<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114397</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 18:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 18:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.อนุมัติค่าเครื่องมือนร.สายอาชีพ10ประเภท คนละ1-2พันบ./ปีการศึกษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24ส.ค.64-น.ส.ไตรศุลี &amp;nbsp;ไตรสรณกุล &amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบและอนุมัติอัตราค่าเครื่องมือประจำตัวผู้เรียนเฉพาะอาชีพของนักเรียนสายอาชีพ อาชีวศึกษาต่อคน ตามประเภทวิชา ในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) ปี 2562 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจำนวน 10 ประเภทวิชา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นไป ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเภทวิชาอุตสาหกรรมอัตราค่าเครื่องมือ &amp;nbsp;2,000 บาทต่อคนต่อปีการศึกษา, &amp;nbsp; &amp;nbsp;พาณิชยกรรม &amp;nbsp;1,000 บาท, ศิลปกรรม 1,000 บาท, คหกรรม 1,200 บาท, เกษตรกรรรม 1,600 บาท, ประมง 1,200 บาท, อุตสาหกรรมสิ่งทอ &amp;nbsp;1,200 บาท, เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 1,800 บาท, อุตสาหกรรมท่องเที่ยว 1,200 บาท และ อุตสาหกรรมบันเทิงและดนตรี 1,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะฝีมือให้เต็มศักยภาพ ฝึกประสบการณ์อาชีพได้อย่างเต็มที่ต่อเนื่องตลอดหลักสูตร เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษา และยังช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง สร้างแรงจูงใจให้มีการเรียนต่อสายอาชีวศึกษาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยประมาณการค่าใช้จ่ายในปีการศึกษา 2564 จำนวนทั้งสิ้น 383.209 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าเครื่องมือนักเรียนสายอาชีพระดับปวช.ปีที่ 1 ในสถานศึกษาของรัฐ 429 แห่ง จำนวน 275.233 ล้านบาท และสถานศึกษาของเอกชน 445 แห่ง จำนวน 107.976 ล้านบาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114397</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ครม., ค่าเครื่องมือ, น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, อาชีวะศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210706/image_big_60e4541095531.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108053</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2021 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2021 16:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สอศ. ปักหมุด 25 ศูนย์บริหารเครือข่ายผลิตพัฒนากำลังคนอาชีวะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29มิ.ย.64-นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาฯ กอศ.) กล่าวในการประชุมมอบนโยบายการขับเคลื่อนดำเนินงานศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา หรือ Center of Vocational Manpower Networking Management : CVM ประจำปีงบประมาณ 2564 ทั้ง 25 ศูนย์ ตอนหนึ่งว่า ศูนย์เครือข่าย CVM ดำเนินการโดยการจัดกลุ่ม จำแนกตามสาขาวิชาที่เปิดสอน และ สอศ. คัดเลือกสถานศึกษากลุ่มความเป็นเลิศและเชี่ยวชาญเฉพาะที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการในสาขาวิชาที่สอดคล้องกับกลุ่มอาชีพ และเป็นกลุ่มอาชีพที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งมีศูนย์ CVM ดังนี้
&amp;nbsp;1. สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกล วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา 2. สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกล (สาขางานเทคนิคซ่อมตัวถังและสีรถยนต์) วิทยาลัยการอาชีพไชยา 3. สาขาวิชาเทคนิคการผลิต วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม 4. สาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคนิคนครนายก 5. สาขาวิชาการท่องเที่ยว วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย 6.สาขาวิชาการโรงแรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต 7. สาขาวิชาการจัดประชุมและนิทรรศการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น 8. สาขาวิชาพืชศาสตร์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุพรรณบุรี 9. สาขาวิชาสัตวศาสตร์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสงขลา 10. สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา 11. สาขาวิชาเมคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ 12. สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี 13. สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกลเรือ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือนครศรีธรรมราช 14. สาขาวิชาช่างอากาศยาน วิทยาลัยเทคนิคถลาง
