึ่งโจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านแล้ว ต่อมา ปปง.มีหนังสือถึงโจทก์ ลงวันที่ 24 เม.ย. 2558 แจ้งมติคณะกรรมการธุรกรรม ปปง. เห็นชอบให้เลขาธิการ ปปง.ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย และให้ดำเนินการกับทรัพย์สิน ตาม พ.ร.บ.ปปง. 2542 มาตรา 49 วรรคหก และ ป.วิฯ อาญา มาตรา 85 หลังจากนั้น พนักงานสอบสวนได้ส่งมอบพยานหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินให้จำเลยที่ 5-7 ไปแจ้งความดำเนินคดีโจทก์ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน จึงถือว่าจำเลยทั้ง 7 ได้ร่วมกันกระทำความผิด แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับโทษ กล่าวหาว่า โจทก์ร่วมกับ น.ส.บุศรินทร์ และนายมนัส ฉ้อโกงประชาชน โดย น.ส.บุศรินทร์ และนายมนัส โอนเงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชนให้โจทก์ ซึ่งเป็นความเท็จ เพราะความจริงโจทก์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการซื้อขายโทรศัพท์ระหว่างจำเลยที่ 5-7 กับ น.ส.บุศรินทร์ และนายมนัส ส่วนเงินที่โอนมาเป็นเงินค่าโทรศัพท์ ไม่ใช่เงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาระหว่างเดือนกันยายน 2558 ถึงวันที่ 8 ต.ค. 2558 จำเลยที่ 5 มีหนังสือถึงผู้บังคับการปราบปราม เร่งรัดให้ดำเนินการตามคำสั่งของคณะกรรมการธุรกรรม ปปง. โดยออกคำสั่งให้ธนาคารกสิกรไทย สาขามาบุญครอง อายัดบัญชีเลขที่ 7022883555 จำนวนเงิน 11,534,800.70 บาท และบัญชีเลขที่ 7022484499 จำนวนเงิน 94,550.79 บาท ผู้บังคับการปราบปรามจึงส่งให้จำเลยที่ 1-3 พิจารณาและออกคำสั่งไปยังธนาคารกสิกรไทย
กระทั่งวันที่ 8 ต.ค. 2558 จำเลยที่ 1-3 นัดจำเลยที่ 4 และ 5 มารับเงินทั้งสองจำนวนที่ธนาคารกสิกรไทย สาขามาบุญครอง และจำเลยที่ 1-3 ให้ธนาคารถอนเงินในบัญชีของโจทก์ จำนวนเงิน 11,534,800.70 บาท และจำนวนเงิน 94,550.79 บาท ส่งมอบให้จำเลยที่ 5 ในเวลา 18.18 น. การกระทำของจำเลยที่ 1-3 เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทั้งยังเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับโทษหนักขึ้น ส่วนจำเลยที่ 4-7 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1-3 เพื่อเอาเงินของโจทก์ไปโดยมิชอบ จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคดีนี้ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งยกฟ้องในชั้นตรวจฟ้อง เเต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง ต่อมาศาลชั้นต้นไต่สวนเเล้วมีมูลจึงให้ประทับรับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และ 2 ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เฉพาะกรณีเกี่ยวกับจำนวนเงินที่คณะกรรมการ ปปง. มีมติให้คุ้มครองสิทธิผู้เสียหายกรณีนำเงินที่ได้จากการถอนเงินในบัญชีของโจทก์ในส่วนที่เป็นการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายและส่วนที่เกินอันเนื่องมาจากการแจ้งผิดหลงของคณะกรรมการ ปปง. มาแบ่งกัน และจำเลยที่ 4-7 ในข้อหาสนับสนุนจำเลยที่ 1-2 เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริต ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 5-7 ในข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อกลั่นแกล้งให้บุคคลอื่นต้องได้รับโทษทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174, 200&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2563 ให้ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าพยานโจทก์ดังกล่าวไม่ใช่ผู้ที่รับรู้เหตุการณ์โดยตรงหรือประจักษ์พยาน ถือเป็นเพียงพยานบอกเล่า อีกทั้งเทปบันทึกและข้อความในไลน์ที่กล่าวอ้างเป็นพยาน ก็ไม่ได้มีการตรวจสอบและเซ็นรับรองจากผู้เชี่ยวชาญทางนิติวิทยาศาสตร์ จึงไม่ใช่พยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ วันนี้นัดฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งหมดเดินทางมาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ 5-7 มีมูลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174 หรือเป็นผู้สนับสนุนในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 200 หรือไม่ เห็นว่าการที่จำเลยที่ 5-7 แจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.