<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118321</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 12:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 12:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาคม&#039;แจงขยายเพดานหนี้รับมือโควิดเอกชนอ้อนรัฐเพิ่มเงินคนละครึ่ง-ปัดฝุ่นช้อปดีมีคืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวถึงกรณีการขยายเพดานหนี้สาธารณะของประเทศไทย เพิ่มเป็น 70% ต่อจีดีพี จากเดิมที่ 60% ต่อจีดีพี ว่า ปี 2563-2564 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างมาก เงินงบประมาณที่มีอยู่ไม่เพียงพอเพื่อใช้ดูแลช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูประชาชน และเศรษฐกิจ รวมถึงการจัดซื้อวัคซีนไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องกู้เงิน จึงเป็นที่มาของการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉิน 2 ปี รวมกันที่ 1.5 ล้านล้านบาท และมีการประเมินว่าการกู้เงินดังกล่าวจะทำให้ยอดหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องขยับเพดานหนี้เพื่อรองรับเรื่องดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีการประเมินว่า ณ สิ้น ก.ย. 2564 สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไทย จะอยู่ที่ 58.96% ขณะที่ สิ้น ก.ย. 2565 สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไทย จะอยู่ที่ 62.69% ซึ่งยังอยู่ภายใต้เพดานหนี้สาธารณะที่มีการปรับเพิ่มขึ้น โดยเพดานหนี้สาธารณะของไทยที่ปรับเพิ่มขึ้น ก็ยังต่ำกว่าหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น มาเลเซีย ที่ปัจจุบันเพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ 78% ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย และการกู้เงินของรัฐบาลไม่เพียงใช้เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจเท่านั้น ยังมีการกู้เงินเพื่อนำมาลงทุนซึ่งจะช่วยต่อยอดและพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาวอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การขยายเพดานหนี้ ก็เพื่อรองรับการกู้เงินเพิ่ม เป็นการเตรียมพร้อมกรณีที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อแก้วิกฤติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เนื่องจากมองว่าสถานการณ์ข้างหน้ายังไม่นิ่ง โควิด-19 ยังไม่จบ ระยะเวลาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็ยังไม่แน่นอน อาจจะเป็น 1 หรือ 2 ปี จึงเป็นที่มาของความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างจีดีพีให้เพิ่มขึ้น และการขยายเพดานหนี้สาธารณะก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ผ่านมาเคยมีทั้งการขยายเพิ่มและปรับลดเพดานหนี้สาธารณะมาแล้ว&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันสิ่งที่รัฐบาลต้องทำควบคู่ไปด้วย คือการขยายฐานภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีใหม่ ๆ อาทิ ภาษีอีคอมเมิร์ซ และภาษีอีเซอร์วิส ที่จัดเก็บจากแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีแพลตฟอร์มต่างประเทศลงทะเบียนแล้วกว่า 90 บริษัท ตรงนี้จะกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของรัฐบาล ซึ่งกฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือน ต.ค. 2564 รวมถึงอยากขอความร่วมมือจากประชาชนในการยื่นแบบชำระภาษี โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกรัฐบาลเรียกเก็บภาษีแต่อย่างใด แต่การยื่นแบบดังกล่าวจะช่วยให้รัฐมีฐานข้อมูล ซึ่งเมื่อหากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต่าง ๆ ก็จะทำให้ได้รับความช่วยเหลือได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ กระทรวงการคลังจะมีการออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งจะสืบเนื่องไปจนถึงเทศกาลปีใหม่ และตรุษจีน รวมถึงยังมีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การรักษาอัตราการจ้างงานในภาคธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งเร็ว ๆ นี้จะมีมาตรการออกมาเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือนายจ้าง โดยเฉพาะในภาคเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่องในการรักษาอัตราการจ้างงาน และเม็ดเงินที่จะลงไปยังภาคชนบทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องพยุงเศรษฐกิจโดยเฉพาะในไตรมาส 4/2564 และปีหน้าให้ยังสามารถขยายตัวต่อไปไดั จึงจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายออกมาเพิ่มเติม ส่วนรายละเอียดอย่างให้รอก่อน ขณะที่โครงการที่ดำเนินการอยู่ เช่น ยิ่งใช้ยิ่งได้ ก็อาจจะขยายเวลาให้อีก โครงการที่หลายคนเรียกร้อง อย่างช้อปดีมีคืนหรือโครงการต่าง ๆ นั้น อยากให้รอดูอีกหน่อย ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามดูแลและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างเต็มที่ ไม่มีใครอยากเห็นโควิด-19 กลับมา หรือกลายพันธุ์ หากวิกฤติเกิดขึ้นอีกมาตรการด้านสาธารสุขจะมีความจำเป็นอย่างยิ่ง แต่คงต้องให้สมดุลกับมาตรการด้านเศรษฐกิจด้วย เพราะต้นทุนทางเศรษฐกิจเยอะ หากต้องใช้มาตรการควบคุม และการเยียวยา เหล่านี้จะเป็นภาระของรัฐบาล ดังนั้นประชาชนต้องมีวินัยแม้ว่าจะเริ่มมีการทยอยคลายล็อกดาวน์และเปิดประเทศหลังจากนี้&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรเศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หลายฝ่ายมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินกู้ของรัฐบาลว่าจะมีประสิทธิภาพเพียงใด ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่ากระทรวงการคลัง และคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะต้องมีการกลั่นกรองการใช้เงินในโครงการ และเวลาที่เหมาะสม เร่งกระจายเงินให้ประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะคนที่ไม่มีรายได้ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในพื้นที่ ส่วนคนที่ยังพอมีรายได้ก็ควรได้รับความช่วยเหลือในรูปแบบที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน โดยหากรัฐบาลใช้จ่ายเงินกู้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะไม่มีผลในแง่ของการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะกระทบการจัดเก็บรายได้ในอนาคตด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการขยายเพดานหนี้สาธารณะนั้น มองว่าอยู่ในกรอบที่จะดำเนินการได้ เพราะรัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องเปิดช่องในการกู้เงินเพื่อรองรับสถานการณ์เร่งด่วน โดยการขยายเพดานหนี้ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะต้องกู้เต็มเพดาน แต่เป็นการเตรียมการเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น เนื่องจากมีการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวไม่ถึง 1% ส่วนปีหน้าหากต้องการให้เศรษฐกิจโตถึง 5% นั่นหมายความว่าจะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นให้คนมีกำลังซื้อมากขึ้น เหล่านี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่อยู่ในกรอบที่รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงิน และเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะค่อย ๆ ลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาคธุรกิจมองว่าเศรษฐกิจหยุดชะงักหลายส่วน จากการปิดประเทศ ทำให้เงินหายหมด และเมื่อโควิด-19 ระลอก 4 มายิ่งทำให้คนทำมาหากินได้น้อยลง คนเดียวที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้ตอนนี้คือรัฐบาล การขยายเพดานเงินกู้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทุกรัฐบาลและทุกประเทศต้องทำ เพราะเศรษฐกิจขาดแรงกระตุ้น เรื่องนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนักวิชาการก็เห็นด้วย เพราะเศรษฐกิจแผ่วรัฐก็จัดเก็บรายได้ไม่ได้ ก็เป็นปัญหา ยิ่งเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีต่อเนื่องจนถึงครึ่งแรกของปี 2565 ต้องการแรงกระตุ้นเพื่อรองรับการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ เมื่อรัฐบาลกู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจนฟื้นตัว เงินรายได้ก็จะทยอยกลับมาในรูปของภาษี รัฐทยอยคืนหนี้ สัดส่วนหนี้ที่สูงก็จะปรับลดลง คลังก็จะค่อย ๆ ถอย พวกนี้เป็นเรื่องของจังหวะทั้งสิ้น&amp;rdquo; นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาคเอกชนอยากเห็น ได้แก่ การเพิ่มเงินในโครงการคนละครึ่ง และการปัดฝุ่นโครงการช้อปดีมีคืน รวมถึงการเดินหน้าโครงการที่จะทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ โดยภาคเอกชนมองว่าโครงการเหล่านี้กระจายความช่วยเหลือไปถึงทุกหย่อมหญ้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118321</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายเพดานหนี้สาธารณะ, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_60810322de358.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118235</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาคม&#039;เตรียมเข็นมาตรการกระตุ้นเพิ่มลุยงัดนโยบายนอกตำราเดินเครื่องฟื้นศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนา &amp;ldquo;ธุรกิจ-สังคม สร้างภูมิคุ้มกัน ฝ่าภัยโควิด&amp;rdquo; ว่า ในอีก 1-2 เดือนนี้ รัฐบาลจะมีการออกมาตรการเสริมเพื่อกระตุ้นและสนับสนุนการใช้จ่ายให้ภาคประชาชน และธุรกิจเอสเอ็มอี เบื้องต้นคาดว่ามาตรการจะต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปีใหม่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีที่ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้มีการลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงเหลือ 1% จากเดิมที่ 2.2% นั้น เป็นผลมาจากความยืดเยื้อของสถานการณ์โควิด-19 แต่ขณะนี้เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว โดยรัฐบาลให้หลักประกันว่า ภายในเดือน ธ.