&amp;nbsp;15.สาขาวิชาเทคนิคควบคุมและซ่อมบำรุงระบบขนส่งทางราง วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี 16. สาขาวิชาปิโตรเคมี วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด 17. สาขาอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการ กฟผ.แม่เมาะ 18. สาขาเทคนิคพลังงานทดแทน วิทยาลัยเทคนิคชัยภูมิ 19. สาขาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี 20. สาขาวิชาช่างก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคสระแก้ว 21. สาขาเครื่องประดับอัญมณี กาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง 22. สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีก วิทยาลัยพณิชยการบางนา 23. สาขาวิชาเทคนิคเครื่องทำความเย็นและปรับอากาศ วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม 24. สาขาเทคนิคโลหะ วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ และ 25. สาขาวิชาเทคโนโลยีความงาม วิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ
นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ศูนย์เครือข่าย CVM 25 แห่ง จะดำเนินการพัฒนาผู้เรียน ในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักเป้าหมายของประเทศ ทั้ง 5 กลุ่มอุตสาหกรรม (First S-Curve)อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต (Next-Generation Automotive) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Intelligent Electronics) การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพระดับสูง (Advance Agriculture and Biotechnology) อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (Food processing) อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Tourism) และ 5 อุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม และชีวิตประจำวัน (Advance Robotics) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemical) อุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) ยกเว้นในกลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108053</URL_LINK>
                <HASHTAG>CVM, ศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษ, สุเทพ แก่งสันเทียะ, อาชีวะศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae77ee1681.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107902</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 13:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 13:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คัดกรองอาชีวะแกนนำExcellent Center 7ด้านรู้ผลก.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28มิ.ย.64-นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาฯ กอศ.) กล่าวว่า ในปีการศึกษา 2564 นี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีเป้าหมายที่จะมุ่งพัฒนาคุณภาพสู่ความเป็นเลิศในทุกๆ สาขาวิชาที่เปิดสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาที่เป็นความต้องการของตลาด ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ได้แก่ 1.โลจิสติกส์โครงสร้างพื้นฐาน 2.โลจิสติกส์และซัปพลายเชน 3.หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 4.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและดิจิทัลคอนเทนต์ 5.อาหารและเกษตร 6.ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ พลังงานและพลังงานทดแทน และ 7.แม่พิมพ์ โดยตนต้องการผลักดันให้เกิดคุณภาพนำปริมาณ ไม่ใช่เพิ่มปริมาณเข้ามาเรียนมากมายแล้วด้อยคุณภาพ เพราะแบบนั้นเด็กจบออกไปแล้วผู้ประกอบการก็ไม่อยากที่จะรับเข้าไปทำงาน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายสุเทพ กล่าวต่อว่า และจากที่ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาสังกัด สอศ.ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า รมว.ศธ.ให้ความสนใจเกี่ยวกับศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) และเห็นว่าควรประชาสัมพันธ์ให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้รับทราบว่าในแต่ละจังหวัดมีศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) ในด้านใด เพื่อที่จะได้ตัดสินใจเข้ามาเรียนได้ง่ายขึ้น เช่น ที่วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ ค่อนข้างทำได้ดีในเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะเรื่องบุคลากรผู้สอนมีถึง 7 คนที่ได้รับหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ (License) ในระดับนานาชาติ หรือของวิทยาลัยเทคนิคถลาง จ.