<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100141</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2021 22:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ต่ออายุ‘เราชนะ’ ลุยแพ็กเกจเยียวยาอีก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราชนะเฮ!แจกเงิน 7&amp;nbsp;พัน เพิ่ม&amp;nbsp;2.4&amp;nbsp;ล้านคน ครม.อัดฉีดงบเข้าโครงการอีก&amp;nbsp;3,042&amp;nbsp;ล้านบาท ขยายเวลาถึงสิ้น มิ.ย. นายกฯ ถกด่วนทีมเศรษฐกิจ &amp;ldquo;สุพัฒนพงษ์&amp;rdquo; แย้มคลอดแพ็กเกจเยียวยาอีกรอบเดือน มิ.ย. ลุยคนละครึ่งเฟส 3 กดรับสิทธิ์ พ.ค. เตรียมไม้เด็ด จูงใจคนกระเป๋าหนัก คลายเงิน&amp;nbsp;6-7&amp;nbsp;แสนล้านออกมาใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;20&amp;nbsp;เมษายน นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบเปลี่ยนแปลงโครงการเราชนะ ขยายกลุ่มเป้าหมายและกรอบวงเงิน จากกลุ่มเป้าหมายจำนวนประมาณ 31.1 ล้านคน กรอบวงเงินไม่เกิน 210,200 ล้านบาท เป็นกลุ่มเป้าหมายจำนวนประมาณ 33.5 ล้านคน กรอบวงเงินไม่เกิน 213,242 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3,042 ล้านบาท และขยายระยะเวลาใช้จ่ายได้ไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน 2564&amp;nbsp;จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกินวันที่ 31 พฤษภาคม 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ครม.ยังรับทราบแนวทางจัดการเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผลการทบทวนสิทธิ์ที่อาจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและการกำหนดกรอบระยะเวลารับเรื่องร้องเรียนกรณีดังกล่าว โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ได้รับแจ้งจากประชาชนภายในวันที่ 13 พ.ค.2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชายังแถลงด้วยว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติโครงการสร้างรายได้ด้วยแฟรนไชส์ฝ่าโควิด-19&amp;nbsp;ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ วงเงิน&amp;nbsp;68&amp;nbsp;ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน&amp;nbsp;8&amp;nbsp;เดือน (พ.ค.-ธ.ค.2564)&amp;nbsp;เพื่อช่วยเหลือและสร้างอาชีพแก่คนว่างงานและคนตกงาน กระตุ้นและฟื้นฟูธุรกิจแฟรนไชส์ และธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดเล็ก โดยจะมีกิจกรรม เช่น จัดงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพโรดโชว์ 2021&amp;nbsp;ในภูมิภาค รวม&amp;nbsp;15&amp;nbsp;ครั้ง รวม 15&amp;nbsp;จังหวัด ประมาณเดือนละ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;จังหวัด เป้าหมาย&amp;nbsp;100&amp;nbsp;ธุรกิจ โดยจะประสานงานการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างเจ้าของแฟรนไชส์และสถาบันการเงินของรัฐและธนาคารพาณิชย์ที่มีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ให้แก่ผู้ที่ต้องการทำธุรกิจแฟรนไชส์ ได้มีเงินลงทุนเพื่อประกอบอาชีพได้ง่ายขึ้น เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การดำเนินการของโครงการเราชนะ ณ วันที่&amp;nbsp;20&amp;nbsp;เม.ย.2564&amp;nbsp;พบว่า ประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน&amp;nbsp;13.7&amp;nbsp;ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ก.พ.2564&amp;nbsp;เป็นต้นมา จำนวน&amp;nbsp;73,197&amp;nbsp;ล้านบาท และประชาชนกลุ่มที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชันเป๋าตัง ในโครงการเราเที่ยวด้วยกันและคนละครึ่ง และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนทางเว็บไซต์&amp;nbsp;www.เราชนะ.com&amp;nbsp;ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นและยืนยันการใช้สิทธิ์ร่วมโครงการเราชนะแล้ว จำนวน&amp;nbsp;16.8&amp;nbsp;ล้านคน และมีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ก.พ.2564&amp;nbsp;เป็นต้นมา จำนวน&amp;nbsp;113,010&amp;nbsp;ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติแล้ว จำนวน&amp;nbsp;2.3&amp;nbsp;ล้านคน มียอดใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;มี.ค.