<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 15:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2021 15:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรณีศึกษาการเสียชีวิตของ &#039;น้าค่อม&#039; เมื่อติดเชื้อโควิดแล้วต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการเสียชีวิตของนายอาคม ปรีดากุล หรือ &amp;#39;ค่อม ชวนชื่น&amp;#39; ศิลปินตลกระดับตำนานของประเทศไทย ซึ่งกลายเป็นบุคคลสาธารณะคนแรกของประเทศไทย ที่ต้องพ่ายแพ้ให้กับเชื้อโรคร้ายโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนกรณีของ &amp;#39;น้าค่อม ชวนชื่น&amp;#39; จะเป็นบทเรียนที่สำคัญ ที่จะทำให้ทุกคนตระหนักรู้ และระมัดระวังตัวเองมากขึ้น เพราะถึงแม้ว่า เชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;จะไม่นับเป็นเชื้อโรคที่มีความรุนแรงที่สุด &amp;nbsp;แต่เพราะมันเป็น เชื้อที่ติดง่าย และในบางคนที่ไม่แข็งแรงเพียงพอ ก็ไม่อาจจะรับมือกับมันได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนอื่นต้องทราบลักษณะอาการของโรคโควิด-19 กันก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า &amp;nbsp;เชื้อโควิด-19 จะส่งผลต่อผู้คนป่วยในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง และหายจากโรคได้เองโดยไม่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาการทั่วไปมีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีไข้
ไอแห้ง
อ่อนเพลีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อาการที่พบไม่บ่อยนักมีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปวดเมื่อยเนื้อตัว
เจ็บคอ
ท้องเสีย
ตาแดง
ปวดศีรษะ
สูญเสียความสามารถในการดมกลิ่นและรับรส
มีผื่นบนผิวหนัง หรือนิ้วมือนิ้วเท้าเปลี่ยนสี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อาการรุนแรงมีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หายใจลำบากหรือหายใจถี่
เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก
สูญเสียความสามารถในการพูดและเคลื่อนไหว
โดยเฉลี่ยแล้วผู้ที่ติดเชื้อไวรัสจะแสดงอาการป่วยใน 5-6 วัน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยอาจใช้เวลานานถึง 14 วันจึงจะแสดงอาการ
ในกรณีที่ได้รับเชื้อโควิด-19 แล้วจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับแรกเมื่อทรายว่า คุณกลายเป็นผู้ป่วยโควิด-19 &amp;nbsp;สถานะของคุณ จะกลายเป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน และ &amp;quot;มีเจ้าหน้าที่ขับรถมารับผู้ป่วยที่บ้านเพื่อนำผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาล&amp;quot; โดยโรงพยาบาลที่รองรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 จะมีทั้งโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน หากเลือกเข้ารักษากับโรงพยาบาลรัฐ จะถูกส่งตัวไปรักษาตามที่ทางรัฐกำหนดให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการเลือกเข้ารักษาในโรงพยาบาลนั้น &amp;quot;ควรเลือกโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยสามารถใช้สิทธิการรักษาของตนเองก่อน หากพบว่ากรณีที่เตียงไม่พอ &amp;nbsp;สายด่วน 1330 โดย สปสช.ช่วยทำหน้าที่ประสานจัดหาเตียงรองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ร่วมกับกรมการแพทย์ และ สพฉ. ร่วมจัดหาเตียง&amp;nbsp;&amp;nbsp; สายด่วนกรมการแพทย์ 1668 กรณีโรงพยาบาลตรวจพบติดเชื้อโควิด-19 แล้วไม่มีเตียงรองรับ พร้อมรถ สพฉ.