<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100118</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2026 19:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 19:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เชฟรอน-จุฬาฯ&quot;ประสาน สธ..นำ&quot;สุนัข&quot;ดมกลิ่นตรวจหาเชื้อโควิดหาผู้ติดเชื้อ ในกทม.เร็วๆนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20เม.ย.64-&amp;nbsp; &amp;nbsp; การศึกษาและวิจัยโดยทาง บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และคณะสัตวแพทย์&amp;nbsp; จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &amp;nbsp;ในโครงการวิจัยสุนัขดมกลิ่นเพื่อตรวจหาผู้ป่วยโควิด-19 &amp;nbsp;(K9 Dogs Sniff COVID-19) อาจจะเป็นอีกหนึ่งหนทางในการตรวจเชิงรุกค้นหาผู้ป่วยโควิด-19 ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้ มีผู้คนจำนวนมาก ต้องการตรวจงหาเชื้อโควิด&amp;nbsp; ซึ่งทำให้ดกิดปัญหาเกินศักยภาพของสถานพยาบาลของทั้งรัฐและเอกชนขะรองรับได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ในฐานะผู้สนับสนุนการวิจัย กล่าวว่า &amp;nbsp;ในเบื้องต้น ปัจจุบันสุนัขในโครงการชุดแรก พันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ (Labrador Retriever) จำนวน 6 ตัว ได้นำไปใช้ในการคัดกรองบุคลากรของบริษัทเฟฃชฟรอน ที่ปฏิบัติงานนอกชายฝั่ง อีกทั้ง ในอนาคตจะนำมาใช้กับบุคลากรบนฝั่งด้วย ทั้งนี้ จากการประสานงานของทีมวิจัยจุฬาฯ ได้มีการหารือในการนำสุนัขในโครงการวิจัยฯ ที่ผ่านการฝึกอบรม นำไปทำการคัดกรองกลุ่มบุคคลอื่นๆ ภายใต้การจัดการของจุฬามหาวิทยาลัย ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยในเร็วๆวันนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งได้รับการอนุมัติและอนุญาตจากกรมควบคุมโรค ให้สามารถนำสุนัขไปปฏิบัติงานในพื้นที่สาธารณะได้ ซึ่งตอนนี้อยู่ในระหว่างการจัดจ้างการสร้างและจัดเตรียมตู้คอนเทนเนอร์เพื่อประกอบกับรถขนย้ายในการเคลื่อนที่เพื่อใช้เป็นพื้นที่ปฏิบัติงานของสุนัข โดยที่สภาพแวดล้อมจะมีขอบเขตมิดชิดเหมาะสม โดยให้สุนัขดมผ่านอุปกรณ์ และไม่มีการดมสัมผัสโดยตรงกับคน เช่นเดียวกับที่ทำการฝึกฝนในงานวิจัย เพื่อความปลอดภัยและมีสุขอนามัยที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานภาครัฐ 2 หน่วยงานแสดงความสนใจที่จะฝึกสุนัขดมกลิ่นเพื่อปฎิบัติการ คือ ในหน่วยงานนั้นมีเป้าหมายที่จะฝึกสุนัขจำนวนอย่างน้อย 10 ตัว ให้สามารถจำแนกผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ด้วย สำหรับด้านการเผยแพร่ผลงาน ทางจุฬาฯ กำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมบทความงานวิจัยนี้ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษไปตีพิมพ์เผยแพร่ เพื่อเป็นชุดความรู้และเป็นต้นแบบการฝึกสุนัขดมกลิ่นเพื่องานทางการแพทย์ชุดแรกในประเทศไทย ที่หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานอื่นๆ สามารถนำไปต่อยอดใช้งานในการตรวจวิเคราะห์โรคต่างๆ ต่อไปได้&amp;rdquo; นายอาทิตย์ กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการทำงานของสุนัชดมกลิ่นหาโตวิด หากสุนัขพบว่า คนที่รับการตรวจ &amp;nbsp;มีการติดเชื้อแล้ว สุนัขก็จะนั่งลง ผลการวิจัยของคณะวิจัยจากจุฬาฯ ยืนยันว่าการใช้สุนัขดมกลิ่นจำแนกผู้ป่วยโควิด-19 มีความแม่นยำสูงถึง 80-100% เพราะสุนัขมีเซลล์ประสาทรับรู้กลิ่นมากกว่า 300 ล้านเซลล์ มากกว่ามนุษย์ถึง 50 เท่า จึงสามารถบ่งบอกชนิดสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (volatile organic compounds, VOCs) ที่เกิดจากการเผาผลาญเซลล์ที่ผิดปกติของผู้ป่วยได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
sora168
123fox
galaxyauto
agen108
bonus99
68g
wy88
58bet
tw2x
y2k168</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100118</URL_LINK>
                <HASHTAG>#จุฬาฯ, #สธ., #โควิด-19, สุนัขดมกลิ่น, อาทิตย์ กริชพิพรรธ, เชฟรอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607ec2a4c95b3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73144</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2020 22:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2020 13:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สู้ อยู่ หนี รอดพอดีด้วยศาสตร์พระราชา’ ยกระดับทักษะรับมือภัยพิบัติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สมมติเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ให้ผู้ร่วมอบรมหลักสูตร CMS ต้องเผชิญภาวะวิกฤติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จำลองเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่และน้ำท่วมฉับพลัน เพื่อทดสอบและฝึกทักษะการใช้ชีวิตในภาวะวิกฤติเมื่อเผชิญเหตุอุทกภัยที่อาจจะเกิดในพื้นที่ จนสามารถเอาตัวรอดมาได้อย่างปลอดภัยทั้ง 35 ชีวิต ที่เข้าร่วมอบรมหลักสูตรการป้องกัน เตือนภัย และฟื้นฟูชุมชนในภาวะวิกฤติ หรือ CMS (Crisis Management Survival Camp) ภายใต้แนวคิด &amp;lsquo;CMS สู้ อยู่ หนี รอดพอดีด้วยศาสตร์พระราชา&amp;rsquo;&amp;nbsp; ณ ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชาคืนป่าสัก โรงเรียนสงครามพิเศษ และศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (วัดใหม่เอราวัณ) อ.เมือง จ.ลพบุรี ระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ตามโครงการ &amp;ldquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;rdquo; ปีที่ 8 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ยังชวน พ.อ.นพ.ภาคย์ โลหารชุน นายแพทย์ใหญ่ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ เจ้าของฉายา &amp;lsquo;หมอที่แกร่งที่สุดในปฐพี&amp;rsquo; มาเล่าวินาทีความเป็นความตายในถ้ำหลวง และภารกิจปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยถ้ำหลวง ที่ &amp;#39;หมอภาคย์&amp;rsquo; อยู่กับเด็กๆ ทีมหมูป่า จนสามารถช่วยเหลือออกมาได้ทุกคน พร้อมข้อคิดในการดำเนินชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เรียนรู้โคก หนอง นา โมเดล เกษตรทฤษฎีใหม่ที่ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชาคืนป่าสัก ลพบุรี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการรวมพลังตามรอยพ่อฯ ปีนี้ หวังปลุกให้คนเมืองและคนที่สนใจทำเกษตรกรรมตระหนักถึงการเตรียมความพร้อมรับมือเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งการป้องกัน การพึ่งพาตนเองเมื่อเกิดวิกฤติ การฟื้นฟูวิถีชีวิตหลังภัยพิบัติ โดยเกิดจากความร่วมมือของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และน้อมนำศาสตร์พระราชาด้านการบริหารจัดการ ดิน น้ำ ป่า และพัฒนาคน มาเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับรู้ ปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;จำลองสถานการณ์ปัญหา ฝึกการเอาตัวรอดในน้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ &amp;lsquo;อาจารย์ยักษ์&amp;rsquo; นายกสมาคมดินโลกและที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า สถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้น พายุพัดถล่มบ้านเรือนเสียหาย ภัยแล้ง น้ำท่วมเจอทุกปี เกิดความเดือดร้อนและสร้างความขัดแย้งระหว่างชุมชน ระดับประเทศ และระดับโลก การรอความช่วยเหลือจากรัฐบาล หรือเยียวยาผู้ประสบภัย เป็นเพียงหนึ่งในแนวทางบรรเทาทุกข์ แต่การเตรียมความพร้อมให้ประชาชนรู้หน้าที่และพึ่งพาตนเอง พร้อมทั้งช่วยเหลือครอบครัวและผู้อื่น เป็นหัวใจสำคัญสร้างภูมิคุ้มกันและความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน ถือเป็นแนวทางที่สำคัญ โดยหลักสูตรการป้องกัน เตือนภัย และฟื้นฟูชุมชนในภาวะวิกฤติ หรือ CMS ได้น้อมนำแนวทางพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9&amp;nbsp; เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ และหลักเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้ออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน เน้นการสร้างแหล่งน้ำไว้ในพื้นที่ตนเอง สามารถเก็บน้ำฝนไว้ใช้อุปโภคและบริโภคได้ตลอดทั้งปี ทั้งในฤดูน้ำหลากยังสามารถช่วยชะลอและเก็บกักน้ำ บรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ เน้นสร้างแหล่งอาหารปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เตรียมการไว้ในภาวะปกติและรับมือเมื่อเกิดวิกฤติ พร้อมทั้งฝึกอบรมทักษะ การเตือนภัย รู้เท่าทันสถานการณ์ฉุกเฉิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ประชาชนควรมีความรู้ในการเอาตัวรอด เตือนภัยและฟื้นฟูหลังประสบภัยพิบัติ หลักสูตร CMS สร้างสติให้ประชาชนจะเผชิญเหตุและสู้อย่างไร ถ้าสู้ไม่ได้จะอพยพและเตรียมพื้นที่อพยพช่วงวิกฤติ หลังเหตุการณ์ผ่านไปบ้านเรือน เรือกสวนไร่นาเสียหายต้องเข้าสู่การฟื้นฟู นอกจากนี้ จะสามารถเชื่อมโยงกับเครือข่ายความช่วยเหลือทั้งในและนอกพื้นที่ได้ ทำให้เกิดการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายระดับประเทศอย่างมีประสิทธิภาพในที่สุด หลักสูตร CMS อบรมรุ่นแรกก่อนน้ำท่วมใหญ่ปี 54 จนรุ่นล่าสุดที่ จ.ลพบุรี&amp;nbsp; รวม 22 รุ่นแล้ว&amp;rdquo; อาจารย์ยักษ์ ซึ่งร่วมให้ความรู้กับผู้เข้าอบรมครั้งนี้กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ &amp;lsquo;อาจารย์ยักษ์&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางรอดประเทศท่ามกลางโลกวิกฤติและโรคระบาด อาจารย์ยักษ์มั่นใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางรอดเดียว เห็นได้จากปีนี้งบฟื้นฟูโควิดของรัฐบาล 1.5 หมื่นล้าน มีลงมาทำโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์ &amp;ldquo;โคก หนอง นา โมเดล&amp;rdquo; โดยกระทรวงมหาดไทย เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้น ไทยจะมีพื้นที่สีเขียวและแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น นี่แสดงให้เห็นว่า โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลกฯ เป็นต้นแบบให้รัฐบาล เพราะเป็นทางรอดที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงทำตัวอย่างให้ดูทั่วประเทศ ปีหน้าครบปีที่ 9 เชื่อว่า จะสร้างหลุมขนมครกหนึ่งแสนหลุมเกินเป้าที่วางไว้แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน อาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บ.เชฟรอนฯ กล่าวว่า การฝึกอบรม CMS เป็นกิจกรรมที่มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติจัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้นำอาสาสมัครให้พร้อมที่จะรับมือกับภาวะวิกฤติต่างๆ และช่วยเหลือผู้อื่นได้ ซึ่งนับวันยิ่งทวีความรุนแรงและใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที โครงการจัดฝึกอบรมครั้งแรกหลังโควิด โดยได้ปรับหลักสูตรการฝึกให้เหมาะสมกับผู้เข้ารับการฝึกซึ่งมีทั้งคนเมือง พนักงานเชฟรอนและคนที่เริ่มทำกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อสร้างเครือข่ายของคนที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเกิดเหตุภัยพิบัติ การเตรียมป้องกัน การพึ่งตนเองเมื่อเกิดวิกฤติ ตลอดจนการฟื้นฟูวิถีชีวิตหลังภัยพิบัติด้วยศาสตร์พระราชา สามารถนำความรู้ที่ได้จากภาคทฤษฎีและปฏิบัติจากวิทยากรชั้นครูของมูลนิธิและทีมครูฝึกหน่วยซีลไปปฏิบัติและถ่ายทอดให้คนอื่นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ปีที่ 8 ของโครงการ จะมีกิจกรรมเอามื้อสามัคคี ทำโคก หนอง นา โมเดล ขุดคลองไส้ไก่ ที่ จ.ชัยภูมิ กลางเดือนสิงหาคมนี้ จากนั้นเดือนกันยายน จัดกิจกรรมที่ จ.ฉะเชิงเทรา เป็นการสืบสานศาสตร์พระราชาช่วยกันสร้างพื้นที่ต้นแบบใหม่ เน้นให้ชาวบ้านพึ่งพาตัวเอง นอกจากนี้ จะเผยแพร่เรื่องราวบุคคลต้นแบบจากโครงการรวมพลังตามรอยพ่อฯ ผ่านสื่อออนไลน์เพื่อเป็นตัวอย่างแก่คนในสังคม เรามาได้ไกล เกิดการรับรู้เกษตรทฤษฎีใหม่และทำตามเพิ่มขึ้น จากที่คนเห็นว่าเป็นเกษตรทางเลือก ขณะนี้เป็นเกษตรทางหลัก คนรุ่นใหม่ก็หันมาทำกสิกรรมธรรมชาติ เปลี่ยนวิธีคิด ไม่ห่วงรวย แต่รอด ผืนดินดีขึ้น น้ำท่วมภัยแล้งมาก็ไม่กระทบ&amp;quot; อาทิตย์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้บริหาร บ.เชฟรอนฯ &amp;nbsp;เดินหน้าสานต่อโครงการฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลักสูตร CMS ยกระดับการเอาตัวรอดของคนไทย&amp;nbsp; พล.อ.ธนศักดิ์ เก่งถนอมม้า ประธานคณะทำงานจัดทำหลักสูตร CMS ที่ปรึกษาการฝึกอบรมครั้งนี้ บอกว่า ปกติฝึกอบรมใช้เวลา 6 วัน แต่ครั้งนี้เป็นหลักสูตรเฉพาะกิจระยะสั้น 3 วัน 2 คืน การออกแบบหลักสูตรมีความกระชับและมีโอกาสใช้ได้จริง เน้น สู้ อยู่ หนี เริ่มจากสู้โดยใช้ศาสตร์พระราชา เตรียมความพร้อมเมื่อต้องเผชิญเหตุแล้ง ท่วม ดินถล่ม ถัดมา อยู่ด้วยศาสตร์พระราชา นำหลักกสิกรรมธรรมชาติกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงปรับใช้ โคก หนอง นา โมเดล ทำได้แม้แต่ในทาวน์เฮาส์หรือคอนโดฯ&amp;nbsp; ส่วนหนี ใช้ศักยภาพผู้รู้ หนีอย่างปลอดภัย ในหลักสูตรสอนวิธีการเอาตัวรอดเมื่อเผชิญเหตุสถานการณ์ต่างๆ&amp;nbsp; เรียนรู้เรื่องทัศนสัญญาณ การปฐมพยาบาล การผูกเงื่อนเชือก และการเอาตัวรอดในน้ำ ครั้งนี้จำลองสถานการณ์ปัญหา 24 ชม. เพื่อฝึกการดำรงชีพในภาวะวิกฤติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;หมอภาคย์&amp;rdquo;-พ.อ.นพ.ภาคย์ โลหารชุน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนยุทธวิธีรอดจากวิกฤติและเซฟตัวเองจากโควิด &amp;ldquo;หมอภาคย์&amp;rdquo;-พ.อ.นพ.ภาคย์ กล่าวว่า เมื่อต้องเผชิญเหตุที่วิกฤติและมีความสุ่มเสี่ยงต่อชีวิต อย่างแรกต้องมีสติเป็นสิ่งสำคัญที่สุด อย่างน้องๆ 13 หมูป่ามีสติ และแก้ปัญหาเป็นส่วนๆ น้ำมา หนีน้ำหาพื้นที่สูง จากนั้นบริหารจัดการพลังงานของตัวเอง รอเจ้าหน้าที่ค้นหา ระหว่างนั้นสลับกันใช้เศษหินขุดโพรงหาทางออกถ้ำเอง ตนก็มีประสบการณ์อุปกรณ์ดำน้ำติดช่องแคบในถ้ำ ไม่รนราน ตั้งสติผ่านอุปสรรคมาได้ บทเรียนในถ้ำหลวงจะเป็นแนวทางและข้อคิดให้ผู้เข้าร่วมอบรม CMS นำไปปรับใช้ เช่นเดียวกับโควิด หากใช้สติ รู้จักป้องกันตัวเอง และพร้อมใจปฏิบัติตามมาตรการ ชาติก็พ้นวิกฤติโรคระบาดได้ อยากให้คนไทยพึ่งพาตนเอง มีความพร้อมรับมือ ช่วยลดความสูญเสีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73144</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน, ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร, บริษัทเชฟรอนประเทศไทย, หมอภาคย์, หลักสูตรCMS, อาทิตย์ กริชพิพรรธ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200801/image_big_5f257aa2e30f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65136</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2020 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2020 18:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ศาสตร์พระราชา” ทางรอดวิกฤตโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ด้วยแรงบันดาลใจจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรรัชกาลที่ 9 ทำให้เกิดเป็นโครงการ&amp;rdquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;rdquo; &amp;nbsp; ซึ่งน้อมนำศาสตร์พระราชา และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาปรับใช้แก้ไขปัญหาจัดการน้ำตามภูมิสังคมที่แตกต่างกันทั่วประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 8 ตลอดระยะเวลาการทำงานจากลุ่มน้ำป่าสักสู่ป่าต้นน้ำและขยายผลสู่ลุ่มน้ำอื่นๆ ช่วยคืนชีวิตให้ผืนป่าและกอบกู้คุณภาพชีวิตคนไทย