ค. นี้ อัตราการฉีดวัคซีนจะทำได้ 70% ของประชากรแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธนาคารโลกมองว่าในช่วงวิกฤติการระบาด รัฐบาลหลายประเทศจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวมาจากการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล และการกู้เงินเพิ่ม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น โดยธนาคารโลกมองว่าจะเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ 2-3 ปีเท่านั้น และตั้งแต่ปี 2563-2564 รัฐบาลมีการกู้เงินแล้วกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ขณะที่จีดีพีในปีที่ผ่านมาติดลบ นั่นหมายถึงรายได้ประเทศลดลง แต่ในปีนี้ ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยจะยังโตเป็นบวกได้ เพราะภาคการส่งออกขยายตัวได้ดี แม้ว่าภาคการท่องเที่ยวจะยังไม่ฟื้นก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปี 2565 หากเศรษฐกิจขยายตัวได้ตามที่คาดการณ์ คือ 4-5% แม้ว่าหลายฝ่ายจะมองว่าคงทำได้แค่ 3-4% เท่านั้น แต่ก็คิดว่าเป็นระดับที่น่าพอใจ ไม่ติดลบ เป็นบวกย่อมดีกว่าติดลบอยู่แล้วแม้ว่าจะมากหรือน้อย แต่การฟื้นตัวก็จะค่อย ๆ เป็นไปก็จะส่งผลดีกับเศรษฐกิจ ส่วนนโยบายการเงินและการคลังในช่วงนี้ ต้องประสานกัน นโยบายการเงินต้องผ่อนคลายให้นโยบายการคลังสามารถดำเนินการได้เต็มที่ ช่วงนี้รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ นโยบายการเงินก็ต้องผ่อนคลาย ต้องทำนโยบายนอกตำรา ตำราเศรษฐศาสตร์ที่เคยเรียนกันมาต้องพักไว้สักพัก เพราะประชาชนเดือดร้อน ดังนั้นก็ต้องใช้ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังแบบนอกตำรา&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวอีกว่า เมื่อมีการใช้จ่ายเกิดขึ้น คลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับการใช้จ่าย โดยต้องดูเสถียรภาพและความมั่นคง ทั้งในระบบการเงิน การใช้จ่ายของประเทศและเงินรายได้ที่จะนำมาใช้ การจัดเก็บรายได้รัฐต้องเพียงพอ โดยในอนาคตตกระทรวงการคลังยังมีนโยบายลดการขาดดุลงบประมาณให้น้อยลง เพื่อสร้างเสถียภาพให้ภาคการคลังของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มองว่ามีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปหรือปรับโครงสร้างการจัดเก็บรายได้เพื่อเสถียรภาพด้านการคลังในระยะยาว ทุกประเทศดำเนินการเรื่องนี้กันหมด เพราะที่ผ่านมาเรามีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดเรื่องผลกระทบด้านเศรษฐกิจที่ในปี 2563-2564 ในเรื่องของรายได้ภาษี เพราะภาคธุรกิจได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการขยับเพดานหนี้สาธารณะนั้น เพื่อเปิดช่องให้รัฐบาลมีช่องในการใช้เงินในอนาคตถ้าหากมีความจำเป็น โดยไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลขยับเพดานแล้วจะต้องเดินหน้ากู้เงินทันที และก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติแผนบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2565 ซึ่งในส่วนนี้จะมีเรื่องแผนการก่อหนี้ใหม่เพื่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งนี้แผนการก่อหนี้ดังกล่าว จะส่งผลทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไทย ณ เดือน ก.ย. 2565 อยู่ที่ 62% ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารจัดการ และยังอยู่ภายใต้เพดานหนี้สาธารณะที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเชื่อว่าปีหน้าหากเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น จีดีพีขยายตัวได้ที่ 3-4% และในปีต่อ ๆ ไป ที่ 4-5% สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในขณะนี้มี 3 เรื่องที่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่ม คือ 1.ด้านดิจิทัล นโยบายดิจิทัลอีโคโนมี 2. การดูแลด้านสิ่งแวดล้อม สภาวะภูมิอากาศ ลดการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า มีเป้าหมายในปี 2573 และ 3.นโยบายชีวภาพและการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118235</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, รมว.