ภูเก็ต ก็มีความเป็นเลิศในสาขาวิชาช่างอากาศยาน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ สอศ.อยู่ระหว่างการคัดกรองสถานศึกษาในสังกัด สอศ.ว่าแต่ละแห่งมีความเหมาะสมที่จะเป็นศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษาในด้านใดบ้าง โดยให้สถานศึกษากรอกแบบฟอร์มประเมินตนเองว่ามีความพร้อมในสาขาใด คาดว่าอย่างช้าภายในเดือนกรกฎาคมนี้จะรวบรวมข้อมูลสรุปเสนอให้ รมว.ศธ.พิจารณาได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;เมื่อมีความชัดเจนว่าวิทยาลัยใดมีความพร้อมจะเป็นศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษาในด้านใดแล้ว จากนั้น สอศ.จะต้องเตรียมจัดทำงบประมาณให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงาน ที่โฟกัสไปยังเป้าหมายการผลิตกำลังคนได้ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่จัดสรรแบบหางยาวเหมือนที่ผ่าน ๆ มา อย่างไรก็ตามแม้ว่าวิทยาลัยนั้นๆ จะก้าวไปเป็นศูนย์ความเป็นเลิศในสาขาใดสาขาหนึ่งไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเลิกผลิตสาขาวิชาอื่น ๆ ยังคงเปิดสอนสาขาวิชาอื่นๆ ได้เหมือนเดิม เพราะถือเป็นสาขาที่มีความต้องการของผู้ประกอบการในพื้นที่นั้นๆ อยู่ และจะได้รับงบประมาณแบบสแตนดาร์ดเหมือนเดิม ในขณะที่งบฯส่วนใหญ่จะถูกทุ่มลงไปยังศูนย์ความเป็นเลิศมากกว่า&amp;rdquo;เลขาฯ กอศ. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107902</URL_LINK>
                <HASHTAG>excellence center, สอศ., อาชีวะศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210310/image_big_604887bac2513.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105063</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 16:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 16:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สอศ.ออกหนังสือ ซักซ้อมแนวปฎิบัติกับอาชีวะทั่วปท. คืนเงินค่าบำรุง-ค่าธรรมการศึกษา ช่วงไม่ได้เรียนเพราะโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2มิ.ย.64-นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวปฏิบัติการเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่นๆ เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ปกครองในสถานการณ์ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)จึงได้มีหนังสือถึงสถานศึกษาภาครัฐและภาคเอกชนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาทั่วประเทศ ที่ ศธ 0601/3693 เรื่อง ซักซ้อมแนวปฏิบัติการเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่นๆ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ โดยให้สถานศึกษาปฏิบัติ มีสาระสำคัญ ดังนี้ 1.ให้คืนเงินบำรุงการศึกษาหรือค่าธรรมเนียม ในส่วนที่ไม่ได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน 2.พิจารณาผ่อนผันหรือขยายระยะเวลาการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาหรือค่าธรรมเนียม ตามความเหมาะสมเป็นกรณีไป 3.ให้ความช่วยเหลือในกรณีที่ผู้ปกครองของนักเรียน นักศึกษาได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวตามความจำเป็นและเหมาะสม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เลขาธิการกอศ. &amp;nbsp;กล่าวต่อไปว่า ทางสอศ. ได้ดำเนินการสำรวจสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและภาคเอกชนที่พร้อมจัดการเรียนการสอน รวมทั้งสิ้น 994 แห่ง โดยมีสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่เปิดเรียน เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน จำนวน 156 แห่ง แบ่งเป็นการเรียนแบบผสมระหว่าง Online กับ On Site จำนวน 103 แห่ง Online จำนวน 37 แห่ง และ On site จำนวน 16 แห่ง ในขณะที่สถานศึกษาเปิดเรียนระหว่างวันที่ 2 &amp;ndash; 11 มิถุนายน จำนวน 44 แห่ง และจะเปิดเรียนวันที่ 14 มิถุนายน จำนวน 794 แห่ง โดยสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่สีแดงเข้ม จะเปิดเรียนในวันที่ 14 มิถุนายน สำหรับการเรียนการสอนจะมี 3 รูปแบบ คือ 1. Online ครูจะใช้แพลตฟอร์มในการจัดการเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์ เช่น Zoom, Microsoft Team, Google meet และ Google classroom เป็นต้น 2. On Site ให้มาเรียนตามปกติได้ในพื้นที่ที่ไม่ใช่สีแดงเข้ม ซึ่งจะต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดก่อน และต้องมีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด เช่น การรักษาระยะห่าง