แต่ปีนี้เผชิญวิกฤตแพร่ระบาดโควิด ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงไทย ผู้คนต้องกักตัวอยู่บ้านหยุดเชื้อ พิษโควิดทำตัวเลขคนตกงานไม่มีกินระนาว &amp;nbsp; &amp;ldquo;ศาสตร์พระราชา&amp;rdquo; ได้รับการหยิบยกช่วยให้รอดพ้นสถานการณ์เลวร้ายทางสุขภาพไปได้ ผ่านโครงการ &amp;ldquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;rdquo; ที่เกิดจากความร่วมมือของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จัดกิจกรรมพิเศษการสนทนาสดออนไลน์ผ่านทางเฟซบุ๊กโครงการ&amp;nbsp;www.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking&amp;nbsp;หัวข้อเข้าสถานการณ์ &amp;ldquo;ตามรอยพ่อฯ สู้วิกฤตโควิด-19 รอดพอดีด้วยศาสตร์พระราชา&amp;rdquo; เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจว่าศาสตร์พระราชา คือ แนวปฏิบัติที่เป็นทางรอดในทุกวิกฤต &amp;nbsp;ตลอดจนใช้รับมือกับวิกฤตไวรัสโคโรนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลกและที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด ส่งผลให้ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ &amp;nbsp;โรงเรียน &amp;nbsp;มหาวิทยาลัย ปิด &amp;nbsp;แต่โครงการฯ จะเดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้และ ตัวอย่างความสำเร็จของผู้ที่นำศาสตร์พระราชาไปปฏิบัติ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่อง โดยสอนผ่านโลกออนไลน์และส่งการบ้านทางออนไลน์ พบว่า คนชนบทที่ทำโคก หนอง นา ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงโดยปรับประยุกต์ให้เข้ากับพื้นที่ &amp;nbsp;โดยทำติดต่อกัน 2 ฤดูกาล &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีน้ำ ข้าว อาหาร เหลือเฟือ อยู่ได้สบาย ไม่เดือดร้อน แค่ไม่สามารถเดินทางได้เหมือนปกติจากมาตรการควบคุมโรคระบาดรัฐ &amp;nbsp;ถ้ามีคนกลับเข้าชุมชนก็มีมาตรการคัดกรองและกักตัว 14 วัน

อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;ผลิตผลส่วนหนึ่งก็ส่งให้คนเมืองที่เครียดและตกงาน ในหลวง ร.9 ทรงเตือนประเทศไทยจะเจอวิกฤต พระราชทาน ส.ค.ส. ทุกปี แต่ปีที่สะดุดตา สุดใจคนทั้งประเทศ เป็น ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2547 เป็นภาพประเทศไทย มีรูประเบิดจุดชนวนแล้วทั้ง 4 มุมของ ส.ค.ส. และข้อความว่ามีระเบิดอยู่ทั่วโลก ตรงกลางประเทศไทยมีข้อความ สามัคคี คือพลังค้ำจุนแผ่นดินไทย เวลานี้เกิดวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยแต่ทั่วโลก เรายิ่งต้องการพลังแห่งความสามัคคี เพื่อนำพาให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

ดร.วิวัฒน์ &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า จากการตีความระเบิด 4 ลูก คือ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;พูดง่ายๆ ภัยธรรมชาติจะรุนแรงขึ้น โรคระบาดจะเกิดรุนแรง ความอดอยากจะตามมา และความขัดแย้งแย่งน้ำ อาหาร อำนาจ &amp;nbsp;4 ระเบิดนี้จะก่อให้คนไทยสามัคคีกัน น้ำท่วมใหญ่ก็ผ่านมาแล้ว ภัยแล้งก็มา และมีโรคไวรัสโคโรนา เป็นพลังเล็กที่เปลี่ยนโลก เพราะทำให้คนต้องหยุดอยู่กับบ้าน การค้า การท่องเที่ยวตายสนิท และไม่รู้ว่าไวรัสจะอยู่อีกกี่ปี ฉะนั้น ทุกชุมชน ทุกหมู่บ้านต้องลุกขึ้นมาปกป้องบ้านตัวเองจากเชื้อโรคที่มองไม่เห็น แต่เมื่อต้องกิน เครือข่ายชุมชนที่ไม่เจอปัญหาภัยแล้ง เก็บและพัฒนาเมล็ดพันธ์ด้วยตนเอง พึ่งตนเองได้ทุกเรื่อง นำส่วนเกินมาแจกจ่ายคนในเมือง เช่น ชุมชนคลองเตยกว่า &amp;nbsp;6 แสนคน ประมงชายฝั่งก็ส่งปลามา เครือข่ายบนดอยส่งผักมา เมื่อภัยมาก็ไม่เดือดร้อน โครงการกระตุ้นให้คนลุกขึ้นมาทำตาม และสนับสนุนให้กระจายในวงกว้าง มีการเผยแพร่การขับเคลื่อน สื่อสารให้คนไทยรับรู้ทำตามศาสตร์พระราชาจะอยู่รอด และช่วยเหลือคนอื่นได้

