<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119845</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 20:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 20:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นองเลือดซ้ำ บึ้มโจมตีมัสยิดชีอะห์อัฟกานิสถานดับอย่างน้อย33</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;มือระเบิดฆ่าตัวตายระเบิดโจมตีมัสยิดของชีอะห์ในเมืองกันดาฮาร์ทางภาคใต้ของอัฟกานิสถานระหว่างพิธีละหมาดวันศุกร์ ทำให้มีคนเสียชีวิตอย่างน้อย 33 คน บาดเจ็บ 74 คน วันศุกร์ที่แล้วไอเอสก็เพิ่งบึ้มมัสยิดชีอะห์ที่เมืองคุนดุซตายไปหลายสิบคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพด้านนอกของมัสยิดในเมืองกันดาฮาร์ภายหลังมือระเบิดฆ่าตัวตายโจมตีเมื่อวันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม 2564 (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีและรอยเตอร์เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม กล่าวว่า ยังไม่มีกลุ่มใดประกาศว่าเป็นผู้ก่อเหตุวางระเบิดโจมตีมัสยิดในเมืองกันดาฮาร์ครั้งนี้ แต่ในเหตุการณ์ระเบิดฆ่าตัวตายโจมตีมัสยิดที่เมืองคุนดุซในภาคเหนือเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว กลุ่มรัฐอิสลามสาขาอัฟกานิสถาน (ไอเอส-เค) ประกาศว่าเป็นฝีมือของสมาชิกกลุ่มตน ประเมินกันว่ายอดผู้เสียชีวิตที่คุนดุซรวมแล้วอาจมากถึง 80 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระบุจำนวนผู้เสียชีวิตล่าสุดว่ามีอย่างน้อย 33 คน บาดเจ็บไม่ต่ำกว่า 74 คน แต่จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายอาจสูงกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของตอลิบันกล่าวกับเอเอฟพีว่า ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้ชี้ว่า มือระเบิดฆ่าตัวตาย 1 รายระเบิดตัวตายภายในมัสยิดนี้ แต่กำลังมีการสืบสวนหาข้อมูลเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งกล่าวกับเอเอฟพีว่า เขาได้ยินเสียงระเบิด 3 ครั้ง ลูกหนึ่งที่ประตูทางเข้าหลักของมัสยิด อีกลูกในพื้นที่ทางใต้ และลูกที่สามเกิดบริเวณชำระร่างกายก่อนทำละหมาด พยานอีกคนก็บอกตรงกันว่ามีระเบิด 3 ลูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักรบกลุ่มรัฐอิสลามซึ่งเป็นมุสลิมนิกายสุหนี่ พุ่งเป้าโจมตีชาวมุสลิมชีอะห์หลายครั้งในอดีต ระบอบตอลิบันซึ่งเป็นสุหนี่เช่นกัน ให้คำมั่นนับตั้งแต่กลับคืนสู่อำนาจเมื่อเดือนสิงหาคมว่าจะปกป้องคนทุกนิกายและทุกชาติพันธุ์ในอัฟกานิสถาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวมุสลิมชีอะห์เป็นชนส่วนน้อยในประเทศนี้โดยคิดเป็นราวร้อยละ 10 ของประชากร จำนวนมากเป็นคนเชื้อสายฮาซาราซึ่งโดนกดขี่ข่มเหงมานานหลายทศวรรษ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119845</URL_LINK>
                <HASHTAG>ระเบิดฆ่าตัวตายโจมตีมัสยิด, อัฟกานิสถาน, เมืองกันดาฮาร์, ไอเอส-เค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211015/image_big_61697b2843c49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119190</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2021 21:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2021 20:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระเบิดโจมตีมัสยิดชีอะห์ในอัฟกานิสถาน