<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64760</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2020 07:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2020 07:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดผลสำรวจกรุงเทพโพลล์&#039;เสียงสะท้อนคนไทยต่อมาตรการเยียวยา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1พ.ค.63-กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ&amp;nbsp; เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;เสียงสะท้อนคนไทยต่อมาตรการเยียวยา&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,402 คน พบว่า เมื่อถามประชาชนว่า &amp;ldquo;มาตรการที่ท่านมีสิทธิได้รับการเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ&amp;nbsp; COVID-19&amp;rdquo; ส่วนใหญ่ร้อยละ 70.6 มีสิทธิหรือเข้าถึงมาตรการดูแลเยียวยารายได้ลูกจ้าง แรงงาน ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระ รองลงมาคือ มาตรการดูแลและเยียวยาให้ความช่วยเหลือด้านสินเชื่อคิดเป็นร้อยละ 21.8 และมาตรการดูแลและเยียวยาจัดหาอุปกรณ์ป้องกันโรค COVID-19 คิดเป็นร้อยละ 12.9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสิ่งที่ต้องการมากที่สุดจากการเยียวยาคือ เงินเยียวยาคิดเป็นร้อยละ 70.9 รองลงมาคือ ไม่ถูกพักงานหรือลดเงินเดือนคิดเป็นร้อยละ 7.2 พักชำระหนี้จากสถาบันทางการเงิน คิดเป็นร้อยละ 6.9 ข้าวสารอาหารแห้ง คิดเป็นร้อยละ 4.5 และลดหย่อนค่าสาธารณูปโภค&amp;nbsp; คิดเป็นร้อยละ 4.2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า&amp;ldquo;คิดเห็นอย่างไรต่อการจัดการมาตรการเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีหลากหลายมาตรการ ไปยังคนหลากหลายกลุ่ม&amp;rdquo; ประชาชนร้อยละ 37.5 เห็นว่าควรหาวิธีการเยียวยาที่เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงมากที่สุด รองลงมาร้อยละ 25.5 เห็นว่าไม่ต้องมีระบบการลงทะเบียน ควรแจกตามฐานข้อมูลสำเนาทะเบียนราษฎร์ และร้อยละ17.7 เห็นว่าการเยียวยาต้องรวดเร็วและตรวจสอบง่ายมากกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้เมื่อถามว่า &amp;ldquo;ท่านจะทำอย่างไร หากไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ เลย&amp;rdquo; ประชาชนร้อยละ 45.7 จะกู้ยืมมากที่สุด รองลงมาร้อยละ 41.1 จะร้องเรียน / ทบทวนสิทธิประโยชน์อีกครั้ง ร้อยละ 39.5 จะประหยัด พอพียง และร้อยละ 16.1 จะเปลี่ยนอาชีพ หางานพิเศษ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุดท้ายเมื่อถามความเห็นต่อแรงงานไทย ผู้มีอาชีพอิสระ ควรได้รับหลักประกันใดที่เหมาะสม จากวิกฤตที่ผ่านมาพบว่า ประชาชนร้อยละ 30.9 เห็นว่าควรให้แรงงานมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อเก็บออม โดยมีรัฐเป็นผู้สมทบในกองทุนมากที่สุด รองลงมาร้อยละ 27.3 เห็นว่าควรมีการลงทะเบียนแรงงานในระบบที่ตรวจสอบได้ และร้อยละ 19.5 เห็นว่าควรมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กู้ยืมสำหรับแรงงานเพื่อรักษาสภาพคล่อง ยามจำเป็น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64760</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพลล์, การระบาดของไวรัสโควิด-19, จ่ายเงินเยียวยา, อาชีพอิสระ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200501/image_big_5eab6e97ad83d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2019 09:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2019 09:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออมสินงัดแพคเกจพิเศษ ช่วยอาชีพอิสระมีบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มิ.ย.2562 นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 มิ.ย.นี้ จะมีการนำเสนอโครงการที่อยู่อาศัย สำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ประกอบอาชีพอิสระ เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการธนาคาร &amp;nbsp;ซึ่งโครงการนี้จะแบ่งออกเป็น &amp;nbsp;3 มาตรการหลักๆ 1.