<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95776</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2021 19:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2021 19:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คมนาคม&#039;คิกออฟวิ่งฉิว120กม./ชม.นำร่องสายเอเชีย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค.64-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงกฎกระทรวง กำหนดอัตราความเร็วของยานพาหนะบนทางหลวงแผ่นดิน หรือทางหลวงชนบทที่กำหนด พ.ศ. 2564 หลังจากเว็บไซต์วานนี้ (10 มี.ค. 2564) ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่กฎกระทรวงดังกล่าวว่า การประกาศกฎกระทรวงดังกล่าวนั้น ถือเป็นนโยบายของกระทรวงคมนาคม ในการดำเนินการให้สอดคล้องกับสภาพการจราจร และการเดินทางของประชาชนในปัจจุบัน ให้มีความสะดวก รวดเร็ว โดยคำนึงถึงความปลอดภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม ได้บูรณาการร่วมกับกรมทางหลวง (ทล.), กรมทางหลวงชนบท (ทช.), สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.), กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อดำเนินการนโยบายดังกล่าว ให้เป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม แม้กฎกระทรวงประกาศออกมาแล้วนั้น จะยังไม่มีผลบังคับใช้ในทันที ซึ่งจะต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการก่อน ภายหลังที่ผู้อำนวยการทางหลวงออกประกาศว่า ถนนเส้นใดสามารถใช้ความเร็วตามกฎกระทรวงประกาศได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า ในเบื้องต้น จะนำร่องทดลอง (คิกออฟ) ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กิโลเมตร (กม.) ต่อชั่วโมง (ชม.) ตามที่กฎกระทรวงกำหนด ในเส้นทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32 (ถนนสายเอเชีย) ช่วงบริเวณหมวดทางหลวงบางปะอิน-ทางต่างระดับอ่างทอง กม. ที่ 4+100-50+000 ระยะทางประมาณ 50 กม. โดยจะเริ่มดำเนินการได้ภายใน มี.ค.นี้ และจะทยอยประกาศเพิ่มในอนาคต พร้อมกันนี้ ได้เตรียมจ้างบริษัทที่ปรึกษา หรือสถาบันการศึกษา เพื่อประเมินผลการดำเนินการดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องการดำเนินนโยบายดังกล่าวให้แล้วเสร็จครบทั้งหมดภายในปี 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ได้สั่งการให้นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ไปบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสำรวจเส้นทางถนนของแขวงทางหลวง และแขวงทางหลวงชนบททั่วประเทศกว่า 12,000 กม. ที่มี 4 ช่องจราจร มีเกาะกลางถนน และไม่มีจุดกลับรถ หรือจุดตัดเสมอเส้นทางว่า มีเส้นทางใด และช่วงไหนบ้าง ที่มีความเหมาะสมสามารถประกาศให้ใช้ตามกฎกระทรวงฯ ได้ และให้สรุปส่งข้อมูลมาให้กระทรวงภายในวันพรุ่งนี้ (12 มี.ค. 2564) ก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ในวันที่ 15 มี.ค.นี้ เพื่อประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป รวมถึงในการประชุมดังกล่าว จะมีการพิจารณาร่วมกับ สตช. ในการกำหนดบทลงโทษตามกฎหมาย ประกอบกับการออกประกาศ ขบ. ในความผิดไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร สามารถมีผลต่อการต่อใบอนุญาต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หัวใจสำคัญชองเรื่องนี้ คือการทำความเข้าใจ และความร่วมมือของประชาชน ในการรักษากติกา ระเบียบ และกฎหมาย โดยยึดหลักของความปลอดภัย ซึ่งหลักการง่ายๆ จะต้องดูป้ายจราจรเป็นหลัก