<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>8937</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถักกระเป๋าจากวัสดุท้องถิ่น งานแฮนด์เมดสร้างความภูมิใจปู่ย่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผักตบชวา หรือย่านลิเภา (เฟิร์นชนิดเถาของภาคใต้) นับเป็นพืชท้องถิ่นที่สามารถนำมาทำเป็นงานจักสานประเภทกระเป๋า ที่ช่วยสร้างรายได้และแก้เหงาให้กับคุณตาคุณยายที่อาศัยอยู่ในชนบทได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกระเป๋าย่านลิเภา งานฝีมือที่เป็นมรดกตกทอดจากคนรุ่นปู่ย่าของชาวใต้ ที่ทั้งสวยงามและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน เนื่องจากวัสดุมีความเหนียวและคงทนเป็นอย่างดี ซึ่งงานฝีมือดังกล่าวสร้างความภูมิใจให้กับผู้สูงอายุที่ใช้เวลาว่างไปกับงานฝีมือสุดประณีต ส่วนลูกหลานก็ได้นำงานถักกระเป๋าดังกล่าวมาผลิตเป็นสินค้าชุมชน เพื่อสร้างรายได้และอนุรักษ์กระเป๋าแฮนด์เมดดังกล่าวไว้อีกด้วย.
ข้อมูลโดย: ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์&amp;nbsp;
ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวง พม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8937</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระเป๋าย่านลิเภา, งานจักสาน, งานฝีมือของชาวบ้าน, ผักตบชวา, พืชท้องถิ่น, ย่านลิเภา, อาจารย์ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์, เฟิร์นชนิดเถา, เล็กๆน้อยๆ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8458</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งานดีไอวายผู้สูงอายุ ทำพวงกุญแจเศษหนัง...ชิ้นงานป้องกันสารพัดโรค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้จะเป็นชิ้นงานที่ต้องใช้ความประณีต ละเอียดอ่อน แต่หากผู้สูงอายุหยิบขึ้นมาทำแล้วละก็ สามารถช่วยแก้อาการฟุ้งซ่านจากการคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้ โดยเฉพาะสิ่งที่บั่นทอนสุขภาพของผู้สูงวัย สำหรับ &amp;ldquo;พวงกุญแจเศษหนัง&amp;rdquo; ที่สำคัญงานแฮนด์เมดชิ้นนี้ยังต้องใช้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนและข้อมือ ในการตัดเศษหนังที่มีความแข็งและเหนียว นั่นเท่ากับว่าเป็นการบริหารอวัยวะส่วนดังกล่าวให้ทำงานได้ปกติ เมื่อนั้นเลือดลมก็จะไหลเวียนได้ดี จึงลดปัญหานิ้วล็อก และลดการปวดเมื่อยแขนได้เช่นเดียวกัน ยังไม่นับรวมเรื่องรายได้หากทำชิ้นงานดังกล่าวจำหน่ายเป็นงานอดิเรก ยิ่งได้ทำร่วมกับเพื่อนบ้านหรือคนในชุมชนเดียวกัน ก็จะช่วยสร้างสังคมและป้องกันโรคซึมเศร้าได้ในคราวเดียวกัน.
ข้อมูลโดย: ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวง พม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8458</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความประณีต, งานแฮนด์เมด, ป้องกันโรคซึมเศร้า, ผู้สูงอายุ, พวงกุญแจเศษหนัง, ลดการปวดเมื่อยแขน, ลดปัญหานิ้วล็อก, ละเอียดอ่อน, อาจารย์ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์, เล็กๆน้อยๆ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7938</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หยอดเทียนทำกระทงสาย งานลับสมองฝึกสมาธิ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัดฝุ่นก่อนถึงเทศกาลลอยกระทงกันด้วยงานฝีมือที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ที่ทางภาคเหนือคุ้นเคยกันดีอย่างงาน &amp;ldquo;หยอดเทียน&amp;rdquo; เพื่อสร้างสรรค์ &amp;ldquo;กระทงกะลามะพร้าว&amp;rdquo; งานศิลปะที่เหมาะสำหรับนำมาสอนลูกหลานในช่วงเกษียณราชการของคุณลุงคุณป้า หรือพ่ออุ้ยแม่อุ้ย ที่อยู่บ้านว่างๆ ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทั้งนี้ เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาของการลอยกระทงจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งเป็นประเพณีขอขมาแม่พระคงคาของชาวล้านนาให้คงอยู่ ที่สำคัญยังสร้างทั้งความเพลิดเพลินและช่วยลับสมอง ฝึกสมาธิให้คนหลัก 6 จากงานศิลปะพื้นถิ่นดังกล่าว และหากผลิตจำนวนมากก็สามารถส่งขายเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนหรือจังหวัด ที่นิยมลอยกระทงกะลามะพร้าว หรือกระทงสายที่สวยงามจับตาอีกด้วย.
