<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>17935</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2018 12:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2018 12:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “อภิศักดิ์” ส่งซิกยังไม่ใช่จังหวะเหมาะขยับดอกเบี้ย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;อภิศักดิ์&amp;rdquo; ชี้ยังไม่ใช่จังหวะเหมาะขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แนะ กนง. พิจารณาภาพรวมเศรษฐกิจใน-นอกประเทศประกอบอย่างละเอียด พร้อมส่งซิกหากยังไม่มีความจำเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยปีนี้ไม่ควรเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;19 ก.ย. 61 - นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังคงไม่สามารถไปสั่งการเกี่ยวกับการตัดสินใจเรื่องนโยบายอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีการประชุมกันในวันนี้ (19 ก.ย.) ได้ แต่อยากให้พิจารณาถึงจังหวะและภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศตอนนี้ด้วยว่า จังหวะแบบนี้ไม่ควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ควรจะยืนในระดับเดิมไว้ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส่วนการประชุมของ กนง. ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ก็ควรพิจารณาปัจจัยเกี่ยวกับความผันผวนของตลาดโลก ต้องดูปัจจัยต่าง ๆ ทั้งหมดประกอบกัน หากยังไม่มีความจำเป็นใด ๆ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปีนี้ก็ควรจะนิ่ง ไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17935</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., ยังไม่ควรขึ้นดอกเบี้ย, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, อัตราดอกเบี้ยนโยบาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180110/5a55bdeb39d89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13246</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2018 22:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2018 22:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มั่นใจสงครามการค้าสหรัฐ-จีนไม่กระทบตลาดพันธบัตรไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย มั่นใจสงครามการค้าสหรัฐ-จีนไม่กระทบตลาดพันธบัตรไทย ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ชี้ผลตอบแทนพันธบัตรไทยยังสูงกว่าสหรัฐ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยถึงกรณีที่ประธานาธิบดีสหรัฐประกาศเรียกเก็บภาษีจากจีนเพิ่มอีก 200,000 ล้านดอลลาร์ ว่า สงครามการค้าที่เกิดขึ้น จะไม่ส่งผลต่อตลาดพันธบัตรไทย ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพราะเชื่อว่านักลงทุนต่างชาติจะกลับมาลงทุน เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรไทยยังสูงกว่าสหรัฐ เมื่อพิจารณาดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปีที่ 2.79% ลบเงินเฟ้อที่ 1% ส่งผลอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนที่แท้จริงอยู่ที่ 1.7-1.8% สูงกว่าสหรัฐที่มีอัตราต่ำกว่า 1%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แนวโน้มครึ่งปีหลังผลตอบแทนพันธบัตรไทยยังเป็นทิศทางขาขึ้นในกรอบจำกัด เนื่องจากเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนถึงปลายปี แม้ว่าหลายประเทศจะปรับขึ้นไปแล้ว แต่เงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ และเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูง มีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง และหนี้ต่างประเทศต่ำ จึงไม่มีแรงกดดันให้ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย แต่เชื่อว่าปี 62 จะขยับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น การลงทุนภาครัฐ และเศรษฐกิจไทยมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติลงทุนพันธบัตรไทยสัดส่วนที่ต่ำ หากมีเงินไหลออกอีกก็ไม่กระทบ กลับจะส่งผลดีด้วยซ้ำ ทำให้ลดภาระของธปท. ไม่ต้องออกพันธบัตรระยะสั้นมาดูดซับสภาพคล่องส่วนเกิน แต่การไหลออกของเงินทุนจะยุติเมื่อไหร่คงบอกไม่ได้ ถ้าค่าเงินบาทอ่อนค่าระยะสั้น ก็อาจเห็นไหลออกบ้าง แตไม่กระทบ เพราะการไหลออกของเงินทุนต่างชาติไม่ทำให้อัตราผลตอบแทนปรับขึ้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปีนี้ยอดการออกตราสารหนี้ระยะยาว คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเป้าหมายจากเดิม 700,000-720,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 760,000- 800,000 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนการออกตราสารหนี้ยังต่ำ ส่งผลให้มีการออกตราสารหนี้ เพื่อนำไปลงทุนซื้อกิจการในต่างประเทศและรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ที่ครบกำหนดในครึ่งปีหลังประมาณ 200,000 ล้านบาท และคาดว่าภาคเอกชนจะออกหุ้นกู้อีก 400,000 ล้านบาท ทำให้ทั้งปีมีมูลค่าการออกจะเกินกว่าที่คาดไว้ และใกล้เคียงปีที่แล้วที่ 830,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีแรกตลาดตราสารหนี้ไทยมีมูลค่าคงค้างรวม 12.20 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.24% จาก 11.56 ล้านล้านบาท เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นพันธบัตรรัฐบาล 4.6 ล้านล้านบาท พันธบัตรเอกชน 3.36 ล้านล้านบาท พันธบัตรธปท. 3.27 ล้านล้านบาท และ พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ 880,000 ล้านบาท โดยการออกตราสารหนี้ระยะยาวครึ่งปีแรก มีมูลค่ารวม 440,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.37% จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน ส่วนตราสารหนี้ระยะสั้นมีมูลค่าการออกเพิ่มขึ้นกว่า 30% เป็นการเพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ การลงทุนจากต่างประเทศ นักลงทุนต่างชาติยังคงเข้าลงทุนในตราสารหนี้ไทย เป็นมูลค่าซื้อสุทธิ 4,360 ล้านบาท ทำให้ครึ่งปีแรก ต่างชาติมีมูลค่าการลงทุนสะสมสุทธิในตราสารหนี้ไทยทั้งสิ้น 8.43 แสนล้านบาท คิดเป็น 7.17% ของมูลค่ารวมตลาดตราสารหนี้ไทย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13246</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดตราสารหนี้, พันธบัตรไทย, สงครามการค้า, สหรัฐ-จีน, อัตราดอกเบี้ยนโยบาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180711/image_big_5b4627e7419d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
