<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>44886</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2019 10:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2019 10:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทย.สั่งเฝ้าระวังสนามบินขอนแก่นแจ้งผู้โดยสารเดินหน้าล่วงหน้า 2ชม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3ก.ย.62-นางอัมพวัน วรรณโก อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.)ได้รับรายงานจาก ว่าที่ร้อยตรี อัธยา ลาภมาก ผู้อำนวยการท่าอากาศยานขอนแก่น ว่า เนื่องจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่นในทะเลจีนใต้ ส่งผลให้จังหวัดขอนแก่น มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง รวม 26 อำเภอ โดยเฉพาะในเขตอำเภอเมืองขอนแก่น ที่หลายพื้นที่มีน้ำท่วมขังระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร โดยเฉพาะถนนมะลิวัลย์ จากหน้ามหาวิทยาลัยขอนแก่น ไปจนถึงจุดกลับรถบ้านคำไฮ รถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถที่จะสัญจรไปมาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ส่งผลให้สภาพการจราจรติดขัดอย่างหนัก และต้องไปใช้ในเส้นทางลัดตัดผ่านแทน เนื่องจากจุดดังกล่าวเป็นเส้นทางสายสำคัญจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือมุ่งสู่ภาคเหนือ และเป็นเส้นทางที่ใช้ในการเดินทางไปยังท่าอากาศยานขอนแก่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ว่าที่ ร.ต.อัธยา ลาภมาก ผู้อำนวยการท่าอากาศยานขอนแก่น เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมบริเวณถนนมะลิวัลย์ ได้คลี่คลายลงมากแล้ว การจราจรมายังท่าอากาศยานขอนแก่น สามารถสัญจรได้ตามปกติ ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ ยังคงต้องเฝ้าระวังปริมาณน้ำฝนที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้นจากอิทธพลของพายุดิเปรสชั่น อาจทำให้มีน้ำท่วมขังในหลายจุด หรืออาจมีน้ำป่าไหลหลาก ส่งผลให้การเดินทางมายังสนามบินล่าช้า &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ท่าอากาศยานขอนแก่นยังคงเปิดให้บริการตามปกติในทุกสายการบิน และขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้โดยสารที่จะเดินทางมายังท่าอากาศยานขอนแก่น เผื่อเวลาในการเดินทางล่วงหน้าอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อให้ทันต่อการเดินทางตามตารางการบินที่กำหนดเนื่องจากช่วงนี้การจราจรอาจติดขัด เพราะมีบางเส้นทางภายในตัวจังหวัดขอนแก่น ยังคงมีน้ำท่วมขังอยู่ รวมทั้งขอให้ติดตามข่าวสาร และตรวจสอบสถานการณ์น้ำท่วม และติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44886</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขอนแก่นฝนตกหนัก, ผู้อำนวยการท่าอากาศยานขอนแก่น, อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.), อัมพวัน วรรณโก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190510/image_big_5cd4f2a44ebfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44025</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2019 13:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2019 13:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมระอุ ทอท.-ทย.เปิดศึกแย่งชิงบริหารสนามบินกระบี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22ส.ค.62 O นางอัมพวัน วรรณโก อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.)กล่าวว่าตามที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ออกมาชี้แจงภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการ หรือ บอร์ด ทอท. เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2562 มีมติเห็นชอบปรับแผนการขอรับการโอน 4 สนามบินใหม่ ได้แก่ สนามบินกระบี่ สนามบินบุรีรัมย์ สนามบินตาก และสนามบินอุดรธานี จากเดิมเป็นสนามบินชุมพร สนามบินสกลนคร สนามบินตาก และสนามบินอุดรธานี หรือมีการเปลี่ยน 2 สนามบินที่จะขอรับโอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ทย. เห็นว่า หากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติมอบความรับผิดชอบในการบริหารจัดการให้ ทอท. เข้าไปดูแลและบริหารจัดการแทน ทย. โดยมีท่าอากาศยานกระบี่ เป็น 1 ใน 4 นั้น จะทำให้ ทย. ประสบปัญหาการบริหารจัดการและซ่อมแซมบำรุงรักษาในอีก 24 ท่าอากาศยานที่เหลือ เนื่องจาก ในปัจจุบัน ทย. มีรายได้จากการให้บริการท่าอากาศยานภูมิภาคทั้ง 28 แห่ง ในปี 2561 เป็นเงินจำนวนประมาณ 852 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากการดำเนินงานของท่าอากาศยานกระบี่ ในปี 2561 เป็นเงินจำนวนประมาณ 469 ล้านบาท คิดเป็น 55.05% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ท่าอากาศยานเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ให้บริการประชาชนครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ และรัฐบาลได้ให้งบประมาณลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานกระบี่ไปมากแล้ว เพื่อขยายขีดความสามารถในการให้บริการ เช่น การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 และการขยายลานจอดอากาศยานซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ อีกทั้งในปีงบประมาณ 2563 นั้น ทย.