การลดจำนวนนักเรียน นักศึกษาต่อห้อง การสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา เป็นต้น และ 3. แบบผสมระหว่าง On Site และ Online เป็นการจัดการเรียนการสอนที่สลับวันเรียนของนักเรียน นักศึกษา ขึ้นอยู่กับบริบทของสถานศึกษาแต่ละแห่ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การจัดการเรียนการสอนของนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี สถานศึกษาจะต้องดำเนินการตามมาตรการการฝึกปฏิบัติงานของนักเรียน นักศึกษาระบบทวิภาคี ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก 3 ส่วน ได้แก่ ผู้ปกครอง ผู้เรียน และสถานประกอบการ ดังนั้นหากส่วนใดส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการฝึกงาน สถานศึกษาจะต้องบริหารจัดการตารางการฝึกงานใหม่ให้แก่นักเรียน นักศึกษา เช่น จัดให้มีการฝึกปฏิบัติงานภายในสถานศึกษา เป็นต้น ซึ่งสถานศึกษาจะต้องจัดการฝึกปฏิบัติงานของผู้เรียนให้ครบตามหลักสูตร ทั้งนี้ การเปิดเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 นี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้กำหนดมาตรการการป้องกันและการคัดกรองที่เข้มงวด และต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้านสุขภาพของนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองเป็นสำคัญ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105063</URL_LINK>
                <HASHTAG>คืนเงินค่าบำรุงการศึกษา, สอศ., สุเทพ แก่งสันเทียะ, อาชีวะศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210331/image_big_606440a3aff34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86844</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/12/2020 18:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2020 18:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่อเลิกหมดสอบ&quot;โอเน็ต-วีเน็ต&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14ธ.ค.63- นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มีการทบทวนเรื่องการทดสอบต่างๆ ของนักเรียน โดยเฉพาะการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ของนักเรียนระดับประถมศึกษปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 และม.6 ซึ่งแน่นอนว่าการทดสอบโอเน็ตระดับป.6 และม.3 จะไม่มีการสอบโอเน็ต เพราะที่ผ่านมาครูผู้สอนและนักเรียนต้องเสียเวลากับการเตรียมตัว เพื่อการทดสอบดังกล่าวแต่ไม่ได้มีการนำผลคะแนนมาใช้ให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควร โดยจะรวมไปถึงการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ด้านอาชีวศึกษา หรือ วีเน็ต ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปี 3 และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ปี 2 ด้วย เนื่องจากเรามีมาตรฐานวิชาชีพที่ใช้วัดอยู่แล้ว อีกทั้ง สามารถนำไปใช้ขยายผลได้ดีกว่าการสอบวีเน็ต โดยเฉพาะการันตีเงินค่าจ้างของผู้จบการศึกษา ทั้งนี้ตนสนับสนุนการจัดทดสอบต่างๆ ของเด็ก แต่วิธีการนำไปใช้จะต้องให้เกิดประโยชน์ที่แท้จริงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาศ กอศ.) กล่าวว่า รมว.ศธ.ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มาวิเคราะห์การสอบวีเน็ตว่ามีการนำไปใช้ประโยชน์อะไรบ้าง ซึ่งได้ข้อสรุปว่าการสอบวีเน็ตของกลุ่มเด็กอาชีวศึกษาไม่ได้มีผลกับนักศึกษาหรือนำไปใช้ประโยชน์ เนื่องจากการเรียนสายอาชีพเราจะมีการประเมินสมรรถนะความรู้แต่ละสาขาวิชาในแต่ละวิทยาลัยก่อนเด็กจะจบการศึกษาอยู่แล้ว ซึ่งมาตรฐานการวัดดังกล่าวจะนำไปเชื่อมโยงกับการวัดมาตรฐานและการทดสอบฝีมือของกระทรวงแรงงาน ดังนั้นการสอบวีเน็ตจึงเป็นการทดสอบที่วัดมาตรฐานระดับกลางเท่านั้น แต่ของ สอศ.จะทดสอบแบบเจาะลึกตามสมรรถนะด้านวิชาชีพ ทั้งนี้ตนคิดว่าการสอบวีเน็ตมีความซ้ำซ้อน ผู้เรียนอาชีวะไม่ได้ใช้ประโยชน์ รวมถึงการสอบวีเน็ตไม่ได้ระบุในข้อบังคับว่าเด็กอาชีวะจะต้องสอบวีเน็ตทำให้เด็กส่วนใหญ่ไม่มีความจำเป็นจะต้องมาทดสอบวีเน็ต
