<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>63260</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป่วยทั่วโลกพุ่ง2ล้าน ทรัมป์พาลโบ้ยWHO</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โทษปี่โทษกลอง &amp;quot;โดนัลด์ ทรัมป์&amp;quot; สั่งระงับเงินช่วยเหลือองค์การอนามัยโลก อ้างเหตุบริหารจัดการวิกฤติผิดพลาด ปกปิดการแพร่ระบาดในจีน หลายฝ่ายรุมตำหนิผู้นำสหรัฐอเมริกาโยนความผิดให้คนอื่น ขณะยอดสังเวยรายวันในอเมริกาทุบสถิติเกิน 2,200 ศพอีกเมื่อวันอังคาร ติดเชื้อทั่วโลกทะลุ 2 ล้านคนแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ยังคงแสดงความเป็นปฏิปักษ์กับองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) อย่างต่อเนื่อง ในช่วงยามที่องค์การระหว่างประเทศแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก ที่คร่าชีวิตมนุษย์ไปแล้วมากกว่า 127,000 คน ซึ่งรวมถึงผู้เสียชีวิตในสหรัฐฯ ที่มากกว่า 26,000 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพุธที่ 15 เมษายน 2563 ว่า ระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตันเมื่อวันอังคาร ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวโจมตีดับเบิลยูเอชโอว่า ล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่พื้นฐานขององค์กรนี้ในการรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา องค์กรในสังกัดองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แห่งนี้บริหารจัดการผิดพลาดอย่างรุนแรง และปกปิดการแพร่ระบาดหลังพบไวรัสนี้ในจีนครั้งแรก โดยเห็นความถูกต้องทางการเมืองอยู่เหนือมาตรการรักษาชีวิต ซึ่งหากดับเบิลยูเอชโอประเมินสถานการณ์ในจีนอย่างถูกต้อง การแพร่ระบาดครั้งนี้ก็อาจควบคุมได้โดยมีคนเสียชีวิตน้อยกว่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวทรัมป์เองก็เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าดูเบาไวรัสโคโรนาว่าไม่ต่างกับไข้หวัดใหญ่ทั่วไป และตอบสนองกับสถานการณ์ช้าเกินไป จนกระทั่งปัจจุบันสหรัฐฯ กลายเป็นประเทศที่สถานการณ์วิกฤติที่สุดในโลก มีผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 600,000 ราย แต่ทรัมป์พยายามตอกย้ำว่า รัฐบาลของเขาตัดสินใจห้ามนักเดินทางจากจีนเข้าประเทศ โดยไม่ฟังคำแนะนำของดับเบิลยูเอชโอในช่วงเวลานั้นที่คัดค้านการปิดพรมแดนห้ามการเดินทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาเคยโจมตีดับเบิลยูเอชโอว่าลำเอียง เข้าข้างจีนและยึดจีนเป็นศูนย์กลาง ทั้งที่สหรัฐฯ คือผู้บริจาคเงินรายใหญ่ที่สุดให้แก่องค์กรนี้ โดยปีที่แล้วบริจาคเงินมากกว่า 400 ล้านดอลลาร์ &amp;quot;ผมกำลังออกคำสั่งให้รัฐบาลหยุดให้เงินสนับสนุนระหว่างรอการทบทวนเพื่อประเมินบทบาทขององค์การอนามัยโลก เรื่องการบริหารจัดการผิดพลาดอย่างรุนแรงและปกปิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา&amp;quot; ทรัมป์ประกาศเมื่อวันอังคารและว่า รัฐบาลของเขาจะตัดสินใจว่าจะให้เงินดับเบิลยูเอชโออีกครั้งหรือไม่หลังเสร็จการทบทวนซึ่งจะใช้เวลา 60-90 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านอันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่ยูเอ็น กล่าวปรามว่า ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะลดทรัพยากรของดับเบิลยูเอชโอ นี่คือเวลาสำหรับความเป็นเอกภาพ เวลาที่ประชาคมระหว่างประเทศจะร่วมมือกันด้วยความสามัคคีเพื่อหยุดยั้งไวรัสและผลกระทบร้ายแรงที่เกิดตามมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงการต่างประเทศของจีนแถลงตอบโต้ผู้นำสหรัฐฯ เมื่อวันพุธว่า นี่คือช่วงเวลาวิกฤติ การตัดสินใจของสหรัฐฯ จะลดทอนศักยภาพของดับเบิลยูเอชโอ และบั่นทอนความร่วมมือระหว่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เซอร์เกย์ เรียบคอฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซีย ใช้ถ้อยคำรุนแรงกว่าในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวทาสส์ของรัสเซียเมื่อวันพุธว่า คำประกาศของทรัมป์เป็นตัวอย่างของความเห็นแก่ตัวมากๆ ของทางการสหรัฐฯ ต่อโรคระบาดที่กำลังเกิดขึ้นในโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รัฐมนตรีต่างประเทศ ไฮโก มาส ของเยอรมนี ก็ตำหนิทรัมป์เช่นกัน โดยทวีตเตือนว่า &amp;quot;การโทษคนอื่นไม่ช่วยอะไร ไวรัสไม่รู้จักพรมแดน&amp;quot; หนึ่งในการลงทุนที่ดีที่สุดคือการเพิ่มความเข้มแข็งให้ยูเอ็น &amp;nbsp;โดยเฉพาะดับเบิลยูเอชโอที่ขาดแคลนเงินทุน เพื่อใช้ในการพัฒนาและแจกจ่ายชุดทดสอบและวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในสหรัฐอเมริกาเอง เลสลี แดช ประธานกลุ่มรณรงค์ด้านสาธารณสุข โพรเทกต์อาวร์แคร์ กล่าวว่า &amp;nbsp;การระงับทุนสนับสนุนดับเบิลยูเอชโอคือความพยายามอย่างชัดแจ้งของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากการดูเบาความรุนแรงของวิกฤติไวรัสโคโรนาของทรัมป์เอง และความล้มเหลวของรัฐบาลเขาในการเตรียมการรับมือ แน่นอนว่าดับเบิลยูเอชโอก็ใช่ว่าจะไม่ผิดพลาด แต่การตัดเงินสนับสนุนในภาวะโรคระบาดทั่วโลกก็ถือว่าไม่รับผิดชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้สถานการณ์ในหลายประเทศที่ประสบวิกฤติหนักสุดเช่นอิตาลีและสเปนเริ่มทรงตัวแล้ว แต่ในสหรัฐฯ จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตยังคงอยู่ในระดับสูง แม้เมื่อวันอังคารทรัมป์จะบอกว่า เขามองเห็นลำแสงที่เส้นขอบฟ้าของสหรัฐฯ แล้วและหลายพื้นที่น่าจะยกเลิกมาตรการชัตดาวน์ได้โดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วันเดียวกันนั้น ข้อมูลที่รวบรวมโดยมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ระบุว่า สหรัฐฯ มีผู้เสียชีวิตในรอบ 24 ชั่วโมง ถึง 2,228 คน ทำลายสถิติของวันที่ 10 เมษายน ซึ่งอยู่ที่ 2,107 คน และเป็นการเพิ่มจำนวนคนตายรายวันแบบพรวดพราดหลังจากลดลงมา 2 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตัดสินใจว่าจะเปิดเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้เมื่อใดกำลังเป็นประเด็นโต้แย้งระหว่างทรัมป์กับผู้ว่าการรัฐหลายคน รวมถึงแอนดรูว์ คูโอโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กที่มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 200,000 คน และเสียชีวิตเกิน 10,000 คน ซึ่งยืนยันว่าแต่ละรัฐจะประเมินสถานการณ์เองว่าจะผ่อนคลายเมื่อใด และทรัมป์ไม่ใช่กษัตริย์ที่จะมาอ้างอำนาจเด็ดขาดสั่งการได้ หรือแม้แต่ ดร.แอนโธนี เฟาซี ที่ปรึกษาด้านการแพทย์ของทรัมป์เองก็เตือนว่า เป้าหมายวันที่ 1 พฤษภาคมของทรัมป์นั้นมองโลกในแง่ดีเกินไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวเตือนหายนภัยทางเศรษฐกิจจากโรคระบาดครั้งนี้ว่า &amp;quot;การล็อกดาวน์ครั้งใหญ่&amp;quot; อาจสร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจโลกถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งเลวร้ายที่สุดนับแต่เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในยุค 1930 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากสำนักข่าวเอเอฟพีรวบรวมถึงเวลา 17.00 น.ของวันพุธตามเวลาไทย ชี้ว่าทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมอย่างน้อย 2,000,576 ราย เสียชีวิตแล้ว 126,871 ราย ทวีปยุโรปได้รับผลกระทบหนักสุด มีผู้ติดเชื้อสะสมรวม 1,010,858 ราย เสียชีวิต 85,271 ราย ส่วนสหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อสะสม &amp;nbsp;609,240 ราย เสียชีวิตแล้ว 26,033 ราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63260</URL_LINK>
