<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117528</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 14:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 14:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอดีบี&#039;ลุยหั่นจีดีพีไทยเหลือโต0.8%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ย. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารพัฒนาเอเชีย&amp;nbsp;(เอดีบี)&amp;nbsp;ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทย&amp;nbsp;(จีดีพี)&amp;nbsp;ในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ลงมาอยู่ที่&amp;nbsp;0.8%&amp;nbsp;จากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือน เม.ย.&amp;nbsp;ที่ผ่านมา ที่&amp;nbsp;3%&amp;nbsp;ขณะที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ระดับเดิมที่&amp;nbsp;1.1%&amp;nbsp;พร้อมทั้งปรับลดแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;ลงมาอยู่ที่&amp;nbsp;3.9%&amp;nbsp;จากคาดการณ์เดิมที่&amp;nbsp;4.5%&amp;nbsp;โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับ&amp;nbsp;1%&amp;nbsp;เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกใหม่ในประเทศไทย&amp;nbsp;ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเดินหน้าไม่ได้เต็มที่ แม้การเติบโตของการส่งออกสินค้าและสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยจะช่วยลดผลกระทบทางลบจากโควิด-19&amp;nbsp;ต่อการเติบโตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การระบาดระลอกใหม่ รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความล่าช้าของแผนวัคซีนของประเทศยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย&amp;rdquo;&amp;nbsp;เอดีบี ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้&amp;nbsp;เอดีบียังคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียที่&amp;nbsp;7.1%&amp;nbsp;ในปีนี้ ซึ่งเป็นการปรับลดจากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่&amp;nbsp;7.3%&amp;nbsp;ในเดือน&amp;nbsp;เม.ย.&amp;nbsp;ที่ผ่านมา&amp;nbsp;ส่วนปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;คาดว่าการเติบโตจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่&amp;nbsp;5.4%&amp;nbsp;จากคาดการณ์เดิมที่&amp;nbsp;5.3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี โควิด-19สายพันธุ์ใหม่ การแพร่ระบาดภายในประเทศระลอกใหม่ การกลับมาดำเนินมาตรการควบคุมที่หลากหลายและการล็อกดาวน์ในระดับต่าง ๆ รวมถึงการบริหารจัดการวัคซีนที่ล่าช้าและไม่สม่ำเสมอนั้น กำลังทำให้โอกาสการฟื้นตัวของภูมิภาคนี้ลดน้อยลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117528</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี), อัตราเงินเฟ้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210922/image_big_614ad92fd27a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53213</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2019 09:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2019 09:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เคาะกรอบเงินเฟ้อ63ที่1-3%“บิ๊กตู่”จี้ตั้งคณะทำงานประเมินศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)มีมติเห็นชอบกรอบนโยบายการเงินระยะปานกลาง ที่ได้มีการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2563 แบบยืดหยุ่นในช่วง 1-3% จากเดิมปี 2562 อยู่ในกรอบ 2.5% บวก/ลบ 1.5% เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน และเพิ่มความยืดหยุ่นภายใต้เศรษฐกิจโลกผันผวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังกำหนดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะจัดทำรายงานผลการดำเนินนโยบายการเงินทุกครึ่งปี เนื่องจาก ธปท.มองว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในระยะต่อไป มีโอกาสผันผวนได้จากราคาพลังงาน ราคาอาหารสด และปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะการกีดกันทางการค้า ซึ่งจะมีการติดตามและประเมินอย่างใกล้ชิด หากอัตราเงินเฟ้อออกนอกกรอบเป้าหมายที่ 1-3% จะมีการชี้แจงให้ รมว.การคลัง ทราบถึงสาเหตุและมาตรการที่จะดำเนินการให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะร่วมกันหารือเพื่อติดตามและประเมินกรอบเป้าหมายต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดเป็นประจำ เพื่อให้ดำเนินการนโยบายการเงินการและนโยบายการคลังสอดประสานกันได้เมื่อมีเหตุจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในที่ประชุม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ยังได้สั่งการให้ ธปท. กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ตั้งคณะทำงานในการวิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ เพื่อเป็นปัจจัยในการประกอบการพิจารณาออกนโยบายในการดูแลเศรษฐกิจต่อไป&amp;rdquo; นางนฤมล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนฤมล กล่าวอีกว่า ที่ประชุม ครม. ยังเห็นชอบแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2564-2567) โดยคาดว่าภาพรวมการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2564 จะเติบโตที่ 3.1-4.1% จากการขยายตัวในเกณฑ์ดีของการใช้จ่ายภาคครัวเรือน การลงทุนภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวสูงขึ้น การส่งออกที่มีแนวโน้มเร่งตัวสูงขึ้น ตามแนวโน้มการขยายตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า และภาคการท่องเที่ยว ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดี โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในช่วง 0.7-1.