<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79536</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2020 13:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2020 13:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แทนตำแหน่งที่ว่าง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.63 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๒ แล้ว และแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒และประกาศครั้งสุดท้ายลงวันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัดนี้ นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ลาออกจากตำแหน่งสมควรแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแทนตำแหน่งที่ว่าง เพื่อความเหมาะสมและบังเกิดประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศณ วันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นปีที่ ๕ ในรัชกาลปัจจุบัน
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79536</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, คลุง, อาคม เติมพิทยไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8838b37db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34850</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2019 09:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2019 09:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“อาคม”ตั้งทีมพิเศษสางค่าโง่โฮปเวลล์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ค. 2562 นายอาคม เติมพิทยไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่ากระทรวงคมนาคมได้รายงานกรณีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในเรื่องของบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัดให้รับทราบ ว่าหลังจากคณะกรรมการบอร์ด รฟท.ได้ประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เสนอให้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อมาดูรายละเอียด โดยมี 5 เรื่องด้วยกัน 1.ให้มีการไปคำนวณวงเงินที่ต้องดำเนิการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดให้ชัดเจน ซึ่งขณะนี้ รฟท.ได้มีหนังสือไปถึงสำนักงานคดี คดีปกครองเพื่อให้ตรวจสอบวงเงินดังกล่าวอีกด้วย 2 ให้เจรจากับโฮปเวลล์ เพื่อปฎิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดและลดผลกระทบต่อภาครัฐโดยเฉพาะวงเงินที่ต้องดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด.ดอกเบี้ยและระยะเวลาที่ต้องชำระคืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อรู้วงเงินในข้อที่ 1 ให้ดำเนินการเจรจาหารือกับโฮปเวลล์ต่อไป 3.ให้กำหนดแนวทางและแหล่งเงินที่เหมาะสมตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด 4.ให้แต่งตั้งคณะทำงานโดยให้มีองค์ประกอบจากคณะทำงานจากผู้แทยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;ได้แก่ คมนาคม,รฟท,สำนักอัยการสูงสุด,สำนักงบประมาณ,กรมบัญชีการ,สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และสำนักงานคณะการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เพื่อพิจารณาตามข้อ 1,2,3 รวมถึงการดำเนินการใดตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด และเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐ
5.ให้กระทรวงคมนาคมและ รฟท.รวมกันแต่งตั้งคณะกรรมการสอบความผิดทางระเมิดเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง นั้นหมายความว่าต้องไปไล่โครงการว่ามีความผิดพลาดตั้งแต่เมื่อไร ใครเกี่ยวข้อง มีส่วนเริ่มต้นกับโครงการ ในเรื่องการบอกเลิกสัญญาจนนำมาให้เกิดผลกระทบมาทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยให้คณะทำงานชุดนี้ป็นคณะทำงานที่ดูเรื่องวงเงิน เรื่องแนวทางการเจรจากับโฮปเวลล์ และดูแลในเรื่องของการชำระ กรณีที่สามารถบรรลุในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายให้กับทางโฮปเวลล์ ซึ่งจะต้องดูว่าแหล่งเงินจะเอามาจากทางไหน ซึ่งขณะนี้ยังบอกรายละเอียดไม่ได้ ซึ่งสามารถเป็นไปได้ในหลายทางเลือกด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวว่า โครงการโฮปเวลล์ เกิดขึ้นมา 30 ปีแล้ว เป็นคดีความกันมาอย่างต่อเนื่องจนมีคำพิพากษาสูงสุด สำหรับโครงการนี้ไม่ได้มีการทำการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ เป็นโครงการที่รัฐบาลมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาการจราจร และทางกระทรวงคมนาคม ได้มีการศึกษาโครงการดังกล่าวขึ้นไปให้มีทางยกระดับมีรถไฟวิ่งด้านบน ส่วนด้านล่างพัฒนาในเรื่องของเชิงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวว่า ดังนั้นโครงการต่างๆที่จะเสนอไปยัง ครม.ของการะทรวงโดยปกติจะมีการศึกษาความเหมาะสมก่อน เป็นหลักการในการนำเสนอโครงการ ส่วนโครงการโฮปเวลล์ผิดแผกแตกต่างไปจากโครงการอื่นๆด้วยการที่เข้าใจว่าขณะนั้นเกิดความจำเป็นในการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาการจราจร และหวังว่าโครงการนี้จะช่วยให้การเดินทางไปสู่สนามกีฬาการแข่งขันของเอเชียลเกมส์ได้ แต่เมื่อเป็นรูปแบบ Design and Build &amp;nbsp; มติ ครม ที่ผ่านมาไม่ได้ให้รัฐทำโครงการในลักษณะ Design and Build &amp;nbsp; แต่ให้ทำโครงการที่เป็น Detail Design ซึ่งจะทำให้รู้วงเงินที่ชัดเจนและแบบก่อสร้างจะได้ไม่ต้องเป็นข้อถกเถียงในระหว่างการก่อสร้าง ส่วน Design and Build &amp;nbsp; ออกแบบไปแล้วขออนุมัติไป คำนวณวงเงินที่ต้องจ่าย แล้วถึงก่อสร้างก็จะมีเรื่องโต้แย้งกันเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องเร่งทำให้เร็วเพราะมีเวลาตามศาลสั่งในเวลา 180 วัน เพื่อความชัดเจนต้องขอให้ศาลชี้ชัดเรื่องตัวเลขให้ชัดเจน โดยเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้บอกว่าให้ดำเนินการอย่างรอบครอบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34850</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าโง่โฮปเวลล์, ตั้งกรรมการ, บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด, รมว.