ขอรับงบประมาณในการก่อสร้างทางขับขนานด้วย รวมงบประมาณทั้งสิ้นในการพัฒนาท่าอากาศยานกระบี่เป็นจำนวน 6,000 กว่าล้านบาท ซึ่งคาดหวังว่าจะนำรายได้ที่จัดเก็บเข้ากองทุนหมุนเวียนของกรมท่าอากาศยาน โดยรัฐบาลมีแนวโน้มจะลดภาระงบประมาณในส่วนนี้ของ ทย.ลง &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอัมพวัน กล่าวต่ออีกว่า รายได้จากการดำเนินการของ ทย. รวมทั้งรายได้จากการดำเนินงานของท่าอากาศยานกระบี่ ตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศกำหนดให้ ทย. นำรายได้จากการให้บริการท่าอากาศยานเข้ากองทุนหมุนเวียนกรมท่าอากาศยาน เพื่อใช้ในการบริหารจัดการและซ่อมแซมบำรุงรักษาท่าอากาศยาน เช่น จ้างพนักงานให้เพียงพอเนื่องจาก ข้าราชการ และลูกจ้างประจำ มีกรอบอัตรากำลังจำกัด การซ่อมบำรุงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ลิฟท์ บันไดเลื่อน สายพานลำเลียงซึ่งมีข้อขัดข้องไม่สามารถตั้งงบประมาณไว้ล่วงหน้าได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รายได้ที่เข้าสู่กองทุนฯ จึงเป็นกลไกในการบริหารจัดการท่าอากาศยานให้สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างสะดวกรวดเร็วทันต่อการให้บริการผู้โดยสาร ประกอบกับขณะนี้ ทย อยู่ในระหว่างจัดทำโครงสร้างเงินทุนหมุนเวียนเพื่อปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการพึ่งพางบประมาณของรัฐปีละ 1,000 ล้านบาท และใช้สำหรับแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนของผู้โดยสารในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่เพียงพอ การซ่อมบำรุงล่าช้าและการดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานสนามบิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ทย. จึงขอสอบถามว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในผลกระทบที่เกิดขึ้น อีกทั้งคำขอของพื้นที่ในการสร้างท่าอากาศยานแห่งใหม่ เพื่อบริการประชาชนในพื้นที่ที่ห่างไกลอาจจะต้องขอทบทวนหรืออาจจะมีขึ้นได้ยาก เนื่องจาก ทย. ไม่สามารถรับภาระในการบริหารจัดการและซ่อมบำรุงท่าอากาศยานที่เหลือทั้ง 24 แห่งได้ ดังนั้น ทย. อาจจะเสนอกระทรวงคมนาคมให้พิจารณาเรื่อง Management Contract หรือ PPP เพื่อความโปร่งใส โดย ทย. จึงไม่เห็นด้วยในการส่งมอบการบริหารจัดการท่าอากาศยานกระบี่ให้ ทอท. เนื่องจากมีผลกระทบในทางลบต่อประชาชนและผู้ใช้บริการท่าอากาศยานต่าง ๆ ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม กล่าวว่า สำหรับท่าอากาศยานกระบี่นั้น มีผู้โดยสารที่ใช้บริการ 4 ล้านคนต่อปี ซึ่งเป็นจังหวัดสำคัญ ตามนโยบายการเชื่อมโลกมาเมืองรอง รองรับนักท่องเที่ยวจากจังหวัดภูเก็ตและมีความแออัด ขณะเดียวกัน ในอนาคตกระบี่ไม่ใช่เมืองรอง และจะกลายเป็นเมืองหลัก เนื่องจากรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ พบว่าเป็นอันดับ 5 ของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ท่าอากาศยานกระบี่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลชุดที่แล้วประมาณ 6,000 ล้านบาท เพื่อขยายลานจอดเครื่องบินจาก 11 ลำ เพิ่มเป็น 14 ลำ เพื่อรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นในอีก 7-8 ปีข้างหน้า หรือเพิ่มเป็น 8 ล้านคนต่อปี นอกจากนี้ ยังมีแผนการก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารเพิ่มอีก 1 แห่ง รองรับผู้โดยสารประมาณจาก 3 หมื่นตารางเมตรเป็น 6 หมื่นตารางเมตร และขยายรันเวย์ให้มีระยะทางยาวขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44025</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทย., ทอท., ท่าอากาศยานกระบี่, อธิบดีกรมท่าอากาศยาน, อัมพวัน วรรณโก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190822/image_big_5d5e3334aed73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38894</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2019 09:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2019 09:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กพท.เข้มงวด แกง แหนมเนือง น้ำพริก หากเกิน 100 มล.ห้ามถือขึ้นเครื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มิ.ย. 2562 รายงานข่าวจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ถึงกรณีข้อห้ามการถืออาหารที่มีส่วนประกอบเป็นของเหลว เช่น แกงต่างๆ ที่มีปริมาตรเกิน 100 มิลลิลิตร (มล.) ขึ้นภายในห้องโดยสารเครื่องบิน ว่า ที่ผ่านมา สนามบินต่างๆ พบปัญหาการถกเถียงกันระหว่างเจ้าหน้าที่สนามบิน และผู้โดยสารบริเวณจุดตรวจค้นผู้โดยสารมาโดยตลอดเพราะบางอย่างเอาขึ้นได้ บางอย่างเอาขึ้นไม่ได้

ทั้งนี้ที่ผ่านมามีการอนุโลมค่อนข้างบ่อยครั้ง ซึ่งตามหลักเกณฑ์ต้องโหลดลงใต้ท้องเครื่องเท่านั้น ดังนั้นทางสนามบินจึงขอให้ กพท. ออกประกาศใหม่ระบุให้ชัดเจนว่า ของเหลว หมายรวมถึงอะไรบ้าง

ด้านนางอัมพวัน วรรณโก อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) กล่าวว่า กรมท่าอากาศยานได้ทำการประชุมซักซ้อมสนามบินภูมิภาคในการกำกับดูแความดูแลทั้ง 28 สนามบิน ให้ปฏิบัติงานด้านการบินให้เป็นไปตามกฎประกาศ กพท. เรื่อง หลักเกณฑ์การตรวจค้นของเหลว เจล สเปรย์ที่จะนำขึ้นบนห้องโดยสารอากาศยานหรือนำเข้าไปในเขตหวงห้ามของสนามบินสาธารณะ พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นระเบียบฉบับใหม่ของ กพท. ที่เตรียมประกาศบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป

&amp;ldquo; ซึ่งมีการกำหนดห้ามมิให้ผู้โดยสารมีการนำของเหลวที่มีปริมาตรมากกว่า 100 มิลลิลิตรถือติดตัวขึ้นเครื่องบิน แต่อนุญาตให้ฝากเป็นสัมภาระลงทะเบียนโหลดใต้ท้องเครื่องเท่านั้น โดยให้บรรจุในภาชนะที่มิดชิด&amp;rdquo;นางอัมพวัน กล่าว


ทั้งนี้ สินค้าบางประเภทที่เข้าข่ายไม่สามารถถือขึ้นเครื่องบินได้ คือ แหนมเนืองเนื่องปริมาตรน้ำจิ้มแหนมเนืองที่บรรจุรวมอยู่ในชุดอาหารจำนวน 1 ถุง มีปริมาตรมากถึง 400 มิลลิลิตร ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ทำให้ไม่สามารถนำแหนมเนืองขึ้นบนห้องโดยสารอากาศยานได้ โดยเบื้องต้นได้ขอให้สนามบิน ทย. ทั้ง 28 แห่ง แจ้งข้อมูล ไปยังสายการบินต่างๆ ให้ทำความเข้าใจและแจ้งเตือนผู้โดยสารที่มีการพกพาแหนมเนืองว่าจะต้องฝากเป็นสัมภาระลงทะเบียนเท่านั้น โดยให้บรรจุในภาชนะที่มิดชิด เพราะจะไม่อนุญาตให้ถือติดตัวขึ้นเครื่องบิน

สำหรับคำจำกัดความเรื่องหลักเกณฑ์การตรวจค้นของเหลว เจล สเปรย์ที่จะนำขึ้นบนห้องโดยสารอากาศยานหรือนำเข้าไปในเขตหวงห้ามของสนามบินสาธารณะ พ.ศ. 2562 นั้น จะรวมไปถึงอาหารจำพวกที่มีของเหลว เช่น ต้ม แกง น้ำพริก น้ำจิ้มต่างๆ น้ำเครื่องดื่ม ซุป น้ำเชื่อม แยม สตูว์ ซอส น้ำพริก หรืออาหารที่อยู่ในซอสที่มี รวมไปถึง มาสคารา ลิปสติกส์หรือลิปบาล์ม ที่มีปริมาตรมากกว่า100 มิลลิลิตร หรือ ไม่มีปริมาตรระบุ
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38894</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อาหาร, กพท., อัมพวัน วรรณโก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190510/image_big_5cd4f2a44ebfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35484</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2019 10:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2019 10:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทย.ซ้อมแผนฉุกเฉินสนามบินกะบี่ตามกฎICAO</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ค.62-นางอัมพวัน วรรณโก อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.)เปิดเผยถึงโครงการซ้อมแผนฉุกเฉินท่าอากาศยานกระบี่เต็มรูปแบบ (Full Scale Emergency) ประจำปี 2562 ว่าได้มอบหมายให้ท่าอากาศยานกระบี่ &amp;nbsp;ทำการซ้อมแผนฉุกเฉินท่าอากาศยานเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในกรณีต่างๆ ในระหว่างวันที่ 21-23 พฤษภาคม 2562 ที่จะถึงนี้ ณ ท่าอากาศยานกระบี่ ต.เหนือคลอง อ.เหนือคลอง จ.กระบี่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการซ้อมแผนฉุกเฉินท่าอากาศยานกระบี่เต็มรูปแบบ (Full Scale Emergency) ประจำปี 2562 จะเป็นกรณีเหตุฉุกเฉินในเที่ยวบิน(In-Flight Emergency) และกรณีอากาศยานอุบัติเหตุ (Aircraft Accidents on Airport) โดยจะนำแผนฉุกเฉินของท่าอากาศยานไปสู่การปฏิบัติ บูรณาการร่วมกับ แผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตามสภาพพื้นที่เสี่ยงภัยที่อาจเกิดขึ้น โดยมีเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานกระบี่และหน่วยงานในจังหวัดร่วมประชุมหารือถึงการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จะเป็นการจำลองสถานการณ์สมมุติว่ามีเหตุฉุกเฉินเกิดกลุ่มควันภายในห้องโดยสาร และเกิดเปลวเพลิงลุกไหม้ในขณะที่เครื่องบินกำลังร่อนลงจอดฉุกเฉิน ณ ท่าอากาศยานกระบี่ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานภายในท่าอากาศยานกระบี่ ทั้งเจ้าหน้าที่ของท่าอากาศยานกระบี่ และหน่วยงานต่างๆที่เข้าร่วมโครงการได้ฝึกซ้อมขั้นตอนการปฏิบัติงานต่างๆ ให้มีความรู้ ความเข้าใจในหลักการ วิธีการ และขั้นตอนการนำแผนฉุกเฉินท่าอากาศยานไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้องเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เข้าใจการสื่อสาร การควบคุมสั่งการ การประสานงาน การเข้าระงับเหตุและช่วยเหลือผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บ และให้มีความเข้าใจ ถึงขั้นตอนการดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ประสบเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็วและมี ประสิทธิภาพ หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง การฝึกซ้อมในครั้งนี้ จะสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยของท่าอากาศยานกระบี่ให้กับสายการบิน ผู้โดยสารและผู้มาใช้บริการท่าอากาศยานกระบี่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมท่าอากาศยานจะทำการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินเต็มรูปแบบ (Full Scale Emergency Exercise) ในทุกๆ 2 ปี เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรฐานองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ที่กำหนดให้แต่ละท่าอากาศยานของรัฐภาคีจัดให้มีแผนฉุกเฉิน เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหากเกิดเหตุการณ์จริง สามารถนำแผนฉุกเฉินท่าอากาศยานไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35484</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซ้อมแผนฉุกเฉินท่าอากาศยานกระบี่, อธิบดีกรมท่าอากาศยาน, อัมพวัน วรรณโก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190510/image_big_5cd4f2a44ebfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30743</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2019 15:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2019 15:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทย.ยุคใหม่เปิดให้บริการตู้ไปรษณีย์ในสนามบิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7มี.ค.62-นางอัมพวัน วรรณโก อธิบดีกรมท่าอากาศยาน(ทย) เปิดเผยว่ากรมได้เปิดตัวการให้บริการตู้ไปรษณีย์อัตโนมัติ (Automated Postal Machine:APM) อย่างเป็นทางการ ณ ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานีโดยที่ผ่านมากรมท่าอากาศยาน และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้ติดตั้งและทดสอบระบบปัจจุบันได้เปิดให้บริการในท่าอากาศยาน 4 แห่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้แก่ 1.ท่าอากาศยานกระบี่ ให้บริการจำนวน 2 เครื่อง ตั้งอยู่บริเวณ ชั้น3อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ และชั้น2 อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ 2.ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ให้บริการจำนวน 1 เครื่อง ตั้งอยู่บริเวณ ชั้น1​ ติดกับเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์​ท่าอากาศยาน3.ท่าอากาศยานอุดรธานี ให้บริการจำนวน 2 เครื่อง ตั้งอยู่บริเวณใกล้กับจุดเช็คอินของสายการบินไทยสมายล์และสายการบินนกแอร์ อาคารผู้โดยสาร A และบรเวณใกล้กับจุดเช็คอินของสายการบินแอร์เอเชียและสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ อาคารผู้โดยสาร B และ 4.ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี จำนวน 1 เครื่อง ตั้งอยู่บริเวณหน้าห้องผู้โดยสารขาออก ชั้น 2 &amp;nbsp;และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีท่าอากาศยานที่อยู่ระหว่างดำเนินการติดตั้งและทดสอบระบบ ได้แก่ ท่าอากาศยานขอนแก่น จำนวน 1 เครื่อง ท่าอากาศยานแม่สอดจำนวน 1 เครื่อง และท่าอากาศยานอุบลราชธานีจำนวน 1 เครื่อง เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จกรมท่าอากาศยานจะสามารถให้บริการตู้ไปรษณีย์อัตโนมัติได้ถึง 9 เครื่อง ในท่าอากาศยาน 7 แห่ง ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้โดยสาร ที่มีสิ่งของที่ไม่สามารถนำขึ้นอากาศยานได้ โดยสามารถใช้บริการได้ตามจุดต่างๆของท่าอากาศยาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอัตราค่าบริการของเครื่องบริการไปรษณีย์อัตโนมัติ (APM) นั้น แบ่งเป็น การจัดส่งด้วยบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) ในอัตราค่าบริการ 50 บาทต่อชิ้น และสามารถส่งสิ่งของไปยังต่างประเทศด้วยบริการไปรษณีย์ลงทะเบียนระหว่างประเทศ ได้ในอัตราค่าบริการ 450 บาทต่อชิ้น จำนวนน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัมต่อหนึ่งชิ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30743</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริการตู้ไปรษณีย์อัตโนมัติ, อธิบดีกรมท่าอากาศยาน(ทย), อัมพวัน วรรณโก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190307/image_big_5c80d81d53030.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดทุกสนามบิน เรือเฟอร์รีไปได้ แต่ยังเฝ้าระวัง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปาบึกผ่านไป สนามบินนครศรีฯ-สุราษฎร์ฯ-สมุย เปิดให้บริการตามปกติแล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่กรมท่าอากาศยานยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนภูเก็ตดีเลย์เล็กน้อย ด้านเรือเฟอร์รีเกาะสมุย แพขนานยนต์สงขลา เปิดให้ข้ามฟากแล้วเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันเสาร์ นางอัมพวัน วรรณโก อธิบดีกรมท่าอากาศยาน พร้อมด้วยนายสมเกียรติ มณีสถิตย์ นายวิทวัส ภักดีสันติสกุล รองอธิบดีกรมท่าอากาศยาน &amp;nbsp;คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ติดตามสถานการณ์พายุปาบึก และประเมินสถานการณ์ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับศูนย์ปฏิบัติการส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี, ท่าอากาศยานระนอง, ท่าอากาศยานชุมพร, ท่าอากาศยานนราธิวาส, ท่าอากาศยานกระบี่, ท่าอากาศยานตรัง และท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมท่าอากาศยานมอบหมายให้นายจรุณ มีสมบูรณ์ รองอธิบดีกรมท่าอากาศยาน ลงพื้นที่เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ณ ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี โดยได้สรุปสถานการณ์ล่าสุดได้ ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช เปิดให้บริการได้ตามปกติ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันเสาร์ จะมีเที่ยวบินขาเข้า จำนวน 5 เที่ยวบิน และเที่ยวบินขาออก 5 เที่ยวบิน รวมเที่ยวบิน 10 เที่ยวบิน เที่ยวบินแรกของวัน คือ สายการบินไทยแอร์เอเชีย FD 3184 เวลา 12.28 น. มีผู้โดยสารขาเข้าจำนวน 98 คน, เที่ยวบิน FD 3185 เวลา 13.11 น. มีผู้โดยสารขาออกจำนวน 157 คน สำหรับผู้โดยสารที่สำรองตั๋วไว้แล้ว ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายการบินโดยตรง หรือท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช โทร. 0-7545-0541-5