โครงการออมก่อนกู้ &amp;nbsp;ซึ่งธนาคารจะเปิดให้ลูกค้าที่สนใจซื้อบ้าน ได้เริ่มต้นออมเงิน โดยจะยึดตามมูลค่าการออมเทียบกับการผ่อนชำระรายเดือน &amp;nbsp;ซึ่งหากมีการออมสม่ำเสมอ ทางธนาคารจะนำประวัติการออมเงินเป็นเกณฑ์การในพิจารณาปล่อยกู้ให้กับลูกค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่สอง การปล่อยเงินกู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;โดยร่วมกับ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภาคเอกชน &amp;nbsp;ซึ่งมาตรการนี้บังคับให้ภาคเอกชนต้องเปิดเงื่อนไขลักษณะการเช่าซื้อให้กับลูกค้า &amp;nbsp;โดยแต่ละโครงการเอกชนจะต้องมีการประเมินความสามารถของลูกค้าด้วยตัวเองและรับความเสี่ยงเอง &amp;nbsp;ก่อนเปิดให้ลูกค้ามีการเช่าที่อยู่อาศัยหลังสร้างเสร็จ &amp;nbsp;ซึ่งหากพบว่า ลูกค้ามีความสามารถในการผ่อนชำระดี ทางผู้ประกอบการก็สามารถติดต่อออมสิน เพื่อปล่อยเงินกู้ตรงให้กับลูกค้าต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;และมาตรการที่สาม การปรับวิธีการคำนวณปล่อยสินเชื่อ โดยยึดหลักการประเมินรายได้ในอนาคตของผู้กู้ในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยเคาะตัวเลขกลางในกลุ่มพนักงานเอกชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยๆ 3% ส่วนข้าราชการจะมีรายได้เฉลี่ย 5% ซึ่งหากมีการประเมินด้วยเกณฑ์รายได้ล่วงหน้า จะช่วยให้ประชาชนมี่ที่อยู่อาศัยของตัวเองง่ายขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ออมสินต้องการแก้ปัญหาให้กับลูกค้ารายย่อย และผู้ประกอบการอาชีพอิสระ ที่อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง ซึ่งในปัจจุบัน มีลูกค้าในที่ถูกสถาบันการเงินปฏิเสธการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากไม่มีแหล่งรายได้ที่ชัดเจนเพียงพอ ถึง 30%ของจำนวนผู้ยื่นกู้ทั้งหมด &amp;nbsp;ดังนั้น ออมสินจึงคิดโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อสร้างเกณฑ์ในการประเมินการให้สินเชื่อใหม่ โดยยึดจากการออม หรือผ่อนชำระค่าเช่า และการปรับคิดคำนวณรายได้ในอนาคตใหม่ &amp;nbsp;ซึ่งเชื่อว่า แนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนมีบ้านของตัวเองง่ายขึ้น&amp;rdquo; นายชาติชาย กล่าว
&amp;nbsp;ทั้งนี้เบื้องต้นวางแนวทางการปล่อยกู้ภายใต้โครงการนี้จำนวน &amp;nbsp;15,000-20,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยคงที่ 3ปี เฉลี่ย 3% เล็งเป้าหมายเป็นบ้านในกลุ่มราคา 1-2ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาติชาย ยังกล่าวถึงผลการดำเนินงานของธนาคารออมสินในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น6,045 ล้านบาท จากการเติบโตของสินเชื่อและเงินลงทุน &amp;nbsp;โดยมียอดการปล่อยสินชื่อใหม่กว่า 135,000 ล้านบาท &amp;nbsp;และมีสินเชื่อคงเหลือเป็นอันดับ 1 ของระบบสถาบันการเงิน หรือมีตัวเลขอยู่ที่ &amp;nbsp;2,157,505 ล้านบาท ขณะที่ยอดหนี้เสีย (NPL)อยู่ที่ 2.83% เพิ่มขึ้นจากช่วงปลายปี &amp;nbsp;2561 เล็กน้อย และในไตรมาสแรก ธนาคารยังนำส่งรายได้เข้ารัฐถึง &amp;nbsp;7,268 ล้านบาท สูงสุดเป็นอันดับ 4 ของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแผนงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 ได้วางแผนที่ขับเคลื่อนสู่ธนาคารในยุคดิจิทัล ด้วยค่านิยมองค์กร GSB WAY 2019 ซึ่งมีเป้าหมายดูแลลูกค้ามากกว่าใคร &amp;nbsp;ทั้งกลุ่มลูกค้าบุคคล กลุ่มลูกค้าธุรกิจ และภาครัฐ และกลุ่มลูกค้าฐานรากและนโยบายรัฐ &amp;nbsp;โดยสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลุกค้าในการใช้บริการและทำธุรกรรมทางการเงินผ่านสาขาธนาคารในรูปแบบปกติ &amp;nbsp;ล่าสุดได้มีการเปิดให้บริการ GSB Queue application &amp;nbsp;ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถจองคิวออนไลน์จากที่บ้าน เพื่อนัดหมายการมาใช้บริการที่สาขา ได้ล่วงหน้าถึง 5 วัน