การคลัง, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5d4b9e989e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117986</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 14:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 14:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาคม&#039;ปักธงจีดีพีปีนี้โต 1.3% ลุยอัดมาตรการหนุนเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวในการเปิดงาน &amp;ldquo;Sustainable Thailand 2021 รวมพลังนักลงทุนสถาบันและภาคธนาคาร ร่วมกันประกาศเจตจำนงร่วมสร้างประเทศไทยยั่งยืน&amp;rdquo; ว่า กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะสามารถเติบโตได้ที่ระดับ 1.3% ซึ่งถือเป็นตัวเลขค่อนข้างดี ขณะที่ปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวได้เพิ่มขึ้นที่ระดับ 4-5% เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในขณะนี้กำลังเผชิญและต้องรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ซึ่งต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดหลายรอบ และที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามควบคุมการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง มีการกู้เงินและใช้นโยบายด้านการคลังเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและแรงงาน มีการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ เพื่อรักษาการบริโภคภายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในระยะต่อไปภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย รัฐบาลวางแผนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านการใช้นโยบายการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ซึ่งจะมีการเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งในแผนดังกล่าวจะมีการวางแนวทางสำหรับประเทศไทยในการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยกำลังรับมือกับโควิด-19 โดยที่ผ่านมารัฐบาลพยายามออกมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่าน 2-3 มาตรการ อาทิ การเพิ่มรายได้ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งภาคธุรกิจและประชาชน การจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อให้หลายส่วนมีรายได้มากขึ้น และการวางนโยบายการคลังเพื่อช่วยเหลืออย่างฉุกเฉิน ควบคู่กับการเร่งกระจายวัคซีน ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง และเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการฟื้นตัวในระยะยาวนั้น ความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผ่าน 6 แนวทาง ได้แก่ 1. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรองรับการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยการเน้นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Economy Model)ซึ่งสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) และการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่ 12 เป้าหมาย รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนในอีอีซี ที่ในอนาคตจะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย 3. การสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล 4. การให้ความสำคัญในการสร้างเครือข่ายรับรองทางสังคม โดยพลเมืองทุกคนควรได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม 5. การลดความเหลื่อมล้ำและการแก้ปัญหาความยากจน โดยการวางนโยบายด้านเศรษฐกิจเพื่อพัฒนาระบบสวัสดิการต่าง ๆ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในประเทศ การเร่งกระจายรายได้ และ 6. บทบาทของตลาดทุนและตลาดเงิน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการทรัพยากรทางการเงินในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคการเงินสีเขียว (Green Finance) ที่รองรับธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117986</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_60810322de358.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117306</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 18:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 18:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;เคาะขยายเพดานหนี้เป็น70%ต่อจีดีพี เปิดช่องรัฐลุยกู้เงินเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2564 ได้มีมติเห็นชอบให้มีการทบทวนกรอบสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากเดิมที่กำหนดไว้ ต้องไม่เกิน 60% ต่อจีดีพี เป็น ต้องไม่เกิน 70% ต่อจีดีพี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ทางการคลังให้กับรัฐบาล และไม่เป็นอุปสรรคหากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อดำเนินนโยบายการคลังในระยะปานกลาง โดยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในเกณฑ์ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การทบทวนกรอบสัดส่วนการบริหารหนี้สาธารณะในครั้งนี้เป็นไปตามความในมาตรา 50 แห่ง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้มีการทบทวนสัดส่วนต่าง ๆ อย่างน้อยทุก 3 ปี&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลัง รายงานหนี้สาธารณะของประเทศ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2564 มียอดหนี้จำนวน 8,909,063 ล้านบาท หรือ 55.59% ของจีดีพี ใกล้ระดับเพดานความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหนี้สาธารณะไทยเพิ่มขึ้นกว่า 100,000 ล้านบาท โดยยอดหนี้สาธารณะเดือนมิ.