&amp;nbsp;คนเมืองและชนบทสามารถนำศาสตร์พระราชามาปฏิบัติได้ทั้งคู่ อาจารย์ยักษ์ ให้ข้อมูลว่า คนเมืองซึ่งมีอยู่ประมาณ 30% ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่คอนโดมิเนียมอยู่หอพัก หรือคนมีที่ดิน 50 ตารางวา อาจเริ่มด้วยการพึ่งพาตัวเอง เช่น การปลูกพืชผักสวนครัว &amp;nbsp;รั้วกินได้ หรือการทำน้ำยาต่าง ๆ ใช้เอง เป็นต้น ส่วนคนอีก 70% ที่อยู่ในชนบทและเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็ปรับพื้นที่ทำการเกษตรตามแนวทาง &amp;lsquo;โคก หนอง นา&amp;rsquo; โมเดล เพื่อให้มีน้ำกินน้ำใช้เพียงพอตลอดทั้งปี มีอาหารการกินไม่ต้องไปซื้อไปหา ซึ่งหากลงมือทำได้จะมีกินมีใช้ไม่อดอยาก สามารถผ่านทุกวิกฤตได้แน่นอน

&amp;ldquo; &amp;nbsp;คนไทยต้องกลับไปศึกษา ทบทวน ทรงสอนอะไรไว้บ้าง ที่เคยเชื่อฝรั่งจับมือกันเปิดการค้าเสรี จะรวยไปด้วยกัน ทรงเตือนเราไม่อยากก้าวหน้าอย่างมากเหมือนประเทศอุตสาหกรรม จะถอยหลังอย่างน่ากลัว ไม่เตือนอย่างเดียว ทรงทำตัวอย่างให้ดู ที่ผมเกี่ยวข้องมา 40 ปี ไม่รวมที่ทรงทำก่อนหน้านั้น ทรงรับสั่ง ทำไปเรื่อยๆ คนจะยังไม่เข้าใจเราหรอก แต่วันข้างหน้าเมื่อเกิดภัยพิบัติ คนจะเข้าใจ สร้างความพอเพียง สร้างอาหารให้พอกิน เก็บน้ำ &amp;nbsp;รักษาป่า ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ทำปุ๋ยเอง &amp;nbsp;เมล็ดพันธุ์แท้ทุกครัวเรือนต้องเก็บและคัด 7 ครั้ง จะได้เมล็ดพันธุ์แท้ &amp;nbsp; ทรงทำให้ดูที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย และศูนย์ฯ ที่ฉะเชิงเทรา รวบรวมเมล็ดพันธุ์ สอนให้ชาวบ้านทำเอง &amp;nbsp;พึ่งตนเองให้ได้ ดินต้องสมบูรณ์ นำมาสู่มติ FAO ให้ไทยเป็นเจ้าภาพตั้งศูนย์ความเลิศด้านการวิจัยดินในเอเชีย เพราะวิกฤตในอนาคตจะทำให้ขาดแคลนอาหาร &amp;nbsp;ทรงเตือนไว้แล้วทั้งสิ้น ถ้าไม่รู้ไม่ฟัง จะไปต่อได้อย่างไร ทรงสอนไว้แล้ว นำไปประยุกต์ให้เหมาะกับอาชีพเรา แต่เรื่องใหญ่อยากให้ทำความรู้ความเข้าใจ เลิกเชื่อ การเปิดการค้าเสรีแล้วจะรวยเงิน เป็นไปไม่ได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; นายกสมาคมดินโลก กล่าว

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด กระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ อาจารย์ยักษ์ กล่าวว่า จากการติดตามปรากฎการณ์ทั่วโลก มันบังคับให้คนกลับมาพึ่งตัวเอง ในระดับปัจเจกบุคคล ชุมชน หรือประเทศไทย แต่ละประเทศสร้างระบบชาตินิยมเข้ามาปกป้องตัวเอง มีการปิดประเทศจากไวรัสตัวนิดเดียว บางชาติออกมาโวยวายต้องการเสรีภาพ สุดท้ายติดเชื้อตาย ไทยโชคดีมีวัฒนธรรมที่ดี ไม่สัมผัสกันใกล้ชิด สภาพแวดล้อมดี วิถีชีวิตดี คนตะวันตกหันกลับมาสนใจวัฒนธรรมตะวันออก ในวิกฤตนี้มีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นธรรมดา แต่เป็นโอกาสเตือนคน ระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง จะเปลี่ยนเป็นสิ่งใหม่ ปัญญาชนใช้คำว่า &amp;ldquo;New Normal&amp;rdquo; &amp;nbsp;วิถีชีวิตใหม่ ด้านบวกมีเยอะ ดูเสมือนในหลวง ร.9 เห็นเหตุการณ์มาแล้ว 70 ปี มีตัวอย่างให้ดู &amp;nbsp; สำหรับโครงการพลังคนสร้างสรรค์โลกทำมา 7 ปี คนทำตามมีชีวิตมั่นคง และเอื้อเฟื้อต่อกัน &amp;nbsp;ชนบทจะเริ่มแข็งแรงขึ้น ในวิกฤตนี้เป็นโอกาสศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่จะสร้างความเจริญให้ประเทศไทย แต่ต้องมีความเพียรและอดทน เมืองไทยสามารถเป็นต้นแบบของโลกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;พนักงานเชฟรอนที่ทำงานบนฝั่งใช้มาตรการทำงานจากที่บ้านเกือบทั้งหมด ส่วนที่อยู่นอกฝั่งก็ทำงานปกติ และมีมาตรการคัดกรอง มาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด &amp;nbsp;ส่วนโครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน เชื่อว่ามีประโยชน์ นอกจากปัญหาโรคระบาดโควิด ยังมีปัญหาภัยแล้งที่ปีนี้หนักมาก เชื่อว่า ศาสตร์พระราชาเป็นบทพิสูจน์ คนที่ทำตามจะอยู่รอดปลอดภัย การถ่ายทอดองค์ความรู้ศาสตร์พระราชาจะมีประโยชน์หากทำตาม สำหรับโครงการปีที่ 8 ที่ผ่านมามีการเอามื้อ ภาคีเครือข่ายมาทำกิจกรรมร่วมกัน แต่จากสถานการณ์โควิด งดกิจกรรมรวมตัว ชุมนุมคน จะเน้นสร้างสื่อและเผยแพร่ความสำเร็จให้แก่เกษตรกรให้เห็นวงกว้างมากกว่าเดิม วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าภัยแล้งหรือโควิด จะทำให้คนมองหาโอกาสหรือชุดความคิดใหม่ทางรอด และยอมศึกษาหาความรู้มากขึ้น

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; ในปีที่ 8 ของโครงการฯ เราจะเดินหน้าให้ความรู้ความเข้าใจและสร้างแรงบันดาลใจ กับประชาชนในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ผ่านสื่อและกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่ง ฌอน บูรณะหิรัญ จะมาร่วมกิจกรรมกับโครงการฯ ตลอดปีนี้ &amp;nbsp;โดยมาเรียนรู้การใช้ศาสตร์พระราชาเพื่อแก้ปัญหาดิน น้ำ ป่า กับทางโครงการฯ ตั้งแต่ปีที่แล้ว และอยากมีส่วนร่วมในการสื่อสารองค์ความรู้นี้ ซึ่งโซเชียลมีเดียของฌอน ทั้งเฟซบุ๊ก ยูทูบ และอินสตาแกรม มีผู้ติดตามรวมสูงถึง 6 ล้านคน จะเป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่ศาสตร์พระราชาให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น&amp;rdquo; &amp;nbsp;อาทิตย์ กล่าว

&amp;nbsp;

คนรุ่นใหม่ร่วมระดมสมองสู้วิกฤต &amp;nbsp; ณอน บูรณะหิรัญ นักคิด นักเขียน กล่าวว่า อยากทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือเยียวยาโลกมานาน เป็นเป้าหมายชีวิต เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันวิกฤตมาก ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น PM 2.5 น้ำท่วม ภัยแล้ง ตนได้ไปเรียนรู้กับโครงการปลายปีที่แล้วกับอาจารย์ยักษ์ที่บ้านใหม่ภูคา อ.กัลยาณิวัฒนา จ.น่าน ไปเห็นเขาหัวโล้นด้วยตาของตนเอง ได้รู้ต้นเหตุของปัญหาว่า การรุกทำลายป่าเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว ส่งผลกระทบมากมายต่อทุกคนในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ รู้สึกโชคดีเมื่อได้รับการชักชวนร่วมโครงการรวมพลังคนสร้างสรรค์โลก ฯ ก่อนหน้านี้ เคยได้ยินคำว่า ศาสตร์พระราชา แต่จะเข้าใจยาก ถ้าไม่ได้ลงมือทำและเห็นกับตา

&amp;ldquo; ที่บ้านใหม่ภูคา พบกับพี่เดือนเกษตรกรตัวอย่างที่ทำสำเร็จ เปลี่ยนตัวเองจากปลูกไร่ข้าวโพดอย่างเดียว ใช้สารเคมี หันมาทำเกษตรทฤษฎีใหม่มีรายได้ 10,000 บาทต่อเดือน ผมไปช่วยขุดคลองไส้ไก่ สร้างหลุมขนมครกให้เป็นที่เก็บน้ำบนภูเขาสูง &amp;nbsp;พอขุดเสร็จเขาก็ปล่อยน้ำเข้ามา &amp;nbsp;ศาสตร์พระราชามหัศจรรย์มาก ถ้าคนรุ่นใหม่สนใจและศึกษาจะส่งต่อศาสตร์พระราชาได้ เคยไปหมู่บ้านชนเผ่าแห่งหนึ่ง ถามชาวบ้านเคยคิดจะทำศาสตร์พระราชามั้ย ส่วนหนึ่งยังไม่ได้เปิดใจ เพราะกลัวไม่มีทุนและไม่มีแรงทำ แต่โครงการนี้ช่วยสนับสนุนให้คนทำศาสตร์พระราชา แนวคิดนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการเผาจัดการการเกษตรลดฝุ่นพิษ &amp;nbsp;ภูเขาก็ชุ่มชื้น เก็บน้ำ ลดปัญหาไฟป่า ชาวบ้านไม่ต้องใช้สารเคมี ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นทุกด้าน ใครมีที่ดินนำศาสตร์พระราชามาใช้ มีวิกฤตได้พึ่งพาตนเองและช่วยเหลือคนอื่นได้ &amp;nbsp; ผมมีความคิดอยากทำจริงๆ &amp;nbsp; เพื่อแสดงให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่ตามรอยพ่อได้ &amp;nbsp;และจะหาเพื่อนๆ มาช่วย ระหว่างนั้นผมจะบันทึกทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจนเสนอผ่านเพื่อให้คนเห็นความเปลี่ยนแปลง เราต้องช่วยกันรณรงค์อย่างจริงจัง&amp;rdquo; &amp;ldquo; ฌอน ย้ำจะส่งต่อแรงบันดาลใจตามรอยพ่อตลอดปีนี้&lt;/p&gt;


