<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110280</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 10:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 10:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักลงทุนต้องไม่พลาด &#039;บ้านปู&#039; เปิดจองหุ้นกู้เคาะดอกเบี้ยสูง 2.90-3.80% ต่อปี  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
19 ส.ค. 2564 นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU เปิดเผยว่า บ้านปูเตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ให้กับผู้ลงทุนทั่วไป ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม และวันที่ 2-3 สิงหาคมนี้ ผ่านผู้จัดการการจัดจำหน่าย 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารซีไอเอ็มบี (ไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) โดยการจองซื้อผ่านสาขาปกติและระบบออนไลน์ หรือแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ หุ้นกู้ฯ ดังกล่าวมีจำนวน 3 รุ่น ประกอบด้วย หุ้นกู้ฯ อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.90% ต่อปี หุ้นกู้ฯ อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.30% ต่อปี และหุ้นกู้ฯ อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.80% ต่อปี หุ้นกู้ฯ ทั้ง 3 รุ่น กำหนดชำระดอกเบี้ยทุก 6 เดือน โดยบริษัทฯ และหุ้นกู้ฯ ได้รับการจัดอันดับความเชื่อถือที่ระดับ &amp;ldquo;A+&amp;rdquo; แนวโน้มอันดับเครดิต &amp;ldquo;Stable&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;คงที่&amp;rdquo; จากบริษัท ทริส เรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บริษัทฯ และผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้เชื่อว่าการเสนอขายหุ้นกู้ฯ ครั้งนี้ จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่เชื่อมั่นในศักยภาพการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ ในระยะเวลาและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ A+ ที่สามารถเสริมความเชื่อมั่นให้นักลงทุนเห็นถึงความแข็งแกร่งในภาพรวมของบริษัทฯ และความสามารถในการรักษาวินัยทางการเงินและการบริหารเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงความน่าสนใจของธุรกิจพลังงานแบบครบวงจรที่ครอบคลุมภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่บ้านปูยังมุ่งมั่นเดินหน้าสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์พลังงานแห่งโลกอนาคต &amp;nbsp;โดยเฉพาะพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งแผนขับเคลื่อนธุรกิจของบ้านปูตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนได้เป็นอย่างดี และทำให้หุ้นกู้ฯ บ้านปูเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสมฤดีกล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;ในปัจจุบัน แม้จะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายในการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้ภาวะวิกฤติที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ผลการดำเนินธุรกิจของบ้านปู ยังคงสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้การดำเนินมาตรการลดต้นทุน และบริหารงบลงทุนอย่างรัดกุมเพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจซบเซาทั่วโลก ตลอดจนการเดินหน้าเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ (Banpu Transformation) &amp;nbsp;สู่โลกยุค Never Normal เพื่อต่อยอดกลยุทธ์ Greener &amp;amp; Smarter ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนภารกิจในการส่งมอบอนาคตพลังงานเพื่อความยั่งยืน &amp;nbsp;ผ่านการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการขยายพอร์ตฟอลิโอพลังงานสะอาด พร้อมรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงด้วยระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติ ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้เข้าดำเนินธุรกิจครอบคลุม 10 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศออสเตรเลีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศมองโกเลีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยสร้างการเติบโตจาก 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน ประกอบด้วย ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การตลาด การค้า โลจิสติกส์ การจัดหาเชื้อเพลิง และสายส่ง กลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน ครอบคลุมโรงไฟฟ้าจากพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป และจากพลังงานหมุนเวียน และกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน ประกอบด้วยธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและทุ่นลอยน้ำ ธุรกิจจัดเก็บพลังงาน ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า และธุรกิจพัฒนาชุมชนอัจฉริยะที่กำลังเร่งสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งการพัฒนาโซลูชันและขยายการให้บริการที่ตอบโจทย์ลูกค้ายุคใหม่ อย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามแผนธุรกิจ 5 ปี ฉบับใหม่ สำหรับปี 2564-2568 เพื่อต่อยอดสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยกลยุทธ์ Greener &amp;amp; Smarter&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังคงมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างต่อเนื่อง ผู้จัดการการจัดจำหน่ายจึงได้เพิ่มช่องทางการจองซื้อ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดาสามารถจองซื้อหุ้นกู้ฯ ทั้ง 3 รุ่น ผ่านระบบออนไลน์หรือแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ หรือการจองซื้อหุ้นกู้ฯ ผ่านทางโทรศัพท์บันทึกเสียงโดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปจองซื้อหุ้นกู้ฯ ที่สาขา หรือ หน่วยงานขายของผู้จัดการการจัดจำหน่ายดังกล่าว นักลงทุนที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้ฯ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ทั้ง 4 แห่งได้แล้วตั้งแต่วันนี้ โดยสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSDE01.aspx?TransID=344146 &amp;nbsp;หรือติดต่อผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ฯ ทั้ง 4 แห่ง ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110280</URL_LINK>