ย. 2564 อยู่ที่ 8,825,097 ล้านบาท หรือ 55.20% ของจีดีพี เป็นการเพิ่มทั้งจำนวนหนี้และสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ 2564 ที่เริ่มมาตั้งแต่เดือน ต.ค. 2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหนี้สาธารณะเดือน ก.ค. 2564 ที่เพิ่มสูงขึ้น มาจากการกู้โดยตรงของรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ ทั้งการกู้เพื่อการชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 2564 ที่มีกรอบการกู้อยู่ที่ 608,962 ล้านบาท และการกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงินโควิดที่มีการกู้ไปแล้ว 817,726 ล้านบาท จากวงเงินกู้ทั้งหมด 1 ล้านล้านบาท และต้องกู้ภายในสิ้นปีงบประมาณนี้ ซึ่งทำให้เสี่ยงเพดานหนี้สาธารณะจะเกินกรอบที่กำหนดไว้ 60%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ที่มี พล. อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน เห็นชอบขยายกรอบเพดานหนี้ไม่เกิน 70% ของจีดีพี เพื่อรองการกู้เงินจาก พ.ร.ก.โควิด 1 ล้านล้านบาทในส่วนที่เหลือทั้งหมด รวมถึงการกู้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินโควิด 5 แสนล้านบาท ซึ่งล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน เห็นขอบการปรับแผนการบริหารหนี้สาธารณะครั้งที่ 3 โดยให้มีการกู้เงินจาก พ.ร.ก. 5 แสนล้านบาท ภายในปีงบประมาณ 2564 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท จากเดิม 1 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2565 รัฐบาลยังต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีก 7 แสนล้านบาท และกู้เงินจาก พ.ร.ก. 5 แสนล้านบาท ในส่วนที่เหลือ 3.5 แสนล้านบาททั้งหมด ทำให้สัดส่วนเพดานหนี้สาธารณะที่คาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2564 จะอยู่ที่ 58% ของจีดีพี และคาดว่าปีงบประมาณ 2565 หนี้สาธารณะจะเกิน 60% ของจีดีพี ทำให้รัฐบาลต้องขยายกรอบเป็น 70% ของจีดีพี
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117306</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายเพดานหนี้สาธารณะ, ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง, หนี้สาธารณะ, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5d4b9e989e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117248</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 10:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 10:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิงห์อมควันจ๊าก! &#039;คลัง&#039; ชงภาษีบุหรี่ใหม่ คาดทำราคาขายปลีกพุ่งซองละ6-8บาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;20 ก.ย. 2564 นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า กรมฯ ได้เสนอแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลังพิจารณาแล้ว หลังจากนี้ คาดว่านายอาคมว่าจะนำเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบภายในเดือนนี้ เนื่องจากว่าโครงสร้างภาษีใหม่จะต้องมีผลบังคับใช้ภายในวันที่ 1 ต.ค. 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ยืนยันว่ากรมสรรพสามิตได้มีการพิจารณาการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่อย่างรอบคอบแล้ว ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เคยเกิดในอดีต และตอบโจทย์ใน 4 เรื่องหลัก &amp;nbsp;คือ 1. ด้านสาธารณสุข 2. ด้านเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ จะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด 3. ด้านรายได้ของรัฐบาลจะต้องไม่ลดลง และ 4. ด้านการดูแล บริหารจัดการบุหรี่เถื่อน และบุหรี่ปลอม ภายใต้โจทย์ทั้ง 4 เรื่องนี้ โครงสร้างภาษีใหม่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มผู้ค้าบุหรี่บางกลุ่มต้องการ เพราะว่ามีข้อเสนอที่สุดโต่งเกินไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยังบอกไม่ได้ว่าโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่จะเป็นอัตราเดียว หรือ 2 อัตราเหมือนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่โดยภาพรวมภาระภาษีจะปรับเพิ่มขึ้น เพราะภาษีใหม่ต้องตอบโจทย์ทั้ง 4 เรื่องหลักดังกล่าว และกรมสรรพสามิตรู้ดีกว่าจุดยืนของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นอย่างไร เช่น ในด้านสาธารณสุขก็จะมีความเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ จึงอยากให้ขึ้นภาษีสูง ๆ ซึ่งกรมฯ จะมองด้านสุขภาพอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองด้านอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้อุตสาหกรรมบุหรี่ทั้งอุตสาหกรรมยังเดินหน้าต่อไปได้&amp;rdquo; นายลวรณ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า กรมสรรพสามิตได้เสนอให้กระทรวงการคลังนำโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่เสนอให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาในวันที่ 21 ก.