&amp;nbsp;หรือทางด้านดิจิทัล แบงก์กิ้ง ที่จะมีการสร้างบริการใหม่ๆบนแพลต์ฟอร์ม mymo ทั้งบริการด้านการออม การลงทุน ประกันชีวิต/ประกันภัย และการขอสินเชื่อ &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีการจัดมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ &amp;nbsp;ในรูปแบบ Loyalty Program โดยให้ลูกค้าสามารถสะสม GSB Point หรือ GSB Money &amp;nbsp;ในการแลกของรางวัลที่ธนาคารเตรียมไว้มากมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;และอีกด้าน คือ การเป็น โซเซียล แบงก์กิ้ง เพื่อเป้นการตอบแทน คือสู่สังคม ผ่านการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาความรู้และศักยภาพ &amp;nbsp;โดยดำเนินการผ่าน Social Branch ซึ่งจะปรับบทบาทสาขานอกจากเป็นศูนย์กลางทางการเงินแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาชุมชน ทั้งการแก้ไขหนี้นอกระบบ &amp;nbsp;การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และการพัฒนาอาชีพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดีธนาคารมีเป้าหมายที่จะมีผลประกอบการที่ดีไม่ต่างจากปีก่อน มีกำไรไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp;30,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37690</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารออมสิน, อาชีพอิสระ, แพคเกจกู้บ้าน, และผู้มีรายได้น้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190605/image_big_5cf72f18b4300.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36147</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2019 21:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2019 09:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออมสินปลดล็อคช่วยอาชีพอิสระมีบ้านง่ายขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ค. 2562 นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ช่วยเหลือลูกค้ารายย่อยที่ต้องการสินเชื่อที่อยู่อาศัย หลังจากที่มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยโดยกำหนดเพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้การปล่อยสินเชื่อมีความเข้มงวดมากขึ้น แม้จะไม่กระทบกับลูกค้าที่ต้องการขอสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านหลังแรก แต่ก็ต้องมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าบางกลุ่ม เช่น อาชีพอิสระ ที่มีปัญหาเรื่องการตรวจสอบรายได้ ทำให้ถูกปฏิเสธสินเชื่อ

ทั้งนี้ คาดว่าธนาคารออมสินจะมีการออกเป็นแพ็คเกจสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย จะเป็นในส่วนสินเชื่อที่รองรับผลกระทบจากมาตรการ LTV และเป็นมาตรการผ่อนปรนสินเชื่อ ซึ่งอาจจะทำทั้งในกลุ่มลูกค้ารายย่อย และผู้พัฒนาอสังหาฯ (เดเวลอปเปอร์) เช่น ให้มีการผ่อนดาวน์เป็นระยะเวลา 1 ปีกับเดเวลอปเปอร์ เพื่อดูความสามารถในการชำระเงินงวด กรณีที่กู้ 1 ล้านบาท ก็ผ่อนดาวน์เดือนละไม่เกิน 7,000 บาท หากไม่มีปัญหาผ่อนชำระ ก็โอนมาเป็นลูกค้าของธนาคารได้ หรือจะเป็นกรณีมาเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารก่อนก็ได้ ในลักษณะออมก่อนกู้ ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณารูปแบบมาตรการ

&amp;ldquo;แนวทางของธนาคารออมสินตอนนี้คือจะทำอย่างไรที่จะแก้ไขปัญหาลูกค้าที่กู้บ้านไม่ผ่าน ทำอย่างไรจะกู้ให้ผ่าน โดยเฉพาะอาชีพอิสระ ซึ่งหากมาทดลองผ่อนชำระค่างวดก่อน หรือ ทดลองฝากเงินงวดระยะเวลาหนึ่ง ก็สามารถที่จะผ่อนปรนหลักเกณฑ์การตรวจสอบรายได้ได้&amp;rdquo;นายชาติชาย กล่าว