                <HASHTAG>หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อันโตนีโอ กูเตอร์เรส, เซอร์เกย์ เรียบคอฟ, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200415/image_big_5e970d6e5ea6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47845</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้นำเอธิโอเปียคว้าโนเบล ยุติสงครามชายแดน20ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาบีย์ อาเหม็ด อาลี นายกฯ เอธิโอเปียคว้าโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2562 จากความพยายามคลี่คลายความขัดแย้งจากสงครามกับเอริเทรียเมื่อ 20 ปีก่อน เลขาธิการยูเอ็นยินดี ชี้เป็นตัวอย่างของแอฟริกาและทั่วโลก ละทิ้งความขัดแย้งในอดีต ทำเพื่อประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีและรอยเตอร์กล่าวว่า คณะกรรมการโนเบลของนอร์เวย์ประกาศผลการตัดสินมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2562 ที่กรุงออสโล เมื่อวันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม 2562 โดยผู้ชนะได้แก่ อาบีย์ อาเหม็ด อาลี นายกรัฐมนตรีเอธิโอเปีย วัย 43 ปี ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายน 2561 แต่ผู้นำที่อายุน้อยที่สุดในทวีปแอฟริการายนี้ได้ริเริ่มการปฏิรูปหลายประเทศที่เปลี่ยนแปลงประเทศที่มีประชากร 100 ล้านคนแห่งนี้อย่างถึงรากถึงโคน แต่ผลงานชิ้นสำคัญของเขาคือการทำข้อตกลงสันติภาพกับเอริเทรีย ประเทศเพื่อนบ้านที่ขัดแย้งกันมานานหลายสิบปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำประกาศของคณะกรรมการโนเบลนอร์เวย์กล่าวว่า นายกฯ อาบีย์ อาเหม็ด อาลี ได้รับรางวัลจากความพยายามบรรลุสันติภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความริเริ่มอย่างเด็ดเดี่ยวของเขาที่จะแก้ปัญหาขัดแย้งชายแดนกับเอริเทรีย การมอบรางวัลให้เขายังเป็นการตระหนักถึงความสำคัญของทุกฝ่ายที่ทำงานเพื่อสันติภาพและความปรองดองในเอธิโอเปียและในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอธิโอเปียและเอริเทรียเคยทำสงครามกันระหว่างปี 2541-2543 แต่หลังจากอาบีย์เดินทางไปกรุงแอสมาราของเอริเทรียเพื่อประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์กับประธานาธิบดีอีไซอัส อาฟเวอร์คี ของเอริเทรีย ผู้นำทั้งสองก็ได้ตกลงสถาปนาความสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 ยุติความขัดแย้งยาวนาน 20 ปี ที่เป็นผลจากสงครามชายแดนครั้งนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการได้กล่าวยกย่องประธานาธิบดีเอริเทรียด้วยเช่นกัน โดยชี้ว่าสันติภาพไม่สามารถเกิดจากการกระทำของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพียงฝ่ายเดียว เมื่อนายกฯ อาบีย์ อาเหม็ด ยื่นมือออกไป ประธานาธิบดีอาฟเวอร์คีก็จับมือนั้นไว้ ซึ่งช่วยให้กระบวนการสันติภาพระหว่างสองประเทศเกิดขึ้นได้อย่างเป็นทางการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานนายกรัฐมนตรีเอธิโอเปียกล่าวว่า ชัยชนะและการได้รับการยอมรับครั้งนี้เป็นชัยชนะโดยรวมของชาวเอธิโอเปียทั้งประเทศ และเป็นเสียงเรียกร้องให้เอธิโอเปียเพิ่มความมุ่งมั่นที่จะสร้างเอธิโอเปียให้เป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองสำหรับทุกคน รางวัลนี้คือความภาคภูมิใจของคนทั้งชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านอันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ กล่าวว่า การทำข้อตกลงสันติภาพกับเอริเทรียเป็นการเปิดโอกาสใหม่ให้ภูมิภาคนี้มีความมั่นคงและปลอดภัย การเป็นผู้นำของอาเหม็ดเป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยมแก่ประเทศอื่นๆ ทั้งในและนอกแอฟริกา ที่กำลังหากทางเอาชนะแรงต้านทานจากอดีตและให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรแอมเนสตีอินเตอร์เนชันแนลยินดีกับการตัดสินใจมอบรางวัลให้อาเหม็ด แต่ขณะเดียวกันก็ย้ำเตือนว่า