ช่วยรับส่งผู้ติดเชื้อ &amp;nbsp;หรือถ้าติดต่อไม่ได้ ยังมีสายด่วน 191 ของตำรวจที่จะเป็นอีกช่องทางในการประสายเพื่อรับส่งตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวทางการรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเข้ารับการรักษาของโรงพยาบาล ทางศบค. ได้จำแนกกลุ่มผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่ม คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สีเขียว &amp;nbsp;กลุ่มไม่มีอาการ หรือ มีอาการเล็กน้อย เช่น ไอ น้ำมูก ตาแดง ผื่นขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สีเหลือง &amp;nbsp;ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีอาการเหนื่อยหอบ หายใจเร็ว หรือ &amp;nbsp;เป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยง / มีโรคร่วมที่สำคัญ คือ &amp;nbsp;1. อายุมากกว่า 60 ปี 2. เป็นโรคปอด 3. โรคไตเรื้อรัง 4. โรคหัวใจและหลอดเลือด &amp;nbsp;5. โรคหลอดเลือดในสมอง 6. เบาหวานคุมไม่ได้ 7. อ้วน (น้ำหนักเกิน 90 KG) 8. ตับแข็ง 9. ภูมิคุ้มกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สีแดง &amp;nbsp;หอบเหนื่อย หายใจลำบาก &amp;nbsp;X-ray พบปอดอักเสยรุนแรง &amp;nbsp;มีภาวะปอดบวม (ความอิ่มตัวของเลือด น้อยกว่า 96% &amp;nbsp;หรือ ความอิ่มตัวของเลือดลดลง มากกว่า 3% หลังออกแรง (Exercise-induced Hypoxemia)
ทั้งนี้เมื่อรู้ว่าป่วยในระดับใด แพทย์ก็จะส่ผู้ป่วยไปพักในห้องแยกโรคเดี่ยวหรือห้องเฉพาะผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อโควิด-19 พร้อมประเมินอาการ และรักษาตามอาการเช่นเดียวกับโรคไข้หวัดทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการรักษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ผู้ป่วยจะได้รับยาต้านไวรัสในปริมาณที่เหมาะสมกับของแต่ละคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ถ้าผู้ป่วยมีอาการหนักขึ้น จะถูกย้ายไปที่ห้องแยกผู้ป่วยแพร่เชื้อทางอากาศ (AIIR) และมีแพทย์คอยดูแล เฝ้าระวัง ติดตามอาการ และรักษาตามอาการที่ผู้ป่วยเป็น
3.หากผู้ป่วยอาการดีขึ้น จะมีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 อีกครั้งหลังเข้ารับการรักษาแล้วมีอาการดีขึ้น หากผลตรวจออกมาเป็นลบ (ไม่พบเชื้อไวรัสโควิด-19) และตรวจเพื่อยืนยันผลเป็นครั้งที่ 2 (ระยะห่างจากการตรวจแต่ละครั้งไม่น้อยกว่า 48 ชั่วโมง) ก็สามารถออกจากโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขั้นตอนการรักษาโรคโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามปกติจะเป็นการรักษาตามอาการที่เป็น แต่ในกรณีที่เป็นผู้ป่วยมีอาการหนัก และมีปริมาณไวรัสจำนวนมาก แพทย์ก็จะใช้ยา Favilavir ในการรักษา COVID-19 &amp;nbsp;เพื่อลดปริมาณไวรัส &amp;nbsp; นอกจากนี้มีรายงานการใช้ยาหลายขนาน เช่น ยาต้านไวรัสเอดส์ (lopinavir ร่วมกับ Ritonavir) ใช้ร่วมกับยาต้านไข้หวัดใหญ่, ยาต้านไข้มาลาเรีย (คลอโรควิน), สำหรับยา Remdesivir &amp;nbsp;ซึ่งทั้งหมดต้องอยู่บนพื้นฐานของการวินิจฉัยของแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเสี่ยงและการเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลการศึกษาพบว่า กว่า 