                <HASHTAG>จองซื้อหุ้นกู้, บ้านปู, หุ้นกู้, อัตราดอกเบี้ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210719/image_big_60f4f29cd39ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100389</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 17:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 (รอบ 6 เดือน)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;นับตั้งแต่วันที่ 11&amp;nbsp; เมษายน 2564 ที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยของการชำระหนี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนแก้ไขให้เกิดความเป็นธรรมกับลูกหนี้และสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันมากขึ้น อาทิ ปรับดอกเบี้ยจากเดิม 7.5% ต่อปี ให้เหลือ 3% ต่อปี เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ต้องจ่ายดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี ปรับเป็น 5% ต่อปี และการผิดนัดชำระหนี้เวลาผ่อนส่งเป็นงวด จากเดิมคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นที่ค้างทั้งหมด ปรับเป็นคิดจากเงินต้นเฉพาะงวดที่ผิดนัดเท่านั้น ฯลฯ อันเป็นผลจากพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 กฎหมายดังกล่าวจะช่วยลดโอกาสในการเกิดหนี้เสียและลดจำนวนการฟ้องร้องอันจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม กฎหมายอีกฉบับที่ก่อให้เกิดผลดีทางด้านเศรษฐกิจ คือ พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2564 ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคในการสนับสนุนการให้สินเชื่อเดิมแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และขยายกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจให้ครอบคลุมถึงผู้ที่ไม่เคยมีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงิน สนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจไม่ต้องรับภาระต้นทุนทางการเงิน และไม่ถูกบังคับให้ขายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นอกจากกฎหมายด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังมีกฎหมายด้านอื่น ๆ อีกหลายด้าน อาทิ กฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งจะมีมาตรการในการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย รวมทั้งกำหนดมาตรการในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ เช่น การให้สิทธิผู้ได้รับความเสียหายหรือผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งระงับการกระทำความผิดและเยียวยาความเสียหายเบื้องต้น กำหนดมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย ทั้งทางการเงิน ทางจิตใจ และทางการแพทย์ ซึ่งจะช่วยพัฒนากระบวนการยุติธรรมและเป็นการสร้างหลักประกันให้แก่ประชาชนว่าจะได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามมาตรฐานและตามหลักสากล รวมทั้งจะไม่ถูกกระทำทรมานและกระทำให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและทัศนคติที่ดีต่อกระบวนการยุติธรรม ตามร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติที่ช่วยให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมมากขึ้นอีกฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... ซึ่งยึดหลักการที่ว่า &amp;ldquo;พึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดที่ร้ายแรง โดยพิจารณาปรับเป็นพินัยแทน&amp;rdquo; ร่างพระราชบัญญัตินี้มีกลไกในการกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาล กรณีผู้ถูกกล่าวหาไม่ยินยอมชำระค่าปรับ โดยเจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจบังคับให้จ่ายค่าปรับตามคำสั่งปรับ ซึ่งจะช่วยให้การทุจริตของเจ้าหน้าที่ลดลง และมีกลไกกำหนดค่าปรับให้สอดคล้องกับความผิด และฐานะของผู้ทำความผิด โดยสามารถผ่อนชำระหรือขอทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับได้ หากเป็นการทำความผิดเพราะความยากจนหรือความจำเป็นในการดำรงชีวิต ศาลสามารถกำหนดค่าปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดหรืออาจใช้วิธีว่ากล่าวตักเตือนก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;กฎหมายเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของผลการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2563 &amp;ndash; 31 มีนาคม 2564) ซึ่งมุ่งเน้นการพิจารณางานด้านกฎหมายตามภารกิจไปสู่เป้าหมาย คือ &amp;ldquo;Better Regulation for Better Life&amp;rdquo; พัฒนากฎหมายให้ดีเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อให้กฎหมายที่ออกมาใช้บังคับเป็นกฎหมายที่ดี ทันต่อสถานการณ์โลกปัจจุบัน เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยสำนักงานฯ ได้รับเรื่องจากคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานต่าง ๆ มาดำเนินการแล้วเสร็จ รวมทั้งสิ้น 885 เรื่อง แบ่งออกเป็นงานจัดทำร่างกฎหมาย 234 เรื่อง (ร่างพระราชบัญญัติ 16 เรื่อง ร่างพระราชกำหนด 2 เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกา 50 เรื่อง ร่างกฎกระทรวง 134 เรื่อง ร่างระเบียบ 3 เรื่อง ร่างประกาศ 28 เรื่อง และร่างคำสั่ง 1 เรื่อง) งานให้ความเห็นทางกฎหมาย 648 เรื่อง และคำแปลกฎหมาย 3 เรื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;การพิจารณาจัดทำร่างกฎหมายในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นการทำงานภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยเมื่อมีการแพร่ระบาดมากขึ้น สำนักงานฯ จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นระบบ work from home และได้วางระบบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการทำงาน ได้แก่ การใช้อีเมล OCS, การรับส่งเอกสารผ่านระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ nr0900@ocs.go.th, ไลน์ OCS Staff, ระบบ OCS SMART, และการประชุมออนไลน์ผ่านระบบ MS TEAM เพื่อเป็นการป้องกันและช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดอันส่งผลกระทบต่อประเทศชาติและประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100389</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎีกา, งบประมาณ, ผลการดำเนินงาน, อัตราดอกเบี้ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_60829c3e35aad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