นายชาติชาย กล่าวว่า ผลกระทบจากมาตรการ LTV ทำให้การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยชะลอตัวลงไปบ้างเล็กน้อย โยการปล่อยสินเชื่อในไตรมาส 1/2562 ของธนาคาร ทำได้ตามเป้าหมาย มากกว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งมาจากลูกค้าเร่งทำเรื่องยื่นกู้และโอนก่อนที่มาตรการ LTV จะมีผล ทั้งนี้ ในปี 2562 ธนาคารมี เป้าหมายการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งปีที่ 6-7 หมื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโต 6-7% จากปีก่อน และคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ในระดับ 3.8% อยู่ในเกณฑ์ที่ขยายตัวได้ และสินเชื่อบางกลุ่มยังขยายตัวได้ดี ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ปีนี้ จะบริหารให้ไม่เกิน 2.8%

นอกจากนี้ ธนาคารได้ร่วมมือกับ AirBNB ยกระดับโฮมสเตย์ไทย เพื่อเพิ่มรายได้ท่องเที่ยวชุมชน โดยจัดทำสินเชื่อ GSB Homestay ให้กับลูกค้าวิสาหกิจชุมชน ที่ต้องการทำโฮมสเตย์ในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในรูปแบบชุมชน โดยธนาคารไม่กำหนดกรอบการปล่อยสินเชื่อ เตรียมวงเงินไว้ไม่จำกัด โดยที่ผ่านมามีการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการโฮมสเตย์ไปแล้วกว่า 300 รายคิดเป็น 28 ล้านบาท เฉลี่ยต่อรายที่ 5 หมื่น- 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 0.75% ต่อเดือน นอกจากนี้ ยังสั่งการให้สาขาของธนาคารทั่วประเทศกว่า 1,067 แห่ง เข้าไปให้คำแนะนำชุมชนที่สามารถพัฒนาเป็นโฮมสเตย์ได้อย่างมีศักยภาพด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36147</URL_LINK>
                <HASHTAG>Airbnb, กู้ซื้อบ้าน, ธนาคารออมสิน, อาชีพอิสระ, โฮมสเตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190518/image_big_5cdf68071ba60.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23767</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/12/2018 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/12/2018 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรรพากรแจงภาษีออนไลน์รายได้ 2 ล้านจ่ายรัฐแค่ 10,000 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรรพากรปัดข่าวรีดภาษีขายออนไลน์ ชี้หากยอดขายถึง 2 ล้านบาท จ่ายภาษี 1 หมื่นบาทเริ่มปี2563

นายปิ่นสาย สุรัสวดี โฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า จากกรณีที่ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... เพื่อรองรับระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) กรมยืนยันว่าการยกร่างแก้ไขกฎหมาย ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และส่วนที่เกี่ยวข้อง อย่างรอบคอบ จึงไม่ได้เป็นการแก้ไขกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิ เสรีภาพของประชาชนที่เกินกว่าเหตุ เป็นการใช้สิทธิที่ชอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ทั้งนี้ การแก้ไขกฎหมายมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนของกรมที่จะเดินหน้าเรื่องอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีสาระสำคัญคือ จะช่วยให้การเสียภาษี หัก ณ ที่จ่าย ในอัตรา 3% ซึ่งจากเดิมผู้เสียภาษีจะต้องเตรียมเอกสารมายื่นต่อกรมเอง แต่สถาบันการเงินจะหักภาษีและเป็นผู้ยื่นให้กรมสรรพากรแทนทั้งหมด รวมทั้งกฎหมายใหม่ จะเป็นการรองรับระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิสก์ในการยื่นเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ของผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจากเดิมที่ต้องยื่นเอกสารเป็นกระดาษ ก็จะเปลี่ยนเป็นระบบอิเล็กทรอนิสก์แทน

ส่วนกรณีที่กฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงินรวมถึงนอนแบงก์ ต้องแจ้งข้อมูลบัญชีที่รับเงินเข้าในข่ายที่เป็นธุรกรรมพิเศษ ประกอบด้วย 1.การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปีต่อธนาคาร และ 2. การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้งต่อปีต่อธนาคาร และยอดรวมของการรับฝากตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป กรมยืนยันว่าเป็นการส่งข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้เอาไปตรวจสอบเรียกเก็บภาษี เพราะไม่ใช่ว่าจะตรวจสอบง่ายๆ กรมต้องการเฉพาะข้อมูลเพื่อไปทำการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้เสียภาษี กลุ่มผู้เสียภาษี เพื่อทำแผนปรับปรุงประสิทธิภาพจัดเก็บต่อไป