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86844</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โอเน็ต, ก.ศึกษาธิการ, ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, วีเน็ต, สอศ., อาชีวะศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201207/image_big_5fcde2b9206b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64626</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2020 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2020 16:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดึงภาคเอกชนร่วมยกเครื่องหลักสูตรการโรงแรมของอาชีวะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29เม.ย.63- นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุมขับเคลื่อนการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนด้านการโรงแรมอย่างครบวงจรได้หารือถึงความต่อเนื่องในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการโรงแรมระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และ ภาคเอกชน รวมถึงตัวแทนสภาหอการค้าจากต่างประเทศ โดยตนได้มอบเป็นการบ้านทั้งสอศ.และภาคเอกชนไปว่า ตนต้องการที่จะสร้างศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) สำหรับธุรกิจต่างๆ ที่เหมาะสมกับแต่ละบริบทของภูมิภาค โดยเฉพาะธุรกิจการโรงแรมหรืองานบริการ ซึ่งเป็นธุรกิจสำคัญของประเทศไทยในอนาคต ทั้งนี้ที่ประชุมจะมาดูว่าโครงสร้างหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการโรงแรมของอาชีวะมีอะไรบ้าง และสามารถปรับปรุงให้เกิดเป็นมาตรฐานหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เองได้หรือไม่ เพื่อผลิตผู้เรียนในสายนี้ได้ตรงกับความต้องการของตลาด และการปรับหลักสูตรครั้งนี้จะร่วมกับภาคเอกชน เพื่อให้ตรวกับความต้องการมากยิ่งขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราไม่อยากสอนเด็กไปแล้วสุดท้ายไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรต่อผู้เรียน ดังนั้นการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการโรงแรมจึงถือเป็นการดำเนินงานที่ผสมผสานระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างทักษะงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งถือเป็นธุรกิจแรกที่จับต้องได้และเห็นภาพชัดเจนของการสร้างศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) ซึ่งในอนาคตจะทำอีกในหลายธุรกิจอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการโรงแรมจะเริ่มใช้ได้ในปีการศึกษา 2564 นี้&amp;rdquo;รมว.ศธ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64626</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, หลักสูตรการโรงแรม, อาชีวะศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200421/image_big_5e9ead37ec2b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59251</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2020 16:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2020 16:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ณัฏฐพล” กระตุ้นนศ.อาชีวะภูมิใจตัวเอง ถึงยุคเลิกตีกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
9มี.ค.63-นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีปัญหานักเรียนนักศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาท ว่า เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ตนให้ความสำคัญและได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไปดำเนินการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ดังนั้นอยากให้นักเรียนนักศึกษาอาชีวะทุกคนได้คิดใหม่ทำใหม่ และตระหนักว่าการมาเรียนอาชีวศึกษาคือความภูมิใจอย่างหนึ่ง เพราะการเรียนสายอาชีพจะเป็นผู้นำหลักการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ขณะเดียวกันผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาเองจะมีส่วนรับผิดชอบในการแก้ปัญหานักเรียนนักศึกษาทะเลาะวิวาทแบบเด็ดขาดด้วย เนื่องจากผู้บริหารและครูในวิทยาลัยจะเข้าใจและรู้ข้อมูลเด็กมากที่สุด ซึ่งวิทยาลัยจะต้องมีมาตรการกระตุ้นเรื่องนี้อย่างจริงจังว่าจะทำอย่างไรที่จะดึงเด็กกลุ่มเสี่ยงให้เข้ามาสู่กฎระเบียบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า สอศ.ได้ยกระดับการเรียการสอนอาชีวศึกษาทั้งหลักสูตรการเรียนการสอน การทำความร่วมมือกับสถานประกอบการและบริษัทเอกชน เพื่อสร้างจุดสนใจให้เด็กมาเรียนสายอาชีพมากขึ้น รวมถึงการจัดกิจกรรมจิตอาสาให้แก่นักศึกษาได้ใช้เวลาว่างอย่างเกิดประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ตนเข้าใจดีว่าปัญหานักเรียนนักศึกษาทะเลาะวิวาทไม่สามารถแก้ปัญหาได้ภายใน 1-2 วัน แต่หากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันประชาสัมพันธ์ว่ามาเรียนอาชีวศึกษาเมื่อจบแล้วจะมีงานทำ เรียนหลักสูตรแบบไหนจะเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานมาเรียนสายอาชีพมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59251</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, สอศ., อาชีวะศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200305/image_big_5e60cbd432015.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