</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65136</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ณอน บูรณะหิรัญ, ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร, ทำตามศาสตร์พระราชา, อาทิตย์ กริชพิพรรธ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200505/image_big_5eb146b125c41.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50989</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/11/2019 13:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/11/2019 13:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โคก หนอง นา โมเดลฟื้นผืนป่าบ้านฮ่าง จ.ลำปาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ภาพเขาหัวโล้นแถบภาคเหนิอ ที่คนไทยเห็นจนชินตา ผลจากการแผ่วถางป่าเพื่อปลูกพืชไร่เชิงเดี่ยว การบุกรุกตัดไม้ ทำให้ป่าไม้ถูกทำลาย ทำลายหน้าดินเสียหาย &amp;nbsp;ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พบว่าประเทศไทยมีป่าต้นน้ำเหลืออยู่เพียงร้อยละ 23.01 ของพื้นที่ทั้งประเทศ ซึ่งภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่มีป่าต้นน้ำมากที่สุด ร้อยละ 42.25 ในทางการแก้ปัญหาก็ยังไม่สามารถที่จะลงมือทำและเห็นผลได้ในทันที่ ด้วยปัจจัยหลักคือ คน เพราะผู้ครอบครองพื้นที่ ที่ยังคงใช้ผืนป่าใช้สอยเพื่อประโยชน์ส่วนตน นำไปสู่ปัญหาน้ำป่าไหลหลาก ไฟป่า น้ำท่วม อีกทั้งยังส่งผลด้านสุขภาพจากการได้รับสารเคมีจากการเกษตรสะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
บ้านแม่ฮ่าง ตำบลนาแก อำเภองาว จังหวัดลำปาง คือหนึ่งในพื้นที่ที่มีเขาหัวโล้นถึงจะไม่มากเท่ากับพื้นที่ภาคเหนืออื่นๆ แต่ก็มีพื้นที่ป่าต้นน้ำกว่า 600ไร่ ป่าใช้สอยอีก 700 ไร่ และพื้นที่ทำกินกว่า 1 พันไร่ &amp;nbsp;ซึ่งส่วนใหญ่ประชากรในพื้นที่ประมาณ 144 ครัวเรือน ปลูกพืชเชิงเดี่ยว &amp;nbsp;โดยเฉพาะข้าวโพด ดังนั้นพื้นที่ 100 ไร่ ของชาวบ้านที่เข้าร่วมในการนำแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยรูปแบบ โคก หนอง นาโมเดล มาปรับใช้เพื่อเป็นตัวอย่าง &amp;nbsp;ในการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผืนป่าในไทย ในโครงการวิจัยการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยการติดตามและประเมินผลเพื่อบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างมีส่วนร่วม ภายใต้โครงการโครงการ &amp;ldquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;rdquo; ปี7 &amp;nbsp;โดยบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัดร่วมกับศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการแก้ไขปัญหาประเทศสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (Integrated TechnologyOperations KMITL (ITOKmitl) และภาคีเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออาจารย์ยักษ์ นายกสมาคมดินโลก และที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า การทำวิจัยในโครงการครั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรได้เห็นถึงประโยชน์ของการนำศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะหัวใจของศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่นอกเหนือไปจากการออกแบบพื้นที่และการทำ โคก หนอง นา คือ การพัฒนาคนซึ่งมีกระบวนการสำคัญ 4 ข้อ คือ เปลี่ยนความคิด เรียนรู้ทักษะ ฝึกให้มีความชำนาญและจัดเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาต่อในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; สำหรับ พื้นที่บ้านแม่ฮ่าง มีชาวบ้านส่วนหนึ่งที่เห็นด้วยกับการทำตามศาสตร์พระราชาจำนวน 10 ครัวเรือน อย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2559 &amp;nbsp;ซึ่งเดิมพื้นที่ส่วนใหญ่ชาวบ้านปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะข้าวโพดจำนวนมาก แม้ว่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจ แต่การปลูกแค่ข้าวโพดได้ทำลายสภาวะการเป็นป่าต้นน้ำ ทำให้ความสามารถในการอุ้มน้ำของภูเขาก็หายไป ทำให้เวลาฝนตกก็จะซัดเอาหน้าดินซึ่งเป็นดินที่มีปุ๋ยสมบูรณ์ที่สุด ไหลลงไปจากภูเขาหัวโล้นก็จะขุ่นเป็นโคลน ตะกอนดิน กักเก็บไว้ในหนอง คลอง บึง หรือเขื่อน คิดเป็นปริมาณน้ำฝนไร่ 1 ที่ไหลลงไปยังด้านล่างจาก 2.5 -3 พันคิวบิกเมตร ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 4 พันคิวบิกเมตร ที่ทำให้เกิดการตื้นเขิน ดังนั้นแม้จะสร้างฝาย สร้างเขื่อนก็จะไม่สามารถที่จะเก็บน้ำไว้ได้ นำไปสู่ปัญหาน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และไฟป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ เราต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ซึ่งตอนนี้มี 7 กลุ่มหลัก ที่ช่วยกันผลักดัน &amp;nbsp;คือ 1.ภาครัฐ 2.ครู ที่มีโรงเรียนกว่า 3 หมื่นโรงเรียน และ อีก 200 มหาลัย ที่จะต้องทำงานวิจัยเกี่ยวกับป่าให้มากขึ้น &amp;nbsp;และพระ ที่มีกว่า &amp;nbsp;4 หมื่นวัด นับว่าเป็นส่วนที่สำคัญในการชี้นำสังคม 3. ประชาชน ที่มีบทบาทกับพื้นที่และการลงมือทำ 4. ภาคเอกชน ที่จะมีพลังร่วมสนับสนุน 5. สื่อมวลชน มูลนิธิภาคประชาสังคม เชื่ออย่างยิ่งว่าหากเกิดการร่วมมือกันไม่ถึง 10 ปี ปัญหาป่าต้นน้ำจะมีทิศทางที่ดีขึ้น&amp;rdquo; อ.ยักษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการแก้ไขปัญหาประเทศ สจล. กล่าวว่า ในการลงสำรวจพื้นที่ก่อนทำวิจัยพื้นที่ทั้ง 100 ไร่ ที่ทำตามโมเดล โคก หนอง นา มีชาวบ้านเข้าร่วม 14 ราย &amp;nbsp;ซึ่งเดิมบ้านแม่ฮ่างมีสภาพเป็นภูเขาหัวโล้น ดินเสื่อมสภาพ &amp;nbsp;แข็งจากการใช้สารเคมีมานาน เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่ หน้าดินถูกทำลาย กักเก็บน้ำได้ไม่เกิน 10% ของปริมาณน้ำฝนที่ตกลงในพื้นที่ ส่วนรายรับชาวบ้านจากการขายข้าวโพดอย่างเดียวไม่แน่นอน &amp;nbsp;เช่น มีรายได้จากข้าวโพดปีละ 30,000 บาท และมีรายจ่ายเรื่องสารเคมี ซึ่งรายได้ ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละพื้นที่&amp;nbsp;ที่สำคัญคือ ชาวบ้านขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการจัดการดิน น้ำ ป่า ตามแนวทางศาสตร์พระราชา &amp;nbsp; แต่หลังจากเริ่มทำการวิจัยกว่า 3 ปี จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง&amp;nbsp; ทั้งในเรื่องของดิน พบมีแร่ธาตุ NPK จากสารเคมีลดลง พันธุ์ไม้ และสัตว์หน้าดินเพิ่มขึ้น ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ อุ้มน้ำได้ดี &amp;nbsp;ในส่วนของน้ำ ในพื้นที่วิจัยไม่ตรวจพบสารเคมีตกค้าง สามารถเก็บน้ำใต้ดินโดยเฉลี่ยได้ถึง 45% ของปริมาณน้ำฝนที่ตกลงในพื้นที่ ส่วนที่เหลือจะเก็บในหนอง นา &amp;nbsp;และคลองไส้ไก่ หรือน้ำบนดิน ซึ่งสามารถเก็บได้เกิน 100% ทุกแปลง ด้วยการจัดการน้ำด้วยหลุมขนมครก ในรูปแบบ โคก หนอง นา มีการเน้นการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ครอบคลุมการปลูกต้นไม้ 5 ระดับ คือ สูง กลาง เตี้ย เรี่ยดิน และหัวใต้ดิน รายได้จากการปลูกพืช และการเป็นวิทยากร ลดค่าใช้สารเคมีได้มาก ที่สำคัญคือ คน ที่มีความเข้าใจถึงความสำคัญและสัมพันธ์กันของ ดิน น้ำ ป่า เลิกเผาป่า กลายเป็นจิตอาสา และสามารถต่อยอดเป็นวิทยากร ทุกคนที่เข้าร่วมโครงการวิจัยสามารถให้ความรู้แก่ผู้อื่นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;อย่างในพื้นที่ของ นายประวีณ ศิราไพบูลย์พร หรือ ติ่ง ที่มีพื้นที่ 48 ไร่ และได้นำพื้นที่เข้าทดลองเพื่อเป็นตัวอย่างโครงการฯ 10 ไร่ และขยาย เพิ่มอีกประมาณ 11 ไร่ ซึ่งในพื้นที่ที่เหลือก็ยังคงปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งติ่งมีความมุ่งมั่นและตั้งใจในการทำตามแนวศาสตร์พระราชาอย่างมาก ทั้งเป็นผู้นำโคก หนอง นา โมเดล มาออกแบบในพื้นที่ตนเอง ในปีแรกดินในพื้นที่ก็เริ่มมีการฟื้นฟู &amp;nbsp;ต้นไม้ต่างๆเริ่มเจริญงอกงาม ทำให้เขามีโอกาสที่จะทำการขยายไปยังพื้นที่ที่เหลือ และยังเป็นวิทยากรแนะนำให้กับพื้นที่อื่นๆได้ดีอีกด้วย ซึ่งในอนาคตหากผลการวิจัยนี้สมบูรณ์ก็จะมีการนำไปต่อยอดเป็นหลักสูตรในมหาวิทยาลัย และผลักดันให้เกิดการลงมือทำอย่างจริงจังต่อไป&amp;rdquo; รักษาการผู้อำนวยการฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านนายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด กล่าวว่า โครงการวิจัยการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยการติดตามและประเมินผลเพื่อบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างมีส่วนร่วม คิดน่านี้จะเป็นอาวุธสำคัญที่จะเกิดการยอมรับในวงกว้าง รวมไปผู้กำหนดนโยบายมากขึ้นที่ไม่ใช่แค่ในเมืองไทยแต่อาจจะสามารถประยุกต์ใช้ในประเทศอื่นๆที่ประสบปัญหาเหมือนกับประเทศไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายประวีณ ศิราไพบูลย์พร หรือ ติ่ง ชาวปกาเกอะญอ หมู่ 4 บ้านแม่ฮ่าง ต.นาแก อ.งาว จ.ลำปาง ที่ได้เปลี่ยนพื้นที่ 21 ไร่ ที่เคยเป็นไร่ข้าวโพดให้เป็นป่าใช้สอยจนพึ่งพาตนเองได้&amp;nbsp; เล่าว่า เมื่อก่อนมีที่เท่าไหร่ก็จะปลูกข้าวโพด ซึ่งปลูกมานานแล้ว เพราะการปลูกรอผลผลิตไม่นาน ซึ่งก็จะมีหนี้อยู่บ้างจากค่าปุ๋ยค่ายา &amp;nbsp;พอมีการอบรมเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ก็เข้าร่วมทันที เพราะมีความสนใจ ในการนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ จึงได้มีการปรับพื้นที่ของตนให้เป็นขันบันได และขุดคลองไส้ไก่ ตามแนวเขา เพราะเป็นพื้นที่สูง ซึ่งการทำตรงนี้จะสามารถกักน้ำได้ในร่องคลองไส้ไก่ และยังสามารถนำน้ำจากฝายสู่พื้นที่เกษตรได้ด้วย ในพืชที่ตอนนี้ก็จะพืชต่างๆ อย่างกล้วย &amp;nbsp;ผักสวนครัว ดินมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มมากขึ้น และดีใจที่ได้มีโอกาสนำความรู้ไปเผยแพร่ต่อโดยเป็นวิทยากรอบรมในพื้นที่ของการวิจัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อีกหนึ่งชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการวิจัยฯ นางปนัดดา ปิ่นเงิน หรือแดง ไร่ตะวันแดง หมู่ 4 บ้านแม่ฮ่าง ต.นาแก อ.งาว จ.ลำปาง บอกว่า มีความมุ่งมั่นที่จะปรับพื้นที่ 10 ไร่ จากพื้นทั้งหมด 24 ไร่ ตามโมเดลโคก หนอง นา แทนไร่ข้าวโพดอย่างจริงจัง แม้ในช่วงแรกจะมีความเห็นไม่ตรงกับครอบครัว แต่ตนก็ยังยืนยันที่จะทำ โดยเริ่มต้นจากการปรับพื้นที่ขุดคลองไส้ไก่ เวลาฝนตกจะกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับพืชผลได้ และปลูกต้นกล้วย และไม้ผลต่างๆมาเสริม มะม่วง เงาะ โกโก้ อโวคาโด้ และปลูกข้าวภายใน 1 ปี และจากเดิมที่มีหนี้สินจากการทำไร่ข้าวโพด กำไรไม่เยอะ แต่จะมีหนี้ค่ายาค่าปุ๋ย จากหนี้สินกองทุนหมู่บ้าน 30,000 บาท โครงการวิจัยฯก็มาช่วยปลดหนี้ให้ด้วยการทำธนาคารต้นไม้&amp;nbsp; โดยโครงการวิจัยฯให้ค่าตอบแทนการปลูกต้นไม้ต้นละ 10 บาท เพื่อนำไปชำระหนี้ซึ่งปลูกต้นไม้ไปกว่า 4,000 ต้น ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ได้กิน ได้ใช้ผลผลิตเหล่านี้ แม้จะมีรายรับที่ยังไม่มากนัก แต่รายจ่ายลดลง ไม่มีหนี้ อีกทั้งจะขยายให้ครบทั้งหมดในพื้นที่ที่มี เพื่อช่วยรักษาดินและป่าด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50989</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร, บ้านแม่ฮ่าง ตำบลนาแก อำเภองาว จังหวัดลำปาง, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, อาทิตย์ กริชพิพรรธ, เชฟรอน, โคก หนอง นา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191124/image_big_5dda213331777.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43722</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2019 08:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2019 08:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;แตกตัว&quot;ที่ &quot;เลย -มรกตอีสาน&quot;เยียวยา&quot;ต้นน้ำป่าสัก &quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไพโรจน์ กวียานันท์ ร่วมห่มฝางสร้างแหล่งอาหาร ที่ สวนรุ่งทิพย์เกษตรอินทรีย์