&amp;ldquo;กรมไม่ได้มีเจตนาแก้ไขกฎหมายโดยมุ่งไปตรวจสอบใคร ธนาคารมีหน้าที่ส่งข้อมูลมาให้กรม และข้อมูลทุกอย่างจะอยู่ในระบบ ไม่มีเจ้าหน้าที่กรมคนไหนได้เห็น ข้อมูลที่ส่งมา จะส่งมาเฉพาะ ชื่อ นามสกุล จำนวนครั้งที่ฝากโอน และวงเงินที่ได้รับเท่านั้น&amp;rdquo;นายปิ่นสาย กล่าว

นายปิ่นสาย กล่าวว่า ส่วนกรณีที่กังวลว่าจะไปเรียกเก็บภาษีจากกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และกลุ่มเอสเอ็มอีหรือไม่นั้น กรมยืนยันว่าการแก้ไขกฎหมาย ไม่ได้มีเจตนาโดยตรงที่จะเข้าไปจัดเก็บ ซึ่งตามประมวลรัษฎากร หากกลุ่มผู้ค้าดังกล่าว มีรายได้ถึงเกณฑ์ ก็ต้องยืนแบบเสียภาษีอยู่แล้ว ไม่ได้หมายความว่ามีการออกกฎหมายแล้วจะต้องเสียภาษี เพราะทุกคนมีหน้าที่เสียภาษีให้ถูกต้อง โดยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2-8) กำหนดให้อาชีพอิสระต้องเสียภาษีเหมาจ่าย 0.5% ของรายได้ หรือนำรายได้ไปคูณด้วย 0.005 ซึ่งหากกลุ่มผู้ค้าออนไลน์มีรายได้ถึงเกณฑ์เข้าบัญชี 2 ล้านบาท ก็จะเสียภาษีแค่ 10,000 บาท


ทั้งนี้ จากการแก้ไขกฎหมายจะทำให้กรมสามารถแยกข้อมูลผู้เสียภาษี รวมทั้งกลุ่มผู้ค้าออนไลน์ได้แม่นยำมากขึ้น โดยจะแยกเป็นกลุ่มดีและกลุ่มเสี่ยง ในกลุ่มดี ที่เสียภาษีถูกต้อง ก็จะให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนกลุ่มเสี่ยง ก็จะดูว่าเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย ในรายที่รายได้ถึงเกณฑ์แต่ไม่เคยมีการยื่นแบบเสียภาษีเลย กรมก็จะส่งหนังสือไปให้ยื่นแบบให้ถูกต้อง หรือ หากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมาก ก็จะต้องออกหนังสือเชิญมาพบ พูดคุย

นายปิ่นสาย กล่าวว่า กฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2563 และจะมีผลต่อการยื่นแบบเสียภาษีในปี 2564 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขรายละเอียดในการดำเนินงาน เช่น จะไม่นับข้อมูลผู้ที่ฝาก โอน หรือถอนเงินเข้าบัญชีตัวเอง รวมทั้งการเปิดบัญชีครั้งแรก 2 ล้านบาท ก็จะไม่ให้ส่งข้อมูลเข้ามาที่กรม และการเปิดบัญชีร่วม ที่อยู่ระหว่างหาข้อสรุปว่า จะนับจำนวนที่บุคคลใด ทั้งนี้ เชื่อว่าการแก้ไขกฎหมายจะไม่กระทบกับคนส่วนใหญ่ ซึ่งจากข้อมูลพบว่า คนไทยมีรายได้เฉลี่ย 26,000 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 4-5 แสนบาทต่อปี ซึ่งต่ำกว่า 2 ล้านบาท ไม่ต้องเข้าเกณฑ์เสียภาษีอยู่แล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23767</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ่อค้าแม่ค้า, รีดภาษีออนไลน์, สรรพากร, อาชีพอิสระ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180205/image_big_5a7871c7d0d1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22858</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงช็อปช่วยชาติ แตกต่างปีก่อน แนะให้ถึงSME</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;คลังเตรียมชง ครม.เคาะมาตรการช็อปช่วยชาติ ยันแนวทางดำเนินงานแตกต่างจากปีที่ผ่านมา นักวิชาการแนะออกมาตรการให้ครอบคลุมถึงกลุ่มเอสเอ็มอีและประชาชนในต่างจังหวัดด้วย &amp;nbsp;ด้าน ธพว.จ่อผุดของขวัญปีใหม่เอาใจกลุ่มอาชีพอิสระ พร้อมแถลงความชัดเจนสัปดาห์หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงมาตรการช็อปช่วยชาติว่า คาดว่าจะสามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติมาตรการ เพื่อเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศได้ภายในวันที่ 4 ธ.