ข้อมูลโดย: ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์
&amp;nbsp;ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวง พม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7938</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทงกะลามะพร้าว, ช่วงเกษียณราชการ, ประเพณีขอขมาแม่พระคงคา, หยอดเทียน, อาจารย์ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์, เทศกาลลอยกระทง, เล็กๆน้อยๆ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7443</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2018 19:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทำตุงกระดาษสา&#039; ดีต่อสุขภาพวัยเก๋า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;งานศิลปะไม่ได้มีดีแค่ผ่อนคลายอารมณ์ แต่ทว่ายังช่วยป้องกันโรคนิ้วล็อกและอัลไซเมอร์ได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะงานอาร์ตจากท้องถิ่น ของชาว จ.เชียงใหม่ อย่างการทำตุงกระดาษสา ที่ต้องใช้มือรีด ใช้สมองในการคิด นั่นจึงทำให้ผู้สูงอายุมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ จึงทำให้เลิกคิดเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญยังเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้ความประณีตในการทำ ซึ่งสื่อถึงความตั้งใจของคุณตาคุณยายที่หยิบงานศิลปะดังกล่าวขึ้นมาทำอีกด้วย และยังเป็นการอนุรักษ์ศิลปะการประดับตกแต่งงานมงคล, งานรื่นเริง และการประดับตุงเพื่อสะเดาะเคราะห์ ฯลฯ ของชาวล้านนาให้คงอยู่เพื่อให้ลูกหลานได้สืบทอด.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลโดย: ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์&amp;nbsp;
ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวง พม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7443</URL_LINK>
                <HASHTAG>งานศิลปะ, ตุงกระดาษสา, ป้องกันโรคนิ้วล็อก, ผู้สูงอายุ, อนุรักษ์ศิลปะ, อัลไซเมอร์, อาจารย์ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์, เล็กๆน้อยๆ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5747</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คู่สมรสสูงวัยอยู่นานแต่คุยน้อยลง แนะวิธีดูแลเอาใจใส่เสริมสัมพันธ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ผู้สูงอายุที่มักแง่งอนหรือคุยกันน้อยลง การปรับจูนความเข้าใจที่ดีที่สุดคือ การหันกลับไปมองที่จุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตคู่ หรือการหันมองว่าในอดีตทั้งคู่รักกันมากแค่ไหน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; การที่ผู้สูงวัยอยู่ด้วยกันว่าดีแล้ว แต่ทว่าการที่ครองคู่กันมายาวนานนั้นก็อาจสร้างปัญหาความสัมพันธ์ได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการพูดคุยกันน้อยลง หรือแม้แต่ไลฟ์สไตล์ที่ยิ่งสูงวัยก็ยิ่งแตกต่างกัน บางครั้งอาจทำให้คุณตาคุณยายที่ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรรู้สึกหงุดหงิดใจยามที่อยู่ใกล้กัน ล่าสุดมีคำแนะนำจาก อาจารย์ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีข้อมูลเกี่ยวกับระดับความสัมพันธ์ของคู่ผู้สูงอายุที่อยู่ด้วยกัน ตลอดจนคำแนะนำในการดูแลเอาใจใส่กันมาบอกให้ทราบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อาจารย์ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจารย์ศิริวรรณให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;ข้อดีของการที่ผู้สูงอายุอยู่ด้วยกันเป็นคู่คือ เรื่องของความมั่นคงทางใจ ว่าในบ้านยังมีอีกคนหนึ่งที่คอยช่วยดูแล ตัวอย่างเช่น หากคู่สมรสหกล้ม หรือเกิดอุบัติเหตุในบ้าน แต่ก็มีอยู่ไม่น้อยที่ &amp;ldquo;อยู่ด้วยกัน แต่คุยกันน้อยลง&amp;rdquo; นั่นอาจเป็นผลมาจากการที่คนสูงวัยใช้ชีวิตด้วยกันมากหรือเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน แต่ทั้งนี้จากการศึกษาก็พบอีกว่า แม้จะเกิดปัญหาคู่สมรสคุยกันน้อยลง แต่ผู้สูงอายุที่เป็นผู้หญิงก็ยังคงมีบทบาทหรือสื่อสารมากกว่าผู้สูงอายุเพศชาย เพราะอย่างน้อยๆ ผู้หญิงยังต้องทำกับข้าวและจัดสำรับให้กับคู่สมรสกิน หรือการที่ทั้งคู่ต่างดูแลกัน เช่น คอยช่วยใส่เสื้อผ้าให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สิ่งที่เกิดแม้จะพูดกันน้อย แต่ทั้งคู่ก็ยังรู้สึกเปรียบเสมือนว่ายังเป็นเงาของกันและกัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปัญหาเรื่อง &amp;ldquo;การแง่งอน&amp;rdquo; ของผู้สูงอายุ ก็เป็นการศึกษาที่เจอได้ค่อนข้างเยอะ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่อยู่ด้วยกันเป็นเวลานาน จึงทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อกันและกัน ดังนั้นถ้าเจอปัญหานี้ วิธีแก้ก็คงต้องกลับไปมองย้อนจุดเริ่มต้นของความรักของเราว่ามีที่มาอย่างไร เพราะบางคู่อาจต้องผ่านอุปสรรคมากมายกว่าจะรักและครองคู่อยู่ด้วยกันได้ หรือที่ผ่านมาคนสูงอายุมีความสัมพันธ์ที่นุ่มลึกอย่างไร ดังนั้นการดูแลเกื้อกูลกันในฐานะคู่สมรสก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่สิ่งที่ไม่ควรลืมคือ ปัจจัยเรื่องสังขารที่ร่วงโรยของผู้สูงอายุ ก็ไม่ใช่วิสัยของคนสูงวัยที่จะมาเอาใจใส่เรื่องความสัมพันธ์มากนัก เพราะต่างคนก็ต้องเอาตัวเองให้รอดไปแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตทั่วไปอย่างการเข้าห้องน้ำเอง หรือลุกขึ้นมาพยุงตัวเอง หรือแม้แต่บางคู่ที่ยังต้องช่วยกันแต่งตัวในกรณีเป็นอัมพฤกษ์ คอยเช็ดปาก บางคนอาจกินข้าวได้ช้า ก็ยังจำเป็นต้องช่วยดูแลกันและกัน ส่วนใครที่เป็นลูกหลานก็ต้องตระหนักในเรื่องนี้ว่า เขาอยู่ด้วยกันก็จริง แต่เขาอยู่ด้วยความยากลำบาก ถ้าลูกหลานดูแลไม่ได้ก็ต้องมาดูว่าจะมีวิธีทดแทนพระคุณพ่อแม่ได้อย่างไร บางครั้งก็ต้องใช้จิตอาสาหรือเพื่อนบ้านเข้ามาช่วยดูแล ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องมาป้อนข้าว แต่ควรรู้ว่าแต่ละวันผู้สูงอายุจะอยู่ได้อย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ก็ควรให้ความเอาใจใส่เรื่องอุบัติเหตุการหกล้ม เช่น บ้านไม่ปลอดภัย เสามีเหลี่ยม ไม่เรียบกลม เพราะคนสูงวัยสะดุดล้มอาจหัวแตกได้ หรือบ้านไม้ใต้ถุนสูง โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่แต่ละบ้านยังใช้เป็นบันไดแบบไต่ (เท้าวางบนแผ่นบันไดไม่เต็ม) ประกอบกับการก้าวของผู้สูงอายุจะสั้นลง ซึ่งอาจเสี่ยงตกบันไดและไม่มีใครเห็น บางคนกว่าจะมีผู้มาพบก็อาจทำให้คนสูงอายุเสียชีวิตได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นที่กล่าวมา หากลูกหลานอยู่ไกล หรือคู่สมรสที่ไร้ลูกหลาน การใช้เรื่องของอาสาสมัคร เช่น ให้เพื่อนบ้านเป็นหูเป็นตา ซึ่งในต่างจังหวัดไม่มีปัญหา เขาทักกันทุกวัน สื่อสารกัน หรือใช้เสียงตามสายสำหรับพูดคุยกัน แต่บ้านในกรุงเทพฯ ที่อยู่ติดกัน แต่มักไม่ค่อยคุยกัน