ดับอย่างน้อย50ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;มือระเบิดฆ่าตัวตายระเบิดโจมตีมัสยิดของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ในเมืองคุนดุซของอัฟกานิสถานระหว่างพิธีละหมาดวันศุกร์ ส่งผลให้มีคนเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 50 คน ถือเป็นเหตุนองเลือดที่สุดนับแต่สหรัฐและกองกำลังต่างชาติถอนตัวเมื่อปลายเดือนสิงหาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพความเสียหายภายในมัสยิดเซเยดาบัดในเมืองคุนดุซภายหลังเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2564 (Photo by Zahir Niyazi/Anadolu Agency via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในเมืองคุนดุซเมื่อวันศุกร์ที่ 8 ตุลาคมว่า เหตุระเบิดครั้งนี้เป็นฝีมือของมือระเบิดฆ่าตัวตาย ซาบิฮุลลาห์ มูจาฮิด โฆษกของรัฐบาลตอลิบันกล่าวเบื้องต้นว่า มีคนเสียชีวิตแต่ยังไม่ทราบจำนวน ขณะแหล่งข่าวทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลจังหวัดคุนดุซเปิดเผยว่า ที่นั่นมีศพถูกลำเลียงมา 35 ศพ และมีผู้บาดเจ็บรับการรักษามากกว่า 50 คน ส่วนเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลขององค์กรแพทย์ไร้พรมแดน (เอ็มเอสเอฟ) รายงานว่า มีศพผู้เสียชีวิต 15 ศพ และผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ ซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อยของอัฟกานิสถานและมักตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของกลุ่มมุสลิมสุหนี่หัวสุดโต่ง รวมถึงกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ที่มองว่ามุสลิมนิกายนี้เป็นพวกนอกศาสนา กลุ่มไอเอส-เคที่เป็นกลุ่มย่อยของไอเอสในภูมิภาคนี้และต่อต้านตอลิบันอย่างรุนแรง เคยวางระเบิดโจมตีในอัฟกานิสถานมาแล้วหลายครั้ง โดยส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวบ้านในเมืองคุนดุซ ซึ่งเป็นเมืองเอกของจังหวัดชื่อเดียวกัน เผยกับเอเอฟพีว่า ระเบิดเกิดในช่วงเวลาที่ชาวมุสลิมกำลังทำละหมาดวันศุกร์ที่มัสยิดเซเยดาบัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาพที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งเอเอฟพีกล่าวว่ายังไม่สามารถพิสูจน์ได้ แสดงให้เห็นร่างโชกเลือดหลายศพกองบนพื้น และมีภาพกลุ่มควันลอยขึ้นท้องฟ้าเหนือเมืองคุนดุซ มีวิดีโอคลิปหนึ่งเผยภาพที่พวกผู้ชายกำลังชี้ทางให้คนหนีออกจากจุดเกิดเหตุ ซึ่งรวมถึงผู้หญิงและเด็กๆ และภาพฝูงชนออกันบนถนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ระหว่างประเทศที่โรงพยาบาลของเอ็มเอสเอฟในเมืองนี้กล่าวว่า มีความหวาดกลัวว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มสูงขึ้น เขาบอกอีกว่า มีคนหลายร้อยคนรวมตัวกันที่ประตูโรงพยาบาลและร้องเรียกหาญาติ แต่เจ้าหน้าที่ตอลิบันพร้อมอาวุธกำลังขัดขวางไม่ให้มีการรวมตัวกันเพราะกลัวว่าจะเกิดระเบิดโจมตีครั้งใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวชีอะห์มีประมาณร้อยละ 20 ของประชากรอัฟกานิสถาน โดยส่วนมากเป็นชนเชื้อสายฮาซารา ที่โดนประหัตประหารมายาวนานหลายสิบปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนตุลาคม 2560 สมาชิกไอเอสโจมตีมัสยิดของชาวชีอะห์ทางตะวันตกของกรุงคาบูลระหว่างการทำละหมาด มีคนเสียชีวิต 56 คน บาดเจ็บ 55 คน รวมถึงผู้หญิงและเด็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดือนพฤษภาคมปีนี้ เกิดระเบิดหลายระลอกด้านนอกโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ชุมชนของชาวฮาซาราในกรุงคาบูล มีคนเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 85 คน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนหญิง และมีคนบาดเจ็บมากกว่า 300 คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119190</URL_LINK>
