<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>17208</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2018 12:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2018 12:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เอามื้อสามัคคี&quot; ที่หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ สระบุรี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการ &amp;ldquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;rdquo; ปี 6 โดยบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน จัดกิจกรรม &amp;ldquo;เอามื้อสามัคคี&amp;rdquo; ครั้งที่ 3 ร่วมสร้างชุมชนกสิกรรมวิถี ตามศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ต.หนองหัวโพ อ.หนองแซง จ.สระบุรี เพื่อรณรงค์ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้ประชาชนตระหนักและเห็นความสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก ด้วยแนวทางศาสตร์พระราชา เพื่อการแก้ปัญหาหยุดท่วม หยุดแล้งในลุ่มน้ำป่าสักอย่างยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโครงการสอดคล้องกับกรอบดำเนินงานฟื้นฟูลุ่มแม่น้ำป่าสัก 9 ปี ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือ อ.ยักษ์ กล่าวว่า ในหลวง ร.9 ได้ทรงรับสั่งกับรัฐบาลที่แล้วเมื่อ 7-8 ปีก่อนว่า &amp;lsquo;ลุ่มน้ำป่าสัก เป็นลุ่มน้ำที่จัดการยากที่สุด เพราะมีความชันเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน เพราะปริมาณน้ำไหลลงอ่างสูงมากหลายเท่าของความจุอ่าง ท่านรับสั่งว่าถ้าออกจากโรงพยาบาลเมื่อไร คงจะช่วยได้มากกว่านี้&amp;rsquo; ตนได้ฟังพระองค์รับสั่งแล้วจะไม่ทำอะไรเลยคงเป็นไปไม่ได้ เพราะทำงานกับพระองค์มานาน ตามเสด็จ และจดบันทึกงานตามตลอด เลยตัดสินใจทำเอง ชวนคนมากมายมาทำโครงการต่างๆ ตนคิดว่า ลุ่มน้ำป่าสักมีส่วนทำให้กรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นๆ น้ำท่วม หากจัดการได้ไม่ดี ในอดีตกว่าจะมีเขื่อนป่าสัก ก็โดนต่อต้านอย่างรุนแรง ท่านก็ทรงรับสั่งว่าลุ่มนี้จัดการยากถ้าไม่มีเขื่อน เมื่อแล้งจะแล้งอย่างดุเดือด เมื่อท่วมก็จะท่วมอย่างดุเดือด ถึงอย่างไรก็ต้องทำ แต่ทำอย่างไรให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด แล้วก็ดูแลประชาชนให้ดี ต้องไม่มีคอร์รัปชั่นและคอมมิชชั่นแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว ถ้าหากมี โครงการจะมีปัญหาทันที ก็เลยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลทุกข์สุขพี่น้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์ยักษ์ - ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.วิวัฒน์กล่าวต่อว่า ท่านก็ยังรับสั่งเรื่องปัญหาน้ำท่วมอีกว่า &amp;lsquo;ถ้าทำทฤษฎีใหม่ ขั้นก้าวหน้า&amp;rsquo; ก็อาจจะช่วยได้ ซึ่งทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้าก็คือ ทุกบ้านต้องมีแหล่งน้ำขนาดเล็ก หรือเรียกว่าหลุมขนมครก ถ้าฝนตกแล้วไหลมารวมกันจะเหมือนถาดขนมครก ถ้าในถาดไม่มีหลุมเลย ฝนตกก็จะมารวมกันอยู่ที่เดียว แล้วตรงที่ต่ำก็จะท่วมหมด แล้วก็การทำโคก หนอง นา คือปั้นคันนาสำหรับเก็บน้ำไว้ในนา แล้วขุดหนองเก็บน้ำไว้ในหนอง แล้วก็ขุดคลองเก็บไว้ในคลอง ดินที่ขุดก็เอาไปทำโคกสูงๆ ปลูกป่า แล้วป่าก็จะซึมซับน้ำลงไปใต้ดิน