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี เปิดให้บริการได้ตามปกติ ตั้งแต่เวลา 12.00 น.ของวันเสาร์ จะมีเที่ยวบินขาเข้า จำนวน 14 เที่ยวบิน และเที่ยวบินขาออก 13 เที่ยวบิน รวมเที่ยวบิน 27 เที่ยวบิน สายการบินเที่ยวแรกเป็นของสายการบินไทยแอร์เอเชีย เที่ยวบิน FD 3237 เวลา 12.30 น. 150 คน FD 3238 เวลา 13.10 น. 180 คน, สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ เที่ยวบินขาเข้า SL 734 เวลา 12.30 น. 153 คน ขาออก SL735 เวลา 13.15 น. 194 คน สำหรับผู้โดยสารที่สำรองตั๋วไว้แล้ว ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายการบินโดยตรง หรือท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี โทร. 0-7744-1230
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.จากสถานการณ์พายุปาบึก ส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าแรงสูงภายในจังหวัดนครศรีธรรมราช และภายในท่าอากาศยานบางส่วนได้รับความเสียหาย จึงทำให้ระบบกระแสไฟฟ้าขัดข้อง เพื่อให้ระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้าท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชสามารถทำงานได้เต็มระบบในการอำนวยความปลอดภัยและความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารได้อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมท่าอากาศยานจึงได้จัดส่งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองเคลื่อนที่ (Mobile Generator) ขนาด 500 KVA จากท่าอากาศยานกระบี่ มาที่ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช โดยจะถึงประมาณช่วงเย็นของวันที่ 5 มกราคม 2562
ยังเฝ้าตามสถานการณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กรมท่าอากาศยานได้กำชับให้ท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง รวมถึงท่าอากาศยานอื่นๆ ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดผลกระทบตามมา เช่น ความคับคั่งของผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าว และปัญหาอุทกภัยที่ตามมาจากการสะสมของปริมาณฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุขสวัสดิ์ สุวรรณโณ ผอ.ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช เผยว่า ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยทีมงานเจ้าหน้าที่กู้ภัยและดับเพลิงท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชได้ลาดตระเวนลงพื้นที่โดยรอบท่าอากาศยาน พร้อมสำรวจบริเวณลานจอดอากาศยานร่วมกันทำความสะอาดและเก็บ FOD ภายในลานจอดเพื่อความปลอดภัยแก่ประชาชนผู้มาใช้บริการ โดยสภาพอากาศในเช้าวันนี้มีแสงแดด ลมสงบ ส่งผลไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า สถานการณ์ล่าสุดของจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันเสาร์นี้มีฝนบ้างเล็กน้อย ท้องฟ้ามืดครึ้ม ปริมาณน้ำฝนทั้งจังหวัด ซึ่งทำการวัดที่สถานีอากาศบริเวณสนามบินนานาชาติภูเก็ต มีปริมาณน้ำฝนรวม 54.4 มิลลิเมตร และในพื้นที่อำเภอเมืองฯ วัดปริมาณน้ำฝนได้ 22.7 มิลลิเมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของการจราจรทางอากาศ วันที่ 5 ม.ค. ได้รับผลกระทบ 18 เที่ยวบิน คือ 17 เที่ยวบินจะดีเลย์และยกเลิก 1 เที่ยวบิน ของสายการบิน China southern ซึ่งเป็นเที่ยวบินจากประเทศจีนมาจังหวัดภูเก็ต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภัคพงศ์กล่าวว่า ในส่วนของเที่ยวบินที่ทำการยกเลิกเมื่อวันที่ 4 ม.ค.นั้น ในวันที่ 5 ม.ค. ได้ดำเนินการบินเพื่อให้บริการแก่ผู้โดยสารตามปกติแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าที่ร้อยตรีกิตติภพ รอดดอน นายอำเภอเกาะสมุย เผยสถานการณ์คลื่นลมแรงและฝนตกในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เริ่มคลี่คลายลงแล้ว ในภาพรวมสถานการณ์ในพื้นที่มีฝนตกลงมาเป็นบางช่วง กระแสลมก็เริ่มอ่อนกำลัง ทำให้ทางสนามบินนานาชาติเกาะสมุยได้กลับมาให้บริการผู้โดยสารที่จะเดินทางเข้าและออกอีกครั้ง โดยตั้งแต่ช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา บริเวณอาคารผู้โดยสารสนามบินนานาชาติเกาะสมุย มีนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางไปรอขึ้นเครื่องที่สนามบินนานาชาติเกาะสมุยกันเป็นจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เวลาประมาณ 10.15 น. เครื่องบินโดยสารของบริษัทบางกอกแอร์เวย์สได้บินออกจากสนามบินเกาะสมุยไปยังสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเที่ยวแรก โดยสนามบินนานาชาติเกาะสมุยจะมีเที่ยวไปบินทั้งเข้าและออกจำนวน 67 เที่ยวบิน โดยผู้โดยสารส่วนใหญ่จะเป็นผู้โดยสารที่ประสงค์จะเดินทางออกจากเกาะสมุย คาดว่าจะมีผู้โดยสารที่ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะเดินทางออกจากเกาะสมุยประมาณ 7,000 คน&amp;nbsp;