บุศรินทร์ ยี่โหนด และนายมนัส โชติขัน จนบุคคลทั้งสองถูกจับกุมดำเนินคดี เมื่อต่อมาพนักงานสอบสวนตรวจสอบพบว่าบุคคลทั้งสองโอนเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงซึ่งรวมเงินของจำเลยที่ 5-7 ด้วยแล้วมีการโอนเงินไปเข้าบัญชีผู้อื่นหลายราย รวมทั้งบัญชีเงินฝากของโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 5-7 ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า โจทก์ร่วมกับบุคคลทั้งสองกระทำผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เห็นได้ว่าเป็นการแจ้งข้อเท็จจริงไปตามลำดับเหตุการณ์ โดยข้อเท็จจริงที่แจ้งดังกล่าวก็มีมูลความจริงที่โจทก์เองก็ยอมรับว่า มีการรับโอนเงินจากบุคคลทั้งสองจริง จึงมิได้มีข้อความใดที่จำเลยที่ 5-7 กล่าวอ้างอันเป็นเท็จหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง ส่วนการกระทำของโจทก์จะเป็นความผิดต่อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 5-7 แจ้งหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสำคัญ ถึงแม้จำเลยที่ 5-7จะแจ้งต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับโจทก์ ก็น่าเชื่อว่าเป็นการที่จำเลยที่ 5-7 กล่าวอ้างไปตามที่รับทราบข้อมูลมาจากพนักงานสอบสวนตามความเข้าใจของตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่โจทก์รับโอนเงินมาดังกล่าวจะเป็นความผิดหรือไม่ เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานต่อไป การกระทำของจำเลยที่5-7 ไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174 หรือเป็นผู้สนับสนุนในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าคดีโจทก์ส่วนนี้ไม่มีมูลชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น
ส่วนกระทำของจำเลยที่ 1-3 มีมูลเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200 และการกระทำของจำเลยที่ 4-7 มีมูลเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1-3 ในส่วนนี้หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ความจริงเส้นทางการเงินได้โอนไปยังผู้รับโอนหลายราย เหตุที่จำเลยที่ 5-7 เลือกที่จะแจ้งเอาเฉพาะกับโจทก์ ก็อาจเป็นเพราะรายของโจทก์มีการรับโอนเงินเป็นจำนวนมากมียอดเงินสูง รวมถึงยอดเงินคงเหลือในบัญชีเงินฝากของโจทก์ เพราะการแจ้งก็เป็นการสืบเนื่องมาจากเพื่อต้องการให้ได้รับเงินคืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลเห็นว่า การแจ้งเฉพาะโจทก์นั้นจำเลยที่ 5-7 อาจเห็นได้ว่าเพียงพอที่ตนเองจะได้รับบรรเทาความเสียหายได้ดีกว่าผู้รับโอนรายอื่นเท่านั้น การไม่แจ้งหรือไม่ดำเนินการแจ้งเอากับรายอื่น ก็หาทำให้การกระทำของโจทก์เป็นความผิดไปแต่เพียงผู้เดียว โดยที่ผู้รับโอนเงินรายอื่นจะพ้นผิดไปก็หาไม่ จึงไม่ใช่เรื่องที่จำเลยที่1-3 มีพฤติการณ์ไม่สุจริตเลือกปฏิบัติเฉพาะรายของโจทก์ ทำนองเดียวกันการที่จำเลยที่1-3นัดให้จำเลยที่5-7 มารับเงินที่เบิกถอนจากบัญชีของโจทก์ในเวลาหลัง 18.00 น.ก็เป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา และการร่วมกันเบิกถอนเงินในวันที่ 8 ตุลาคม2558ที่โจทก์อุทธรณ์ว่ามีการแก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และมีการบังคับใช้ฉบับที่แก้ไขใหม่แล้ว จำเลยที่ 1-3 ก็ทราบอยู่แล้ว เพราะทนายความโจทก์ได้โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่2ทราบก่อนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็ได้ความจากที่ทนายโจทก์เองเบิกความตอบทนายจำเลยที่2เเละที่5-7 ถามค้านว่าพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินที่เบิกความว่ามีการแก้ไขใหม่ คือ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2558 ในมาตรา 2ระบุให้ใช้พระราชบัญญัตินี้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ประกาศเป็นต้นไป การเบิกถอนเงินจากบัญชีของโจทก์ที่ธนาคาร ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุคดีนี้ จึงเป็นวันก่อนที่พระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับ จึงเป็นอำนาจที่ยังสามารถกระทำได้จำเลยที่1-3หาจำต้องดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฉบับที่ได้มีการแก้ไขใหม่ไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำของจำเลยที่ 1-3 ในส่วนนี้ จึงไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอันจะเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 200 และการกระทำของจำเลยที่4-7 จึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่1-3 ในส่วนนี้ด้วย คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77361</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ, ศาลอุทธรณ์, อดีตผกก.ป., อัจฉริยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190327/image_big_5c9b11273e4fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2020 13:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2020 13:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทนายตั้ม&#039;แจ้งความจับ&#039;อัจฉริยะ&#039;ไลฟ์สดภาพน้องชมพู่ ละเมิดสิทธิ-ผิดพรบ.คอมพ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค. 63 - ที่สถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบนจังหวัดสมุทรสาคร&amp;nbsp; เมื่อเวลา10.30 น. นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน พร้อมด้วยทีมงานทนายประชาชน ได้เดินนำพยานหลักฐานเป็นคลิปภาพไลฟ์สดของนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.