ในการเข้าสู่ปีที่ 7 &amp;quot;โครงการ พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน &amp;nbsp;หรือ &amp;quot;เอามื้อสามัคคี-หลุมขนมครก- โคก หนอง นา โมเดล &amp;quot; เป้าหมายเพื่อ &amp;quot;หยุดท่วม หยุดแล้ง ในลุ่มน้ำป่าสักอย่างยั่งยืน โดยมี ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ &amp;quot;อ.ยักษ์ &amp;quot;อดีตประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ เป็นตัวตั้งตัวตี ก่อกำเนิดโครงการ &amp;nbsp; ได้ลงพื้นที่จ.เลย ที่เป็นต้นกำเนิดแม่น้ำป่าสัก หรือที่เรียกว่า&amp;quot;สักหง่า&amp;quot;ที่เป็นแรงบันดาลใจต้นกำเนิดโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขบวนจักรยานรณรงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กิจกรรมรณรงค์มีขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่าน ซึ่งมีทั้งการปั่นจักรยาน ร่วมกับอีก 7เครือข่าย อาทิ &amp;nbsp;เครือข่ายฟื้นฟูลุ่มน้ำป่าสัก 7 จังหวัด เครือข่ายมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ผู้ร่วมกิจกรรมผ่านเฟซบุ๊ก นักปั่นสะพานบุญ นักปั่นเชฤณฮฯ รวมผู้ร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 645คน เพื่อสร้างจิตสำนึกการรักษาสภาพการฟื้นฟูป่าต้นน้ำป่าสักให้คงอยู่สืบไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในด้านปัญหาของจ.เลย เช่นเดียวกับพื้นที่อื่นๆของประเทศไทย ที่ป่าต้นน้ำถูกบุกรุกเทำลาย ทำให้ไม่มีพื้นที่ซับน้ำ &amp;nbsp;ไม่มีรากไม้ยึดเกาะดิน เกิดปัญหาดินถล่ม เกิดการชะล้างหน้าดิน ดินตะกอนทับถมในแม่น้ำจนตื้นเชิน เกิดน้ำท่วมและน้ำแล้งอย่างรุนแรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขุนเขาแห่งนี้ คือต้นน้ำป่าสัก ที่สักหง่า บ้านหินสอ อ.ภูเรือ จ.เลย มรกตอีสานและอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อ.ยักษ์ กล่าวว่า &amp;nbsp;การรณรงค์ปีที่ 7 ที่มาที่เลย เพราะ ลุ่มน้ำป่าสัก ไหลผ่าน 7จังหวัด &amp;nbsp;แต่เลยเป็นต้นน้ำที่อยู่สูงที่สุด ที่มีความขันมาก &amp;nbsp;อีกทั้ง จ. เลย ในความเป็นภูหลวง เป็นมรกตอีสาน หมายถึงเป็นต้นน้ำ สามารถจุน้ำใหญ่กว่าเขื่อนภูมิพล &amp;nbsp;เลยสามารถจุน้ำได้ หลายหมื่นล้านคิว ซึ่งมีงานวิจัยเรื่องนี้อยู่ &amp;nbsp;ภูมิศาสตร์ที่เลยจึงสุดยอดมาก &amp;nbsp;ที่ผ่านมามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ จึงเข้าไปจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติขึ้นตั้งแต่ปี 2547 และจัดตั้งเป็นศูนย์กสิกรรมธรรมชาติภูหลวงในปี 2551 &amp;nbsp;ลุ่มแม่น้ำป่าสักเป็นหนึ่งใน25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศที่มีการดำเนินโครงการฯ มีการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก แก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า ให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างหลุมขนมครกกักเก็บน้ำบนพื้นที่สูง ปลูกพืชเพื่อสร้างป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ให้พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น เกิดความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และส่งเสริม&amp;quot;วนเกษตร&amp;quot; &amp;nbsp; เนื่องจาก &amp;nbsp;จ. เลย มีความเหมาะสมที่จะทำเป็นวนเกษตรมาก เพราะมีสภาพเป็นป่าดิบเขา ป่าดิบนี้ ถ้าฝนตกลงมาจะสามารถถ &amp;nbsp;เก็บน้ำใต้ดินได้ 70% เป็นธนาคารน้ำใต้ดินที่คนกำลังฮือฮา โดยไม่ต้องไปขุดบ่อต่อท่ออะไรในการเก็บน้ำ เพราะระบบรากต้นไม้มีความสมบูรณ์ในตัวเอง สามารถเก็บน้ำได้ดียิ่งกว่าสิ่งที่มนุษย์ทำ จึงอยากให้ชาวบ้านทำธนาคารน้ำใต้ดินแบบคนจน คือการเลีบนแบบธรรมชาติดื้อๆจาก ระบบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ยักษ์ วิวัฒน์ ศัลยกำธร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พื้นที&amp;quot;เลย&amp;quot;ไม่ได้มีแต่ปัญหาป่าถูกบุกรุกทำลาย &amp;nbsp;แต่ยังมีปัญหาการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ที่สำคัญคือการปลูกอ้อย ซึ่งรุกพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ &amp;nbsp;นายโสภณ สุวรรณรัตน์ รองผู้ว่าราชการจ.เลย กล่าวว่า &amp;nbsp; พื้นที่ปลูกอ้อยในเลยมีใน 5อำเภอคิดเป็น 2-3แสนไร่ มีโรงรับซื้ออ้อย 2แห่ง การที่พื้นที่ปลูกอ้อยรุกเข้ามาแทนที่พื้นที่ปลูกข้าว ทำให้เลยต้องนำเข้าข้าวจาก จ.ร้อยเอ็ด เพราะปลูกไม่พอกิน &amp;nbsp;นับเป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตคนเลย &amp;nbsp;การปลูกอ้อยยังทำให้มีปัญหาPM 2.5 ตามมา เพราะมีการเผาหลังเก็บเกี่ยว &amp;nbsp;ซึ่งทางจังหวัดกำลังพยายามรณรงค์โรงงานที่รับซื้ออ้อย ออกกฎไม่รับซื้ออ้อยที่เผาพื้นที่ &amp;nbsp;นอกจากนี้ อีกทั้งยังมีปัญหาสารเคมีที่ส่งผลกระทบสภาพแวดล้อมดินและน้ำ &amp;nbsp;แม้พยายามรณรงค์ให้เขาปลูกอ้อยอินทรีย์ เพื่อลดการใช้สารเคมี แต่ยังไม่เป็นผล &amp;nbsp;เพื่อลดปัญหาสารเคมีตกค้างในดินและน้ำ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อ.ยักษ์ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องปลูกอ้อยที่เลย &amp;nbsp;เป็นเพราะระบบทุนที่เข้ามาไม่นาน ปกติคนเลย มีวิถีชีวิต เรียบง่าย ประหยัด &amp;nbsp;ไม่ได้เห็นแก่เงิน &amp;nbsp;และแม้จะมีโรงงานน้ำตาลรุกเข้ามา การแก้ปัญหาทำได้ ถ้าโรงงานอ้อย ส่งเสริมให้ชาวบ้าน ทำระบบปลูกอ้อยแบบอนุรักษ์ &amp;nbsp;ลดพื้นที่ปลูกอ้อยลงเหลือ 70% ทำป่ารอบพื้นที่ปลูกอ้อย มีป่า มีคลอง หนอง นา &amp;nbsp;มีป่า 3อย่างประโยชฃน์ 4อย่าง ไว้ในที่ดินตนเอง &amp;nbsp; ก็จะมีกินมีใช้ โดยไม่ต้องซื้อ &amp;nbsp;นอกจากนี้ การมีระบบน้ำดีๆ ในพื้นที่ จะทำให้ผลผลิตอ้อยจะเพิ่มขึ้นจากเดิม 2เท่า จะได้เงินมากกว่าปลูกอ้อยเต็มพื้นที่ทั้งหมด เป็นความยั่งยืน ที่เกษตรกรอยู่ได้ และโรงงานก็อยู่ได้ ดินไม่เสื่อม เพราะถ้าดินเสื่อม เกษตรกรก็อยู่ไม่ได้ และโรงงานอ้อยก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน &amp;nbsp;
&amp;quot;ผมไม่รังเกียจอุตสาหกรรมนะ แต่อุตสาหกรรมต้องเข้าใจว่า ต้องอยู่กับโลก &amp;nbsp;ต้องยั่งยืน &amp;nbsp;ต้องอนุรักษ์ดิน อนุรักษ์น้ำด้วย การแก้ปัญหาเรื่องการเผา ส่งเสริมเขา มีรถตัดต้นอ้อยให้เกษตรกรฟรีๆ พวกใบอ้อยต้นอ้อยพวกนี้ ตัดแล้วทับถมในดิน เอาน้ำหมักราด ก็จะเป็นปุ๋ยชั้นดี ทำให้ผลผลิตอ้อยดีขึ้นกว่าการเผา&amp;quot; อ.ยักษ์กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาทิตย์ กริชพิพรรธ เชฟรอน ร่วมปลูกแฝกเสริมไผ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าว ว่า &amp;nbsp;ป่าต้นน้ำใน จ.เลยมีความสำคัญมาก เพราะเป็นต้นน้ำป่าสักซึ่งเป็นลุ่มน้ำที่มีความลาดชันสูง ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งได้โดยง่าย จึงเป็นลุ่มน้ำที่ในหลวง ร. 9 &amp;nbsp;ทรงห่วงใย อันเป็นที่มาของโครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน ในปี 2556 &amp;nbsp; ในความเป็นจริงประเทศไทยเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ไม่ขาดแคลนทรัพยากร ไม่ใช่ประเทศยากจน เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ &amp;nbsp;ดินดีอุดมสมบูรณ์ แต่ประชาชนขาดองค์ความรู้และการจัดการที่ดี เรื่องหลุมขนมครก แสนหลุม หรือแม้กระทั่งล้านหลุม ถ้าชาวบ้านเห็นด้วย มีความตั้งใจจะทำ ก็เชื่อว่าภายในปีเดียวก็ทำได้ &amp;nbsp;หนทางนี้เป็นเกษตรทางเลือก แต่ก็เห็นว่าเกษตรทางหลักไม่ได้ให้อะไรนัก ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นตัวหยุดการบุกรุกป่า เพราะขณะนี้มีเอกสารสิทธิ์ ที่พร้อมจะเป็นที่ดิน ส.ป.ก.เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่าการบุกรุกป่ายังไม่หมดไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ผมอยากให้เกษตรตามศาสตร์พระราชา ที่บอกว่าเป็นเกษตรทางเลือก &amp;nbsp;ให้กลายเป็นทางหลัก สำหรับคนที่ทำเกษตรทางหลักแล้วไปไม่รอด ก็ควรหันมาหาศาสตร์พระราชา โครงการแตกตัวทั่วไทยปีที่ 7ของเรา จากปีแรกที่เราต้องใช้ดารามาช่วยรณรงค์ &amp;nbsp;แต่ 6ปี ที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าไปมาก ช่วง 3 ปีที่เหลือนี้ เป็นเฟสสุดท้ายของโครงการฯ เป็นช่วงที่ต้องเร่งเครื่อง เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ทั้งองคาพยพ เกิดรูปธรรมของความสำเร็จอย่างแท้จริง &amp;nbsp;และระหว่างทางของการลงมือทำ หากเกิดปัญหาขึ้นก็ค่อยแก้ ทำไปแก้ไป เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ จากนั้นค่อยต่อยอดเรื่องอาหารปลอดภัย การท่องเที่ยว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน&amp;quot;อาทิตย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิงกระสุนเมล็ดพันธุ์ เพิ่มพื้นที่ป่า บริเวณ&amp;quot;สักหง่า&amp;quot;ต้นน้ำป่าสัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการ จ.เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการ จ.เลย กล่าวว่า การที จ.เลย &amp;nbsp;เป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญ ได้แก่ ลำน้ำเลย ลำน้ำพุง ลำน้ำพอง แม่น้ำเหือง รวมถึงแม่น้ำป่าสักจึงมีความสำคัญยิ่งที่จะต้องตื่นตัวและให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก เพราะสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นที่นี่ ย่อมส่งผลกระทบไปสู่คนปลายน้ำ จ.เลยได้มีการนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยส่งเสริมให้ประชาชนปลูกสวนป่าเพื่อเศรษฐกิจในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งจะทำให้เลย มีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น และยังเป็นการส่งเสริมอาชีพให้ราษฎรได้อีกทางหนึ่ง &amp;nbsp;ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีการบุกรุกพื้นที่แปลงใหญ่เพิ่มขึ้น และยังสามารถคืนผืนป่ากลับมาได้จำนวนหนึ่งอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไตรภพ โคตรวงษา ประธานมูลนิธิฯ ปลูกแฝกเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ไตรภพ โคตรวงษา ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า &amp;nbsp;การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อนกำลังเป็นวิกฤตโลก &amp;nbsp; &amp;nbsp;และเป็นวิกฤตที่ใหญ่มาก แต่สำหรับคนไทยบางคนที่ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาว และทำยังไงเราจะสื่อสาร ในสิ่งที่ในหลวงร.9 ทรงเตือนเรื่องวิกฤตอากาศ ธรรมชาติ สังคมเมือง สุขภาพ &amp;nbsp;ทรงมีวิชั่นที่ไกลมาก แตทำอย่างไรคนไทยจะเห็น แบบพระองค์ &amp;nbsp;การบุกต้นน้ำที่ จ. เลย ครั้งนี้ ก็เพื่อให้มาเห็นความจริง เพราะเลยเป็นมรกตอีสาน ซึ่งไม่ใช่เป็นแค่มรดกของคนไทยเท่านั้น แต่เป็นของเอเชียด้วย &amp;nbsp;แต่เลยปัจจุบัน กลายเป็นต้นน้ำแต่มีสารพิษเจือปน &amp;nbsp; การแก้ต้องอาศัยศาสตร์พระราชาเท่านั้นในการแก้ไข &amp;nbsp; ซึ่งชาวโลกยอมรับศาสตร์พระราชาเป็นทางรอดของมนุษย์ &amp;nbsp;และเป็นเรื่องท้าทายที่จะให้คนเลยหันมาปลูกอ้อยแค่ 70% อีก 30% ทำพื้นที่เก็บน้ำ พื้นที่ป่าอย่างที่อ.ยักษ์บอก ทำให้เขาพึ่งตัวเองได้ &amp;nbsp; ถ้าเขาพึ่งตัวเองได้ ก็จะอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี เมื่อนั้นเขาก็จะไปช่วยคนอื่นได้ การเดินตามรอยศาสตร์พระราชา จึงเป็นเรื่องการสร้างคน และรักษาโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแสวง ดาปะ แห่งไร่นาป่าสวนขุนเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายแสวง ดาปะ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เจ้าของพื้นที่ไร่นาป่าสวนขุนเลย &amp;nbsp;กล่าวว่า เมื่อก่อนเคยทำข้าวโพด ลูกเดือย ที่เปลี่ยนเพราะมีหนี้ จึงอยากปลดหนี้ &amp;nbsp; ปี 43-44 ได้ไปศึกษาดูงานที่มูลนิธิเลยเพื่อการพัฒนาชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ป่าภูหลวง แล้วกลับมาตั้งกลุ่มออมทรัพย์เกษตรยั่งยืน มีสมาชิก 24 คน ค่อยๆเปลี่ยนมาปลูกพืชผสมผสาน และขยายแนวคิดไปยังพื้นที่อื่นๆ สร้างวิทยากรเครือข่ายได้ 35 คน ปัจจุบันมีสมาชิก 104 คน ยอดเงินออม 1,200,000 บาท ต้องการแปรรูปผลผลิต น้ำหมากเม่า น้ำหมากหลอด ผ้าฝ้าย &amp;nbsp; ซึ่งตอนนี้เขาสามารถลดหนี้ได้ เพราะไม่ต้องลงทุนเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด &amp;nbsp; และทำอินทรีย์ล้วนๆ ไม่มียากระตุ้น จึงได้ผลผลิตบ้างไม่ได้บ้าง มีปัญหาเรื่องน้ำที่นับวันจะยิ่งวิกฤต จึงต้องขุดหนองน้ำ ทำแผนขอกู้สมาชิก&amp;nbsp; เจาะน้ำบาดาล 2 บ่อ แต่ลึก 70 เมตรยังไม่ถึงน้ำ &amp;nbsp;ส่วนน้ำตามธรรมชาติเช่นร่องน้ำห้วยแห้ที่ศูนย์ฯ เมื่อก่อนใช้ตะบันน้ำได้ 10 ปีที่ผ่านมา น้ำแห้ง 3-4 ปีนี้ปริมาณฝนน้อยมาก ในฝายน้ำแห้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศาสนา สอนผา ผู้จัดการศูนย์กสิกรรมธรรมชาติภูหลวง บ้านศรีเจริญ ต.เลยวังไสย์ อ.ภูหลวง จ.เลย กล่าวว่า เมื่อปี 48-49 ทำโครงการกับ สสส. เรื่องสุขภาพ มีการตรวจสารเคมีในเลือด พบว่าพบทุกคนชุมชนแม้แต่เด็กเล็ก เจอสารเคมีในเลือดแทบทุกคน &amp;nbsp;ได้ข้อสรุปว่ามาจากอาหาร &amp;nbsp;ซึ่งส่วนมากซื้อมาจากตลาด จึงทำเรื่องอาหารปลอดภัย ให้มีความมั่นคงด้านอาหาร ได้ไปอบรมกับ อ.ยักษ์ รุ่น 130 ปี 49 &amp;nbsp;เริ่มเปิดเป็นศูนย์กสิกรรมธรรมชาติภูหลวง สร้างเครือข่ายผู้อบรม จากนั้นได้ร่วมกับอภัยภูเบศร ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกขายให้อภัยภูเบศรเพื่อสร้างรายได้ &amp;nbsp;ปลูกเชิงวนเกษตร ทำสมุนไพรอินทรีย์ ผสมผสาน ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง พบว่าได้ผลดี ซึ่งมีแผนที่จะขยายกลุ่มปลูกสมุนไพรต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลงแขกย่ำขี้ ยาบ่อ เพื่อเก็บกักน้ำ เป็นซีเมนต์ธรรมชาติ ไร้สารพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โครงการ&amp;ldquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;rdquo; ปีที่ 7 ยังคงเดินหน้าเผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาสู่การลงมือปฏิบัติในพื้นที่ต่างๆ ด้วยการจัดกิจกรรมต่อเนื่องตลอดทั้งปี &amp;nbsp;และในเดือนกันยายนจะลงพื้นที่จ.ลำปาง เพื่อรณรงค์ต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำฝายชะลอและเก็บกักน้ำ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43722</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร, อาทิตย์ กริชพิพรรธ, แตกตัวทัั่วไทย เอามื้อสามัคคี, โครงการ พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190819/image_big_5d59f4a21ece7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39842</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2019 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2019 09:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หนึ่งล้านหลุมขนมครก&quot;เป้าหมายใหม่ ตามรอยศาสตร์พระราชา  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;
โครงการ &amp;ldquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;rdquo;หรือการแก้ปัญหาดิน น้ำ ป่า คน และหยุดท่วม-หยุดแล้งยืน โดยการนำศาสตร์พระราชาที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย ไปลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และโฟกัสไปที่แม่น้ำป่าสัก &amp;nbsp; ได้เริ่มต้นเข้าสู่การดำเนินโครงการระยะที่ 3 (ปีที่ 7-9 &amp;nbsp; )โดยมีบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับ สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนโครงการ&amp;nbsp;
ในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 &amp;nbsp;ยังคงวางแผนปฎิบัติการภายใต้แนวคิด &amp;nbsp;&amp;ldquo;แตกตัวทั่วไทย สานพลังสามัคคี&amp;rdquo; หรือการรวมพลังสร้างความเปลี่ยนแปลง ตามศาสตร์พระราชา นำทีมลงพื้นที่ อ. ภูหลวง จ. เลย ร่วมกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำแถบเทือกเขาเพชรบูรณ์แหล่งกำเนิดแม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำสำคัญหลายสายที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนไทยในภาคกลาง และชาวอีสานตอนบนตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน

&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ยักษ์ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรืออาจารย์ยักษ์ ผู้ริเริ่มโครงการ &amp;nbsp;กล่าว ผลสรุป 6ปีที่ผ่านมา &amp;nbsp; ถือว่าโครงการมาไกลเกินเป้ามาก &amp;nbsp;จากจุดเริ่มแรกมองเห็นว่า ความเข้าใจในศาสตร์พระราชา ไม่ลึก ไม่กว้างพอ เป็นอุปสรรค หรือเป็นคอขวด ที่จะขยายความรู้ของในหลวง ร.9 ออกไป &amp;nbsp;ซึ่งผ่านไป 6ปี &amp;nbsp;ก็คาดว่ามีคนเข้าใจมากขึ้น &amp;nbsp;และความเข้าใจนี้ ได้ถูกำหนดในแผนยุทธศาสตร์เรื่องน้ำของประเทศแล้ว &amp;nbsp;แต่แผนก็ยังเป็นแค่แพลนนิ่ง ถ้าจะให้นำไปสู่การนำไปปฎิบัติได้ต้องออกแรงกันมากขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ในการเข้าสู่ระยะที่ &amp;nbsp;3 &amp;nbsp;จึงต้องเร่งสร้างคน ที่เป็นวิทยากรอบรม &amp;nbsp;สามารถออกแบบ คำนวณ &amp;nbsp;สามารถเป็นที่พึ่ง ของคนที่สนใจต้องการทำหลุมขนมครก ตามสูตร โคก หนอง นา ได้ &amp;nbsp;ใช้วิธีการเอามื้อสามัคคี หรือการลงแขกของชาวบ้านมาใช้ &amp;nbsp;เพราะขณะนี้ ศูนยฝึกที่กระจายตามพื้นที่ต่างๆ ยังขาดคนที่จะมาเป็นวิทยากร ซึ่งถ้าหากเร่งขยาย และคาดว่า ปฎิบัติการใน 3 ปีหลัง น่าจะทำได้ครบ 70 จังหวัดได้ &amp;nbsp;ครอบคลุมเชื่อมโยงทั้ง 25ลุ่มน้ำ ซึ่งเป็นการขยายตัวที่เร็วกว่า 2ระยะที่ผ่านมา
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากนี้ การเร่งขยายผลระยะที่ 3 &amp;nbsp;อ.ยักษ์ กล่าวว่า ยังเพิ่มแรงกระตุ้นด้วยการทำการศึกษาวิจัย ใส่เข้าไปในโครงการ &amp;nbsp;ว่าผลลัพธ์การทำตามศาสตร์พระราชา ที่ได้เป็นอย่างไร เพื่อเป็นเครื่องช่วยยืนยันความสำเร็จ และจะเป็นแรงผลักขับเคลื่อนต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เราทำวิจัยผลสำเร็จของโครงการ เช่น ที่ศรีไศล มีอยู่รายหนึ่ง หลังทำตามศาสตร์พระราชา รายได้เขาเพิ่มขึ้นจากแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัด ผลวิจัยแบบนี้ เราจะต้องนำไปแสดงให้คนที่ยังไม่ได้ทำได้เห็น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาทิตย์ กริชพิพรรธ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า &amp;nbsp;เชฟรอนภูมิใจที่มีส่วนร่วมขับเคลื่อนและสนับสนุนโครงการมาอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จเช่นนี้ &amp;nbsp;ด้วยการเป็นแกนนำภาคเอกชนทั้งพนักงานของเราเองและพันธมิตรในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ และสืบสานพระราชปณิธานของ ในหลวงร. 9 &amp;nbsp;การดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างชัดเจน และพิสูจน์ได้ว่าการประยุกต์ &amp;lsquo;ศาสตร์พระราชา&amp;rsquo; ทั้งหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ มาใช้ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น สามารถพลิกฟื้นพื้นที่แห้งแล้งให้กลับเขียวขจี ทำให้เกษตรกรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นจริง ปลดหนี้ได้ ที่สำคัญเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม &amp;nbsp;เชฟรอนจึงยังยืดหยัดที่สนับสนุนและมีความหวังที่จะเห็นการขยายตัว แตกตัวไปให้ครบทั้ง 25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ
ผู้จัดการใหญ่ ฯกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ส่วนตัวยังมองว่า เป้าหมาย การทำหลุมขนมครก &amp;nbsp;เพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำ 1แสนหลุม อาจจะไม่พอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ควรวางเป้าไว้ที่ 1ล้านหลุม &amp;nbsp;นับว่าเป็นการตั้งเป้าที่สูง แต่มองเห็นว่าถ้าเราทำscale เล็ก แสนหลุม จะไม่มีแรงขับเคลื่อนพอ ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ &amp;nbsp;ดังนั้น เป้าหมายเราจึงต้องเพิ่มไปที่ ล้านหลุม นอกจากนี้ ยังคิดว่าเป้าหมายล้านหลุม ขนมครก มีความเป็นไปได้ เพราะประเทศไทย ไม่ได้เป็นประเทศที่ขาดทรัพยากร เรามีน้ำจืด มีดินเพียงพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ถ้าทำได้ ตามนี้ ความปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น เราไม่ควรเป็นประเทศยากจน อดอยาก หรือต้องพึ่งพิงคนอื่น โดยเฉพาะอาหาร เรามีทรัพยากรเหลือเฟือ แต่ขาดแค่การจัดการทีดีเท่านั้น ผมอยากให้เกษตรอินทรีย์ หรือ แนวคิดเรื่องโคก หนอง นา ไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางหลักทางหนึ่งของคนไทย ที่สามารถทำได้ &amp;nbsp;เพราะทุกวันนี้เกษตรเชิงเดี่ยวไม่สร้างกำไร ขนาดเกษตรกร ไม่คิดค่าแรงตัวเอง ก็ยังไม่มีกำไร แต่ถ้าคิดบวกเข้าไปก็คือขาดทุน &amp;nbsp;&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เขายังย้ำอีกว่าเรื่อง หลุมขนมครกเก็บน้ำ 1ล้านหลุม ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน พร้อมกับอธิบายวิธีคิดว่าถ้าครึ่งหนึ่งของประชากร หรือราว 30 ล้านคน 1ใน 5 ของคนกลุ่มนี้ ก็ประมาณ 6ล้านคน ทำตามศาสตร์พระราชา มีการทำโคก หนอง นา &amp;nbsp;การสร้างหลุมขนมครก 1 ล้านหลุมก็มีความเป็นไปได้ &amp;nbsp;ซึ่งนำไปสู่การสร้างแหล่งอาหารปลอดภัย ให้คนในประเทศเราเอง และต่างชาติที่เข้ามาเที่ยว เป็นมูลค่าที่ต่อยอดจากการท่องเที่ยว แนวคิดนี้ ต่างจากเรื่องเราให้บีโอไอ หรือส่งเสริมการลงทุนต่างชาติ ที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และคนไทยเป็นเพียงลูกจ้างต่างชาติที่นำเงินมาลงทุนเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;การขับเคลื่อนอีกประการ คือ เราต้องมีตัวอย่างเยอะๆ คนที่ทำแล้วสำเร็จ อยู่ใกล้ๆ กัน เพื่อนบ้านเห็นแล้วก็อยากทำตาม &amp;nbsp;ก็จะเป็นแรงจูงใจอยากเปลี่ยนแปลง&amp;quot;อาทิตย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ. พิเชฐ โสวิทยสกุล

ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล &amp;nbsp;-อ.โก้ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการแก้ไขปัญหาประเทศ สจล. หนึ่งในภาคีเครือข่ายภาควิชาการ กล่าวถึง &amp;ldquo;โครงการวิจัย &amp;lsquo;การออกแบบเชิงภูมิสังคมไทย การติดตามและประเมินผลเพื่อบริหารจัดการน้ำและชุมชนอย่างมีส่วนร่วม&amp;rsquo; ของศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการแก้ไขปัญหาประเทศ สจล. (ITOKmitl) ว่า ได้มีการลงพื้นที่เพื่อจัดเก็บข้อมูล รวมทั้งออกแบบและปรับปรุงการพัฒนาพื้นที่ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้เป็นระบบและได้มาตรฐานทางวิชาการ สามารถนำฐานข้อมูลมาประมวลผลในมิติต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อม โดยมีพื้นที่วิจัยอยู่ใน 3 จังหวัด คือ อ. นาเรียง จ.อุดรธานี &amp;nbsp;อ.แม่ระมาด จ.ตาก และ อ.แม่ฮ่าง จ.ลำปาง จำนวน 30 ราย รวม 300 ไร่ แต่เนื่องจากมีผู้ให้ความสนใจจำนวนมาก จึงขยายพื้นที่วิจัยเป็น 40 ราย 400 ไร่ &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศูนย์ฯ ได้ส่งข้อมูลเรื่องดินบางส่วนจาก 200 กว่าตัวอย่างใน 3 พื้นที่ให้แก่กรมพัฒนาที่ดินซึ่งสามารถวัดได้ละเอียดกว่า และได้รับผลตรวจกลับมาแล้วเมื่อเดือนมีนาคม 2562 ขั้นตอนต่อไป คือ การนำข้อมูลทั้งหมดมาสรุปเป็นผลวิจัย ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากผลวิจัยที่เป็นตัวเลขสถิติ เราสามารถวัดความสำเร็จของโครงการด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องคน เพราะหัวใจของโครงการ คือ การสร้างคน การต่อยอดคนมีใจ เช่น ที่ อ.นาเรียง จ.อุดรธานี เครือข่ายเปิดศูนย์ฝึกและอบรมคนไปแล้ว 3 รุ่นๆ ละ 100 คนรวม 300 คน ที่ห้วยกระทิง แม่ระมาด จ.ตาก เครือข่ายเปิดศูนย์ฝึกและอบรมไปแล้ว 2 รุ่น ส่วนที่แม่ฮ่าง จ.ลำปาง แม้จะไม่ได้มีการเปิดศูนย์ฝึก แต่มีความสำเร็จในรายบุคคล &amp;nbsp;นอกจากนี้เครือข่ายยังตระเวนสอนการออกแบบพื้นที่ในหลายจังหวัด เช่น จ.น่าน จ.พะเยา จ.แพร่ จ.สุโขทัย &amp;nbsp;แม้ว่าเราจะใช้มาตรฐานเดียวกันในการวัดความสำเร็จของทั้ง 3 พื้นที่ไม่ได้ เพราะแต่ละพื้นที่มีบริบททางสังคมต่างกัน &amp;nbsp;แต่ถือได้ว่าเราประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในแง่ของคุณภาพดิน อ.โก้ เล่าว่า 2ปีได้เก็บตัวอย่างการวิจัย ทั้งดิน น้ำ ใช้เครื่องมือตรวจวัดดิน เจอเรื่องอัศจรรย์ใจ เพราะปรากฎว่าไม่เจอค่า NPK หรือสารอาหารสำคัญของพืชในดิน แต่เมื่อดูจากต้นไม้ที่ปลูกกลับพบว่าโตเอาๆ แต่ถึงอย่างนั้น ก็จะต้องนำดินมาตรวจให้แน่ชัดอีกครั้ง เพื่อให้ได้คำตอบว่าการทำเกษตรแบบใช้สารเคมี ไม่ใช่คำตอบของการทำเกษตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ประเด็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ผศ.พิเชษฐ์ กล่าวว่า งานวิจัย พื้นที่จุดหนึ่ง 10ไร่ จะมีผลตอบแทน 8.4หมื่นบาท เราก็เลยคำนวณว่า ถ้าทำ1ล้านจุด ก็จะมีผลตอบแทน ประมาณ 8หมื่นล้าน ซึ่งเป็นการคิดจากปีแรก แต่ปีที่2รายได้จะขยายขึ้นเรื่อยๆ แต่บางคน ที่ไปเก็บข้อมูลพบว่ามีรายได้ 1.8แสนบาท/ปี จากเมื่อก่อนที่ปลูกข้าวโพด 10 ไร่ได้แค่ 4หมื่น/ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ลุงกาลี แกมีพื้่นที่ 57ไร่ ทำข้าวโพดอย่างเดียวได้ 4หมื่น แต่พอมาทำเกษตรทฤษฎีใหม่ &amp;nbsp;10 ไร่แกก็ได้ 8.4 หมื่นแล้ว ส่วนอีก 47ไร่ อาจจะได้ป่าเพิ่มขึ้น เพราะเขาไม่ต้องทำเยอะ ทำตามกำลังแค่ 10ไร่ &amp;nbsp;เหนื่อยน้อยลง แต่รายได้เพิ่มขึ้น &amp;nbsp; ถ้าทำเราแบบนี้ 1ล้านจุด ใช้เงินลงทุนแค่ 1.16แสนล้าน &amp;nbsp; 10ปีก็คืนทุนแล้ว ความสูญเสียน้ำท่วมปี54 มูลค่า 1.44 ล้านล้าน จะไม่เกิดขึ้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อ.โก้ บอกอีกว่าในการวิจัย ถ้าสามารถเก็บตัวเลขได้7-8พันแปลง ก็จะรู้ตัวเลขเก็บน้ำได้เท่าไหร่ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ ยืนยันแนวคิดเกษตรพอเพียง ที่ใครก็เถียงไมได้ &amp;nbsp;แต่การทำวิจัย ต้องใช้่เวลาและกำลังคน ต้องเข้าไปเก็บข้อมูล บางหมู่บ้านเช่นที่แม่แจ่ม เชียงใหม่ กว่าจะเก็ยได้ทั้งหมู่บ้าน ต้องใช้เวลาเดินไม่ต่ำกว่า 2วัน นอกจากนี้ ยังมีคนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธกส.ต้องการให้สอนเรื่องการคิดคำนวณ ออกแบบพื้นที่ เพื่อนำไปสอนต่อชาวบ้าน นับเป็นภาระการขับเคลื่อนที่ยุ่งเหยิงพอสมควร
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไตรภพ โคตรวงษา ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ

