<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>25354</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/12/2018 11:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/12/2018 11:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 2วันอันตรายเซ่น98ศพ! เจ็บ1,024คน อุบัติเหตุ990ครั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ธ.ค. 61 - นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองประธานคณะกรรมการนโยบายป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ คนที่สอง ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 28 ธันวาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่สองของการรณรงค์ &amp;ldquo;ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร&amp;rdquo; เกิดอุบัติเหตุ 570 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 56 ราย ผู้บาดเจ็บ 592 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เมาสุรา ร้อยละ 38.95 ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 28.60 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 76.68 รถปิคอัพ 7.72 ส่วนใหญ่เกิดในเส้นทางตรง ร้อยละ 66.67 บนถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 42.11 ถนน ใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 33.86 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01 &amp;ndash; 20.00 น. ร้อยละ 28.77 ทั้งนี้ ได้จัดตั้งจุดตรวจหลัก 2,049 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 66,128 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 749,821 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี รวม 145,636 ราย มีความผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัย 42,841 ราย ไม่มีใบขับขี่ 38,912 ราย โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เชียงราย (19&amp;nbsp; ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ และสมุทรปราการ (จังหวัดละ 4 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา (20&amp;nbsp; คน)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสม 2 วัน (27 - 28 ธ.ค.61) เกิดอุบัติเหตุรวม 990 ครั้ง&amp;nbsp; ผู้เสียชีวิตรวม 98 ราย ผู้บาดเจ็บ รวม 1,024 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 31 จังหวัด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (33 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ ขอนแก่น เชียงใหม่ และลพบุรี (จังหวัดละ 5 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ และนครราชสีมา (จังหวัดละ 35 คน)
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายอาคม กล่าวว่า แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันหยุดวันแรกของเทศกาลปีใหม่ 2562 ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เดินทางถึงที่หมายแล้ว ในขณะที่บางส่วนยังอยู่ระหว่างการเดินทาง ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนได้เน้นย้ำจังหวัด ให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนทั้งถนนสายหลักและสายรอง เน้นการเฝ้าระวังจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ ทั้งจุดตัดทางรถไฟ ทางลักผ่าน&amp;nbsp; ทางแยก ทางร่วม รวมถึงเข้มงวดการจอดรถบนไหล่ทางที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ อีกทั้งเพิ่มความถี่ในการเรียกตรวจความพร้อมของผู้ขับขี่ในเส้นทางตรงที่มีระยะทางยาว เพื่อป้องกันการง่วงหลับใน กำชับจุดตรวจ ด่านตรวจ บังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด เน้นกวดขันรถจักรยานยนต์ ผู้ที่ดื่มแล้วขับและขับรถเร็ว เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุรุนแรง ตลอดจนขอความร่วมมือผู้ประกอบการรถเช่าตรวจสอบใบอนุญาตขับรถของนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศรับทราบ และปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ด้านนายปวิณ ชำนิประศาสน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มงานภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้กำชับจังหวัดบูรณาการทุกภาคส่วนทั้งฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร และภาคประชาชน ดำเนินงานลดอุบัติเหตุทางถนนให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และสถานการณ์อุบัติเหตุ เน้นการดูแลจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยให้จังหวัดเพิ่มความเข้มข้นการเรียกตรวจของด่านชุมชน เพื่อป้องปรามและสกัดกั้นผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งการเมาแล้วขับ ขับรถเร็ว และไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย ทั้งนี้ ในบางพื้นที่เริ่มมีการเฉลิมฉลองแล้ว จึงได้กำชับจังหวัดเพิ่มความเข้มข้นการดูแลเส้นทางโดยรอบพื้นที่จัดงานเฉลิมฉลอง และดูแลบริเวณสถานที่จัดงานให้มีความปลอดภัย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายชยพล&amp;nbsp; ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุสูงสุด เกิดจากการดื่มแล้วขับ และขับรถเร็ว&amp;nbsp; ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน จึงได้สั่งการให้จังหวัดเข้มข้นดำเนินมาตรการป้องกันในมิติเชิงพื้นที่ เน้นการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ขับขี่ที่ใช้ความเร็วเกินกำหนด ดื่มแล้วขับ และกลุ่มผู้ใช้3รถจักรยานยนต์ที่ไม่สวมหมวกนิรภัย และคุมเข้มการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในช่วงวันที่ 29 ธันวาคม 2561 &amp;ndash; 2 มกราคม 2562 ประเทศไทยจะมีฝนฟ้าคะนอง และฝนตกหนักบางพื้นที่ ทำให้สภาพถนนเปียกลื่น และทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทางไม่ชัดเจน จึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่เป็นพิเศษ โดยไม่ขับรถเร็ว เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ หากประสบหรือพบเห็นอุบัติเหตุ สามารถแจ้งเหตุได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 หรือสายด่วน 1669 เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25354</URL_LINK>
                <HASHTAG>2วันอันตราย, ปภ., ปีใหม่, ศปถ., อาคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181023/image_big_5bce8dfa86e08.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2018 15:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2018 15:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>   ลุ้น“อาคม”ไฟเขียวรถร่วมฯโขกขึ้นค่าโดยสาร3 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo; รับลูกรถร่วมฯหลังบุกคมนาคมยืนหนังสือขอปรับค่าโดยสาร สั่ง ขนส่งทางบกกลางพิจารณาข้อมูลที่เป็นจริง &amp;nbsp;ให้จบใน 15 ธ.ค. นี้ ก่อนเคาะราคาใหม่ขึ้นพรวด 3 บาทต่อเที่ยวสำหรับรถร้อน ส่วนรถแอร์ขยับขึ้นอีก 2 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ย.61-นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ &amp;nbsp;รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังผู้ประกอยการรถโดยสารร่วมบริการ ขสมก.ได้ยื่นข้อเสนอ 3 ประเด็น ได้แก่1. ปรับค่าโดยสารรถร้อนจาก 9 บาท เป็น 13 บาทตลอดสาย 2. รถปรับอากาศเริ่มต้นจาก13 บาทเป็น15 บาท และเพิ่มระยะละ 2 บาท 3. รถโดยสารใหม่ปรับอากาศ คือ อัตราที่ 4กม.แรก เก็บที่ 20 บาท เกินจากนั้นเก็บที่ 25 บาทตลอดสาย โดยกระทรวงคมนาคมได้รับข้อเรียกร้องของสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทาง และสมาคมพัฒนารถร่วมเอกชน ไว้พิจารณา โดยได้มอบหมาย กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) โดยคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง พิจารณาความเหมาะสมของอัตราค่าโดยสาร และมีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง โดยให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 ธ.ค. 