ทั้งในโคก หนอง นา จะกลายเป็นที่เก็บน้ำ ถ้าเป็นเช่นนั้นทุกบ้านจะไม่มีแล้งเลย แล้วอาชีพจะมั่นคงตามด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า ในปีที่ 6 ของการดำเนินโครงการยังคงยึดแนวคิด &amp;lsquo;แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี&amp;rsquo; ในการจัดกิจกรรมใน 4 พื้นที่ คือ กรุงเทพมหานคร จันทบุรี สระบุรี และน่าน ซึ่งแต่ละแห่งมีสภาพภูมิสังคมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพื่อจะได้สร้างต้นแบบที่หลากหลาย เป็นแรงบันดาลใจต่อไปในทุกกลุ่มสังคมในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยโครงการมี 3 ระยะ คือ ระยะแรก ตอกเสาเข็ม สร้างความรับรู้, ระยะสอง แตกตัว ขยายผล และระยะสาม ขยายผลเชื่อมทั้งระบบ โดยปีนี้เป็นปีสุดท้ายของระยะสองเน้นการขยายผลในระดับทวีคูณ ด้วยการ สร้างคน สร้างครู หรือคนต้นแบบ และสร้างเครื่องมือในการยกระดับศูนย์เรียนรู้สู่การศึกษาตลอดชีวิตด้วยโครงสร้าง &amp;lsquo;บวร&amp;rsquo; หรือบ้าน วัด โรงเรียน และได้ทำต่อเนื่องโดยนำภารกิจเอามื้อสามัคคี หรือการลงแขกช่วยเหลือกันในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นประเพณีดั้งเดิมของไทยมาเป็นกลวิธีในการขับเคลื่อน โดยกิจกรรมปีนี้อยู่ในลุ่มน้ำป่าสัก ที่ จ.สระบุรี เป็นจุดเริ่มต้นของการรณรงค์ให้สร้างหลุมขนมครกเพื่อหยุดท่วม หยุดแล้ง มาตั้งแต่การดำเนินโครงการในปีแรก และขยายผลออกไปยังลุ่มน้ำอื่นๆ ทั่วประเทศ ทำให้เกิดพื้นที่และคนต้นแบบมากมาย อาทิ อ.บุญล้อม เต้าแก้ว แห่งสวนล้อมศรีรินทร์ จ.สระบุรี ซึ่งเป็นตัวอย่างของผู้ที่ใช้ศาสตร์พระราชาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และปัจจุบันท่านเป็นคณะทำงานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ศาสตร์พระราชา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอาทิตย์กล่าวอีกว่า ทำโครงการนี้แบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 9 ปี เท่าที่ผ่านมาโครงการประสบความสำเร็จพอสมควร มีตัวอย่างความสำเร็จให้เห็นหลายแห่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ทั้งนี้ เชฟรอนจะยังทำงานร่วมกับพันธมิตร พร้อมทั้งเรียนรู้ระหว่างทางไปตลอดว่าต้องทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ นอกจากนี้ยังจะมองหา &amp;ldquo;คอขวด&amp;rdquo; หรืออุปสรรคต่อการพัฒนา เพื่อเข้าไปช่วยแก้ไขต่อไป ซึ่งคอขวดระยะแรกคือ ประชาชนขาดการตระหนักรู้ จากเดิมที่มีคนที่สนใจเพียงกลุ่มเล็กๆ เชฟรอนได้เชิญดาราเข้าร่วมโครงการเพื่อสร้างจุดสนใจ ทำให้โครงการเป็นที่รับรู้มากขึ้น และเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่วนคอขวดในระยะที่สองคือ การขาดแคลนวิทยากร เนื่องจากมีคนสนใจอยากลงมือทำมากขึ้น จึงต้องเพิ่มจำนวนศูนย์เรียนรู้ เพิ่มการเรียนการสอน เพิ่มวิทยากร สร้างคน เพื่อให้สามารถออกแบบและอบรมคนได้อย่างเพียงพอกับความต้องการ ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีที่มีคนให้ความสนใจมากมาย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผจก.ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ เชฟรอน เสริมอีกว่า หลังจากนั้นต้องมีการขับเคลื่อนระดับชาติ เพื่อให้เกิดการยอมรับมากขึ้นทั้งในวงการวิชาการและอื่นๆ เชฟรอนจึงได้สนับสนุนให้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ทำวิจัยที่มีผลทางวิชาการยืนยันชัดเจนว่า ศาสตร์พระราชาช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นจริง ทั้งมิติด้านสภาพแวดล้อม คือ ดินดี มีแหล่งน้ำ และผลผลิตที่มากขึ้น, มิติด้านสังคม คือ การได้กลับมาเป็นครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา และมิติด้านเศรษฐกิจ คือ ปลดหนี้ได้ สร้างรายได้ พึ่งพาตนเองได้ และกิจกรรมเอามื้อสามัคคีที่บ้านสุขสมบูรณ์ครั้งนี้ มีพนักงานเชฟรอนกว่า 200 คน เข้าร่วมด้วย และยังมีเครือข่ายคนมีใจจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ และผู้ที่สนใจสมัครผ่านทางเฟซบุ๊กโครงการ รวมทั้งสิ้นกว่า 1,000 คนเข้าร่วมกิจกรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกิจกรรมเอามื้อสามัคคีที่บ้านสุขสมบูรณ์ มีขนาดพื้นที่ 47.5 ไร่ เกิดจากคนหลากหลายอาชีพ อาทิ ธุรกิจส่วนตัว รับจ้างอิสระ นักวิเคราะห์แผนงาน นักแสดง นักบิน รวมทั้งเจ้าของที่ดินเดิม รวม 15 ครอบครัว เพื่อทำตามความฝันของตนเองในการร่วมกันสร้างหมู่บ้านสุขสมบูรณ์เป็นชุมชนกสิกรรมวิถี และเป็นชุมชนต้นแบบตามศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมช.กระทรวงเกษตรฯ ยังได้กล่าวถึงการรวมกลุ่มของชุมชนอีกว่า หมู่บ้านสุขสมบูรณ์คือหมู่บ้านกสิกรรมวิถี ชุมชนกสิกรรมวิถี ก็คือการรวมตัวกันของกลุ่มคนหลากหลายอาชีพที่มีแนวคิดและอุดมการณ์เดียวกัน สร้างชุมชนพอเพียงที่พึ่งตนเองได้แม้ยามเกิดภัยพิบัติ โดยนำแนวคิดเรื่องทฤษฎีใหม่ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสภาพภูมิสังคม ด้วยการทำกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อการดำรงชีวิตให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งรณรงค์ให้เกษตรกรเลิกใช้สารเคมี หันกลับมาพึ่งพาตนเอง โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดกันมา เพื่อเน้นการทำเกษตรแบบยั่งยืนบนผืนแผ่นดินไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากการที่ติดตามสภาพวิกฤติโลก ตอนนี้กำลังเป็นสงครามแบ่งค่ายทั้งโลก สภาพสังคมไทยตอนนี้ทุกคนก็รู้ดี อดีตสังคมไทยเป็นสังคมที่เอื้อเฟื้อกัน ใครมาถึงก็ต้อนรับแบ่งปันกัน ปลูกพืชผักแบ่งกันกินได้ แต่ตอนนี้สังคมแบบนี้ได้หายไป อีกทั้งสภาพทางการเมืองก็แบ่งเป็นเหล่าอย่างชัดเจน สังคมไทยยังไม่เคารพกัน รวมถึงสภาพแวดล้อมก็ยังเลวร้าย บางพื้นที่น้ำท่วมหนัก บ้านพัง บางแห่งแล้งต้องขนน้ำไปช่วย ไปทำฝนเทียมให้ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อมมันรุนแรงขึ้นทุกวัน เราเชื่อว่าลำพังคนคนเดียวถ้าจะแก้ไขยังไงก็เอาตัวไม่รอด ต้องมีเพื่อน มีกลุ่ม มีสังคม มีชุมชน&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ.ยักษ์กล่าวอีกว่า พลังอำนาจของแต่ละประเทศทั่วโลกกว่า 240 ประเทศ จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ เพราะเก็บภาษีใครไม่ได้ ระบบอีคอมเมิร์ซ การค้าออนไลน์ รัฐบาลก็จะเก็บภาษียากขึ้นทุกวัน เพราะฉะนั้นชุมชนต่างต้องดิ้นรนเอาตัวรอดกัน แล้วประเทศไทยมีชุมชนในเมือง 1-2 หมื่นชุมชน ซึ่งพึ่งตนเองไม่ได้เลยเมื่อเกิดน้ำท่วม ภัยพิบัติ เพราะฉะนั้นจึงผลิตอาหารการกินไม่รอด ทำอะไรไม่เป็น ชุมชนชนบทกว่า 7 หมื่นชุมชนวันนี้ก็อ่อนแอ เหลือแต่คนแก่และเด็กเล็กๆ คนที่แข็งแรงพอจะเรียนรู้การอยู่กับดินกับน้ำที่ทำให้มนุษย์อยู่รอด ได้หายไปหมดแล้ว ที่สำคัญความคิดของคนก็ไม่เหมือนกัน คนในเมืองคิดว่าเงินจะทำให้อยู่รอด ขณะที่คนชนบทคิดว่าข้าวปลาอาหารทำให้อยู่รอด ตนคิดว่าถ้าใครศรัทธาแนวทางสองสิ่งคือ 1.