เรือเฟอร์รีเปิดบริการแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผู้ประกอบการเรือโดยสารซีทรานต์เฟอร์รี่ และบริษัท เรือโดยสารราชาเฟอร์รี่ ที่ให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารทั้งไปและกลับอำเภอเกาะสมุย เริ่มเปิดให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารจากท่าเทียบเรืออำเภอดอนสักยังท่าเทียบเรือโดยสารท่าเทียบเรืออำเภอเกาะสมุย เที่ยวแรกในเวลา 12.00 น. เมื่อวันเสาร์เช่นกัน และจากท่าเทียบเรือโดยสารท่าเทียบเรือเกาะสมุย เริ่มให้บริการเที่ยวแรกในเวลา 14.00 น.วันเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านแพขนานยนต์ข้ามฟากทะเลสาบสงขลาระหว่างฝั่งตัวเมืองสงขลากับฝั่งหัวเขาแดง อำเภอสิงหนคร เปิดให้บริการตามปกติแล้วเช่นกัน หลังองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาประกาศหยุดให้บริการแพขนานยนต์ข้ามฟากทะเลสาบสงขลา ระหว่างตัวเมืองสงขลากับอำเภอสิงหนครชั่วคราว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนปาบึก สภาพคลื่นลมในทะเลสาบสงขลามีกำลังแรง และมีลมกระโชกแรงอยู่ตลอดเวลา นายท้ายที่ขับแพขนานยนต์บังคับแพยากลำบาก หวั่นเกิดอุบัติเหตุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายนิพนธ์ บุญญามณี ผู้อำนวยการองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา สั่งให้แพขนานยนต์ข้ามฟากทะเลสาบสงขลา ระหว่างตัวเมืองสงขลากับ อ.สิงหนคร หยุดให้บริการชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์สภาพอากาศดีขึ้นกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยผู้ที่จะเดินทางไปมาระหว่างตัวเมืองสงขลากับ อ.สิงหนคร ต้องหันไปใช้เส้นทางข้ามสะพานติณสูลานนท์แทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และตั้งแต่ช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ประชาชนที่ใช้บริการแพขนานยนต์ก็เดินทางมาเพื่อใช้บริการหลังแพขนานยนต์เปิดให้บริการตามปกติ เนื่องจากพายุโซนร้อนปาบึกได้ผ่านพ้นไปหมดแล้ว สภาพอากาศดีขึ้น ลมไม่แรง แต่ท้องฟ้ายังคงมีเมฆฝนปกคลุม บางครั้งก็มีฝนตกลงมาปรอยๆ เป็นระยะๆ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25835</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิพนธ์ บุญญามณี, ภัคพงศ์ ทวิพัฒน์, ว่าที่ร้อยตรีกิตติภพ รอดดอน, สุขสวัสดิ์ สุวรรณโณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัมพวัน วรรณโก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190105/image_big_5c30add370be3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25787</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจ้งหยุดบินเลี่ยงพายุ! &#039;รถไฟ-บขส.&#039;เฝ้าระวัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สายการบินประกาศแห่ยกเลิกเที่ยวบินหลัง ทย.แจ้งปิดสนามบินนครศรีฯ-สนามบินสุราษฎร์ธานี พร้อมอำนวยความสะดวกผู้โดยสารเต็มที่ สั่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รถไฟ-บขส.-ทางหลวง พร้อมรับมือเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางอัมพวัน วรรณโก อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) เปิดเผยภายหลังได้ติดตามสถานการณ์พายุปาบึก ณ ศูนย์ปฏิบัติการกลาง ณ กรมท่าอากาศยาน โดยได้ติดตามและประเมินสถานการณ์ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับศูนย์ปฏิบัติการส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี, ท่าอากาศยานระนอง, ท่าอากาศยานชุมพร, ท่าอากาศยานนราธิวาส, ท่าอากาศยานกระบี่, ท่าอากาศยานตรัง และท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้สรุปสถานการณ์ช่วงเวลา 15.00 น. ของวันศุกร์ที่ 4 ม.ค. ดังนี้ 1.ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี ได้ประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว พบว่าเส้นทางของพายุและความเร็วลม อาจมีผลกระทบต่อการทำการบินของอากาศยาน จึงได้ออกประกาศนักบิน (NOTAM) ปิดท่าอากาศยาน ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของวันที่ 4 มกราคม, เวลา 12.00 น. ของวันที่ 5 มกราคม 2562 ส่งผลให้มีการยกเลิกเที่ยวบินของสายการบินดังนี้ สายการบินนกแอร์ขาเข้า 2 เที่ยวบิน ขาออก 2 เที่ยวบิน, สายการบินไทยสมายล์ขาเข้า 2 เที่ยวบิน ขาออก 2 เที่ยวบิน, สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ ขาเข้า 3 เที่ยวบิน ขาออก 2 เที่ยวบิน, สายการบินไทยแอร์เอเชีย ขาเข้า 4 เที่ยวบิน ขาออก 4 เที่ยวบิน รวมทั้งสิ้น 21 เที่ยวบิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสายการบินได้เตรียมความพร้อมสำหรับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้ สายการบินไทยแอร์เอเชีย ได้ทำการแจ้งผู้โดยสารผ่านทางอีเมลและ SMS ที่ลงทะเบียนไว้โดยตรง และสามารถรับข้อเสนอทางเลือกช่วยเหลือ ดังต่อไปนี้ เปลี่ยนเที่ยวบินใหม่ 1 ครั้ง ในเส้นทางเดิม ภายใน 30 วันจากกำหนดการเดินทางเดิม ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยขึ้นอยู่กับจำนวนที่นั่งว่างในเเต่ละเที่ยวบินเก็บยอดวงเงิน ตามมูลค่าตั๋วโดยสารไว้ในบัญชีสมาชิก BIG Loyalty เพื่อใช้แลกสำหรับเดินทางกับแอร์เอเชีย ภายใน 90 วัน (Credit Account) หลังจากได้รับยอดวงเงินคืนเงินเต็มจำนวน ตามวิธีการชำระเงินเดิมของผู้โดยสาร กรณีเที่ยวบินถูกยกเลิก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการเปลี่ยนเป็นเที่ยวบินใหม่ในเส้นทางเดิม ให้ระบุวันและเวลาใหม่ที่ต้องการเดินทาง รวมถึงชื่อ-นามสกุล ของผู้เดินทาง ส่งไปที่ฝ่ายบริการลูกค้าทางทวิตเตอร์ (@AirAsiaSupport) หรือ Facebook (@AirAsiaSupport) หรือ Live Chat &amp;nbsp;support.airasia.com Customer service โทร. 0-2 515-9999 หรือสถานีสุราษฎร์ธานี โทร 0-7744-1196&amp;nbsp;
