<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120068</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 13:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 13:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039; ยันรัฐจำเป็นกู้ 1.5 ล้านล้าน!เพื่อพยุงเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค.2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวปาฐกถาในงานครบรอบวันสถาปนาสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ปีที่ 60 &amp;ldquo;ก้าวข้าม COVID-19 สู่วิถี Endemic&amp;rdquo; ในหัวข้อ นโยบายเศรษฐกิจจาก Pandemic สู่ Endemic ว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งระบบเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงไทยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคิดเป็น 12% ของจีดีพีไทย คิดเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึง 2 ล้านล้านบาท ซึ่งรายได้ตรงนี้ของไทยหายไป กระทบความเป็นอยู่ของประชาชน ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว ภาคการเกษตรและภาคขนส่ง เศรษฐกิจฐานราก รากหญ้า ได้รับผลกระทบทั้งหมดเป็นห่วงโซ่อุปทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในหลายประเทศเริ่มมองหาวิธีว่าจะอยู่กับโควิด-19 อย่างไร ในขณะที่เศรษฐกิจก็ยังต้องเดินหน้าต่อไปด้วย โดยในส่วนของประเทศไทย ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บทบาทของนโยบายการเงินและนโยบายการคลังมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะรัฐบาลต้องใช้จ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือ เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันที โดยเงินที่จะใช้ดังกล่าวมาจากการใช้นโยบายการคลัง ผ่านการกู้เงิน ส่วนนโยบายการเงินในภาวะวิกฤติเช่นนี้ก็ต้องหยุดทำหน้าที่ช่วงหนึ่งเพื่อให้นโยบายการคลังสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถามว่าจะใช้จ่ายเงินแบบนี้ไปนานแค่ไหน ก็คงขึ้นอยู่กับโควิด-19 ด้วยว่าจะอยู่กับเราไปนานหรือไม่ ถ้าอยู่นานเกินไป โดยที่เศรษฐกิจไม่สามารถเปิดให้ทุกคนทำธุรกิจ หรือทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เลย ต้นทุนทางเศรษฐกิจก็จะสูงขึ้นเป็นธรรมดา ดังนั้นในหลายมิติต้องทำงานควบคู่กันไป ทั้งด้านสาธารณะสุข ที่ต้องใช้วิธีป้องกัน ฉีดวัคซีน ตรวจหาเชื้อเพื่อระงับการระบาด แต่ในเวลาเดียวกันหากสามารถจำกัดการแพร่ระบาดได้ ต้นทุนทางเศรษฐกิจก็จะน้อยลง และเปิดให้ธุรกิจดำเนินไปได้ การจ้างงานก็จะกลับมา&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาหลายประเทศมีการใช้จ่ายเงินอย่างมหาศาล โดยไทยมีการกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 รวมกว่า 1.5 ล้านล้านบาท เป็นการกู้เงินที่มากกว่าปกติ ส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 60% ต่อจีดีพี ถือเป็นเรื่องธรรมดา เพื่อเปิดช่องให้รัฐบาลหากมีเหตุการณ์ยืดเยื้อต้องใช้เงิน กระทรวงการคลังก็สามารถกู้เงินให้รัฐบาลใช้เพื่อวัตถุประสงค์ของการป้องกัน ระงับการแพร่ระบาด และฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมองว่า ในภาวะวิกฤติสิ่งสำคัญ คือ นโยบายการเงินและนโยบายการคลังต้องประสานกัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ใน 3 ระดับ คือ 1. ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจระดับมหภาค ซึ่งเป็นบทบาทโดยตรงของนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง 2. ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจระดับหน่วยธุรกิจ คือภาคเอกชน โดยต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้เอกชนที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังอยู่รอดปลอดภัย มีภูมิคุ้มกันไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรก็ตาม และ 3. ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจระดับประชาชน ที่เมื่อได้รับผลกระทบ ประชาชนยังมีรายได้เพียงพอประทังชีวิตในระดับหนึ่ง นอกเหนือจากการช่วยเหลือของภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้ง 3 ระดับภูมิคุ้มกัน โยงมาถึงปริมาณการใช้จ่ายของภาครัฐ สิ่งที่ต้องคิดต่อไปคือ วิธีการหารายได้ของรัฐ ซึ่งจะมาจากการปฏิรูปโครงสร้างการจัดเก็บรายได้ ที่ต้องคิดเรื่องนี้ว่าจะมีวิธีการอย่างไรให้ระดับรายได้ของรัฐมีความมั่นคง ทรัพยากรของรัฐต้องเพียงพอสำหรับอนาคต ขณะที่ภาครัฐและภาคธุรกิจต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เข้าสู่ยุคปกติที่ไม่ปกติ ดังนั้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญ การดึงเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้มากขึ้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการทำธุรกิจแบบเดิมคงไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ต้องปรับตัวเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ การสนับสนุนธุรกิจที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จึงเป็นเรื่องสำคัญ รวมทั้งการปรับโครงสร้างประชากร เพื่อก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยในอีก 10 ปีข้างหน้า ไทยจะมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุพุ่งขึ้น 20-24% ของประชากรทั้งหมด ดังนั้นการลงทุนด้านการแพทย์ สาธารณสุข สุขภาพอนามัยเพื่อความยืนยาวของชีวิต การดูแลผู้สูงอายุเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงการสร้างการเติบโตผ่านเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ๆ ได้แก่ การสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป ทุกหน่วยงานต้องเข้ามาช่วยกันในเรื่องนี้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ทุกระดับมั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยจะมั่นคงเพียงพอในการรับมือกับวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ทั้งโควิด-19 วิกฤติการเงิน หรือวิกฤติจากภัยธรรมชาติในอนาคต
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120068</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, กู้เงิน 1.5 ล้านล้าน, อาคม เติมพิทยาไพศิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211018/image_big_616d0ee87ad49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117477</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 08:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 08:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี้สรรพสามิตคุมกักตุนบุหรี่หลังผู้ค้าตื่นข่าว“ขยับภาษี”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 ก.ย.2564 นายอาคม เติมพิทยาไพศิฐ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตกำลังดูแลสถานการณ์การกักตุนบุหรี่ โดยการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ขณะนี้ยังเป็นเพียงการคาดเดาของผู้ประกอบการ ผู้ค้าเท่านั้น ดังนั้น กรมสรรพสามิตคงต้องลงไปตรวจตราเรื่องการกักตุนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ความคืบหน้าเรื่องอีแสตมป์ ถือเป็นโครงการที่กรมสรรพสามิตกำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะนำมาใช้กับทั้งสินค้าประเภทเครื่องดื่ม บุหรี่ แต่คงไม่ทันในการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ ที่จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ คงดำเนินการตามขั้นตอน เป็นโครงการที่จะเกิดขึ้นตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางวราภรณ์ นะมาตร์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมการค้ายาสูบไทย เปิดเผยว่า กระแสข่าวที่กระทรวงการคลังเตรียมปรับภาษีบุหรี่ ส่งผลทำให้ร้านค้าส่งรายใหญ่ หรือ ยี่ปั๊ว เริ่มกักตุนบุหรี่ เพื่อรอการปรับภาษีที่อาจจะมีผล 1 ต.ค.นี้ ขณะเดียวกัน ยังพบว่า บางร้านได้เริ่มวางขายในราคาที่บวกขึ้นแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การปรับขึ้นราคาถือเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่กังวลมากที่สุดคือ บุหรี่หนีภาษีที่จะทะลักเข้ามาในตลาดที่ขณะนี้ มีจำนวนมาก&amp;quot; นางวราภรณ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น สมาคมจึงขอร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งติดตาม และจับกุมผู้ค้าบุหรี่หนีภาษี เพราะเมื่อมีการปรับขึ้นภาษี ก็จะส่งผลให้ราคาบุหรี่แพงขึ้น ก็ทำผู้สูบอาจจะหันไปบริโภคเพราะประหยัดกว่า สุดท้ายก็จะกระทบต่อรายได้ของร้านค้าและการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในช่วงที่ผ่านมาจากการติดตามข้อมูลจากร้านค้าส่ง พบว่า เริ่มมีตัวแทนจำหน่ายส่งบุหรี่ให้น้อยลง จากเดิมที่เคยสั่งได้รอบละ 3-5 ลัง ก็ลดลงเรื่อย ๆ จนไม่มีมาส่ง ทำให้ทางร้านไม่มีบุหรี่มากพอที่จะขายส่งได้ จึงเหลือไว้เพียงขายปลีกให้ลูกค้าเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า หากมีการปรับภาษีบุหรี่ปัจจุบันจาก 20% สำหรับบุหรี่ราคาไม่เกินซองละ 60 บาท เป็น 40% จะส่งผลให้ราคาขยับขึ้นอีก 15-20 บาทต่อซอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ยืนยันว่ากรมสรรพสามิตได้มีการพิจารณาการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่อย่างรอบคอบแล้ว ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เคยเกิดในอดีต โดยยังบอกไม่ได้ว่าโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่จะเป็นอัตราเดียว หรือ2อัตราเหมือนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่โดยภาพรวมภาระภาษีจะปรับเพิ่มขึ้น เพราะภาษีใหม่ต้องตอบโจทย์ทั้ง4เรื่องสำคัญ และกรมสรรพสามิตรู้ดีกว่าจุดยืนของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นอย่างไร เช่น ในด้านสาธารณสุขก็จะมีความเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ จึงอยากให้ขึ้นภาษีสูง ๆ ซึ่งกรมฯ จะมองด้านสุขภาพอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองด้านอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้อุตสาหกรรมบุหรี่ทั้งอุตสาหกรรมยังเดินหน้าต่อไปได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117477</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, กักตุนบุหรี่, อาคม เติมพิทยาไพศิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603f4e15565ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101143</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2021 11:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2021 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาคม&#039;แจงยังไม่สรุปคืนสถานะรัฐวิสาหกิจให้การบินไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 เมษายน 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า แผนฟื้นฟูบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAIยังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการพิจารณาผู้ทำแผนฟื้นฟูฯ ที่กำหนดจะจัดประชุมเจ้าหนี้ให้โหวตแผนฟื้นฟูในวันที่ 12 พ.ค.นี้ จึงจะทราบว่าเจ้าหนี้จะรับแผนฟื้นฟูฯ หรือไม่ ส่วนกรณีที่จะดึงการบินไทยกลับมามีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจนั้น &amp;ldquo;กระทรวงการคลังยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องนี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ให้ไปคุยกันให้เรียบร้อยก่อน และต้องดูข้อเสนอว่าเป็นไปได้หรือไม่ ยังต้องรอดูความชัดเจนของผลโหวตรับแผนฟื้นฟูฯจากเจ้าหนี้ด้วย เพราะการเพิ่มทุนมีหลายแนวทาง ซึ่งขณะนี้แผนฟื้นฟูการบินไทยยังอยู่ในขั้นตอนของผู้ทำแผนฟื้นฟูฯ กับทางเจ้าหนี้&amp;rdquo; นายอาคม ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่กองทุนวายุภักษ์ 1 ขายหุ้นการบินไทยในช่วงที่ผ่านมานั้น นายอาคม กล่าวว่ากระทรวงการคลังมองว่าเป็นการบริหารจัดการพอร์ตหุ้นตามปกติ ตามกลไกราคา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.อ.นาฬิกอติภัค แสงสนิท กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) กล่าวว่า กรณีที่จะให้ธพส.เข้าไปซื้อหุ้นการบินไทยนั้น เป็นเรื่องของนโยบาย ซึ่งธพส.พร้อมดำเนินการตามนโยบาย แต่หากมีโอกาสก็พร้อม โดยเฉพาะการศึกษาการนำทรัพย์สินที่มีอยู่ของการบินไทย มาพัฒนาต่อยอดสร้างรายได้ และกำไร เพื่อนำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การบินไทย มีทรัพย์สิน จำนวนมาก เช่น อาคารสำนักงานการบินไทย ทั่วประเทศ หาก ธพส. มีโอกาสเข้าไปก็สามารถนำทรัพย์สินนั้น มาพัฒนาต่อยอดและนำไปให้เช่าได้ ก็สามารถสร้างรายได้ให้ทั้งการบินไทยและธพส.&amp;rdquo; พ.