<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108950</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 15:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 15:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> การบริหารจัดการของภาครัฐสําหรับเศรษฐกิจที่มี ‘แผลเป็น’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ ดิฉันได้เขียนเรื่อง &amp;lsquo;แผลเป็นจากโควิด19&amp;rsquo; ที่พยายามชี้ให้เห็นว่า แม้โควิดจะมีผลทําให้เศรษฐกิจถดถอยในเวลาสั้นๆ&amp;nbsp; แต่จะสร้างรอยแผลเป็น (economic scars) ไปอีกนาน ที่จะมีผลทําให้ศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีน้อยลงในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั่นเป็นเพราะ ประการแรก วิกฤตจากโควิดสร้างหนี้ ทั้งหนี้ภาครัฐ หนี้ธุรกิจเอกชน และหนี้ครัวเรือน ที่จะมีผลในการลดการใช้จ่ายของภาคต่างๆในระยะยาว ประการที่สอง ปัจจัยการผลิตในระยะต่อไปจะมีน้อยลง&amp;nbsp; แรงงานถูกเลิกจ้าง ซึ่งอาจจะออกจากตลาดแรงงานไปเลย บางส่วนอาจจะไปทํางานในเศรษฐกิจนอกระบบ (informal sector) หรือในภาคเกษตร ที่ทําให้รายได้และสวัสดิการลดลงในระยะยาว ปัจจัยทุนก็ลดลง ทั้งการเลิกกิจการและภาวะหนี้สินของธุรกิจที่ทําให้การลงทุนน้อยลง นอกจากนี้ วิกฤตจากโควิดยังทําให้มีคนจนมากขึ้นและความเหลื่อมลํ้าในการกระจายรายได้ที่เป็นปัญหาอยู่แล้ว เลวลงอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การบริหารจัดการภาครัฐภายใต้รอยแผลเป็นนี้ควรเป็นอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สําคัญอย่างแรกและเร่งด่วนคือ ทําให้ &amp;lsquo;แผลสด&amp;rsquo; หายเร็วที่สุด ไม่ให้แผลสดรุกราม บาดลึกและเรื้อรังจนกลายเป็น&amp;rsquo;แผลเป็น&amp;rsquo;ที่ยากจะเลือนหาย ยิ่งแผลสดหายเร็วเท่าไร ก็จะทําให้แผลเป็นมีน้อยลงมากเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ดูเหมือนว่า ตอนนี้แผลสดทําท่าจะกว้าง ลึก จากการระบาดของโควิดระลอกที่ 3เมื่อกลางเดือนเมษายน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจําเป็นเร่งด่วนที่รัฐจะต้องควบคุมการระบาดนี้และบริหารจัดการวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว เพราะเป็นทางเดียวที่จะหยุดแผลสดนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อรัฐบาลลดการแพร่ระบาดของโควิดได้แล้วก็ควรเดินหน้าที่จะสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่ ทดแทนส่วนที่สูญเสียไปจากวิกฤตครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทิศทางที่รัฐจะนําพาประเทศไปข้างหน้านั้นมีอยู่แล้วตามแนวทางของร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 13 (พศ. 2566-2570). ที่ต้องการพลิกโฉมประเทศไทย หรือการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ (Thailand&amp;rsquo;s Transformation) เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสร้างคุณค่าและยั่งยืน (High-value and Sustainable Thailand)&amp;nbsp; แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อการสร้างศักยภาพของการเจริญเติบโตในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในแผนพัฒนาฉบับนี้ ในด้านการผลิต จะมุ่งพัฒนาภาคเกษตรและเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมยานยนตร์ไฟฟ้า อิเล็คทรอนิคส์ และบริการดิจิทัล รวมทั้งเป็นประตูการค้า การลงทุน สนันสนุนธุรกิจ SME&amp;nbsp; วิสาหกิจชุมชน และการแก้ปัญหาความเหลื่อมลํ้าในการกระจายรายได้ไปพร้อมๆกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อบรรลุการพัฒนาดังกล่าว รัฐควรจะลงทุนในโครงการสําคัญ 2 โครงการ คือ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการบริหารจัดการนํ้าอย่างเป็นระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลนั้น เพื่อให้คนในประเทศสามารถเข้าถึงและใช้ดิจิทัลในการผลิต การค้า การขนส่งและการดํารงชีวิตประจําวัน เพราะช่วงเวลาของโควิดชี้ให้เห็นว่า digital technology เป็นปัจจัยสําคัญที่ทําให้การผลิตของบางอุตสาหกรรมของไทยยังคงอยู่ในขบวนการห่วงลูกโซ่การผลิต (global value chain)ต่อไปได้ ไม่เช่นนั้น การเกิด supply disruption ในหลายประเทศเนื่องจากโรคระบาดคงทําให้หลายบริษัทหันมาพึ่งพาตนเองมากขึ้นในการผลิตสินค้าขั้นกลาง และ อาจทำให้GVC ที่พัฒนามาหลายทศวรรษสิ้นสุดลง ในประเทศเอง การทํากิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงโควิดก็ยังดําเนินต่อไปได้เพราะการใช้ ดิจิทัลนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการลงทุนเพื่อบริหารจัดการนํ้าอย่างเป็นระบบทั่วประเทศก็มีความสําคัญต่อการพัฒนาภาคเกษตรมูลค่าสูงและการแก้ปัญหาความเหลื่อมลํ้า เพื่อลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น ถี่ขึ้น จึงทําให้เกษตรกรบางส่วนต้องเผชิญกับปัญหาฝนแล้ง น้ำท่วม อยู่ทุกปี นอกจากนี้ ยังช่วยให้รัฐไม่ต้องเสียงบประมาณในการเยียวยาฝนแล้งหรือชดเชยนํ้าท่วมปีละหลายหมื่นล้านปีแล้วปีเล่า&amp;nbsp; ซึ่งสิ้นเปลืองและเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่สร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังมีโครงการการลงทุนในด้านอื่นๆอีกมากเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ในแผนพัฒนาฉบับที่ 13&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาคือ รัฐจะสามารถลงทุนได้มากเพียงไรในยามที่หนี้สาธารณะเข้าใกล้ร้อยละ 60 ของ GDP อันเป็นผลเนื่องมาจากการใช้จ่ายทางด้านสาธารณะสุข มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ในหลายปีจากนี้ไป รัฐจะมีข้อจํากัดในการขาดดุลงบประมาณในแต่ละปี แต่ที่สําคัญกว่านั้นคือ ในงบประมาณแต่ละปีนั้น ประมาณ3ใน 4 ของงบประมาณเป็นรายจ่ายประจำเช่น ค่าจ้าง เงินเดือน การซื้อสินค้าและบริการของภาครัฐ มีเพียง 1 ใน 4 ที่เป็นการลงทุน ซึ่งเป็นข้อจํากัดที่สําคัญในการสร้างศักยภาพของเศรษฐกิจไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเป็นความจําเป็นเร่งด่วนที่รัฐจะต้องปฏิรูประบบการคลัง เพิ่มการจัดเก็บรายได้ ลดการใช้จ่าย เช่น การจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สิน การบริหารการจัดเก็บให้มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; ในด้านการใช้จ่าย รัฐจะต้องจัดอันดับความสําคัญ(priority)ของการใช้เงินงบประมาณเพื่อสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นอันดับแรก ถือเป็นวาระแห่งชาติที่จะเลิก ลด หรือชะลอการใช้งบประมาณที่ไม่จําเป็นในการสร้างศักยภาพของการเจริญเติบโตลงให้ได้&amp;nbsp; ต้องไม่มีการใช้จ่ายแบบเสาไฟกินรี&amp;nbsp; ที่สําคัญคือการลดงบประมาณทางการทหารลงเพราะมันคงไม่ใช่เวลาที่เราจะต้องมี &amp;lsquo;รั้วบ้าน&amp;rsquo;ที่แข็งแรง ทันสมัย ในขณะที่บ้านเสื่อมโทรมและคนในบ้านยังลำบากและดิ้นรน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่เพียงแต่การปฏิรูปการคลัง&amp;nbsp; รัฐจะต้องปรับตัวให้มีประสิทธิสภาพ คล่องตัว ใช้เทคโนโยี่และbig data มาช่วยในการทํานโยบายและมาตรการของรัฐ ช่วยในการบริหารจัดการโดยมีข้อมูลเพียงพอในการวิเคราะห์ สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการทําธุรกิจและการแข่งขัน ยกเลิกกฏระเบียบที่ล้าสมัยและหยุมหยิมที่รังแต่จะเพิ่มต้นทุนในการทําธุรกิจของภาคเอกชน และทําวาระแห่งชาติในการขจัดการทุจริตคอรัปชั่นให้เห็นเป็นที่ประจักษ์&amp;nbsp; หลายครั้งที่ภาครัฐบอกให้เอกชนปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในโลกสมัยใหม่ ธุรกิจและประชาชนเองก็คงอยากเห็นภาครัฐปรับเปลี่ยนการบริหารและวิธีการทํางานเพื่อให้มีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาลเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 มาแล้ว 24 ปี น่าเสียดายที่เราแทบไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้นในประเทศเลย อาจจะมีก็ในภาคการเงินที่เห็นการเปลียนแปลงอยู่บ้าง โดยเฉพาะการกํากับดูแล การเพิ่มประสิทธิภาพ และการบริหารความเสี่ยง ที่ทําให้มีเสถียรภาพและมั่นคงขึ้น สิ่งที่คาดหวังก็คือ ให้วิกฤตโควิดและแผลเป็นจากโควิดครั้งนี้ ทําให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของประเทศเสียที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. อัจนา ไวความดี กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108950</URL_LINK>
                <HASHTAG>อัจนา ไวความดี, แผลเป็นจากโควิด19’</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fb862582dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69546</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2020 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2020 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จะใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรดี?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กว่าบทความฉบับนี้จะออกมา โครงการที่ยื่นเสนอเข้ามาเพื่อขอใช้เงินกู้จำนวน 400,000 ล้านบาท คงจะผ่านการคัดกรองไปบ้างแล้ว แต่ผู้เขียนก็ยังอยากจะเสนอการใช้เงินจำนวนนี้ให้คุ้มค่าสมกับเป็นเงินกู้ที่จะเป็นภาระแก่ผู้เสียภาษีอยู่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ร.ก.กู้เงินที่ผ่านสภาฯ ไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม จำนวน 1 ล้านล้านบาท จะจัดสรรเพื่อแผนงานทางการแพทย์และสาธารณสุข 45,000 ล้านบาท และเป็นการช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยประชาชน เกษตรกรและผู้ประกอบการ 550,000 ล้านบาท ส่วนอีก 400,000 ล้านบาท ที่กำลังพูดถึงนี้ จะเป็นการดูแลและสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนเพื่อสร้างศักยภาพให้ชุมชน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ ทำให้หน่วยงานราชการต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยและสำนักนายกฯ ยื่นเสนอโครงการเพื่อใช้เงินส่วนนี้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคมมาที่สภาพัฒน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงไม่น่าแปลกใจที่มีการเสนอโครงการและงบประมาณโครงการเข้ามาจำนวนมาก เพียง 1 สัปดาห์นับจากวันแรก ก็มีผู้เสนอโครงการเข้ามาถึง 34,263 โครงการ รวมวงเงิน 841,269 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจคณะอนุกรรมการและกรรมการกลั่นกรอง ที่จะต้องคัดเลือกโครงการเหล่านี้ให้อยู่ในงบประมาณ 400,000 ล้านบาท ในช่วงเวลาเพียง 15 วัน เพื่อเสนอ ครม. ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะอนุกรรมการและกรรมการกลั่นกรองได้วางเงื่อนไขโครงการที่จะทำว่า จะต้องเป็นโครงการที่เน้นการฟื้นฟูและสร้างศักยภาพภายในประเทศหลัง Covid 19 โดยให้ความสำคัญกับ sector ที่ประเทศยังคงมีความได้เปรียบและต่างประเทศต้องการ เช่น เกษตรมูลค่าสูง เกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมอาหาร พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและบริการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพที่ยั่งยืน รวมทั้งให้ความสำคัญต่อกิจกรรมและธุรกิจชุมชนที่มีโอกาสและศักยภาพในการสร้างงาน สร้างอาชีพ รองรับแรงงานส่วนเกินที่อพยพกลับท้องถิ่นและชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เอาเข้าจริง โครงการส่วนใหญ่ที่เข้ามาก็ยังคงเป็นการสร้างถนนสายสั้นๆ ในชุมชนถึง 12,182 โครงการ มีโครงการที่เน้นเรื่องการสร้างงานและแก้ไขความยากจนเพียง 117 และ 9 โครงการตามลำดับเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการเหล่านี้กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เป็นโครงการเล็กๆ ที่ยากที่จะมีผล ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นแผนงานที่เคยมีมาก่อนหน้านี้แล้ว นำมาปัดฝุ่นเสียใหม่เพื่อเสนอของบประมาณ ในลักษณะ &amp;quot;งบล้างท่อ&amp;quot; ไม่ใช่โครงการใหม่ที่คิดขึ้นตามจุดประสงค์ของการใช้เงิน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เพราะระยะเวลาที่ต้องการให้เสนอโครงการเพื่อการใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนอย่างรวดเร็วนั้นสั้นมาก การคิด วิเคราะห์และคัดเลือกในแต่ละหน่วยงานจึงทำไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แทนที่เราจะใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ไปในโครงการเล็กๆ ที่กระจัดกระจายไปในที่ต่างๆ ที่ไม่สามารถคาดได้ว่าเป็นการใช้เงินที่คุ้มค่า ซึ่งเป็นการใช้เงินแบบเบี้ยหัวแตกหัวแหลก ควรหรือไม่ที่จะใช้งบส่วนใหญ่เพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบทั่วประเทศ เพื่อให้มีประสิทธิผลในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาความยากจนและสร้างงาน สร้างรายได้แบบยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเวลาเดียวกัน ก็แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไปด้วย เพราะในแต่ละปีเราต้องเสียเงินงบประมาณหลายหมื่นล้านเพื่อการชดเชยภัยแล้งและเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม เงินชดเชยเทียบไม่ได้กับความเสี่ยง ในเรื่องน้ำที่เกษตรกรเผชิญอยู่ดังนั้นแม้การลงทุนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบทั่วประเทศแบบบูรณาการจะใช้เงินลงทุนสูง แต่จะประหยัดงบประมาณในการชดเชยและเยียวยาในแต่ละปี โครงการเช่นนี้จึงน่าจะคืนทุนได้ในระยะเวลาไม่นาน ยังไม่นับประโยชน์ที่เกิดจากการผลิต การสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มคุณภาพของชีวิต รวมทั้งยังเป็นการเตรียมรับมือกับปัญหา climate change ที่ถือเป็นความเสี่ยงที่สำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป ประเทศที่ประชากรจำนวนมากยังพึ่งภาคเกษตร การบริหารจัดการน้ำในระยะต่อไปจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนการลงทุนในเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบทั่วประเทศจะต้องทำในลักษณะ Master plan ที่มีโครงการใหญ่และเล็กกระจายอยู่ทั่วประเทศ ในลักษณะ &amp;quot;ปูพรม&amp;quot; มีการสร้างพัฒนา ปรับปรุงแหล่งน้ำ ที่กักเก็บน้ำ อ่างเก็บน้ำ คลอง ฝาย และอื่นๆ เชื่อมโยงกัน การมี master plan ในเรื่องนี้จะดูแลเรื่องผล กระทบภายนอกในทางลบ (negative externalities) ได้ดีกว่าต่างคนต่างทำตามกำลังงบประมาณ และสามารถประสานผลประโยชน์ของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากการบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศ และชดเชยผู้ที่เสียประโยชน์จากโครงการอย่างเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการบริหารจัดการน้ำน่าจะมีส่วนที่จะทำให้เราบรรลุถึงจุดประสงค์ของการใช้เงินตามแผนงานทั้ง 4 แผน (แผนงาน 3.1-3.4) คือ เป็นการลงทุนที่สามารถฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (แผนงาน 3.1) เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และชุมชน (แผนงานที่ 