เลิกเที่ยวบิน-คืนตั๋ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ ผู้โดยสารที่มีการเดินทางช่วงวันที่ 3-6 มกราคม 2562 ในเส้นทางภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากพายุปาบึก สายการบินมีแนวทางช่วยเหลือผู้โดยสารดังนี้ ผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนแปลงเส้นทางบินไปจังหวัดอื่นในภาคใต้แทนได้, ผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนแปลงวันเดินทางได้ภายใน 30 วัน, ผู้โดยสารสามารถติดต่อเพื่อทำการยกเลิกเที่ยวบินและขอคืนเงินได้เต็มจำนวน ติดต่อสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ Customer service โทร. 0-2529-9999 สถานีสุราษฎร์ธานี โทร 09-8735-5496&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สายการบินนกแอร์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้โดยสาร เนื่องจากสนามบินในจังหวัดทางภาคใต้ปิดทำการ ทางสายการบินจึงเตรียมการสำหรับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้โดยสารเส้นทาง Domestic ไป-กลับ เส้นทางในภาคใต้ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน สามารถติดต่อผ่านช่องทาง Call Center 1318/ Counter จำหน่ายตั๋วที่สนามบิน/ ติดต่อผ่านทีมขาย สำหรับเที่ยวบินที่เดินทางวันที่ 4 มกราคม 2562 เท่านั้น โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ทั้งนี้ ตั๋วที่มีการเปลี่ยนแปลง ต้องเดินทางภายใน 30 วัน นับจากวันเดินทางเดิม ติดต่อสายการบินนกแอร์ สถานีสุราษฎร์ธานี โทร. 08-2700-5649-50
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สายการบินไทยสมายล์ ได้มีมาตรการรองรับสำหรับการยกเลิกเที่ยวบินของวันที่ 4 และ 5 มกราคม 2562 - ผู้โดยสารสามารถติดต่อเพื่อขอเปลี่ยนแปลงการเดินทาง หรือขอคืนเงินได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ศูนย์บริการลูกค้า หรือโทร. 1181 หรือ (+66) 0-2118-8888
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ได้ปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 00.01-24.00 น. ของวันที่ 4 มกราคม 2562 และได้ประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว พบว่าสถานการณ์พายุยังคงมีกำลังแรง อาจมีผลกระทบต่อการทำการบินของอากาศยาน จึงได้ออกประกาศนักบิน (NOTAM) ปิดท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชต่อไป จนถึงเวลา 12.00 น. ของวันที่ 5 มกราคม 2562 เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและสารการบิน โดยได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะแจ้งความคืบหน้าในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของท่าอากาศยานชุมพร ท่าอากาศยานระนอง ท่าอากาศยานกระบี่ ท่าอากาศยานตรัง และท่าอากาศยานนราธิวาส ได้เปิดให้บริการผู้โดยสารได้ตามปกติ มีการติดตามสถานการณ์และรายงานให้ศูนย์ปฏิบัติการกลาง ณ กรมท่าอากาศยาน ทราบเป็นระยะ พร้อมสำรวจและเตรียมความพร้อมในส่วนต่างๆ เพื่อให้สามารถบริการผู้โดยสารได้อย่างเต็มที่
ช่องทางติดต่อสอบถาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กรมท่าอากาศยานจะได้ติดตามและรายงานความคืบหน้าของสถานการณ์พายุปาบึกอย่างต่อเนื่อง โดยได้ประสานกับทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมมือในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร สำหรับผู้โดยสารสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน หมายเลขโทรศัพท์พิเศษของศูนย์ปฏิบัติการกลาง ณ กรมท่าอากาศยาน โทร. 0-2 287-0320-9 ต่อ 2593, 2595, ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช โทร. 0-7545-0545, 09-0278-0065, ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี โทร. 0-7744-1230, ท่าอากาศยานระนอง โทร. 0-7786-2252-3, ท่าอากาศยานชุมพร โทร. 0-7759-1267-9, ท่าอากาศยานกระบี่ โทร. 0-7570-1471, ท่าอากาศยานตรัง โทร. 0-7557-2151, ท่าอากาศยานนราธิวาส โทร. 0-7356-5061-5