                <HASHTAG>ระเบิดฆ่าตัวตาย, ระเบิดมัสยิดชีอะห์, อัฟกานิสถาน, เมืองคุนดุซ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211008/image_big_61605843ef64d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117938</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2021 21:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2021 21:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตอลิบันวอนสายการบินนานาชาติรื้อฟื้นเที่ยวบินคาบูล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลตอลิบันของอัฟกานิสถานเรียกร้องสายการบินระหว่างประเทศกลับมาเปิดบริการเที่ยวบินสู่กรุงคาบูลอีกครั้ง โดยประกาศเมื่อวันอาทิตย์ว่า ปัญหาทางเทคนิคทั้งหมดของสนามบินนานาชาติแห่งนี้ได้รับการแก้ไขแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ กาตาร์จัดเที่ยวบินพิเศษรับพลเมืองสหรัฐและแคนาดาออกจากสนามบินคาบูลเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2564 (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอเอฟพีรายงานว่า สิ่งอำนวยความสะดวกของท่าอากาศยานระหว่างประเทศคาบูลได้รับความเสียหายอย่างหนักเมื่อชาติตะวันตกอพยพผู้คนมากกว่า 120,000 คนออกจากคาบูลอย่างโกลาหลวุ่นวายตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม ก่อนที่สหรัฐจะถอนทหารคนสุดท้ายออกจากประเทศนี้เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงปัจจุบัน มีเพียงเที่ยวบินเช่าเหมาลำให้บริการสนามบินนี้ โดยมีสายการบินระหว่างประเทศปากีสถาน (พีไอเอ), สายการบินมาฮานของอิหร่าน และสายการบินแคมแอร์ของอัฟกานิสถาน ที่บริการเที่ยวบินพิเศษอย่างจำกัด โดยพีไอเอและแคมแอร์คิดค่าบริการเที่ยวบินขาเดียวจากคาบูลไปกรุงอิสลามาบัด ในราคามากกว่า 1,200 ดอลลาร์ แต่ถึงแม้ค่าตั๋วจะแพงขนาดนี้ ซึ่งสายการบินเหล่านี้อ้างว่าเป็นผลจากประกันภัยสงคราม ก็ยังมีผู้จองมากเกินอัตรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ อับดุล กาฮาร์ บัลคี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ กล่าวว่า รัฐบาลตอลิบันหวังว่า เที่ยวบินพาณิชย์จะกลับมาให้บริการได้ในเวลาอันใกล้ &amp;quot;มีพลเมืองอัฟกันจำนวนมากที่ตกค้างอยู่ในต่างประเทศและไม่สามารถกลับมาตุภูมิได้&amp;quot; เขากล่าว &amp;quot;ยิ่งกว่านั้น มีพลเมืองอัฟกันอีกจำนวนมากที่ทำงานหรือศึกษาในต่างประเทศกำลังประสบกับความยากลำบากในการไปถึงจุดหมายปลายทาง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริการที่สนามบินคาบูลได้รับการฟื้นฟูเกือบทั้งหมดแล้ว โดยได้ความช่วยเหลือทางเทคนิคจากกาตาร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และตุรกี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117938</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตอลิบัน, รื้อฟื้นเที่ยวบินระหว่างประเทศ, สนามบินคาบูล, อัฟกานิสถาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210926/image_big_6150820a098f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117637</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 15:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 15:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้นำศรีลังกาวิงวอนประชาคมโลกปกป้องมรดกพุทธจากเงื้อมมือตอลิบัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโกตาบายา ราชปักษา แห่งศรีลังกาเรียกร้องกลางที่ประชุมสมัชชายูเอ็นให้ทั่วโลกช่วยกันปกป้องมรดกทางพุทธศาสตร์ในอัฟกานิสถาน ซึ่งกำลังอยู่ภายใต้การปกครองของระบอบตอลิบันที่เป็นอิสลามิสต์เคร่งครัดและเคยระเบิดทำลายองค์พระพุทธรูปแห่งบามิยันเมื่อ 20 ปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโกตาบายา ราชปักษา กล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่นิวยอร์ก เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน กล่าวว่า ระบอบตอลิบันกลับเข้ามายึดครองอัฟกานิสถานเมื่อกลางเดือนที่แล้ว เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีนับแต่โดนกองทัพสหรัฐและพันธมิตรโค่นอำนาจการปกครองเมื่อปี 2544&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเวลา 5 ปีที่ระบอบอิสลามเคร่งครัดนี้ปกครองอัฟกานิสถานครั้งแรก&amp;nbsp; พวกเขาเคยระเบิดทำลายพระพุทธรูปขนาดยักษ์ที่สลักบนหน้าผาในหุบเขาบามิยันเมื่อเดือนมีนาคม 2544 โดยไม่ฟังคำวิงวอนจากนานาชาติให้ละเว้นมรดกอายุเก่าแก่ 1,500 ปี ที่ตอลิบันระบุว่าขัดต่อหลักศาสนาอิสลามที่ห้ามรูปเคารพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาประจำปีขององค์การสหประชาชาติเมื่อวันพุธ ประธานาธิบดีราชปักษากล่าวเรียกร้องว่า เขาขอร้องต่อองค์การสหประชาชาติและประชาคมระหว่างประเทศให้รับประกันการคุ้มครองมรดกทางพุทธศาสนาของอัฟกานิสถาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้การกลับมาครองอำนาจใหม่คราวนี้ ตอลิบันพยายามแสดงภาพพจน์ของแนวทางสายกลางมากขึ้น แต่ชาวบ้านในหุบเขาบามิยันหลายคนบอกว่า นักรบตอลิบันที่ฮึกเหิมกับชัยชนะได้ระเบิดทำลายรูปสลักอีกครั้ง โดยเป็นรูปสลักของผู้นำชนเผ่าฮาซารา ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่ตกเป็นเป้าหมายการประหัตประหารโดยพวกอิสลามิสต์สุหนี่หัวแข็งกร้าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบัน หุบเขาบามิยันยังคงหลงเหลือเครือข่ายถ้ำ อันเป็นที่ตั้งของวัด อาราม และภาพวาดของศาสนาพุทธ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ หน้าผาในหุบเขาบามิยันที่ครั้งหนึ่งเคยประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดยักษ์ แต่โดนตอลิบันระเบิดทำลายทิ้ง (Photo by: Eye Ubiquitous/Universal Images Group via Getty Images)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117637</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตอลิบัน, ปกป้องมรดกพุทธศาสนา, ประธานาธิบดีโกตาบายา ราชปักษา, พระพุทธรูปบามิยัน, ระเบิดพระพุทธรูป, ศรีลังกา, หุบเขาบามิยัน, อัฟกานิสถาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c3461f3c0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116865</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 22:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 21:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตอลิบันค้นบ้านอดีตจนท.อัฟกันยึดเงินสด-ทองคำได้กว่า400ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ธนาคารกลางอัฟกานิสถานที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตอลิบันเปิดเผยเมื่อวันพุธว่า นักรบตอลิบันยึดเงินสดและทองคำมูลค่าเกือบ 12.4 ล้านดอลลาร์ (407 ล้านบาท) จากอดีตเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งรวมถึงจากบ้านของอดีตรองประธานาธิบดีอัมรุลลาห์ ซาเลห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ชาวอัฟกันต่อแถวยาวรอเบิกเงินสดจากธนาคารแห่งหนึ่งในกรุงคาบูล เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์และเอเอฟพีอ้างแถลงการณ์ของธนาคารกลางอัฟกานิสถานเมื่อวันพุธที่ 15 กันยายนว่า เงินและทองคำเหล่านี้ถูกเก็บไว้ที่บ้านของอดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลหลายราย แต่ยังไม่รู้ว่าเก็บไว้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร ทรัพย์สินที่พบส่วนใหญ่ค้นเจอที่บ้านของอดีตรองประธานาธิบดีซาเลห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซาเลห์หนีออกจากเมืองหลวงช่วงที่ตอลิบันบุกมาถึงเมื่อกลางเดือนสิงหาคม เขาประกาศจะต่อต้านกลุ่มตอลิบันโดยไปปักหลักต่อสู้ที่หุบเขาปันจ์ชีร์ แต่โดนตอลิบันตีแตกพ่าย และขณะนี้ยังไม่รู้ว่าเขาหลบซ่อนอยู่ที่ใด สัปดาห์ที่แล้วสมาชิกในครอบครัวเผยว่า ตอลิบันสังหารโรฮุลลาห์ อาซิซี พี่ชายของซาเลห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์อีกฉบับของธนาคารกลาง เรียกร้องชาวอัฟกันกลับมาใช้เงินสกุลอัฟกานีของประเทศ หลังจากมีความวิตกมากขึ้นว่า ธนาคารและบริษัทต่างๆ ในอัฟกานิสถานเริ่มขาดแคลนเงินสด โดยเฉพาะสกุลดอลลาร์ที่ชาวอัฟกันใช้กันอย่างแพร่หลาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116865</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตอลิบัน, ธนาคารกลางอัฟกานิสถาน, ยึดเงินสดจากอดีตเจ้าหน้าที่อัฟกัน, อัฟกานิสถาน, อัมรุลลาห์ ซาเลห์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_614209e8950ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116495</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2021 21:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2021 21:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตอลิบันยอมให้ผู้หญิงเรียนมหา&#039;ลัย แยกกับผู้ชาย-สอนโดยครูผู้หญิง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลตอลิบันจะอนุญาตให้ผู้หญิงศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยได้ แต่ตามคำประกาศของรัฐมนตรีกระทรวงอุดมศึกษาคนใหม่ของอัฟกานิสถานเมื่อวันอาทิตย์ โดยนักศึกษาหญิงจะต้องแต่งกายตามหลักอิสลาม เรียนแยกกับผู้ชายและสอนโดยอาจารย์หญิง แต่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สตรีอัฟกันเข้ารับการอบรมในโครงการสนับสนุนตอลิบันที่มหาวิทยาลัยการศึกษาคาบูลเมื่อวันเสาร์ที่ 11 กันยายน 2564 (Photo by Bilal Guler/Anadolu Agency via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มตอลิบัน ซึ่งเข้าควบคุมอัฟกานิสถานตั้งแต่กลางเดือนที่แล้วและตั้งรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมาบริหารประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เคยให้คำมั่นว่าตอลิบันยุคใหม่มีความแตกต่างจากระบอบที่เคยปกครองประเทศนี้นานราว 5 ปีเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ครั้งนั้นการตีความหลักกฎหมายอิสลามอย่างเคร่งครัดทำให้ผู้หญิงถูกห้ามเรียนหนังสือและทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า ในคำแถลงเกี่ยวกับแผนการด้านการศึกษาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน อับดุล บากี ฮักกานี รัฐมนตรีกระทรวงอุดมศึกษา กล่าวว่า รัฐบาลตอลิบันจะเริ่ม &amp;quot;สร้างประเทศจากสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน&amp;quot; และไม่ต้องการย้อนเวลากลับไปยัง 