นอกจากนี้ ประชาชนสามารถช่วยกันรายงานหากพบมีการกระทำความผิด โดยการถ่ายภาพและรายงานมาได้ เพื่อความปลอดภัย และช่วยกัน ซึ่งยืนยันว่า อยู่ภายใต้การดำเนินการได้&amp;rdquo; นายศักดิ์สยาม กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบ พร้อมทั้งติดตั้งป้ายจราจรบอกความเร็วในเส้นทางที่ประกาศตามกฎกระทรวงฯ ส่วนงบประมาณที่จะนำมาใช้นั้น ได้มอบหมายให้หน่วยงานประสานมายัง ขบ. โดยจะใช้งบประมาณจากกองทุนความปลอดภัยทางถนน (กปถ.) มาดำเนินการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเส้นทางที่ใช้ความเร็วตามที่กฎกระทรวงกำหนดนั้น ก่อนถึงการเข้าสู่เขตจำกัดความเร็ว จะมีป้ายแจ้งเตือน รวมถึงจะมีการตีเส้นจราจรที่ตีขวางบนถนนเป็นแถบๆ (Rumble Strip) ใช้สำหรับเตือนคนขับรถถึงลักษณะสภาพถนนที่เปลี่ยนไป โดยจะมีการสั่นสะเทือนบนตัวรถ เพื่อแจ้งว่า ได้เข้าสู่เขตใช้ความเร็วเป็นพื้นสีเขียว และก่อนออกจากช่วงบังคับใช้ความเร็ว จะมีเป็นพื้นสีเหลือง และเมื่อออกจากเขตบังคับใช้จะเป็นสีแดง นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ ทล. และ ทช. สำรวจ เพื่อสร้างสะพานลอย เพื่อให้ประชาชนเดินข้าม รวมถึงรถจักรยานยนต์ (มอเตอร์ไซต์) และรถจักรยาน ในส่วนขแงรถยนต์ให้ใช้สะพานกลับรถ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของรายละเอียดของกฎกระทรวงดังกล่าว ได้กำหนดอัตราความเร็วของยานพาหนะบนทางหลวงแผ่นดินหรือทางหลวงชนบทไว้ดังนี้ 1.รถบรรทุกที่มีน้ำหนักรถเกิน 2,200 กิโลกรัม หรือรถโดยสารมีที่นั่งคนโดยสารเกิน 15 คน ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม., รถขณะที่ลากจูงรถอื่น รถยนต์สี่ล้อเล็ก หรือรถยนต์สามล้อ ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 65 กม./ชม., รถจักรยานยนต์ ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. เว้นแต่รถจักรยานยนต์ที่มีกำลังเครื่องยนต์ตั้งแต่ 35 กิโลวัตต์ขึ้นไป หรือมีขนาดความจุของกระบอกสูบรวมกันตั้งแต่ 400 ลูกบาศก์เซนติเมตรขึ้นไป ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 110 กม./ชม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ รถโรงเรียน หรือรถรับส่งนักเรียน ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม., รถโดยสารที่มีที่นั่งโดยสารเกิน 7 คนแต่ไม่เกิน 15 คน ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม., รถแทรกเตอร์ รถบดถนน หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม. และรถอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม. ทั้งนี้ หากรถอยู่ในช่องเดินรถขวาสุด ต้องใช้ความเร็วไม่ต่ำกว่า 100 กม./ชม. เว้นแต่ในกรณีที่ช่องเดินรถนั้น มีข้อจำกัดด้านการจราจรหรือทัศนวิสัย มีสิ่งกีดขวาง หรือมีเหตุขัดข้องอื่น ทั้งนี้ หากในทางเดินรถมีเครื่องหมายจราจรแสดงว่าเป็นเขตอันตราย หรือเขตให้ขับรถช้าๆ ให้ลดความเร็วลง และเพิ่มความระมัดระวังขึ้นตามสมควร และในกรณีที่ทางเดินรถ หรือช่องเดินรถใด มีเครื่องหมายจราจรกำหนดอัตราความเร็วต่ำกว่าอัตราที่กำหนด ให้ใช้ความเร็วไม่เกินอัตราความเร็วที่กำหนดไว้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95776</URL_LINK>
                <HASHTAG>120 กิโลเมตร (กม.)/ชั่วโมง (ชม.), กรมทางหลวงชนบท (ทช.), ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, อัตราความเร็วของยานพาหนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_6049bc13e1225.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