80% ของผู้ป่วยโควิดจะหายเอง โดยภูมิป้องกันจะเป็นคนกำจัดเชื้อให้ จะมีเพียง 20% ที่มีอาการหนัก และในจำนวนดังกล่าว มีราวๆ 5% ที่อาจจะเสียชีวิต&amp;nbsp; ในกรณีของผู้เสียชีวิตที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ หรือ กลุ่มที่มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องกับ ระบบเลือดและทางเดินหายใจ &amp;nbsp;แต่ที่พบในกลุ่มอายุน้อย สาเหตุจะมาจากโรคอ้วน หรือ การไม่ได้เข้ารับการรักษาที่ทันท่วงที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างกรณีของ &amp;#39;น้าค่อม&amp;#39; แม้จะเข้ารับการรักษาทันทีตั้งแต่ยังไม่มีอาการ แต่เนื่องจาก น้าค่อมเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีอายุเกิน 60 ปี และยังมีโรคประจำตัว คือ โรคเบาหวาน ความดัน และเส้นเลือดในสมองตีบ ซึ่งทุกโรคเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ การติดเชื้อโควิดมีความรุนแรงมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการให้สัมภาษณ์ของ&amp;nbsp; นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ที่ปรึกษากรมการแพทย์และกรมควบคุมโรค &amp;nbsp;ได้ให้สัมภาษณ์ว่า &amp;nbsp;เชื้อโควิดเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะต้องจับตาดูในระยะ 7 วัน ถ้า 7 วันทุกอย่างดีขึ้น เชื้อโรคจะหายไปเอง แต่หากผ่านหลัง 7 วันอาการทรุดนั้นก็คือ แสดงว่า ร่างกายไม่สามารถรับมือกับเชื้อโรคได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกปัจจัย คือ อายุ และโรคประจำตัว จากสถิติที่มีผู้เสียชีวิตจาก COVID 19 พบว่า หลายคนมักจะมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้การเสียชีวิตจากโควิด 19 มีมากขึ้น เช่น โรคเบาหวาน, ความดันโลหิต, ไขมันในเลือด รวมถึงคนอ้วนที่มีน้ำหนักมากล้วนเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างอาการน้าค่อมนั้น สาเหตุที่ทรุดส่วนหนึ่งน่าจะมาจากโรคประจำตัว และเชื้อโควิดได้ลงปอด ส่งผลให้เกิดภาวะไตวายตามหลัง จากนั้นอาการก็แย่ลงเรื่อย ๆ อวัยวะหลายอย่างเริ่มไม่ทำงาน และเสียชีวิตในเวลาต่อมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรคนี้ต้องระวังเชื้อลงปอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาการโควิด 19 ในระยะที่สำคัญที่สุด ก็คือ การเฝ้าระวังเชื้อลงปอด เพราะเมื่อลงปอดแล้วไปทำลายการทำงานของปอดโดยรวม &amp;nbsp;ซึ่งสิ่งที่อาจจะช่วยได้เบื้องต้น สำหรับคนที่ติดเชื้อแล้ว การฆ่าเชื้อด้วยตัวเองที่ช่องปากและลำคอง่ายๆ ก็เป็นเรื่องที่สมควรกระทำมีการแนะนำให้มีการกลั้วคอ ด้วย โพวิโดน ไอโอดีน ซึ่งมีส่วนช่วยลดจำนวนเชื้อในลำคอ และช่องปากได้ แต่ไม่ได้เป็นการรักษา แต่ก็เป็นการป้องกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงมือหมอเร็ว
การเข้ารับการรักษาที่รวดเร็วโดยทีมแพทย์จะมีส่วนช่วยในการลดอาการลงได้ หากคนป่วยไม่มีภาวะความเสี่ยงทางด้านอื่นๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101301</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรณีศึกษา, การรักษาผู้ป่วยโควิด-19, ค่อม ชวนชื่น, ลดความเสี่ยงหลังจากติดเชื้อโควิด, อาคม ปรีดากุล, เสียชีวิต โควิด, แนวทางปฏิบัติเมื่อติดเชื้อโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608ba25a98a37.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