ค.61 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปรายละเอียดของมาตรการอยู่ ซึ่งแนวทางการจัดทำมาตรการจะแตกต่างจากปีก่อน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มาตรการช็อปช่วยชาติที่รัฐบาลเตรียมนำออกมาใช้นั้น ควรให้ครอบคลุมถึงกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ได้รับผลประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวด้วย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและประชาชนในต่างจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม และสินค้าเกษตรเป็นหลัก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากพิจารณาจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยในขณะนี้เริ่มเดินหน้าไปได้ ดังนั้นการผลักดันมาตรการช็อปช่วยชาติเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ ควรให้ครอบคลุมไปถึงกลุ่มประชาชนในต่างจังหวัด และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากให้สามารถเข้าถึงมาตรการด้วย เพราะมองว่าผู้ประกอบการในเมืองไปจนถึงหัวเมืองหลักๆ ยังมีความสามารถในการประคับประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งอาจจะต่างจากผู้ประกอบการในต่างจังหวัด ดังนั้นจึงอยากเสนอว่ามาตรการช็อปช่วยชาติที่จะออกมาครั้งนี้ควรเปิดโอกาสให้กลุ่มเอสเอ็มอีได้รับประโยชน์ไปด้วย&amp;quot; นายธนวรรธน์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ โดยยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่จะมีความชัดเจนภายในสัปดาห์หน้าอย่างแน่นอน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหลักการเบื้องต้นของมาตรการที่เตรียมจะมอบเป็นของขวัญปีใหม่นั้น จะเป็นมาตรการสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อรองรับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ไม่ได้มีการลงทะเบียนประมาณกว่า 2 &amp;nbsp;ล้านราย และผู้ประกอบการในกลุ่มคนตัวเล็กให้สามารถเดินหน้าธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ล้มแล้วลุก และสามารถเดินต่อไปได้ ซึ่งมาตรการที่เตรียมจะออกมานี้จะเป็นมาตรการถาวร ไม่ใช่มาตรการชั่วคราว &amp;nbsp;และเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องการได้รับความช่วยเหลืออยู่แล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ไม่ได้ลงทะเบียนกว่า 2 ล้านรายนั้น มีทั้งผู้ประกอบการอิสระที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าในตลาด กลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซ กลุ่มที่ไม่มีสวัสดิการ ซึ่งรวมไปถึงผู้ประกอบการแท็กซี่ด้วย แต่รายละเอียดของมาตรการขอยังไม่ตอบตอนนี้ เพราะต้องรอความชัดเจนทั้งหมดก่อน&amp;quot; นายมงคลกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนหน้านี้มีรายงานจากกระทรวงการคลังระบุว่า ธพว.เตรียมจะออกโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมและยกระดับผู้ประกอบการแท็กซี่ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เฉลี่ยภาระค่าผ่อนเพียงวันละ 300 บาท มีระยะเวลา 7 ปี ซึ่งถูกกว่าค่าเช่าแท็กซี่แบบรายวันตกวันละ 700-800 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าแท็กซี่ที่เข้าโครงการจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ เช่นการไม่ปฏิเสธลูกค้า ซึ่งจะมีเครื่องมือตรวจสอบ และหากตรวจสอบพบว่ามีการปฏิเสธลูกค้าก็จะให้ออกจากโครงการทันที เบื้องต้นกำหนดเป้าหมายเป็นแท็กซี่ที่ทะเบียนจะหมดอายุซึ่งมีประมาณ 1 หมื่นคัน สามารถยื่นเรื่องเพื่อขอสินเชื่อในโครงการนี้ ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวได้ภายใน 1-2 เดือนหลังจากกระทรวงการคลังและ ครม.เห็นชอบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22858</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครอบคลุมถึงกลุ่มเอสเอ็มอีและประชาชนในต่างจังหวัด, ช็อปช่วยชาติ, หนังสือพิมพ์, อาชีพอิสระ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181126/image_mid_5bfc0865cfdef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