ย. 2564 เพื่อจะได้มีเวลาให้ ครม. พิจารณาตัดสินใจ หากมีข้อปัญหาที่จะต้องเปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุงก็จะมีเวลาพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไปได้ทัน และให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค. นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากผู้ค้าบุหรี่ กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดบุหรี่ได้เริ่มมีการกักตุนสินค้ามานานหลายเดือนแล้ว เพราะเป็นที่คาดการณ์กันว่าอัตราภาษีตามโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่จะมีการปรับเพิ่มขึ้นแน่นอน ถึงแม้มูลค่าจะไม่ปรับขึ้นจาก 20% เป็น 40% ตามกฎหมายเดิม แต่อัตราการจัดเก็บขั้นต่ำตามมูลค่าของโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่จะมากกว่า 20% แน่นอน แต่คงไม่ถึง 40%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เบื้องต้นมีการคาดการณ์กันในตลาดผู้ค้าบุหรี่ ว่า ราคาบุหรี่หลังโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่มีผลบังคับใช้ ราคาขายปลีกบุหรี่อาจจะมีการปรับเพิ่มขึ้น 6-8 บาทต่อซอง&amp;rdquo; ผู้ค้าบุหรี่ ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม โครงสร้างภาษีบุหรี่ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีการเก็บตามปริมาณที่มวลละ 1.20 บาท บวกกับตามมูลค่า 20% สำหรับบุหรี่ที่ราคาขายปลีกไม่เกิน 60 บาทต่อซอง และ 40% สำหรับบุหรี่ที่ราคาขายปลีกที่ราคาเกิน 60 บาทต่อซอง โดยตามกฎหมายเดิม ในวันที่ 1 ต.ค. 2564 การเก็บภาษีบุหรี่ตามมูลค่าจะต้องเหลืออัตราเดียวที่ 40% ทุกชนิดราคาบุหรี่ ซึ่งทั้งผู้ค้าบุหรี่และชาวไร่ยาสูบไม่เห็นด้วย เนื่องจากจะทำให้ราคาบุหรี่ปรับขึ้นสูงอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีการคาดการณ์ว่าโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ จะคงการจัดเก็บตามมูลค่าไว้ 2 อัตราเหมือนเดิม แต่จะปรับเพิ่มส่วนของอัตราล่างให้สูงขึ้น จากปัจจุบันที่เก็บ 20% รวมถึงอาจจะปรับจุดตัดช่วงราคาขายปลีกบุหรี่ จากปัจจุบันที่ 60 บาท เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้บุหรี่ที่เสียภาษีในอัตราขั้นต่ำมีกำไรมากขึ้น และสามารถอยู่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117248</URL_LINK>
                <HASHTAG>นำเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่, ลวรณ แสงสนิท, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ, แนวทางการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210409/image_big_607065cd47071.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116665</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2021 14:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2021 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาคม&#039;แจงสถานการณ์จำเป็นรัฐลุยกู้ดันหนี้พุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 ก.ย. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ &amp;ldquo;ยุทธศาสตร์ส่งเสริม SMEs / Startups ยกระดับขีดความสามารถและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย&amp;rdquo; ว่า การที่ประเทศมีหนี้จากการกู้เงินในจำนวนที่สูงมากท่ามกลางสถานการณ์ในขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องที่แตกต่างไปจากประเทศอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นต้องกู้เงินเช่นกัน ต้องใช้เครื่องมือทางการคลังให้เป็นประโยชน์ในภาวะที่นโยบายการเงินยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่นัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ มองว่าตลาดทุนของไทยยังมีโอกาสดี หุ้นไทยไม่ได้แย่เมื่อเทียบกับประเทศอื่น จึงยังมองเห็นการฟื้นตัวได้ในอนาคต ขณะเดียวกันเอสเอ็มอีที่จะเป็นดาวรุ่งได้ จะต้องคำนึงถึงทิศทางของประเทศว่าจะก้าวไปทางไหน ซึ่งต้องดูแนวนโยบายของรัฐบาลควบคู่ไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทิศทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในอนาคตนั้น ถ้ากู้เยอะ แล้วหนี้ต่อจีดีพีสูงขึ้น แต่หากรายได้ไม่เพิ่ม ก็แน่นอนว่าต้องเป็นหนี้เป็นสิน ดังนั้นความสามารถในการหารายได้ เรามีโอกาส เช่น โครงการในอีอีซี โครงการที่เป็น new S curve ซึ่งทิศทางที่ธุรกิจไทยจะเติบโตไปในอนาคตได้ ต้องคำนึงถึงใน 3 ด้าน คือ ไบโอชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเหล่านี้ จะถือเป็นโอกาสของเราทุกคน&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวอีกว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2/2564 ที่ขยายตัวได้ 7.