ทิวัตถ์พล ทวิชสังข์ศักดิ์ พนักงานสอบสวน สภ.กระทุมแบน เพื่อดำเนินคดีกับนายอัจฉริยะ เนื่องจากได้นำข้อมูลการสืบสวนสอบสวนที่เป็นความลับของทางราชการและเป็นภาพศพของ ด.ญ.อรวรรณ วงศ์ศรีชา หรือน้องชมพู่ อายุ 3 ขวบ ในลักษณะเปลือยมาลงโพสต์ในเพจชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เป็นการไม่เหมาะสมละเมิดสิทธิของผู้ตาย ดูหมิ่นเหยียดหยามศพ และผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มีอัตราโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การที่นายอัจฉริยะไลฟ์สดดังกล่าวนั้นเป็นการไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีและประชาชนเลย ซึ่งไม่ได้ช่วยให้จับกุมคนร้ายได้เร็วขึ้นแต่อย่างใด การที่นำหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มาเปิดเผย นำรูปศพน้องเปลือยมาลงคิดถึงใจครอบครัวของน้องมั้ยให้เกียรติคนตายมั้ย คนทั่วไปเขาไม่ทำกันอย่าทำเพื่อโหนกระแสหวังดังจากยอดไลค์ยอดแชร์เลยครับ&amp;quot; นายษิทรา ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71998</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทนายตั้ม, น้องชมพู่, สภ.กระทุ่มแบน, อัจฉริยะ, แจ้งความ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200720/image_big_5f153a7c2ccce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64679</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2020 11:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2020 11:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สส.ปชป.เอือม &#039;อัจฉริยะ&#039; โจมตี &#039;ตั๊น&#039; ไม่เหมาะนั่ง กมธ.ตำรวจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 เม.ย.63 - &amp;nbsp;นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม มีพฤติกรรมที่ผิดสังเกตในการตรวจสอบการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงนี้ ว่า ขอยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้กลัวการตรวจสอบแต่อย่างใด กลับเห็นว่าการตรวจสอบเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักใช้สิทธิหน้าที่อย่างเต็มที่ตามระบอบประชาธิปไตย แต่ที่ผ่านมา นายอัจฉริยะไม่ได้มุ่งที่จะตรวจสอบการทำงานคนของพรรคฯอย่างแท้จริง แต่กลับดิสเครดิตพรรคอย่างต่อเนื่องจนรู้สึกเอือมระอาเป็นอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ล่าสุดหลังจากที่หลายคนมองออกว่า นายอัจฉริยะ เล่นประเด็นความเดือดร้อนของประชาชนในเรื่องหน้ากากอนามัย มาทำลายความตั้งใจทำงานของคนในพรรคฯ แล้ว นายอัจฉริยะก็หันมาเล่นประเด็นที่น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ได้รับตำแหน่งในกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร อ้างถึงความไม่เหมาะสมว่า น.ส.จิตภัสร์ มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ที่มีการนำมวลชนไปชุมนุมหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วทำลายทรัพย์สินของทางราชการ ในช่วงการชุมนุมของ กปปส. ผมขอเรียนว่า น.ส.จิตภัสร์ ไม่ได้ไปกระทำในลักษณะดังกล่าว และมีการพิสูจน์แล้วว่าเป็นรูปภาพที่มีการตัดต่อทำให้บุคคลอื่นเข้าใจผิด รวมทั้ง ที่ผ่านมา น.ส.จิตภัสร์ ก็ได้ทุ่มเททำงานให้กับสภาฯ และ ยังเป็นคนที่เสนอต่อสภาผู้แทนฯเรื่องการดูแลตำรวจตระเวนชายแดนให้มีสวัสดิการที่ดีขึ้น และมีความตั้งใจพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน รวมทั้ง เสริมสร้างอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน เพื่อให้เด็กๆ แถบนั้น ได้รับการศึกษาทัดเทียมกับเด็กในเมืองด้วย&amp;quot; นายชัยชนะ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยชนะ กล่าวอีกว่า กรณีของ น.ส. จิตภัสร์ นั้น ก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ เพราะเป็นไปตามกระบวนการของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และน.ส.จิตภัสร์ ได้ทำงานมาระยะหนึ่งแล้ว แต่การที่นายอัจฉริยะนำประเด็นนี้มาขยายผลนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร เพราะแค่ตั้งต้นก็นำข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือมาตั้งต้นเป็นประเด็นแล้ว ดังนั้น ตนหวังว่า นายอัจฉริยะ จะมีการตรวจสอบทั้งข้อมูลข่าวสารและพยานหลักฐานให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อน ก่อนที่จะดำเนินการตรวจสอบในเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวพันกับคนของพรรคประชาธิปัตย์ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64679</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยชนะ เดชเดโช, อัจฉริยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200430/image_big_5eaa4f58c97df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