แนวทางที่พระเจ้าอยู่หัวทรงสอนเอาไว้ 2.แนวทางศาสนาของตนเองที่สอนไว้ ให้กลับมาสู่ธรรมชาติ กลับมาสู่ชุมชน และมีเป้าหมายแบ่งปันช่วยเหลือกัน สังคมแบบนี้จะอยู่รอด การทำเป็นชุมชนกสิกรรมจะทำให้เกิดความสุข ตนหวังอยากให้มีชุมชนแบบนี้ 1-2 แห่งในตำบลหนึ่ง เพราะจะช่วยแก้ได้ทั้งเรื่องเกษตร เรื่องของน้ำด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.บุญล้อมสอนการทำปุ๋ยให้กับสมาชิกเอามื้อสามัคคี

&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการทำงานของหมู่บ้านสุขสมบูรณ์ นายบุญล้อม เต้าแก้ว คณะทำงานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ เครือข่ายภาควิชาการกล่าวว่า การออกแบบพื้นที่หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ พื้นที่ 47.5 ไร่ เป็นไปตามวัตถุประสงค์และความต้องการของสมาชิกแต่ละคนว่ามีเป้าหมายอย่างไร และอยากจะทำอะไรบนพื้นที่ โดยนำองค์ความรู้เรื่องหลุมขนมครกมาช่วยออกแบบ ให้คำแนะนำและเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งแต่ละแปลงจะขุดบ่อของตัวเองเพื่อกักเก็บน้ำ นอกจากนี้ยังจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางที่จะต้องใช้ร่วมกันด้วย เช่น ถนนทางเข้า คูน้ำ คันดิน เป็นต้น สำหรับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ได้เรียนรู้หลักการออกแบบพื้นที่ตามหลักภูมิสังคม โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. เข้าใจถึงวิธีการปรับปรุงบำรุงดิน ทำปุ๋ยแห้ง แบบไม่พลิกกลับกอง และทำปุ๋ยน้ำนมด้วยฮอร์โมนนมซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีมากในพื้นที่ นอกจากนั้น ยังได้ร่วมกันปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ทำฝายชะลอน้ำด้วยกระสอบและไม้ไผ่ และสร้างระบบนิเวศและแหล่งอาหาร ด้วยการดำนา ปั้นหัวคันนาทองคำ ทำกระชังเลี้ยงกบและทำแซนด์วิชปลาในนาข้าว ศาสตร์เหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้ทุกแห่ง หากสนใจที่จะมาเรียนรู้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นารอบข้างน้ำท่วม แต่โคก หนอง นา แก้ปัญหาน้ำท่วมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกษิดิศร์ อนรรฆศิริ อาชีพอิสระ เจ้าของพื้นที่ 2 ไร่ในหมู่บ้าน กล่าวถึงแรงบันดาลใจว่า เพราะศาสตร์พระราชามีเป้าหมาย คือการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ให้คนมีความสุข โดยคำนึงถึงเรื่องสภาพภูมิศาสตร์ ความเชื่อทางศาสนา เชื้อชาติ และภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคม แม้ว่าวิธีการพัฒนามีหลากหลาย แต่ที่สำคัญคือผู้พัฒนาต้องมีความรัก ความห่วงใย ความรับผิดชอบ และการเคารพในเพื่อนมนุษย์ จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเกี่ยวข้องกับมนุษยชาติ และเป็นเรื่องของจิตใจ และนี่คือจุดเริ่มที่ทำให้ศึกษาว่าศาสตร์พระราชาคืออะไร ส่วนแนวคิดในการออกแบบพื้นที่ของตน ได้ใช้หลัก โคก หนอง นา โมเดล โดยใช้ความสัมพันธ์ของ 5 ตัวแปรสำคัญ คือ 1.ไฟ หรือทิศทางของแสงแดดในแต่ละช่วงฤดู 2.ดิน ลักษณะของดิน การอุ้มน้ำของดิน 3.