20 ปีก่อน ผู้หญิงจะได้รับอนุญาตให้เรียนถึงระดับมหาวิทยาลัยได้ แต่ผู้สอนจะต้องเป็นผู้หญิงเท่าที่สามารถกระทำได้ และชั้นเรียนจะต้องแยกระหว่างผู้ชายและผู้หญิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานที่ที่ไม่สามารถหาครูสอนที่เป็นผู้หญิงได้ ก็สามารถใช้ครูผู้ชาย แต่ต้องปฏิบัติตามหลักอิสลาม หรือสอนผ่านระบบออนไลน์หรือโทรทัศน์วงจรปิด ส่วนชั้นเรียน หากสถานที่ไม่พร้อม ก็สามารถใช้ม่านกั้นระหว่างนักศึกษาชายกับนักศึกษาหญิงได้ &amp;quot;ขึ้นอยู่กับศักยภาพของมหาวิทยาลัย เราอาจใช้ครูผู้ชายสอนจากหลังม่าน หรือใช้เทคโนโลยีได้&amp;quot; ฮักกานีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์กล่าวว่า ตั้งแต่ตอลิบันยึดกรุงคาบูลได้ มีภาพที่ห้องเรียนในหลายสถานที่จัดการสอนโดยใช้ม่านกั้นกลางระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ฮักกานียืนกรานว่า ระเบียบการแต่งกายอย่างเคร่งครัดตามหลักอิสลามยังคงเป็นกฎบังคับเช่นเดิม นักศึกษาหญิงทุกคนต้องคลุมฮิญาบ แต่เขาไม่ได้ระบุชัดว่าจะบังคับให้สวมชุดคลุมมิดชิดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันเสาร์ มีกลุ่มผู้หญิงที่ดูเหมือนจะเป็นนักศึกษาหญิงสวมชุดสีดำคลุมร่างกายมิดชิด ชุมนุมในกรุงคาบูล สนับสนุนกฎการแต่งกายและการแยกห้องเรียนกับผู้ชาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116495</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตอลิบัน, ผู้หญิงเรียนมหาวิทยาลัย, หลักกฎหมายอิสลาม, อนุญาตให้ผู้หญิงเรียน, อัฟกานิสถาน, แยกห้องชาย-หญิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210912/image_big_613e0ffce9616.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115820</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 19:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 19:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตอลิบันคุยพิชิตหุบเขาปันจ์ชีร์ได้แล้ว ฝ่ายต้านยังไม่ยอมแพ้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ไวเหมือนโกหก ตอลิบันประกาศชัยชนะเหนือกองกำลังต่อต้านกลุ่มสุดท้ายที่หุบเขาปันจ์ชีร์เมื่อวันจันทร์ ระบุควบคุมได้เบ็ดเสร็จทั้งประเทศแล้ว โฆษกอ้างผู้นำกลุ่มแนวร่วมต่อต้านหนีไปทาจิกิสถาน แต่นักรบเอ็นอาร์เอฟยืนยันยังคุมที่มั่นทางยุทธศาสตร์ไว้ได้ แม้ก่อนหน้านี้จะยอมรับความเพลี่ยงพล้ำและขอเจรจาหยุดยิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ซาบิฮุลลาห์ มูจาฮิด โฆษกของระบอบตอลิบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มนักรบตอลิบันเข้าควบคุมกรุงคาบูลไว้ได้เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และรุกคืบเข้าโจมตีจังหวัดปันจ์ชีร์ ซึ่งเป็นดินแดนกลางหุบเขาที่มีเทือกเขากว้างไกลเป็นป้อมปราการ เพื่อพิชิตกองกำลังฝ่ายต่อต้านกลุ่มแนวร่วมต่อต้านแห่งชาติอัฟกานิสถาน (เอ็นอาร์เอฟเอ) ภายใต้การนำของอาหมัด มาซูด ที่ประกอบด้วยนักรบปันจ์ชีร์กับอดีตทหารและสมาชิกหน่วยรบพิเศษอัฟกันที่ต่อต้านตอลิบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันจันทร์ที่ 6 กันยายน 2564&amp;nbsp; รอยเตอร์และเอเอฟพีรายงานอ้างคำแถลงของซาบิฮุลลาห์ มูจาฮิด โฆษกของระบอบตอลิบันจากกรุงคาบูลว่า &amp;quot;ปันจ์ชีร์ ซึ่งเป็นที่ซ่อนแห่งสุดท้ายของข้าศึกที่หลบหนี ถูกยึดได้แล้ว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีภาพถ่ายหลายภาพเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ เผยให้เห็นนักรบของตอลิบันยืนอยู่ด้านหน้าประตูของจวนผู้ว่าราชการจังหวัดปันจ์ชีร์ หลังจากต่อสู้กับนักรบของเอ็นอาร์เอฟเอเมื่อสุดสัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มูจาฮิดกล่าวก่อนหน้านี้ว่า ด้วยชัยชนะและความพยายามครั้งสุดท้าย ประเทศของเราได้หลุดพ้นจากวังวนของสงคราม และประชาชนจะได้มีชีวิตที่มีความสุขในสันติภาพ, เสรีภาพ และอิสรภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอลิบันยังให้คำรับประกันกับผู้คนในปันจ์ชีร์ว่าจะไม่มีการแก้แค้นหรือเลือกปฏิบัติกับพวกเขา ชาวปันจ์ชีร์นั้นมีชาติพันธุ์แตกต่างจากตอลิบันที่มีเชื้อสายปัชตุนเป็นส่วนใหญ่ และเคยต้านทานระบอบอิสลามิสต์นี้ได้ระหว่างตอลิบันปกครองประเทศเมื่อปี 2539-2544&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พวกเขาเป็นพี่้น้องของเรา และจะทำงานร่วมกันเพื่อจุดมุ่งหมายร่วมกันและความสุขสบายของประเทศ&amp;quot; มูจาฮิดกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาซูด ซึ่งเป็นบุตรชายของอาหมัด ชาห์ มาซูด ผู้นำนักรบมูจาฮิดีนชื่อเสียงโด่งดังที่สามารถรบต้านทหารโซเวียตและตอลิบัน เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ว่า เขาปลอดภัย แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มูจาฮิดกล่าวว่า เขาได้รับทราบข้อมูลมาว่า มาซูดและอดีตรองประธานาธิบดีอัมรุลลาห์ ซาเลห์ หนีไปยังทาจิกิสถานที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอ็นอาร์เอฟเอในปันจ์ชีร์ยอมรับเมื่อวันอาทิตย์ว่าพวกเขาสูญเสียอย่างหนักในสมรภูมิและเรียกร้องการหยุดยิง แต่ในวันจันทร์ อาลี ไมซัม นาซารี หัวหน้าฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ของเอ็นอาร์เอฟเอ กล่าวว่า การอ้างชัยชนะของตอลิบันไม่ใช่เรื่องจริง และพวกตนยังคงต่อสู้อยู่ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กองกำลังเอ็นอาร์เอฟยังคุมที่มั่นทางยุทธศาสตร์ทุกแห่งทั่วหุบเขานี้ไว้และยังคงต่อสู้ต่อไป&amp;quot; เขาโพสต์ลงเฟซบุ๊ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน พวกผู้นำตอลิบันในกรุงคาบูลก็ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้ มูจาฮิดปฏิเสธว่าไม่มีความเห็นแตกแยกกันในเรื่องนี้ และยืนยันว่าจะมีประกาศจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็ว แต่เขาไม่ระบุวัน เขายังย้ำด้วยว่า ผู้หญิงได้กลับเข้าไปทำงานในภาคสาธารณสุขและการศึกษาแล้ว ส่วนภาคอื่นๆ นั้นจะพิจารณาเป็นลำดับทันทีที่จัดตั้งระบบเรียบร้อย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระบอบตอลิบันเวอร์ชันที่แล้วไม่อนุญาตให้ผู้หญิงทำงานหรือศึกษาโดยยึดหลักกฎหมายชะรีอะห์อย่างเคร่งครัด แต่มาคราวนี้พวกเขาผ่อนคลายลงมาก เอกสารที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ระบุว่า ผู้หญิงจะสามารถศึกษาในมหาวิทยาลัยได้ตราบที่ชั้นเรียนแบ่งแยกชาย-หญิง หรืออย่างน้อยมีม่านกั้น และนักศึกษาหญิงต้องสวมชุดคลุมยาวและคลุมหน้าหรือชุดนิกอบ ซึ่งต่างจากชุดบูร์กาที่ปิดหมดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าแบบระบอบก่อน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115820</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตอลิบัน, ปันจชีร์, หุบเขาปันจ์ชีร์, อัฟกานิสถาน, แนวร่วมต่อต้านแห่งชาติอัฟกานิสถาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611cf437cb6ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