อ.นาฬิกอติภัค กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101143</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, คืนสภาพรัฐวิสาหกิจ, ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ (ธพส.), อาคม เติมพิทยาไพศิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210312/image_big_604adcf16cd5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94895</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2021 16:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2021 16:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาคม&#039;ยอมรับหืดจับจีดีพีปีนี้โตได้แค่2.8%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 มี.ค.2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ &amp;ldquo;ทิศทางฟื้นเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤติโควิด 2564&amp;rdquo; ว่า คาดการณ์ว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2564 จะขยายตัวได้ที่ 2.8% คงไม่ถึง 4% ตามที่เคยคาดการณ์ไว้ จากปี 2563 ที่ขยายตัวติดลบ 6.1% เนื่องจากดีมานต์จากต่างประเทศ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัว นักท่องเที่ยวต่างชาติยังเข้ามาไม่ได้ ซึ่งภาคการท่องเที่ยวคิดเป็น 12% ของจีดีพี รวมถึงการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยในช่วง 1-2 เดือนแรกของปีนี้ต้องชะงักไป จากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยการจำกัดบางพื้นที่ในการเดินทาง ซึ่งส่งผลกระทบกับภาพรวมเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ทำให้ในปีนี้รัฐบาลยังมีคามจำเป็นต้องออกมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก โดยที่ผ่านมามีหลายมาตรการที่ออกมา ซึ่งเป็นทั้งมาตรการในลักษณะการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมกัน อาทิ มาตรการคนละครึ่ง มาตราการเราชนะ และหลังจากนี้มองว่ารัฐบาลยังมีความจำเป็นต้องออกมาตรการระยะสั้นเพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยอาจจะโตไม่ทันใจ โตไปช้าหน่อย แต่ก็เป็นแบบมั่นคงและต่อเนื่อง ผมพูดเสมอว่าจีดีพีของประเทศไทยไม่จำเป็นต้องโต 7-10% ก็ได้ ถ้าทำให้โตได้ที่ระดับ 3-5% แบบนี้ทุกปี ผมคิดว่าภาคเอกชน และภาคธุรกิจก็น่าจะถึงพอใจ สุดท้ายไม่ว่าเศรษฐกิจจะโตกี่เปอร์เซ็น แต่เมื่อมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้วก็ทำให้อุ่นใจมากขึ้น ส่วนภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะดีมานต์จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังไม่กลับเข้ามานั่น กระทบท่องเที่ยวแน่นอน โดยคาดว่าท่องเที่ยวจะกลับมาโตได้ในปี 2566-2567 ก็อาจจะต้องกลับมาดูว่าจะช่วยอย่างไร เวลานี้ต้องทำอย่างไรให้ภาคการท่องเที่ยวสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง ต้องทำควบคู่กันมาตรการช่วยเหลือก็ยังต้องมีต่อ ส่วนภาคธุรกิจเองก็ต้องปรับตัวและปรับโครงสร้างธุรกิจไปพร้อมกัน&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการแก้ไขพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ซอฟท์โลน) วงเงิน 5 แสนล้านบาท ซึ่งมีแนวทางเบื้องต้นคือ การร่าง พ.ร.ก. ขึ้นมาใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหา พ.ร.ก. ฉบับเดิม โดยมีวัตถุประสงค์ 2 เรื่อง คือ 1. ให้สามารถปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำให้กับธุรกิจขนาดใหญ่ได้ ซึ่งคาดว่าจะใช้วงเงินรวมหลักแสนล้านบาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาหลักเกณฑ์ ว่าจะปล่อยสูงสุดต่อรายที่ 500 ล้านบาท จากเดิมที่รายละ 20 ล้านบาท ส่วนอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 2% หรือมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. พ.ร.ก. ฉบับใหม่นี้จะครอบคลุมมาตรการโกดังเก็บหนี้ (Asset Warehousing) ซึ่งอยู่ระหว่างการสรุปรายละเอียด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่มีปัญหาสภาพคล่องจากผลกระทบของโควิด-19 สามารถขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของให้กับสถาบันการเงิน สามารถซื้อขายได้ตามราคาที่ตกลงกันไว้ ไม่ใช่ราคาตลาดโดย คาดว่า พ.