น้ำ ทิศทางการไหลของน้ำเข้าและออกจากพื้นที่ 4.ลม ทิศทางการพัดผ่านของลมหนาว ลมฝน และลมร้อน 5.คน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยการคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย วัฒนธรรม ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ก็ได้รับการถ่ายทอดมาจาก อ.ยักษ์ อ.ล้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมมีเป้าหมายที่จะใช้ที่ดินแปลงนี้ในช่วงเกษียณ ใช้เป็นที่ทำกินในอนาคตโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริของในหลวง ร.9 และใช้บางส่วนของพื้นที่ในการทดลองปลูกพืชเขตร้อน เพื่อการวิจัยและศึกษาผลการเจริญเติบโตและการขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจร่วมกับเพื่อนๆ ในต่างประเทศที่เคยศึกษาด้วยกันเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ&amp;rdquo; นายกษิดิศร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการจะเผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยส่งเสริมให้ประชาชนลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน อ.เวียงสา จ.น่าน ในวันที่ 26-28 ตุลาคม 2561 นำโดยบัณฑิต ฉิมชาติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน และสุดาพร พรหมรักษา เจ้าของพื้นที่บ้านน้ำปี้ ต.น้ำมวบ อ.เวียงสา จ.น่าน ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ทางเฟซบุ๊ก : พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17208</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน, ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, บริษัท เชฟรอนประเทศไทย, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, อาจารย์ยักษ์, แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180910/image_big_5b96027e1d248.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17104</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2018 18:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2018 18:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อ.ยักษ์&#039; งงข่าวถูกเด้งพ้นครม.เซ่นต้าน 3 สารพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย.61 - &amp;nbsp;นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ &amp;nbsp;เปิดเผยถึงกระแสข่าวปรับออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี ว่าไม่ทราบที่มา ที่ไปของข่าวดังกล่าว &amp;nbsp;แม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งสนิทกับท่านนายกฯ ยังงและโทรมาถามว่า ไปพบนายกฯมาตั้งแต่เมื่อไหร่ อย่างไรก็ตามในครม.เอง ไม่มีใครพูดข่าวที่ออกมาเป็นการคิดกันไปเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าขัดแย้งกับใครหรือเปล่า รมช.เกษตร ฯ กล่าวว่า ไม่มี แต่ล่าสุดได้ยกเลิก 3 สารพิษ พาราคสอตไกล โฟเซต และคลอร์ไพริฟอส อาจทำให้เสียผลประโยชน์หรือไม่ไม่แน่ใจ เพราะทำตามหน้าที่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17104</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร, ปรับครม., ยกเลิก3สารพิษ, รมช.เกษตรฯ, อาจารย์ยักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae86c31be4a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