จึงสะท้อนให้เห็นว่าคนปัจจุบันมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง เนื่องจากอยู่บ้านติดกัน รู้จักกันน้อยมาก ซึ่งบางกรณีคนที่มาอยู่กรุงเทพฯ อาจไม่ใช่คนกรุงเทพฯ แต่มาจากต่างถิ่น จึงไม่ได้เอาวัฒนธรรมต่างถิ่นหรือการทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใส มาอยู่ในชุมชนใหม่จึงทำให้ไม่ไว้วางใจกัน มองหน้ากัน แต่ไม่ได้คุยกัน ดังนั้นกลุ่มอาสาสมัครหรือชมรมที่มาทำกิจกรรมต่างๆ ควรเข้ามาดูแลผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตามลำพังให้มากขึ้น โดยเฉพาะชุมชนเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการที่ต่างฝ่ายต่างอายุมากและส่งผลให้ &amp;ldquo;ไลฟ์สไตล์ของคู่สมรสแตกต่างกัน&amp;rdquo; เป็นต้นว่า คุณตาชอบร้องเพลง แต่คุณยายชอบทำบุญ อันที่จริงต้องบอกว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะท้ายที่สุดแล้วท่านทั้งคู่ก็จะสามารถปรับจูนกันได้เอง ที่สำคัญเพื่อลดปัญหานี้จึงได้มีการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุขึ้นมา และสิ่งที่เกิดขึ้นยังพบว่า ผู้หญิงมักจะมาร่วมกิจกรรมนอกบ้านมากกว่าผู้ชาย ทั้งที่ในช่วงวัยหนุ่มสาว ผู้ชายมักจะชอบเขาสังคม ทั้งจากเรื่องการเป็นผู้นำครอบครัว ชอบเรื่องการสังสรรค์ ในขณะที่ผู้หญิงสูงวัยนั้นจะชอบการเข้าสังคม ชอบพูดคุย บางครั้งไม่ได้ชอบพูด แต่ก็ขอไปฟังเรื่องที่เพื่อนเล่า เพราะเมื่อไรก็ตามที่ได้ออกนอกบ้านก็จะรู้สึกสดชื่น มีเพื่อน จากการได้เข้ากลุ่มผู้ที่มีความสนใจต้องกัน จึงทำให้ไม่เหงา นอกจากนี้ การได้ช็อปปิ้งก็จะทำให้รู้สึกคึกคักมากขึ้น หรือมาโรงเรียนผู้สูงอายุที่มีกิจกรรมให้ทำ เช่น ทำอาหาร ก็ทำให้คู่สมรสที่เลือกมาทำกิจกรรมนอกบ้านที่ตัวเองชอบมีความสุขได้จากเรื่องที่ตัวเองสนใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(การติดโซเชียลจะทำให้ผู้สูงอายุมีปัญหาโลกส่วนตัว แต่การใช้อย่างถูกต้อง เช่น การอ่านข่าวในสื่อออนไลน์และเล่าสู่กันฟัง จะยิ่งกระชับความสัมพันธ์ของคู่แต่งงานวัยเกษียณได้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดท้ายกันที่ &amp;ldquo;การติดโซเชียล&amp;rdquo; หรือต่างคนต่างก้มหน้าเล่นมือถือหรือไอแพดนั้น ปัจจุบันพบว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คู่สมรสสูงอายุมีความสุข แม้ต่างคนต่างนั่งเล่นโซเชียลก็ตาม เพราะเราอาจเคยได้ยินว่า &amp;ldquo;ลำพัง แต่สุขใจ&amp;rdquo; หากท่านสามารถใช้เกิดประโยชน์ เป็นต้นว่า ส่งไลน์หาลูกหลานที่อยู่ไกล หรือการได้อ่านข่าวสารก่อนในทีวี หรือแม้แต่การได้แชร์ข่าวสารต่างๆ ก่อนใคร ตรงนี้ก็จะทำให้ท่านรู้สึกมีความสุข กระทั่งการได้อ่านเรื่องแปลกๆ ทั้งคู่ก็จะเล่าสู่กันฟัง ดังนั้นหากคนสูงอายุมีความกล้าที่จะเล่นโซเชียล และเลือกใช้อย่างพอดี อีกทั้งเป็นไปในทางสร้างสรรค์ ก็จะช่วยทำให้ชีวิตคู่มีความสุขได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5747</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมกิจการผู้สูงอายุ, คุณภาพชีวิต, อาจารย์ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180325/image_big_5ab79d1e7aa7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5604</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2018 21:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กายฟิต-จิตดี-มีออม&#039; หลักเตรียมพร้อมก่อนเกษียณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