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและการบริหารจัดการในสภาวะฉุกเฉินเนื่องจากพายุโซนร้อนปาบึกได้อย่างทันท่วงที กรมทางหลวงจึงจัดตั้งศูนย์อำนวยการส่วนหน้าและศูนย์ปฏิบัติการในพื้นที่ จังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดระนอง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้สำนักงานทางหลวงที่ 16 (นครศรีธรรมราช) เป็นศูนย์อำนวยการส่วนหน้า โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ 16 (นครศรีธรรมราช) เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ มีหน้าที่ อำนวยการ สั่งการแก้ไข และบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกว่าเหตุการณ์ยุติ รวมทั้งให้แขวงทางหลวงในพื้นที่จังหวัดชุมพร, สุราษฎร์ธานี,นครศรีธรรมราช และระนอง เป็นศูนย์ปฏิบัติการ โดยมีผู้อำนวยการแขวงทางหลวงในพื้นที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ให้เตรียมความพร้อมทั้งอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร และบุคลากร ในการอำนวยความสะดวกด้านจราจร รวมถึงการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยทุกกรณีตามการร้องขอตลอด 24 ชั่วโมง อาทิ เคลื่อนย้ายยานพาหนะ สิ่งของสัมภาระ การแจกจ่ายน้ำดื่ม เป็นต้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและพร้อมในการช่วยเหลือหน่วยงานอื่นตามการร้องขอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอานนท์กล่าวว่า ได้สั่งการให้แขวงทางหลวงในสังกัดสำนักงานทางหลวงที่ 16 (นครศรีธรรมราช), &amp;nbsp;สำนักงานทางหลวงที่ 17 (กระบี่), สำนักงานทางหลวงที่ 18 (สงขลา), แขวงทางหลวงประจวบคีรีขันธ์, แขวงทางหลวงชุมพร เตรียมความพร้อมโดยจัดทำแผนที่ความเสี่ยงอุทกภัย บริเวณที่เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง พร้อมจัดทำแผนที่ทางเลี่ยงเส้นทางในกรณีที่เกิดการสัญจรไม่ได้ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนผู้ใช้ทาง ทั้งนี้ เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงพื้นที่โดยเร็วและปฏิบัติงานตามคู่มือการปฏิบัติงานของกรมทางหลวงกรณีเกิดภัยพิบัติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หากประชาชนต้องการสอบถามสภาพเส้นทาง หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งได้ที่สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง หมวดทางหลวงในพื้นที่ทั่วประเทศ
รถไฟเตรียมรับมือน้ำท่วมราง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กำหนดมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และเผชิญเหตุรองรับผลกระทบจากพายุโซนร้อนปาบึก ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ได้มีการประเมินจุดเสี่ยงหากเกิดน้ำท่วมทางจนไม่สามารถเดินรถต่อได้ ดังนี้ กรณีเกิดน้ำท่วมสูงจนไม่สามารถเปิดเดินรถได้ตามปกติในเส้นทางที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุปาบึกในช่วงระหว่างชุมทางเขาขุมทอง-นครศรีธรรมราช การรถไฟฯ จะเดินขบวนรถสายนครศรีธรรมราชถึงแค่สถานีชุมทางทุ่งสง และจะจัดรถยนต์ขนถ่ายผู้โดยสารจนถึงปลายทางสถานีนครศรีธรรมราช
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวุฒิกล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันยังสั่งการเจ้าหน้าที่ฝ่ายการช่างโยธา และนายสถานีในพื้นที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมกับรายงานสถานการณ์ให้ผู้บังคับบัญชา และศูนย์ปลอดภัยฝ่ายการเดินรถทราบอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินและสั่งการแก้ไขสถานการณ์อย่างเหมาะสมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่พื้นที่ภาคใต้ของไทยกำลังอยู่ในช่วงมรสุม จึงขอให้ผู้โดยสารที่มีความประสงค์เดินทางในเส้นทางรถไฟสายใต้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยสามารถตรวจสอบหรือสอบถามรายละเอียดก่อนเดินทางได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า ตามที่ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ประกาศยกเลิกทุกเที่ยวบินของวันที่ 4 มกราคม ในส่วนของ บขส.ได้ดำเนินการประสานสถานีเดินรถในพื้นที่จังหวัดภาคใต้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้จัดเตรียมรถโดยสารเพื่อรองรับประชาชน ดังนี้ เส้นทางนครศรีธรรมราช-กรุงเทพฯ จำนวน 16 เที่ยว รองรับผู้โดยสาร 620 คน, เส้นทางสุราษฎร์ธานี-กรุงเทพฯ จำนวน 18 เที่ยว รองรับผู้โดยสาร 720 คน, &amp;nbsp;เส้นทางกระบี่-กรุงเทพฯ จำนวน 23 เที่ยว รองรับผู้โดยสาร 920 คน, เส้นทางหาดใหญ่-กรุงเทพฯ จำนวน 23 เที่ยว รองรับผู้โดยสาร 780 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเส้นทางภูเก็ต-กรุงเทพฯ จำนวน 33 เที่ยว รองรับผู้โดยสาร 1,155 คน ส่วนรถหมวด 3 เส้นทางนครศรีธรรมราช-สุราษฎร์ธานี จำนวน 26 เที่ยว รองรับผู้โดยสาร 450 คน, เส้นทางสุราษฎร์ธานี-ภูเก็ต &amp;nbsp;จำนวน 26 เที่ยว รองรับผู้โดยสาร 800 คน และเส้นทางกระบี่-สุราษฎร์ธานี จำนวน 12 เที่ยว รองรับผู้โดยสาร 480 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ได้จัดเตรียมรถโดยสารไม่ประจำทาง (รถทะเบียน 30) จำนวน 10 คัน รองรับผู้โดยสาร 450 คน และรถตู้ หมวด 3 จำนวน 10 คัน รองรับผู้โดยสาร จำนวน 130 คน อำนวยความสะดวกผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากการปรับ/ยกเลิกเที่ยวบิน เนื่องจากสถานการณ์ของพายุปาบึกด้วย สอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1490 เรียก บขส. ตลอด 24 ชั่วโมง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25787</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล, วรวุฒิ มาลา, สายการบินนกแอร์, สายการบินไทยสมายล์, สายการบินไทยไลอ้อนแอร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัมพวัน วรรณโก, อานนท์ เหลืองบริบูรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190104/image_big_5c2f78d3c4945.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