3.2) เป็นการกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนและเอกชน (แผนงาน 3.3) และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสนับสนุนกระบวนการผลิต (แผนงานที่ 3.4)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความยากลำบากของการทำโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบแบบบูรณาการอยู่ที่ทุกขั้นตอนของการทำโครงการ ตั้งแต่การมี master plan ที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนจากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องน้ำทั้งระดับประเทศและระดับพื้นที่ เมื่อมีโครงการย่อยๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ การบริหารจัดการในเรื่องการก่อสร้าง การประมูล การจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายและภายในกำหนดเวลาเป็นเรื่องท้าทาย ที่สำคัญต้องบริหารความขัดแย้งหรือการขัดกันของผลประโยชน์ในแต่ละพื้นที่และหน่วยงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบากไม่ใช่เล่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม วิกฤติครั้งนี้ประเทศมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมาก หากไม่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ และปัญหาความยากจน เราจะไม่สามารถเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงตรงนี้คงมีคนแย้งว่า ภาวะวิกฤติครั้งนี้ต้องการการใช้จ่ายออกไปอย่างรวดเร็ว เพื่อจะกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนงานที่เสนอเข้ามา การทำโครงการบริหารจัดการน้ำต้องใช้เวลา ซึ่งประเด็นนี้ก็พอจะเข้าใจได้ แต่การใช้เงินออกไปแบบเบี้ยหัวแหลกหัวแตกจะไม่มีประสิทธิผลมาก อย่างน้อยตัวทวีคูณทางการคลังในปัจจุบันต่ำมาก ในทุกประเทศการคาดหวังว่าเงินที่ใช้ไปจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้นั้น อาจจะไม่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกันหนี้สาธารณะของประเทศที่สูงขึ้นมากนี้น่าจะทำให้เราต้องใช้การคิดวิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนกว่าเดิม หรืออย่างน้อย หากไม่สามารถทำเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มรูปแบบจากเงินกู้ 400,000 ล้านบาทได้ทั้งหมด ก็ควรจะมีโครงการบริหารจัดการน้ำเป็นหลักและต่อเนื่องในปีงบประมาณหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการบริหารจัดการน้ำนี้น่าจะเป็นการใช้เงินที่คุ้มค่าและสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศ นอกจากนี้โครงการดังกล่าวจะเพิ่มการจ้างงานในหลายระดับและพื้นที่ ทั้งผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารโครงการ แรงงานในระดับฝีมือ และไร้ฝีมือจำนวนมากกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ รวมไปถึงควรมีการจ้างบัณฑิตจบใหม่ทำหน้าที่เหมือนอาสาสมัครในกรณี Covid 19 เพื่อตรวจสอบและดูแลให้การทำโครงการย่อยๆ ในแต่ละพื้นที่เป็นไปตามเป้าหมาย มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็หวังที่จะเห็นนักการเมืองมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลสักหน่อยเพื่อผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศและประชาชน ไม่เน้นแต่การใช้เงินที่หวังผลทางการเมืองระยะสั้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ
ดร. อัจนา ไวความดี
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69546</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นเศรษฐกิจ, กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล, อัจนา ไวความดี, เงินกู้ 4 แสนล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200223/image_big_5e5256ab75f5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