ร.ก. ฉบับใหม่นี้ จะใช้เวลาแล้วเสร็จภายใน 2 เดือน หรือเร็วกว่านี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94895</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, อาคม เติมพิทยาไพศิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603f4e15565ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91655</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาคม&#039;เตรียมสรุปแจกเยียวยามาตรา33ช่วยมนุษย์เงินเดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.พ.2564 นายอาคม เติมพิทยาไพศิฐ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า จะได้ข้อสรุปมาตรการแจกเงินเยียวยาให้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 เร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะต้องใช้ฐานข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม มาพิจารณาทั้งหมดว่า จะต้องช่วยเหลือแรงงานในกลุ่มใดบ้าง และรูปแบบการจ่ายเงินเยียวยา จะเป็นในลักษณะเดียวกันมาตรการเราชนะ ที่โอนวงเงินผ่านแอปพลิเคชันเราชนะ โดยรายละเอียดกำลังหารือกันต่อ ซึ่งจะได้ข้อสรุปในเร็ว ๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รมว.การคลัง ได้กล่าวภายหลังหารือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่า หอการค้าไทยได้ขอเข้าหารือโดยต้องการให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการหลายเรื่อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการท่องเที่ยว และ ธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งขณะนี้ธุรกิจโรงแรมเริ่มมีปัญหาขาดสภาพคล่อง เริ่มรับไม่ไหวแล้ว เพราะภาคท่องเที่ยวยังไม่กลับมา จึงจะขอยกเว้นเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีมติให้เลื่อนยื่นแบบเสียภาษีออกไปอีก 3 เดือนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อยากให้กระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยขอให้ยกเลิกการบังคับใช้มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยโดยกำหนดอัตราสินเชื่อต่อมูลค่าที่อยู่อาศัย(LTV)เป็นการชั่วคราว เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีกำลังซื้อ สามารถซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุนได้มากขึ้น และช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านก่อสร้าง เช่น โครงการบ้านดีมีดาวน์ รวมทั้งแนวทาง warehousing (โกดังเก็บหนี้) ซึ่ง รมว.การคลัง รับปากว่าภายใน 2 สัปดาห์ จะทราบความคืบหน้ารายละเอียดแนวทางว่าเป็นอย่างไรบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเรื่องการเสริมสร้างขีดความสามารถของธุรกิจค้าปลีก โดยขอให้ร้านค้าจดทะเบียนนิติบุคคลสามารถเข้าร่วมโรงการคนละครึ่งได้ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าที่หลากหลาย รวมถึงการป้องกันการทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 การเสริมขีดความสามารถธุรกิจพาณิชยนาวี แนวพัฒนาด้านการค้าชายแดน และการเพิ่มช่องทางให้เข้าถึงแหล่งหางานทำ เช่น การโปรโมทงานบนช่องทางออนไลน์ของรัฐ เนื่องจากช่วง มี.ค.-ก.ค. เป็นฤดูกาลเก็บผลผลิต ก็จะใช้หางานให้กับผู้ที่ว่างงานด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคืบหน้าในเรื่องข้อเสนอให้ซอฟต์โลนสนับสนุนการจ้างงานภาคท่องเที่ยวรูปแบบร่วมจ่าย (Co-pay) ขณะนี้ได้ส่งรายชื่อโรงแรมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาเรียบร้อยแล้ว แต่จะต้องมีการไปหารือกันต่อกับกระทรวงแรงงานเรื่องมาตรการดังกล่าว ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะร่วม Co-pay กันอย่างไร โดยข้อเสนอเหล่านี้ กระทรวงการคลังจะกลับไปพิจารณาอีกครั้ง แล้วจะกลับมาหารือร่วมกันอีกครั้งใน 1 เดือนข้างหน้า ว่าจะมีมาตรการส่วนใดบ้างที่สามารถทำได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91655</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยเหลือผู้ประกันตน, ผู้ประกันตนมาตรา 33, อาคม เติมพิทยาไพศิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210112/image_big_5ffdb1530c7e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