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และหากเทียบรายไตรมาส จะพบว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ แม้จะยังไม่ฟื้นตัวได้แข็งแรงมากนักก็ตาม แต่ก็เริ่มเห็นแนวโน้มที่จะกลับมาดีขึ้น โดยเชื่อว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะยังอยู่กับประเทศไทยต่อไปอีก เพียงแต่จะอยู่ร่วมกันอย่างไรให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ด้วย ส่วนการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา เป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะสร้างสมดุลระหว่างการดูแลด้านสาธารณสุขกับด้านเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย ซึ่งรัฐบาลได้มีมาตรการออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยพิจารณาการให้ความช่วยเหลือเยียวยาทั้งผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กันไป โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากที่รายได้ของประเทศด้านการท่องเที่ยวหายไปมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการต่าง ๆ ที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพที่เป็นห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ในธุรกิจขนาดใหญ่ รวมถึงเอสเอ็มอีที่ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งรัฐบาลได้พยายามเข้าไปช่วยเหลืออย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยอมรับว่าผลกระทบกับเอสเอ็มอีรอบนี้ ค่อนข้างจะสาหัส หลายร้าน หลายบริษัทต้องปิดตัว หรือไปกู้หนี้ยืมสิน เข้ามาตรการพักชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ มาตรการสินเชื้อฟื้นฟู ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เบิกจ่ายไปแล้วเกือบแสนล้านบาท มีเอสเอ็มอีเข้ามา 3 หมื่นกว่าราย ซึ่งยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเอสเอ็มอีทั้งประเทศที่มีอยู่กว่า 3 ล้านราย ส่วนมาตรการพักทรัพย์พักหนี้ มีเข้ามาแล้ว 74 ราย มูลค่ารับโอนทรัพย์สิน 1.1 หมื่นล้านบาท&amp;rdquo; นายอาคมกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ตลาดทุนก็ถือว่าเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่บริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่สามารถเข้ามาลงทุนได้ รวมถึงตลาด mai แต่การเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะมีกฎกติกาที่เข้มงวด โดยเฉพาะความโปร่งใส ระบบข้อมูลการบันทึกบัญชี ซึ่งเอสเอ็มอีบางส่วนยังขาดองค์ความรู้ที่จะเข้าสู่กฎกติกาในการเข้ามาซื้อขายใน ตลท. ได้ โดยทั้ง ตลท. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีแผนจะให้องค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการเหล่านี้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยล่าสุด ตลท. และ ก.ล.ต.ได้มีการแนะนำ Live แพลตฟอร์ม และ Live Exchange ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งในการช่วย Set up ให้แก่เอสเอ็มอีได้เตรียมตัวก่อนที่จะเข้าไปจดทะเบียนซื้อขายใน ตลท. โดยช่องทางดังกล่าวจะเป็นการเชื่อมระหว่างนักลงทุนหรือผู้มีเงินออม เข้ากับผู้ที่ต้องการเงินทุนได้เข้ามาเจอกัน ซึ่งการที่ ตลท. ได้ริเริ่มแพลตฟอร์มนี้ขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการระบาดของโควิด-19 อาจะเป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่หากไปทำเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวแล้วก็อาจจะสายไป เพราะเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว จะทำให้มีต้นทุนต่าง ๆ ในการดำเนินงานที่สูงกว่าในช่วงนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116665</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐบาลกู้เงิน, หนี้สาธารณะ, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_60810322de358.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114514</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 16:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 16:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาคม&#039;เสียงอ่อยรับศก.ไทยโตแต่ไม่แกร่งเตรียมเร่งอัดฉีดเงินเต็มสูบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 ส.