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาข้อเสนอของผู้ประกอบการรถร่วม โดยให้คำนึงถึง ปัจจัยต้นทุน ค่าเชื้อเพลิง ค่าแรง คุณภาพการให้บริการ รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน&amp;rdquo;นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายอาคมกล่าวว่า รัฐบาลมีแผนการปฏิรูปรถโดยสารสาธารณะ ต้องปรับปรุงคุณภาพบริการ มีรถโดยสารใหม่ ซึ่งรถเอกชนต้องเข้ามาอยู่ในระบบและคุณภาพเดียวกัน มีระบบGPS มี e-ticket พนักงานบริการตามมาตรฐาน ซึ่งผู้ประกอบการเห็นด้วยและพร้อมร่วมมือในการปรับปรุงคุณภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างดำเนินการปฏิรูปรถเมล์ จะมีการปรับปรุงคาภพ มีรถใหม่ มีการปรับการกำกับดูแลโดยรถเอกชนจะไปขึ้นตรงกับกรมการขนส่งทางบก( ขบ.) ,มีการปฏิรูปเส้นทางเดินรถใหม่ แต่เนื่องจากการทำลอง 2 เส้นทาง ยังไม่ตกผลึก จึงจำเป็นต้องหารือกันอีก ซึ่งการปรับเส้นทางจะกระทบต่อรถร่วมฯด้วย อีกทั้งการกำหนดเส้นทางรถเมล์ใหม่ จะต้องสอดคล้องกับโครงข่ายรถไฟฟ้า รถเมล์จะเป็นฟีดเดอร์เชื่อมกับรถไฟฟ้า และวิ่งเป็นโซน วิ่งระยะสั้นลง เพื่อให้มีความเหมาะสมและคุ้มค่า เรื่องปฎิรูปอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะจึงจะชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิทยา เปรมจิตร์ นายกสมาคมพัฒนารถร่วมเอกชน กล่าวว่า ผลการหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมถือว่าเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งทางกระทรวงฯได้รับข้อเสนอทั้งหมดไปพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 15 ธ.ค.นี้ และหากเข้าสู่กระบวนการได้เร็วมีความชัดเจน ผู้ประกอบการจะสามารถพัฒนาการบริการให้ดีขึ้นได้ พร้อมยอมรับแนวทางของกระทรวงคมนาคมที่มอบหมายและจะดำเนินการตามทุกข้อเพื่อพัฒนาคุณภาพ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22276</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางบก, ปรับค่าโดยสาร, รถร่วมฯ, รถร้อน, รถแอร์, รถโดยสาร, อาคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180619/image_big_5b28f8ac65eda.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12709</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2018 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2018 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คมนาคม” วอนให้เวลาบีทีเอสติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันคลื่นรบกวน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คมนาคม&amp;rdquo; วอนให้เวลาบีทีเอสเดินหน้าติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันคลื่นรบกวน มั่นใจหลังดำเนินการแล้วเสร็จไร้ปัญหากระตุก-บริการล่าช้า พร้อมจี้ออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รับยากชดเชยรายบุคคล อ้างผู้ใช้บริการแต่ละวันมหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค. 61 - นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงกรณีปัญหาความล่าช้าในการให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ว่า ขณะนี้ทางบีทีเอสอยู่ระหว่างการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันคลื่นรบกวน ซึ่งยังติดตั้งไม่ครบทั้ง 52 ขบวน คงต้องให้เวลากับผู้ให้บริการด้วย โดยทางผู้ให้บริการได้รับปากกับกระทรวงคมนาคมแล้วว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จเร็วที่สุด ซึ่งเชื่อว่าหลังจากติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้วก็จะแก้ปัญหาคลื่นรบกวน หรือการกระตุกที่เกิดระหว่างการให้บริการได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลังจากที่ได้หารือกับบีทีเอสเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ได้เร่งให้มีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยการเปลี่ยนระบบอาณัติสัญญาณ ตอนนี้ก็อยู่ในช่วงปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ซึ่งอาจจะยังไม่ครบถ้วนทุกขบวน รวมถึงได้มีการเร่งติดตั้งอุปกรณ์เพื่อป้องกันการรบกวนของคลื่นวิทยุ และการแก้ปัญหาการเปิดปิดของระบบประตูรถไฟฟ้ากับระบบที่กั้นอัตโนมัติ (แพลทฟอร์มสกรีนดอร์) ด้วย ทำให้เชื่อมั่นว่าหลังจากติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ แล้วเสร็จก็จะไม่มีปัญหาคลื่นรบกวน ไม่มีการกระตุก หรือปัญหาในส่วนอื่น ๆ อีก&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาความล่าช้าในการให้บริการของรถไฟฟ้าบีทีเอสนั้น ขณะนี้ผู้ให้บริการอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการชดเชยต่าง ๆ ว่าจะเป็นการชดเชยแบบเฉพาะกลุ่ม หรือทั่วไป&amp;nbsp; โดยผู้ให้บริการยอมรับว่ามาตรการชดเชยแบบรายบุคคลอาจจะดำเนินการได้ยาก เพราะผู้โดยสารในแต่ละวันมีจำนวนมาก และบางคนมีการเดินทางในวันที่มีปัญหาในการให้บริการจริง แต่บางคนก็อาจไม่ได้เดินทางในวันดังกล่าว ซึ่งกระทรวงคมนาคมก็ได้ให้คำแนะนำไป และเชื่อว่ามาตรการชดเชยน่าจะมีความชัดเจนให้เห็นเร็ว ๆ นี้ อาจต้องให้เวลาผู้ให้บริการในการพิจารณาด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12709</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, บีทีเอส, บีทีเอสขัดข้อง, อาคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180225/image_big_5a92aa60068a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2018 19:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2018 19:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนข.จับมือไจก้าศึกษาแผนแม่บททางรางระยะที่2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สนข. จับมือไจก้าศึกษาจัดทำแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางราง &amp;nbsp;คาดปรับปรุงแผนแม่บทขนส่งมวลชนทางรางฯ ระยะที่ 2 ระยะ 2 ภายในปีนี้ &amp;nbsp;ก่อนเสนอ ครม. พิจารณาคาดเริ่มก่อสร้างปี 64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 เม.ย. 61- นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนา&amp;rdquo;The Blueprint for the 2nd Bangkok Mass Rapid Transit Master Plan &amp;nbsp;(M-MAP 2)&amp;rdquo;แผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (พื้นที่ต่อเนื่อง) ระยะที่ 2 (M-map2) ว่า สำหรับแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนระยะที่2 สำนักงานนโยบายแผนการขนส่งและจราจร( สนข.)และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น(ไจก้า) &amp;nbsp;จะดำเนินการศึกษา สำรวจใหม่ทั้งหมด เนื่องจากบริบท ที่อยู่อาศัย จำนวนประชาชนกรความหนาแน่น มีความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนจึงจำเป็นต้องสำรวจข้อมูลใหม่ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาว่าจะต้องแล้วเสร็จภายใน3ปี เพื่อกำหนดแนวเส้นทางเบื้องต้น ซึ่งโครงข่ายที่ทำเพิ่มเติมจะต้องเชื่อมต่อกับสนามบิน เรือ และสถานีกลางบางซื่อเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ รวมถึงหามาตรการจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสถานีรถไฟเช่นเดียวกับญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันไทยยังมีการพัฒนาไม่มากพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การสำรวจข้อมูลเบื้องต้นโครงข่ายรถไฟฟ้าระยะที่ 2 จะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม นี้ จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการที่ 2 คือการกำหนดเส้นทาง และพื้นที่ โดยจุดหลักที่เป็นพื้นที่สำคัญ มีการเชื่อมต่อในหลายระบบ จะเร่งศึกษา คือ บางซื่อ มักกะสัน สถานีแม่น้ำ เป็นต้น เมื่อได้ข้อสรุปจะเสนอกระทรวงคมนาคมและคณะรัฐมนตรี(ครม)ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรอบระยะเวลาการดำเนินการในปี 62 ทำการสำรวจพื้นที่รายละเอียด ปี63 กำหนดแนวเส้นทาง แต่ละพื้นที่ สรุปข้อมูล ชัดเจนปี64-65 เริ่มต้นก่อสร้างโครงการ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม จะเร่งดำเนินการวางแผนโครงการให้แล้วเสร็จในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อส่งต่อให้กับรัฐบาลชุดต่อไป &amp;nbsp;โดยรถไฟฟ้าระยะที่ 2จะเป็นโครงข่ายย่อย ระบบฟีดเดอร์ มีทั้งโมโนเรล &amp;nbsp;รางเดี่ยว ระบบ เฮฟวี่เรล เช่น บีทีเอส MRT &amp;nbsp;ผู้รับผิดชอบอาจจะเป็นทั้งกรุงเทพมหานคร และการรถไฟฟ้าขนส่งมวชชนแห่งประเทศ รฟม.ซึ่งจะพิจารณาตามความเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชิโระ ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวว่า รถไฟฟ้าในเมืองมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากการเพิ่มจำนวนประชากรของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ดังนั้น จึงยินดีที่มีความคืบหน้าในการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าตามแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางราง ระยะที่ 1 (M-MAP 1) ซึ่งรัฐบาลไทยได้รับการออกแบบร่วมกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) ปี 2553 เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นยังกล่าวต่อว่าที่มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องนั้นจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าให้มากขึ้นและลดปัญหาการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้ ทางญี่ปุ่นพร้อมที่จะแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเข้าถึงสถานีรถไฟได้อย่างง่ายดายและเปลี่ยนถ่ายการเดินทางไปยังระบบขนส่งสาธารณะอื่น ๆ ได้สะดวกมากขึ้นสำหรับทุกคนรวมทั้งผู้สูงอายุ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถตระหนักถึงสังคมเพื่อคนทั้งมวล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนการจัดทำแผนแม่บทขนส่งมวลชนระบบรางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลระยะที่ 2 นั้น ไจก้าร่วมสนับสนุนดำเนินการทบทวนศึกษาและเสนอทิศทางนโยบายการจัดทำแผนแม่บทฯ ระยะ 2 ให้กับ สนข. เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตและรองรับทิศทางการพัฒนาเมืองในอนาคต โดยได้เริ่มดำเนินโครงการนี้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 60 ปัจจุบันมีความคืบหน้ากว่า80%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8184</URL_LINK>
                <HASHTAG>ระบบขนส่งมวลชน, ระบบราง, สนข., อาคม, ไจก้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180225/image_big_5a92aa60068a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7842</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2018 15:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2018 15:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุยมอเตอร์เวย์เชื่อมไทย-มาเลย์ 5.7 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คมนาคมลุยมอเตอร์เวย์เชื่อมไทย-มาเลย์ งบ 5.7 หมื่นล้านบาทเล็งเปิดประมูล PPP ต้นปี 62 ส่งเสริมการค้าชายแดน 3.2 แสนล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 เม.ย.61-อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคมเปิดเผยภายในงานสัมมนาเพื่อประเมินความสนใจของภาคเอกชน (Market Sounding) ว่า โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายหาดใหญ่-ชายแดนไทย-มาเลเซียนั้นมี วงเงินโครงการ 57,022 ล้านบาทแบ่งเป็นวงเงินลงทุนก่อสร้าง 37,399 ล้านบาท ประกอบด้วย งานทางและโครงสร้าง 27,424 ล้านบาท ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 6,974 ล้านบาท งานระบบ 2,856 ล้านบาท ค่าลงทุนระยะเริ่มต้น 145 ล้านบาท ขณะที่วงเงินค่าบริหารและบำรุงรักษา (O&amp;amp;M) อยู่ที่ 19,623 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอัตราค่าผ่านทางนั้นจะคิดค่าแรกเข้า 10 บาท และคิดตามระยะทาง 1.25 บาทต่อกิโลเมตร เมื่อรวมตลอดเส้นทางทั้งเส้นจะมีอัตราค่าผ่านทางรวม 88 บาท อย่างไรก็ตามคาดว่าจะเร่งให้ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการพีพีพีและที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ภายในปีนี้ ก่อนเปิดประกวดราคาในช่วงไตรมาสแรกของปี 62 ก่อนลงนามสัญญาและก่อสร้างช่วงกลางปี 62 ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปีเพื่อเปิดให้บริการตามแผนในปี 65-66&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ควบคู่ไปกับเพิ่มมูลค่าการค้าด่านชายแดนไทย-มาเลเซียซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ(Special Economic Zone : SEZ) ที่มียอดการค้าเกือบ 3.2 แสนล้านต่อปีได้แก่ด่านสะเดา ด่านปาดังเบซาร์ ซึ่งถือว่าเป็นด่านชายแดนที่มีมูลค่าการค้ามากที่สุดในประเทศ ทั้งยังสามารถลดต้นทุนการขนส่งและระยะเวลาเดินทางได้เกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมดด้วยการออกแบบมอเตอร์เวย์ระบบปิด จากเดิม 90 นาทีเหลือเพียงไม่ถึง 60 นาที นับว่าเป็นเส้นทางสายใหม่ที่จะกลายมาเป็นเส้นทางสายหลักส่งเสริมการค้าชายแดนและลดปัญหาจราจรแออัดบริเวณด่านชายแดน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7842</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมนาคม, ค้าชายแดน, มอเตอร์เวย์, อาคม, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180225/image_big_5a92aa60068a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2018 16:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2018 16:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดูกันเต็มๆ ค่าทางหลวงพิเศษ ‘กทม.