รางวัลนี้เคยเป็นแรงกระตุ้นให้เขาผลักดันการปฏิรูปด้านสิทธิมนุษยชนด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการตัดสินใจเลือกผู้ชนะจากผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อมากกว่า 300 รายในปีนี้ บุคคลหนึ่งที่ได้รับการคาดเดาว่าเป็นตัวเก็งคือ เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กสาวนักต่อต้านโลกร้อนชาวสวีเดน ซึ่งเพิ่งได้รับรางวัลของแอมเนสตีอินเตอร์เนชันแนลและรางวัลสิทธิการดำรงชีวิตที่ถูกเรียกขานว่าเป็น &amp;quot;โนเบลทางเลือก&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ชนะรางวัลโนเบลทั้งหมด ซึ่งประกาศผลไปแล้วในสาขาการแพทย์, เคมี, ฟิสิกส์ และวรรณกรรม กับสาขาเศรษฐศาสตร์ที่จะประกาศผลในวันจันทร์หน้า จะได้รับเงินรางวัล 9 ล้านโครนาสวีเดน พร้อมกับเหรียญทองและใบประกาศเกียรติคุณ ในพิธีที่กรุงออสโลวันที่ 10 ธันวาคม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47845</URL_LINK>
                <HASHTAG>หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อันโตนีโอ กูเตอร์เรส, อาบีย์ อาเหม็ด อาลี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191011/image_big_5da07c7482fae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17524</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยติดบัญชีประเทศน่าละอาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไทยติดบัญชี 38 ประเทศ &amp;quot;น่าละอาย&amp;quot; ของยูเอ็น ที่แก้แค้นหรือข่มขู่คุกคามผู้ที่ให้ความร่วมมือกับยูเอ็นในด้านสิทธิมนุษยชน พบยักษ์ใหญ่ทั้งจีนและรัสเซียติดกลุ่มด้วย รวมถึงชาติอาเซียนทั้งเมียนมาและฟิลิปปินส์ กรณีไทยมีทั้งกรณีใหม่และกรณีค้างเก่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) นำเสนอรายงานประจำปีที่่ว่าด้วยการตอบโต้ที่ประเทศต่างๆ ที่ใช้วิธีปฏิบัติที่น่าละอายต่อเหยื่อและต่อผู้ที่ต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยรายงานฉบับนี้เป็นปีที่ 9 นับแต่ยูเอ็นเริ่มจัดทำรายงานว่าด้วยการตอบโต้ครั้งแรกเมื่อปี 2553 รายงานที่เผยแพร่ที่นครเจนีวาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2561 ระบุชื่อประเทศ 38 ประเทศที่ถูกระบุว่าตอบโต้ล้างแค้นหรือข่มขู่คุกคาม บางประเทศในบัญชีนี้เป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งยูเอ็นด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานจำแนกกลุ่มประเทศออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ประเทศที่เกิดกรณีใหม่ ซึ่งมี 29 ประเทศ และอีกกลุ่มเป็นประเทศที่เกิดคดีต่อเนื่องหรือยังดำเนินอยู่ มี 19 ประเทศ ประเทศทั้ง 38 ประเทศนี้ถูกกล่าวหาว่าใช้วิธีปฏิบัติที่น่าละอาย อาทิ ฆ่า, ทารุณทรมานและปฏิบัติแย่ๆ, จับกุมและกักขังตามอำเภอใจ, สอดแนม, การกำหนดความผิดทางอาญา และการรณรงค์สร้างมลทินในสายตาสังคม ทั้งกับเหยื่อการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนและกับผู้ที่ต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่ม 29 ประเทศที่เกิดกรณีใหม่นั้น ได้แก่ บาห์เรน, แคเมอรูน, จีน, โคลอมเบีย, คิวบา, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, จิบูตี, อียิปต์, กัวเตมาลา, กายอานา, ฮอนดูรัส, ฮังการี, อินเดีย, อิสราเอล, คีร์กีซสถาน, มัลดีฟส์, มาลี, โมร็อกโก, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, รัสเซีย, รวันดา, ซาอุดีอาระเบีย, เซาท์ซูดาน, ไทย, ตรินิแดดและโตเบโก, ตุรกี, เติร์กเมนิสถาน และเวเนซุเอลา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;19 ประเทศที่เกิดกรณีต่อเนื่องหรือยังดำเนินอยู่ ได้แก่ แอลจีเรีย, บาห์เรน, บุรุนดี, จีน, อียิปต์, อินเดีย, อิหร่าน, อิรัก, ญี่ปุ่น, เม็กซิโก, โมร็อกโก, เมียนมา, ปากีสถาน, รวันดา, ซาอุดีอาระเบีย, ไทย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อุซเบกิสถาน และเวเนซุเอลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า รัฐบาลประเทศเหล่านี้มักจะตั้งข้อหานักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนด้วยข้อหาก่อการร้าย หรือกล่าวโทษพวกเขาว่าร่วมมือกลุ่มคนชาวต่างชาติ หรือสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือความมั่นคงของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผู้หญิงที่ให้ความร่วมมือกับยูเอ็น ก็รายงานว่าถูกข่มขู่คุกคามว่าจะถูกข่มขืนและตกเป็นเหยื่อของการใส่ร้ายป้ายสีทางออนไลน์ เจ้าหน้าที่ของยูเอ็นมักจะเจอกับคนที่หวาดกลัวจนไม่กล้าพูดคุย แม้แต่การเจอหน้ากันที่สำนักงานใหญ่ของยูเอ็นที่นิวยอร์กและเจนีวาก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านเกิ้งซวง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงเมื่อวันพฤหัสบดี ตอบโต้รายงานฉบับนี้ว่าไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง และจีนจะยื่นหนังสือแสดงความไม่พอใจต่อยูเอ็น &amp;quot;จีนเป็นประเทศที่มีหลักแห่งกฎหมาย&amp;quot; เกิ้งกล่าว &amp;quot;ผู้ใดก็ตามที่อ้างนามแห่งสิทธิมนุษยชนเพื่อสร้างความแตกแยกแก่ประเทศ เพื่อท้าทายระบบการเมืองของเรา หรือสร้างความไร้เสถียรภาพทางสังคม จะถูกลงโทษตามหลักกฎหมาย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอนดรูว์ กิลมัวร์ ผู้ช่วยเลขาธิการยูเอ็นด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะนำเสนอรายงานฉบับนี้ต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนยูเอ็นสัปดาห์หน้า กล่าวว่า กรณีที่กล่าวถึงในรายงานฉบับนี้เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม สมาชิกพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว Ladawan Wongsriwong หัวข้อ &amp;quot;ล้างอาย&amp;quot; คือการบ้านใหญ่ของรัฐบาลหน้า ระบุว่า ประเทศไทยโชคร้ายถึงขนาดที่ถูก UN ขึ้นบัญชีใน 38 ประเทศ มีการปฏิบัติที่ไม่ดีต่อนักสิทธิมนุษยชน หรือผู้ที่ให้ความร่วมมือกับกลุ่มสิทธิมนุษยชน มีการเฝ้าระวัง การตั้งข้อหาในคดีอาญา และการลงโทษนักรณรงค์ในที่สาธารณะ มีการแก้แค้น ข่มขู่ คุกคาม หรือจับกุม บางกรณีถึงขั้นยัดข้อหาคดีอาญา สหประชาชาติเปิดเผยรายงานประจำปีดังกล่าวนี้ ซึ่งจัดทำโดยนายอันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ โดยในวันที่ 19 กันายน 2561 นี้ ผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน จะนำเสนอรายงานต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนต่อไป หลังจากนั้นไม่แน่ใจว่าจะมีมาตรการตอบโต้ หรือมาตรการลงโทษ 38 ประเทศนี้อย่างไรหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นับเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ ต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอย่างร้ายแรงต่อสายตาของชาวโลก เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของรัฐบาลหน้าจากการเลือกตั้งในต้นปี 2562 จะต้องกำหนดนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาให้ได้ จะต้องไม่ให้มีการกระทำที่ UN ระบุว่าเป็นการกระทำที่น่าละอายเกิดขึ้นซ้ำอีก ทุกฝ่ายต้องตระหนักและต้องช่วยกันสร้างบรรยากาศการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย ให้เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคนที่ดีที่สุด ให้แตกต่างจาก 4 ปีที่ผ่านมาให้ได้&amp;quot; นางลดาวัลลิ์ระบุ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17524</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยูเอ็น, ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อันโตนีโอ กูเตอร์เรส, แอนดรูว์ กิลมัวร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180913/image_big_5b9a7377789bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12581</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2018 21:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2018 21:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาธิการยูเอ็นเยี่ยมโรฮีนจา จี้เอาผิดเมียนมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;อันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เดินทางไปเยี่ยมผู้ลี้ภัยโรฮีนจาที่บังกลาเทศ รับฟังคำบอกเล่าความโหดร้ายที่ &amp;quot;เหนือความคาดคิด&amp;quot; พร้อมเรียกร้องให้เอาผิดกับเมียนมาที่ก่อ &amp;quot;อาชญากรรม&amp;quot; ต่อชาวโรฮีนจา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันโตนีโอ กูเตอร์เรส (กลาง) เยี่ยมค่ายกูตูปาลอง ในอำเภอคอกซ์บาซาร์ของบังกลาเทศ เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กูเตอร์เรสกล่าวไว้ก่อนเดินทางไปเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาที่กูตูปาลองในบังกลาเทศเมื่อวันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม 2561 ว่าสถานการณ์ที่เกิดกับชาวมุสลิมเหล่านี้เป็น &amp;quot;ฝันร้ายด้านมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน&amp;quot;&amp;nbsp; และภายหลังได้รับฟังปากคำของชาวโรฮีนจาที่บอกเล่าถึงเหตุการณ์รุนแรงและการข่มขืนในรัฐยะไข่ของเมียนมา กูเตอร์เรสก็กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮีนจาเหล่านี้อาจเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบที่น่าสลดใจที่สุดในประวัติศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการยูเอ็นผู้นี้กล่าวด้วยว่า ในบางครั้ง ผู้คนมักจะหลงลืมไปว่าใครคือผู้รับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น ดังนั้น เขาขอกล่าวอย่างชัดเจนว่า ผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ก็คือเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยูเอ็นเคยกล่าวประณามสถานการณ์ในรัฐยะไข่ของเมียนมา ภายหลังปฏิบัติการปราบปรามกลุ่มติดอาวุธโรฮีนจาที่บุกโจมตีสังหารตำรวจกว่า 10 นายในรัฐยะไข่เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ชาวโรฮีนจาอพยพลี้ภัยเข้าสู่บังกลาเทศกว่า 700,000 คน ว่าเป็นเปรียบได้กับการ &amp;quot;ล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กูเตอร์เรสกล่าวว่า เป็นความจริงที่ประชาคมระหว่างประเทศไม่สามารถหยุดยั้งเหตุการณ์นี้ แต่ผู้ที่ก่ออาชญากรรมในเมียนมาก็จำเป็นต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมเหล่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวโรฮีนจาชุมนุมประท้วงก่อนที่เลขาธิการยูเอ็นจะมาถึงค่ายลี้ภัยกูตูปาลองเมื่อวันจันทร์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการเยือนค่ายผู้ลี้ภัยขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้พร้อมกับจิม ยอง คิม ประธานธนาคารโลก ว่าเขาได้รับฟัง &amp;quot;เรื่องราวการเข่นฆ่าและข่มขืนที่คาดคิดไม่ถึง&amp;quot; ระหว่างการมาเยือนค่ายแห่งนี้เป็นครั้งแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กูเตอร์เรสยังทวีตหลังจากนั้นด้วยว่า ขนาดของวิกฤติและขอบเขตของความทุกข์ทรมานที่เขาได้พบเห็นในวันนี้เป็นเรื่องที่เขาไม่สามารถตั้งตัวเตรียมพร้อมได้เลย เรื่องราวอันน่าเศร้าใจที่ได้รับฟังจากผู้ลี้ภัยโรฮีนจาจะคงอยู่กับตัวเขาไปตลอดกาล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12581</URL_LINK>
                <HASHTAG>กูตูปาลอง, ค่ายลี้ภัย, บังกลาเทศ, อันโตนีโอ กูเตอร์เรส, เมียนมา, เลขาธิการยูเอ็น, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180702/image_big_5b3a2d46bc3fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