ค.2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ &amp;ldquo;สร้างความพร้อมประเทศไทย สู่โอกาสทางเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19&amp;rdquo; ในงานสัมมนาออนไลน์ Thailand Focus 2021: Thriving in the Next Normal ว่า แม้ว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2564 จะเติบโตถึง 7.5% แต่สภาพการณ์ทั่วไปของเศรษฐกิจก็ยังคงไม่แข็งแกร่งนัก โดยที่อัตราการเติบโตเทียบระหว่างสองไตรมาสนับตั้งแต่ต้นปีนี้มาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 1% และการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 2 และ 3 ส่งผลให้การฟื้นตัวอาจจะใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปี 2565 รัฐบาลจะทุ่มสรรพกำลังและทรัพยากรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยใช้โมเดลภูเก็ต แซนด์บ๊อกซ์และสมุยพลัส ที่ตอนนี้ขยายไปครอบคลุมนักท่องเที่ยวจากจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้ของไทย การระบาดที่ลดลงจะทำให้รัฐบาลสามารถหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 4-5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวว่า ที่ผ่านมาพระราชกฤษฎีกาเงินกู้สองฉบับที่มีมูลค่ารวม 1.5 ล้านล้านบาทได้รับการอนุมัติ โครงการต่าง ๆ ภายใต้เงินกู้ฉุกเฉินก้อนแรก 1 ล้านล้านบาทถูกใช้ไปเกือบหมดแล้ว ขณะที่โครงการภายใต้เงินกู้ก้อนที่ 2 จำนวน 5 แสนล้านบาท ก็เริ่มต้นขึ้นแล้วและจะไปสิ้นสุดในปลายปีงบประมาณ 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี สถานภาพทางด้านการเงินของไทยนั้นยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่ารัฐบาลจะมีโครงการกู้ยืมเป็นจำนวนเงินที่สูง แต่สัดส่วนของหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) นั้น ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ โดยอยู่ที่ 56.1% และกระทรวงการคลังก็คาดหมายว่าสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีจะอยู่ต่ำกว่า 60% ในปลายปีงบประมาณ 2564 อันเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายการคลังที่มีประสิทธิภาพ และการมีวินัยการคลังอันเข้มงวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากต่อไปมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ คณะกรรมการนโยบายการเงิน ซึ่งตั้งขึ้นมาภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐก็สามารถที่จะทบทวนเพื่อที่จะยกระดับเพดานดังกล่าวได้ ที่ผ่านมาเราสามารถที่จะคงวินัยทางด้านการเงินเอาไว้ได้แม้ในยามที่มีความจำเป็นจะต้องเพิ่มระดับของหนี้สาธารณะขึ้น เนื่องมาจากการที่เราสามารถคงการจ่ายดอกเบี้ยไว้ในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งเป็นผลโดยตรงมาจากยุทธศาสตร์การกู้ยืมที่หลากหลายโดยผ่านตลาดพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นที่สภาพคล่องสูง&amp;quot; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวอีกว่า ในระยะต่อไปกระทรวงการคลังจะเร่งดำเนินการตามยุทธศาสตร์ที่ได้วางไว้เพื่อเป็นรากฐานแห่งการเติบโตในระยะยาวของประเทศ ได้แก่ 1.แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียม 2.สร้างความต่อเนื่องของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 3.ลดภาวะเรือนกระจกและหาวิธีแก้ไขปัญหาภาวะภูมิอากาศแปรปรวน 4.สร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการแข่งขัน 5.ส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 6.สร้างความเข้มแข็งและความสามารถการแข็งขันสำหรับธุรกิจรายย่อย (MSMEs)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของตลาดทุน จะเร่งดำเนินการ 7 เรื่อง คือ 1.เป็นแหล่งทุนสำหรับเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพ ที่นำเสนอนวัตกรรมและรูปแบบธุรกิจแบบใหม่ ๆ 2.แหล่งระดมทุนสำหรับทั้งภาครัฐและเอกชน สำหรับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งกายภาพและดิจิทัล 3.เป็นที่ส่งเสริมบริษัทชั้นนำระดับประเทศต่าง ๆ ให้ก้าวไปสู่การเป็นองค์กรธุรกิจระดับภูมิภาคและระดับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.แหล่งรวมบริษัทซึ่งให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและจริยธรรม เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 5.ตลาดซื้อขายทางการเงินโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย 6.เป็นแหล่งลงทุนของเหล่านักลงทุนทั้งในและต่างประเทศหลากหลายประเภทและความต้องการ และ 7.เป็นสถานที่ที่มีกฎเกณฑ์ควบคุม และมีความโปร่งใส รวมทั้งมีความคุ้มครองให้กับนักลงทุนกลุ่มน้อย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114514</URL_LINK>
                <HASHTAG>อาคม เติมพิทยาไพสิฐ, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5d4b9e989e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