-พัทยา’ เริ่มใช้ 19 เม.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 เม.ย.2561 - &amp;nbsp;ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ตอนกรุงเทพมหานคร &amp;ndash; เมืองพัทยา ที่ลงนามโดยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 เมษายน 2561 นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ เนื่องจากปัจจุบันทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สายกรุงเทพมหานคร - บ้านฉาง ตอนกรุงเทพมหานคร - เมืองพัทยา รวมทางแยกไปบรรจบทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 34 (บางวัว) ทางแยกเข้าชลบุรี ทางแยกเข้าท่าเรือแหลมฉบัง และทางแยกเข้าพัทยาได้มีการจัดให้มีด่านเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงทั้งขาเข้าและขาออกเพิ่มขึ้น และยกเลิกด่านพานทอง เป็นเหตุให้ต้องมีการกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงขึ้นใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับระยะทางและด่านเก็บค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอัตราค่าธรรมเนียมใหม่ดังกล่าวนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ 10 บาท สูงสุดที่ 245 บาท โดยจะแบ่งตามประเภทของยานยนตร์ต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7361</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพฯ-พัทยา, ค่าธรรมเนียม, ทางด่วน, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, ราชกิจจานุเบกษา, อาคม, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180418/image_big_5ad7129af1de4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7359</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2018 16:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2018 16:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อยากมีใบอนุญาตจัดตั้งสนามบินต้องอ่าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 เม.ย.2561 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่กฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตจัดตั้งสนามบิน
พ.ศ.2561 ซึ่งลงนามโดยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีเนื้อหาทั้งสิ้น 12 หน้า จำนวน 17 ข้อ โดยเนื้อหาหลักเป็นการกำหนดการขอใบอนุญาตสนามบินสาธารณะ และสนามบินส่วนบุคคลรูปแบบใหม่ แทนที่การขออนุญาตตามกฎกระทรวงว่าด้วยการขอและการออกใบอนุญาตจัดตั้งสนามบิน พ.ศ. 2550 เดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาเพื่อออกใบอนุญาตจัดตั้งสนามบินไว้ว่าจะต้องพิจารณาเกี่ยวกับการดำเนินงานสนามบินสาธารณะประกอบด้วย เพราะปัจจุบันได้มีการบัญญัติหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการดำเนินงานสนามบินสาธารณะไว้ในบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ.2497 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการเดินอากาศ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 เป็นการเฉพาะแล้ว ส่งผลให้หลักการของกฎกระทรวงว่าด้วยการขอและการออกใบอนุญาตจัดตั้งสนามบิน พ.ศ.2550 เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาเพื่อออกใบอนุญาตจัดตั้งสนามบินเสียใหม่ โดยออกกฎกระทรวงดังกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายละเอียดจัดตั้งสนามบิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7359</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎกระทรวง, กระทรวงคมนาคม, สนามบินสาธารณะ, สนามบินส่วนบุคคล, อาคม, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180122/image_big_5a65ddc9100a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