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2565-2567 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะอยู่ในเกณฑ์ดีอย่างต่อเนื่องจากปี 2564ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้ม เร่งตัวขึ้นจาก 0.9-1.9%ในปี 2565มาอยู่ในช่วง 1.0-2.0%ในปี 2566และ 1.2-2.2% ในปี 2567เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการคลังทั้งในระยะปานกลางและระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง ได้เสนอให้รัฐบาลดำเนินมาตรการ 3ด้าน ได้แก่1.มาตรการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ เช่น ให้ สำนักงบประมาณควบคุมรายจ่ายประจำ โดยเฉพาะรายจ่ายด้านบุคลากรเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายจ่ายลงทุนต่อวงเงินงบประมาณรายจ่าย เป็นต้น 2.มาตรการด้านการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล เช่น ให้กระทรวงการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ทั้งระบบ โดยนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ ผลักดันการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์ (e - Business) ในต่างประเทศ เป็นต้น และ 3.มาตรการด้านการรักษาวินัยในการบริหารหนี้สาธารณะ ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังภาครัฐ พ.ศ. 2561โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสรรงบประมาณชำระต้นเงินกู้ เพื่อลดความเสี่ยงทางการคลังและภาระดอกเบี้ย ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดในการบริหารรายจ่ายประจำในอนาคตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กรณีที่อัตราเงินเฟ้อออกนอกกรอบเป้าหมายในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาและประมาณการ 12 เดือนข้างหน้า กนง.จะออกจดหมายเปิดผนึกรายงานถึง รมว.การคลังทุก 6 เดือน เพื่อให้ กนง.สามารถแสดงความรับผิดชอบและสื่อสารกับสาธารณชนได้ทันการณ์ ไม่ต้องรอถึงสิ้นปีปฏิทินเหมือนที่ผ่านมา รวมทั้งสอดคล้องกับหลักการดำเนินนโยบายการเงินที่ต้องมองไปข้างหน้า (Forward-Looking)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยืนยันว่า การปรับลดเป้าหมายนโยบายการเงินครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณว่าแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินจะเปลี่ยนจากเดิม โดยภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน นโยบายการเงินมีแนวโน้มผ่อนคลายไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และช่วยให้อัตราเงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายต่อไป โดยการตัดสินนโยบายการเงินภายหลังการปรับเป้าหมายใหม่ยังคงยึดหลัก คือ data dependent โดยพิจารณาข้อมูลรอบด้าน และพร้อมปรับนโยบายเมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงไปจากที่ประเมินไว้ และรักษาสมดุลของการดูแลเป้าหมายนโยบายการเงิน 3 ด้าน ให้เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา คือ การรักษาเสถียรภาพด้านราคาในระยะปานกลาง การดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน&amp;rdquo; นายเมธี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเมธี กล่าวอีกว่า แม้กรอบเงินเฟ้อใหม่จะอยู่ที่ 1-3% แต่ในประมาณการอัตราเงินเฟ้อปี 2563 คาดว่าจะยังต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย หรือไม่ถึง 1% ซึ่งการจะบอกว่าเงินเฟ้อจะเข้าสู่กรอบได้เมื่อใดนั้น อยากให้มองระยะยาว 5 ปี แต่ก็มีโอกาสที่เงินเฟ้อทั่วไปจะเข้ากรอบเป้าหมายกรอบล่างที่ 1% ได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ทั้งด้านน้ำมัน และอาหารสด ซึ่งการคาดการณ์เงินเฟ้อล่วงหน้านานๆมาก อาจมีความไม่แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ระบุถึงการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทนั้น ยอมรับว่ามีการพูดคุยระดับหนึ่ง ซึ่งการดูแลค่าเงินต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน และเป็นเรื่องที่ ธปท.ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยืนยันว่า ในระยะต่อไปค่าเงินบาทเคลื่อนไหว 2 ทิศทางมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน และ กนง.ก็เป็นกังวลในเรื่องค่าเงิน พร้อมดำเนินการมาตรการที่เหมาะสมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี จากกรณีที่เศรษฐกิจชะลอตัว ไทยจำเป็นต้องมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ (QE) หรือไม่นั้น นายเมธี กล่าวว่า ไทยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการดังกล่าว เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ได้วิกฤต ประเทศอื่น ๆที่เคยทำมาตรการนี้ ในช่วงปี 2008-2009 ก็เริ่มที่จะปรับลด ขณะที่ไทยปัจจุบันยังมีสภาพคล่องเหลือเฟือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่นในปัจจุบันเอื้อให้ กนง. สามารถพิจารณานโยบายการเงินได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป โดยจะให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาในระยะปานกลางเป็นเป้าหมายหลัก ควบคู่กับการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการช่วยรักษาเสถียรภาพด้านราคาและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการติดตามความเคลื่อนไหวของเป้าหมายนโยบายการเงินนั้น กนง. จะจัดทำรายงานผลการดำเนินนโยบายการเงินทุกครึ่งปี ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับ 1.การดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมา 2.แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในระยะถัดไป และ 3.การคาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจในอนาคต เพื่อแจ้งให้ รมว.การคลังทราบ รวมถึงจะเผยแพร่รายงานนโยบายการเงินทุกไตรมาสเป็นการทั่วไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มการรับรู้ของสาธารณชนถึงแนวทางการตัดสินนโยบายการเงินของ กนง. ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53213</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรอบนโยบายการเงินระยะปานกลาง, กรอบเงินเฟ้อปี 63, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, อัตราเงินเฟ้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191112/image_big_5dca5f7322010.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2018 08:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2018 08:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ย้ำแผลไทยซัมมิท!&#039;พรรคไม่มีอดีต&#039;ยกก้น&#039;ธนาธร&#039; กูรูค่าแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 เม.ย.61-นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว Sustarum Thammaboosadee ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนรุ่นใกล้ผม หมายถึงอายุ +เพิ่มไม่เกิน 15ปี ที่ผมพอรู้จักได้อ่านงานมีอยู่สามคนที่แม้จะประสบความสำเร็จในสายอาชีพอื่น แต่นับเป็นชั้นยอดของความคิดทางวิชาการ คนแรกคือ ภัควดี วีระพาสพงษ์-นักแปล อ.ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์-สื่อ/นักจัดรายการ และอีกคนคือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ-ในวงการธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาธร นอกจากเขียนบทความด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองในวารสารวิชาการ เขาเคยเป็นอาจารย์พิเศษ ในหัวข้อความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจ-การเมือง ในวิชาการเมืองไทยสมัยใหม่ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่ 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นสำคัญที่ผมจำได้ว่า ธนาธรตั้งคำถามในห้องเรียนเมื่อราว 4 ปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;#39;พวกเรารู้มั้ยว่า ค่าแรงขั้นต่ำปรับขึ้นมากที่สุดเมื่อไร&amp;#39; นักศึกษาหลายคนตอบว่าสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ &amp;#39;ผิด&amp;#39; ธนาธรตอบ &amp;#39;การขึ้นค่าแรงในเมืองไทยแทบไม่เคยเอาชนะอัตราเงินเฟ้อได้...คนงานมีแต่จนลงทุกวัน แม้แต่ 300 บาทก็ยังเอาชนะค่าครองขีพที่สูงขึ้นสะสมไม่ได้&amp;#39;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;#39;ช่วง 2516-2519 ต่างหากที่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของคนงานไทยที่ค่าแรงเอาชนะอัตราเงินเฟ้อได้ มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะมันมาพร้อมกับพลังประชาธิปไตย ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน&amp;#39;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านล่างคือข้อสอบที่ &amp;#39;อาจารย์ธนาธร&amp;#39; ออกเมื่อสี่ปีก่อน
ลองทดลองตอบมั้ยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายใจ อึ๊งภากรณ์ &amp;nbsp;นักเคลื่อนไหวทางวิชาการและการเมือง บุตรชายคนสุดท้องของ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ &amp;nbsp;เขียนบทความเรื่อง &amp;quot;คำถามคาใจกับการก่อตั้งพรรคคนรุ่นใหม่ของปิยบุตรกับธนาธร&amp;quot; ตอนหนึ่งว่า....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2549 พนักงานบริษัทไทยซัมมิท อีสเทิร์น ซีบอร์ด ออโต้พาร์ท อินดัสตรี จำกัด จำนวน 260 คน ถูกเลิกจ้างงานเพราะได้ไปสมัครเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานฟอร์ดและมาสด้าประเทศไทย ต่อมาในปี 2557 &amp;nbsp;บริษัทซัมมิทมีการกดดันให้พนักงานทำงานล่วงเวลา แทนที่จะจ่ายค่าจ้างในระดับเพียงพอและรับสมัครคนงานเพิ่ม และบริษัทก็ลงโทษพนักงานที่ไม่ให้ความร่วมมือในการทำงานล่วงเวลา นอกจากนี้ทางบริษัทได้ออกคำสั่งให้กรรมการสหภาพ 4 ท่าน คือ ประธาน รองประธาน กรรมการพื้นที่แหลมฉบัง และกรรมการพื้นที่ระยอง หยุดปฏิบัติงาน เพื่อหวังปลดออก สรุปแล้วบริษัทซัมมิทของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีประวัติการปราบปรามสหภาพแรงงาน และละเมิดสิทธิเสรีภาพพื้นฐานในการรวมตัวกันของลูกจ้าง สิ่งเหล่านี้จะขัดแย้งกับนโยบายของพรรคคนรุ่นใหม่ที่ประกาศว่าจะพาคนไทยออกจากยุคเผด็จการหรือไม่? หรือพรรคจะไม่สนใจประชาธิปไตยในสถานที่ทำงาน? นอกจากนี้พรรคจะมีนโยบายที่ดีกว่ารัฐบาลอื่นๆ ในเรื่องการขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำหรือไม่? จะมีนโยบายในการลดชั่วโมงการทำงานของคนทำงานเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตหรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจนถึงวันนี้ยังไม่มีคำตอบจากนายธนาธรแต่อย่างใด นอกจากคำว่าอย่าเอาอดีตมาปนกับปัจจุบัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6332</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าแรงขั้นต่ำ, ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี, ธนาธร, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, พรรคอนาคตใหม่, พรรคไม่มีอดีต, อัตราเงินเฟ้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac2dae128794.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