คมนาคม, อาคม เติมพิทยไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181023/image_big_5bce8dfa86e08.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26015</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2019 08:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2019 08:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟท. เล็งเสนอสร้างทางคู่สายอีสานสามเส้นทาง วงเงินลงทุนทะลุแสนล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ม.ค. 2562 - นายวรวุฒิ มาลา รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่สายอีสานสามเส้นทางได้แก่ 1.ขอนแก่น-หนองคาย ระยะทาง 174 กิโลเมตร งบประมาณ 26,663 ล้านบาท 2.เส้นทางชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 309 กม. งบประมาณ 37,527 ล้านบาทและ3.สายใหม่บ้านไผ่-นครพนม ระยะทาง 355 กม. งบประมาณ 67,965 ล้านบาท ขณะอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) โดยเส้นทางขอนแก่น-หนองคายผ่านการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวุฒิ กล่าวว่า การเสนอทั้งสามเส้นทางซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายอาคม เติมพิทยไพสิฐ รมว.คมนาคม ที่ต้องการให้เสนอเป็นแพ็คเกจ โดยเส้นทางอีสานถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของประเทศไทยของการขนส่งสินค้าทางรางหนองคาย-มาบตาพุต ก็เส้นนี้เมื่ออยู่ในภาคอีสานแล้วก็มีทั้งคนทั้งของไม่ว่าจะเป็นเส้นทางรถไฟความเร็วสูงก็มาในเส้นนี้ เพราะฉะนั้นภาคนี้ต้องมีการพัฒนาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวุฒิกล่าวอีกว่าส่วนแผนนำที่ดินที่ไม่ใช้เพื่อการเดินรถของการรถไฟ (Non-Core) นั้นตั้งเป้าในปีนี้ว่าจะเพิ่มจากปีก่อน 10% โดยมาจากการเร่งรัดทำสัญญาเช่าโครงการที่ครบกำหนดสัญญา ส่วนธุรกิจหลักหรือ (Core-Business) คาดว่ารายได้จากค่าโดยสารปีนี้อยู่ที่ 3,800 ล้านบาท รายได้จากสินค้าอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท และหากมีศูนย์ขนส่งสินค้าทางรถไฟจะอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน(ทีโอดี) หลังจากนี้จะพัฒนาพื้นที่รถไฟชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยายตลิ่งชัน-ศิริราช , สถานีแม่น้ำ และพื้นที่ กม.11 ขณะที่ในปี 2564-2565 วางแผนจะพัฒนาพื้นที่รัชดาภิเษก ย่านอาร์ซีเอ ต่อเนื่องกันไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณอาคารบ้านพักพนักงาน อาคารที่ทำการ และสนามกอล์ฟที่สถานีขอนแก่น ตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 ว่า โครงการนี้ยังเป็นเพียงแนวคิดและเป็นการสอบถามนักลงทุนเพื่อศึกษาเรื่องความสนใจ ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 108 ไร่ อยู่ใจกลางเมืองขอนแก่น ติดกับถนนมิตรภาพและสามารถเชื่อมต่อไปยังจังหวัดหนองคาย และเวียงจันทน์ สปป.ลาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามโดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาให้พร้อมรองรับรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้ารางเบา และโครงการรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน ซึ่งจะช่วยพัฒนาให้จังหวัดขอนแก่นมีความเจริญ คาดการณ์ผู้โดยสารที่ใช้บริการ 28,000-38,000 คนต่อวัน &amp;nbsp;รถไฟฟ้ารางเบาวิ่งในตัวเมืองขอนแก่นระยะทาง 22 &amp;nbsp;กิโลเมตร, โครงการรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน ระยะที่ 2, และโครงการขอนแก่นสมาร์ทซิตี้ ที่เชื่อมโยงกับสถานีขอนแก่นทั้งหมด ขณะที่เบื้องต้นบริษัทที่ปรึกษาตั้งเป้าไว้ว่าจะให้เป็นพื้นที่ ศูนย์แสดงสินค้า อาคารสำนักงาน ที่อยู่อาศัย และสวนสนุกหรือรูปแบบมิกซ์ยูส แต่จะต้องสอบถามความคิดเห็นจากเอกชนก่อนว่ามีความสนใจมากน้อยแค่ไหน และพื้นที่จะสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชาญณรงค์ บุริสตระกูล นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ขอนแก่น กล่าวว่า &amp;nbsp;พื้นที่ของรฟท.เป็นพื้นที่ที่น่าสนใจในการลงทุนเพราะอยู่ใจกลางเมือง สามารถสนับสนุนเศรษฐกิจและทิศทางของจังหวัดได้ในอนาคต โดยต้องการให้รฟท. มองเป้าหมายของการพัฒนา ในพื้นที่ดังกล่าวสำหรับรองรับการพัฒนาในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง รองรับทั้งคนในจังหวัด ภูมิภาค และประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้การพัฒนาเดินหน้าได้อย่างตรงจุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26015</URL_LINK>
                <HASHTAG>รฟท., วรวุฒิ มาลา, อาคม เติมพิทยไพสิฐ, โครงการรถไฟทางคู่สายอีสานสามเส้นทาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180613/image_big_5b208af63ce3b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
