<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>42740</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2019 11:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2019 11:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เบนซ์ จับมือ สวทช. ร่วมพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีและสนับสนุนการทดสอบแบตเตอรี่ในยานยนต์ไฟฟ้า โดยมอบให้ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สวทช. เป็นแล็บทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมการจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต เช่น การจัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบแบตเตอรี่ และห้องปฏิบัติการทดสอบยานยนต์อัตโนมัติ เป็นต้น โดยตั้งเป้าให้เกิดการใช้งานห้องปฏิบัติการทดสอบแบตเตอรี่ในประเทศไทยและพัฒนาทักษะองค์ความรู้ของผู้ปฏิบัติงานทดสอบในประเทศ เพื่อสนองนโยบายการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และพัฒนาฐานการผลิตแบตเตอรี่ให้เกิดในประเทศไทยอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า การพัฒนาลิเธียมแบตเตอรี่ เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ท้าทายที่สุด เนื่องจากสามารถเก็บกักพลังงานได้ดี น้ำหนักเบา และสามารถชาร์จซ้ำๆ ได้หลายครั้ง&amp;nbsp; จนทำให้ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทุกค่าย ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น จีน แม้กระทั่งในไทย แข่งขันกันพัฒนาแบตเตอรี่เพื่อใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลที่สุดต่อการชาร์จ 1 ครั้ง&amp;nbsp; อย่างไรก็ตามเนื่องจากลิเธียม ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของแบตเตอรี่เป็นสารที่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนง่ายและอาจเกิดการติดไฟขึ้นได้&amp;nbsp; ดังนั้นจึงต้องมีการควบคุมกระบวนการผลิต การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; การดูแลรักษาและการซ่อมบำรุงที่ถูกต้อง หลายประเทศได้กำหนดมาตรฐานแบตเตอรี่ชนิดนี้และบังคับใช้ เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ขับขี่และผู้สัญจรร่วมทางให้มีความปลอดภัยมากขึ้น โดยจะต้องแสดงความปลอดภัยของแบตเตอรี่จะใช้เครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์เพื่อให้ผู้บริโภครับรู้ ซึ่งการได้มาของเครื่องหมายรับรองแบตเตอรี่ มีกระบวนการต่างๆ ทั้งการทดสอบในห้องปฏิบัติการทดสอบ การตรวจโรงงานผลิต และสุ่มตลาดเพื่อควบคุมคุณภาพ ซึ่งนับเป็นต้นทุนสำคัญของผู้ประกอบการในประเทศ&amp;nbsp; เนื่องจากการส่งแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ เช่น แบตเตอรี่ของรถยนต์ออกไปทดสอบยังห้องปฏิบัติการต่างประเทศ และการส่งจำหน่ายในต่างประเทศเป็นเรื่องยุ่งยากมาก ต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ไม่ว่าจะขนส่งทางถนน ทางเรือ หรือเครื่องบิน นอกจากนี้แต่ละประเทศก็มีข้อกำหนดย่อยของตนเอง จนทำให้โรงงานแบตเตอรี่ที่จะตั้งขึ้นในประเทศไทยเกิดอุปสรรคอย่างมากและการลงทุนเครื่องมือทดสอบมีมูลค่ามหาศาล รัฐบาลจึงเล็งเห็นพร้อมให้ความสำคัญในการดำเนินการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ เพื่อทำให้ประเทศไทย ยังคงเป็นประเทศที่พร้อมในการลงทุนของอุตสาหกรรมยุคใหม่ และด้านเทคโนโลยีที่สูงขึ้น&amp;nbsp; ตอบสนองผลิตภัณฑ์ new-s curve และ Industry 4.0&amp;nbsp; โดย สวทช. ให้ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) จัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบแบตเตอรี่ทั้งในระดับเซลล์ โมดูล และแบตเตอรี่แพ็คและการจัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบยานยนต์ไร้คนขับแห่งอนาคต แบบครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;อันเดรอัส เลทเนอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสู่รูปแบบการสัญจรในอนาคต รวมถึงการก้าวเข้าสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ไม่ปล่อยไอเสียเลย เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงได้มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยียนตรกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่การปรับเปลี่ยนการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในมาเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ มาอย่างต่อเนื่อง สำหรับในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง ได้เริ่มเดินสายการผลิตรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ภายใต้แบรนด์เทคโนโลยี EQ มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 โดยปัจจุบันบริษัทฯ ผลิตรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรวม 6 รุ่น ทั้ง C-Class E-Class และ S-Class และนอกจากการผลิตรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดแล้ว ในปีที่ผ่านมาทางบริษัทฯ ยังได้ร่วมมือกับธนบุรีประกอบรถยนต์ลงทุนสร้างโรงงานแบตเตอรี่ซึ่งนับเป็นแห่งที่หกของโลก ยกระดับการผลิตในไทยเพื่อสนองนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมด้านยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมรองรับความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค และเพื่อเป็นหลักประกันว่าโรงงานในประเทศไทยจะมีเทคโนโลยีอันล้ำหน้าไว้พร้อมสำหรับรถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว &amp;nbsp;เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนของบริษัทฯ กับการก้าวไปอีกขั้นสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ไม่ปล่อยไอเสียเลยในอนาคต ในปีนี้บริษัทฯ จึงได้ลงนามความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ถ่ายทอดเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ลิเธียมเป็นแห่งแรกในไทย และอาเซียน โดยมอบให้ PTEC สวทช. เป็นแล็บทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทย เริ่มต้นจากการทดสอบแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ รวมถึงการจัดตั้งแล็บทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ประเภท BEV เพื่อรองรับการมาถึงของรถยนต์กลุ่มนี้ในอนาคต โดยทั้งสองหน่วยงานจะร่วมมือกันในด้านการวิจัยพัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้ห้องปฏิบัติการทดสอบแบตเตอรี่ในประเทศไทย มีมาตรฐานเดียวกับศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ระดับโลก รวมถึงการพัฒนาทักษะองค์ความรู้ของผู้ปฏิบัติงานทดสอบในประเทศ เพื่อเป็นการยกระดับความสามารถคนไทยจากการศึกษาเรียนรู้เทคโนโลยีอันล้ำสมัยกว่าชิ้นส่วนทั่วไป ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42740</URL_LINK>
                <HASHTAG>nattythaipost, ข่าวรถไทยโพสต์, ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล, รถไฟฟ้า., อันเดรอัส เลทเนอร์, เบนซ์, เมอร์เซเดส-เบนซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190805/image_big_5d47abda574bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