การเตรียมตัวเข้าสู่ผู้สูงวัยแต่เนิ่นๆ เป็นเรื่องที่สำคัญ &amp;ldquo;มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย&amp;rdquo; ร่วมกับ &amp;ldquo;สถาบันคีนันแห่งเอเชีย&amp;rdquo; สานต่อโครงการ &amp;ldquo;ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า (เท่า)-ทัน-สุข&amp;rdquo; (Pfizer Healthy Aging Society) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ระดมนักวิชาการและนักปฏิบัติการด้านสุขภาพระดับประเทศร่วมให้ความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อนำไปสู่ &amp;ldquo;กายฟิต-จิตดี-มีออม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เริ่มจาก ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล กรรมการและเลขานุการมูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย กล่าวว่า &amp;ldquo;ขณะนี้สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุขและคุณภาพชีวิต ถือเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันในการเตรียมความพร้อม จะรอให้เป็นหน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ ทั้งนี้ ใน พ.ศ.2564 ประเทศไทยจะมีประชากรที่อายุเกิน 60 ปีมากกว่าร้อยละ 20 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ซึ่งผู้สูงวัยจะไม่สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ หากไม่มีการเตรียมพร้อมสู่สูงวัยล่วงหน้า โดยความสำคัญของการเตรียมความพร้อมสู่สูงวัยนั้นสะท้อนให้เห็นได้จากแผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ.2545-2564) แต่จากการประเมินผลการดำเนินงานตามแผนฉบับนี้ซึ่งประเมินโดยวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ.2555 พบว่าประเทศไทยยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ในยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ กล่าวคือ การดำเนินการสัมฤทธิผลไปได้เพียงร้อยละ 28.6 เท่านั้น
&amp;ldquo;มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทยให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ทุกช่วงวัยของชีวิต และเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมในการเป็นผู้สูงวัยที่มีคุณภาพ จึงได้ร่วมกับสถาบันคีนันแห่งเอเชียดำเนินโครงการ &amp;ldquo;ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า (เท่า)-ทัน-สุข&amp;rdquo; (Pfizer Healthy Aging Society) รณรงค์เตรียมความพร้อมของวัยก่อนสูงอายุที่เน้นการทำงานแบบต่อเนื่อง สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ในด้านการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนในทุกช่วงอายุ (Good Health and Well-Being) โดยเป้าหมายสูงสุดของโครงการคือ การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ความรู้ความเข้าใจเชิงสุขภาพ สำหรับกลุ่มเป้าหมายซึ่งคือประชากรกลุ่มวัยก่อนสูงอายุ ให้เป็นผู้นำและบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Agents) ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเป้าหมายให้เป็นพฤติกรรมสุขภาพเชิงบวก สร้างรูปแบบการเตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุแบบองค์รวมที่มีความยั่งยืน และสามารถประยุกต์และปรับใช้กับบริบทของสังคมไทยได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาพรวมของการดำเนินโครงการจะเชื่อมโยงการทำงานทั้งระดับประเทศและชุมชน เพื่อเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุข ประชากรก่อนวัยสูงอายุ และวัยสูงอายุ ในด้านความรู้เรื่องสุขภาพและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ การรณรงค์ (Promotional Campaigns) การสร้างความตระหนักในเรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพดี และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และวิถีชีวิต รวมทั้งการติดตาม ประเมินผลโครงการ และการถอดบทเรียนไปใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทั้งนี้ เรามองว่าหากรอให้ถึงอายุ 60 ปีอาจจะไม่ทันสำหรับการเตรียมตัวเข้าสู่วัยเกษียณ ดังนั้นการเริ่มหันมาดูแลตัวเองในทุกมิติ ภายใต้หลักการ &amp;ldquo;กายฟิต จิตดี มีออม&amp;rdquo; ตั้งแต่วัย 45ปี จะทำให้ผู้สูงอายุสามารถช่วยเหลือและพึ่งพาตัวเองโดยไม่เป็นภาระของสังคม แต่ขณะเดียวกันยังสามารถนำสิ่งที่ได้จากการลงมือทำจริงนั้นไปช่วยเหลือสังคม หรือบอกต่อคนวัยเดียวกันได้ค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อาจารย์ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านอาจารย์ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ปรึกษาโครงการไฟเซอร์ รู้-เฒ่า (เท่า)-ทัน-สุข กล่าวว่า &amp;ldquo;โครงการนี้ดำเนินงานในระยะแรกสำเร็จไปแล้ว จากความร่วมมือในการสร้างเครือข่ายทั้งจากภาครัฐ เอกชน และชุมชน โดยสามารถสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานโครงการในระยะที่ 2&amp;nbsp;
&amp;ldquo;การที่ประเทศไทยจะเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ที่มีคุณภาพได้นั้น จะต้องไม่มีปัญหาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ Non-Communicable Diseases (NCDs) ประชากรของประเทศควรได้รับการเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนสูงวัย (Pre-senior) หรือตั้งแต่อายุ 45 ขึ้นไป ให้มีความพร้อมตั้งแต่ด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ แต่จากการสำรวจข้อมูลด้านสุขภาพของประชากรก่อนสูงอายุ ของกลุ่มตัวอย่างในกรุงเทพมหานครในช่วงปลายปีที่ผ่านมา พบว่ายังมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อโรค NCDs เพราะร้อยละ 86 ชอบกินเนื้อติดมันและเครื่องใน ร้อยละ 51 ติดเครื่องดื่มรสหวาน ในขณะที่ร้อยละ 74 ขาดความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 52 ขาดความรู้เรื่องโรคหัวใจ และมีร้อยละ 30 ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้ว เป็นต้น จากข้อมูลเหล่านี้ทำให้ตระหนักได้ว่า ความรู้เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ทุกคนเป็นผู้สูงวัยที่มีคุณภาพ จึงออกแบบโครงการให้เป็น Knowledge-based project สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักที่อายุระหว่าง 45-59 ปี&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สุภาพร มหาพลตระกูล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่นางสุภาพร มหาพลตระกูล ผู้จัดการโครงการไฟเซอร์ รู้-เฒ่า (เท่า)-ทัน-สุข จากสถาบันคีนันแห่งเอเชีย กล่าวว่า &amp;ldquo;การจัดกิจกรรมอบรมเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า (เท่า)-ทัน-สุข ที่ จ.