&amp;nbsp;เป็นต้นมา จำนวน&amp;nbsp;14,146&amp;nbsp;ล้านบาท ทำให้มีผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการเราชนะแล้ว รวมทั้งสิ้นจำนวน&amp;nbsp;32.8&amp;nbsp;ล้านคน คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า&amp;nbsp;200,353&amp;nbsp;ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านผู้ประกอบการร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มีแอปพลิเคชันถุงเงิน ร้านค้าคนละครึ่งที่ตกลงยินยอมเข้าร่วมโครงการเราชนะ รวมถึงผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเราชนะ จำนวนทั้งสิ้นมากกว่า&amp;nbsp;1.3&amp;nbsp;ล้านกิจการ นอกจากนี้ ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้รับเบาะแสเกี่ยวกับการทุจริตของประชาชนหรือผู้ประกอบการร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการเราชนะ โดยมีพฤติกรรมการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ เช่น การแลกวงเงินสิทธิ์เป็นเงินสด การขึ้นราคาสินค้าอย่างไม่เป็นธรรม เป็นต้น ซึ่งกระทรวงการคลังได้ประสานขอความร่วมมือกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ&amp;nbsp;และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตามและตรวจสอบ โดยหากพบว่ามีการกระทำผิดเงื่อนไขจริง จะระงับการใช้เครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือแอปพลิเคชันถุงเงิน ของร้านค้า และดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุม ครม.ว่า สำหรับมาตรการเยียวยาประชาชน จะประชุมหารือในเรื่องเหล่านี้เพิ่มเติมกับฝ่ายเศรษฐกิจว่าเราจะสามารถใช้งบประมาณต่างๆ ได้มากน้อยเพียงใด และในโครงการใดบ้าง แต่โครงการที่ค้างอยู่ในขณะนี้โครงการเราชนะ ซึ่งคงทำต่อไปในขณะนี้ และในส่วนของมาตรา&amp;nbsp;33&amp;nbsp;โครงการอื่นที่จบไปแล้วจะพิจารณากันอีกครั้ง คงได้คำตอบในเร็ววันนี้ โดยต้องนึกถึงรัฐบาลเรามีงบประมาณอยู่แค่ไหนอย่างไร เราไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณ อย่างไรก็ต้องจัดหาให้จนได้ แต่จะหาด้วยวิธีไหนเท่านั้นเอง ว่าจะมีงบประมาณที่เพียงพอหรือไม่ในสถานการณ์เช่นนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า จากการแพร่ระบาดโควิด-19&amp;nbsp;ทำให้กระทบเศรษฐกิจและมีคนตกงาน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เรื่องคนตกงานรัฐบาลก็มีหลายมาตรการที่ออกไป ซึ่งต้องไม่ลืมว่ามาตรการที่ออกมาก่อนหน้านี้เป็นมาตรการที่ทำให้รักษาการจ้างงานไว้ให้ได้มากที่สุด และก็จะดูว่าจะทำอย่างไรกันอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม ครม. นายกฯเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจเพื่อหามาตรการช่วยเหลือเยียวยาภาคธุรกิจและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;โดยมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน,&amp;nbsp;นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เข้าร่วมการประชุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นายสุพัฒนพงษ์เปิดเผยภายหลังการหารือว่า พล.อ.ประยุทธ์เรียกทีมเศรษฐกิจหารือถึงมาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกที่สาม การเปิดประเทศ โดยมีภูเก็ตเป็นจังหวัดนำร่อง รวมถึงรายงานความคืบหน้าดึงดูดนักลงทุน ซึ่งมีผู้ลงทุนสนใจ ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ว่าการเปิดประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตยังเป็นไปตามกำหนดเดิม คือวันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ก.ค.2564&amp;nbsp;ซึ่งความต้องการนักท่องเที่ยวยังมีความต้องการมาเที่ยวภูเก็ต เพราะยังอยู่ในเป้าหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนมาตรการกระตุ้นการลงทุนจะออกมาเป็นแพ็กเกจประมาณเดือน พ.ค. และจะเริ่มมาตรการได้ในเดือน มิ.ย. อาทิ คนละครึ่งเฟส 3 เราเที่ยวด้วยกัน โดยจะเป็นมาตรการเดิมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งให้กดยืนยันตัวตนรับสิทธิ์ได้ รวมถึงยังมีพระราชกำหนดกู้เงินสินเชื่อฟื้นฟูและพักทรัพย์พักหนี้ วงเงิน&amp;nbsp;3.5&amp;nbsp;แสนล้านบาท&amp;nbsp;นอกจากนี้ยังจะมีมาตรการใหม่เพื่อสนับสนุนให้คนมีเงินออมที่มีอยู่&amp;nbsp;6-7&amp;nbsp;แสนล้านบาท ให้ออกมาใช้จ่าย อยู่ระหว่างกระทรวงการคลังคิดมาตรการ โดยมาตรการที่ออกมาไม่ต้องแข่ง ให้คนที่เคยรับสิทธิ์มาตรการของรัฐบาลอยู่แล้วกดรับสิทธิ์ยืนยัน คนมีเงินก็จะได้ใช้เงินให้เต็มที่ด้วย จะได้ไม่ต้องไปแย่งโครงการคนละครึ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเรื่องงบประมาณมีเพียงพอประมาณ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;แสนล้านบาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดการแพร่ระบาดจะมีรอบใหม่เกิดขึ้นอีกหรือไม่ แต่ถ้างบประมาณไม่พอ ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากต้องเตรียมไว้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100141</URL_LINK>
                <HASHTAG>!แจกเงิน 7 พัน, คนละครึ่งเฟส 3, ทีมเศรษฐกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัดฉีดงบเข้าโครงการ, เราชนะ, แพ็กเกจเยียวยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607ee904b1c50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