อุบลราชธานี ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่มีความสำคัญ โดยมีกลุ่ม Change Agents ซึ่งเป็นกลุ่มจิตอาสาเข้าร่วมอบรมกว่า 120 คน อาทิ บุคลากรด้านสาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) และบุคลากรด้านการศึกษาที่มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานพัฒนาชุมชน มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชุมชน และมีอิทธิพลทางความคิดต่อชุมชน ผู้เข้าอบรมทั้งหมดได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับสุขภาพองค์รวมและสุขภาพทางการเงิน เพื่อสร้างเสริมทัศนคติและปรับพฤติกรรมสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความพร้อมที่จะสูงวัยอย่างอยู่ดีมีสุข โดยคาดหวังให้เกิดการส่งผ่านความรู้ความเข้าใจดังกล่าวไปสู่ชุมชนของตน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมคนไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ณัฐธภัสสร วงศาสุข)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปิดท้ายกันที่ ณัฐธภัสสร วงศาสุข ผู้อำนวยการ รพ.สต.ตำบลเพียเก้า ผู้ที่เข้าร่วมการอบรม บอกว่า &amp;ldquo;ความรู้ที่ได้ในวันนี้ชอบเรื่องการเตรียมตัวการเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ อย่างเรื่องของการออมเงิน เพราะตอนนี้อายุ 52 ปีแล้ว เหลืออีก 8 ปีจะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ เมื่อพี่อายุ 60 ปี เราต้องมีเงินพร้อมในการดูแลตัวเอง ที่ผ่านมาพี่เก็บสะสมโดยหักเงินเดือนเข้าสหกรณ์ออมทรัพย์เดือนละ 5 พันบาท ตอนนี้ได้ 2 ล้านบาทแล้ว และอีกส่วนหนึ่งก็ออมโดยวิธีการซื้อที่ดินเอาไว้ให้ลูก ส่วนเงินที่เก็บก็เอาไว้เพื่อตัวเอง เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ส่วนด้านร่างกายหรือสุขภาพ พี่จะทำตามหลัก 3 อ. 2 ส. โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาหาร อารมณ์ ออกกำลัง ส่วน 2 ส. คือ ไม่สูบบุรี่ และสุรา ซึ่งการอบรมในครั้งนี้ก็คิดว่ามีประโยชน์ โดยจะใช้ดูแลคุณแม่วัย 82 ปี และบอกต่อกับคนในชุมชนที่พี่ดูแลพวกเขาค่ะ&amp;rdquo;.&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5604</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ณัฐธภัสสร วงศาสุข, ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล, มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย, สุภาพร มหาพลตระกูล, อาจารย์ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180322/image_big_5ab3b8f849e6f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5602</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งานดีไอวายผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานศิลปะของชาวจังหวัดเชียงใหม่ที่มีอยู่ด้วยกันหลายแขนง อาทิ งานมัดพรมเช็ดเท้า ก็ถือเป็นงานอดิเรกที่ใช้นิ้วมือในการมัดผ้า เพื่อป้องกันโรคนิ้วล็อกในผู้ใหญ่หลายท่านได้ค่อนข้างดี ทั้งจากการมัด การตัดเศษผ้าให้เป็นชิ้นเล็กๆ นอกจากนี้ยังฝึกการใช้สายตาให้กับผู้สูงอายุที่หยิบงานยามว่างดังกล่าวขึ้นมาทำ ที่สำคัญนอกจากทำไว้ใช้เองในครัวเรือน ลูกหลานสามารถต่อยอดงานของผู้สูงวัยให้เป็นพรมเช็ดเท้าที่มีความหลากหลายและน่ารัก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานฝีมือดังกล่าวได้.&amp;nbsp;
ข้อมูลโดย: อาจารย์ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวง พม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5602</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมกิจการผู้สูงอายุ, งานมัดพรมเช็ดเท้า, อาจารย์ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์, เล็กๆน้อยๆ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