นายไตรภพ โคตรวงษา ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และตัวแทนสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง เครือข่ายภาควิชาการกล่าวว่า ระยะที่ 3 ยังคงใช้กลยุทธ์การ &amp;lsquo;เอามื้อสามัคคี&amp;rsquo; หรือ การลงแขกตามประเพณีดั้งเดิมของคนไทยมาเป็นกลวิธีในการขับเคลื่อน และขยายผลให้ครอบคลุม 25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศไทยตามเป้าหมายที่โครงการตั้งไว้ &amp;nbsp;นอกจากขยายฐานในวงกว้างพร้อมกับสร้างความเข้มแข็งในเชิงลึก &amp;nbsp;ฟื้นฟูลุ่มน้ำไปพร้อมๆกับ การเร่งสร้างผู้นำและเสริมศักยภาพให้แก่คนเหล่านี้เพื่อให้เป็นแม่ทัพในลุ่มน้ำต่างๆ ทั่วประเทศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กิจกรรมแรกเอามื้อสามัคคีปีที่ 7 ที่เริ่มกิจกรรมที่จ.เลย ในวันที่ 1 สิงหาคม 2562 เพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำป่าสักที่จะจัดขึ้นที่ อ.ภูหลวง &amp;nbsp;นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการ จ.เลย กล่าวว่า เลย ตั้งอยู่ทางตอนบนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา จึงเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญ ได้แก่ ต้นน้ำเลย ลำน้ำพุง ลำน้ำพอง และแม่น้ำเหือง มีเนื้อที่ทั้งหมด 6,562,289 ไร่ มีสภาพป่าคงเหลือ 2,119,436 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 32.30 ของพื้นที่ แนวโน้มในการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของพื้นที่ป่ามีลักษณะคงที่&amp;nbsp;แสดงว่าไม่มีการบุกรุกพื้นที่แปลงใหญ่เพิ่มขึ้น ดังนั้น ถ้าส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้ในพื้นที่ของตนเองในลักษณะปลูกสวนป่าเพื่อเศรษฐกิจ จะทำให้ จ.เลยมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นได้ และยังเป็นการส่งเสริมอาชีพให้ราษฎรได้อีกทางหนึ่ง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ จังหวัดได้มอบหมายสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเลย ร่วมกับ อ.ภูหลวง &amp;nbsp;อบต.เลยวังไสย์ หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลย. 9 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง และเจ้าหน้าที่มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ร่วมกันตรวจสอบเพื่อจัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคีในแปลงที่ดินของนายแสวง ดาปะ บ้านศรีเจริญ ต.เลยวังไสย์ อ.ภูหลวง จ.เลย ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอยู่ระหว่างป่าภูหลวง และป่าภูหอ ที่กรมป่าไม้ได้มอบให้ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ดูแล ส่วนกิจกรรมนำสื่อมวลชนชมต้นน้ำป่าสัก จะดำเนินกิจกรรมบริเวณจุดชมวิวสักหง่า บ้านหินสอ ต.ปลาบ่า อ.ภูเรือ จ.เลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บรรยากาศการแถลงทิศทางเข้าสู่ระยะที่ 3 เริ่มปีที่ 7&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39842</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร, บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด, ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล, อาทิตย์ กริชพิพรรธ, “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190701/image_big_5d19695a903d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2018 18:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/12/2018 07:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลสำเร็จ&quot;แตกตัว&quot;ทำตาม&quot;ศาสตร์พระราชา  &quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมที่สระบุรี การปลูกต้นไม้&amp;nbsp;บนหัวคันนาทองคำ&amp;nbsp; ด้วยมือเล็กๆ ที่มีส่วนร่วมและเรียนรู้ศาสตร์พระราชา&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน &amp;nbsp;หรือโครงการตามรอยพ่อของแผ่นดิน ปีที่ 6 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของระยะที่ 2 ในแผนหลัก 9ปี &amp;nbsp;ได้ปิดฉากลง พร้อมกับการประกาศว่าจะสานต่อโครงการในปีที่ 7 ในปี 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในโอกาสนี้ ทางบริษัทเชพรอน ประเทศไทยสำรวจและการผลิต จำกัด ผู้สนับสนุนหลัก พร้อมกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ได้มีการสรุปผลการดำเนินงานในรอบปี2561 ซึ่งดำเนินงานภายใต้แนวคิด&amp;quot;แตกตัว&amp;quot; ซึ่งมีเป้าหมายขยาย&amp;quot;คนต้นแบบ&amp;quot; ให้ทวีคูณในวงกว้างยิ่งขึ้น ภายใต้แคมเปญหลัก &amp;quot;แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี &amp;quot; ที่เน้นการขยายผลแนวคิดและวิธีปฎิบัติการทำมาหากิน การดำรงชีวิตตามศาสตร์พระราชา ไปสู่ฃุมชนและคนทุกระดับ พร้อมกับรื้อฟื้นประเพณีการ&amp;quot;ลงแขก&amp;quot;ในการทำการเกษตร ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตการยู่ร่วมกันของคนไทยในอดีต ให้กลับมามีบทบาทในสังคมขึ้นอีกครั้ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาทิตย์ กริธพิพรรธ ผู้บริหารเชฟรอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำเร็จในปีที่ 6 อาทิตย์ กริธพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนฯ กล่าวว่า &amp;nbsp; เป็นที่น่าภาคภูมิใจ &amp;nbsp;ที่โครงการดำเนินมาถึงปีที่ 6 และมีผู้ตอบรับแนวคิดนี้จำนวนมาก แม้จุดเริ่มต้นจะมาจากการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถพบิตร ในหลวงร.9 ทรงห่วงแม่น้ำป่าสัก &amp;nbsp;เป็นการโฟกัสจุดเดียว แต่ปัจจุบันแนวคิดนี้ได้แตกตัวไปทั่ว เกิดการเปลี่ยนแปลง &amp;nbsp;และในปี 2561 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 4พื้นที่ คือ กรุงเทพ ราชบุรี &amp;nbsp;จันทบุรี และน่าน มีการสร้างศูนย์การเรียนรู้ได้หลายแห่ง &amp;nbsp;ทำให้ผู้ที่อาจจะแค่เคยได้ยินโครงการได้มีโอกาสสัมผัสของจริง ได้มีส่วนร่วมในการทำเกษตรตามแบบวิถีธรรมชาติพอเพียง ได้เห็นการพลิกเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ที่ดำเนินโครงการ ที่สำคัญมีคนที่เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 2,500 คน ในจำนวนนี้มีพนักงานของบริษัท เชฟรอนฯที่เข้าร่วมโครงการเป็นจิตอาสา มาช่วยลงแขก และทำกิจกรรมด้านอื่นๆด้วยประมาณ 300 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าถามว่าทำไม บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันอย่างเชฟรอน มาสนใจทำโครงการนี้ &amp;nbsp;ทั้งที่เรามีไซต์งานที่อ่าวไทย หรือแหล่งอื่นๆที่คาดว่าจะมีก๊าซและน้ำมัน ก็เพราะว่า เราศรัทธาในศาสตร์พระราชา ที่ในหลวง ร.9 ทรงทำไว้ และแนวทางที่พระองค์ทรงทำไว้ น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง สำหรับประเทศไทย &amp;nbsp;ที่พึ่งพาเกษตรกรรมเป็นหลัก &amp;nbsp;ซึ่งหากเรายังทำเกษตรแบบเดิม ไม่ได้มีแต่เพียงภาคเกษตรรอบนอกที่ได้รับผลกระทบ แม้แต่คนในเมืองก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะต้องกินอาหารจากเกษตรเคมี ที่ส่งจากแหล่งปลูกต่างๆ &amp;nbsp;จึงหวังให้โครงการนี้ สามารถแก้ไขปัญหาเกษตรเคมีได้ &amp;nbsp;นอกจากนี้ ตัวโครงการยังสอดคล้องกับนโยบายเพื่อสังคมของบริษัท ที่เน้นการพัฒนาการศึกษา สิ่งแวดล้อม พัฒนาคน &amp;nbsp;พัฒนาสังคม&amp;quot;อาทิตย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในแง่ความคาดหวังต่อไป ผู้บริหารเฃฟรอน &amp;nbsp; กล่าวว่า แม้การดำเนินโครงการในปีที่ 6 จะได้รับผลตอบรับที่ดีมาก แต่ในความเห็นส่วนตัวลึกๆ แล้วเห็นว่า ยังไม่พอ และอยากให้ศาสตร์พระราชา และแนวคิดทำเกษตรแบบโคก หนอง นา พออยู่พอกิน เป็นกระแสหลักของสังคมไทย และเป็นตัวอย่างที่สังคมโลกต้องทำตาม เพราะจะมีก็แต่วิธีการนี้เท่านั้น ที่จะเป็นทางรอดของประเทศไทยและทางรอดของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โครงการตามรอยศาสตร์พระราชา จะสำเร็จไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทุกฝ่าย ที่มาช่วยสืบสานพระราชปณิธาน และในปีหน้า ซึ่งเป็นปีที่ 7 และเข้าสู่ระยะที่ 3 ทางโครงการจะมีความเข้มข้นมากขึ้นเป็นลำดับ &amp;quot;ผู้บริหารเชฟรอนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ยักษ์ วิวัฒน์ ศัลยกำธร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออาจารย์ยักษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า &amp;nbsp;ด้วยความเชื่อและศรัทธา ในแนวคิดศาสตร์พระราชา ของในหลวง ร.9 &amp;nbsp;และทำตามที่พระองค์ท่านบอก และทรงทำให้ดู 4,741โครงการ มีกรณีศึกษามากมาย บางคนเชื่อเชื่อครึงไม่เชื่อครึ่ง แต่ 6ปี เราได้พิสูจน์ชัดเจนว่า แนวคิดการบริหารจัดการน้ำของพระองค์ เป็นศาสตร์ได้ 40ทฤษฎี &amp;nbsp;ลง ที่พระองค์ทำให้จากจุดเริ่มต้นที่พะองค์มีความเป็นห่วงลุ่มน้ำป่าสักมากที่สุด เพราะมีความชัน และมีความยาวจากจ.เลยมาถึงอยุุธยา 7 จังหวัด กินพื้นที่เป็น 10 ล้านไร่ แต่ภูเขาไม่มีป่าเป็นเขาหัวโล้น &amp;nbsp;ซึ่งจัดการยากที่สุด เมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง พระองค์ทรงบอกว่าถ้าหายพระประชวรจะออกมาช่วย แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ตนจึงได้ชวน 7ภาคส่วนมาช่วยกันพิสูจน์ ทฤษฎีของพระองค์ และขณะนี้ผ่านมา 6ปีแล้ว เกิดตัวอย่างความสำเร็จเต็มไปหมด จนยกระดับไปสู่ศูนย์ฝึกถ่ายทอดไปทั่วโลก และวันนี้องค์กรอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ได้จัดตั้งสมัชชาวันดินโลก มีสมาชิก220ประเทศ และมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ประเทศไทยจัดงานวันดินโลก เมื่อวันที่ 5ธันวาคมที่ผ่านมา &amp;nbsp; ซึ่งปีนี้นับว่าเป็นปีที่ 5 ของการจัดงานวันดินโลกอย่างเป็นทางการแต่ถ้าไม่นับที่ไม่เป็นทางการก็ถือว่าเป็นปีที่ 7แล้วของการจัดงานวันดินโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่วมกันบำรุงดิน เนื่องในวันดินโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเนื่องในงานวันดินโลก &amp;nbsp;FAO ยังจัดการประกวดหัวข้อ &amp;nbsp;Be the Solution to Soil Pollution มีการขอใช้พระนามของในหลวงร.9 เป็นรางวัลแก่ประเทศสมาชิก คือ รางวัลBhumibol &amp;nbsp;World soil &amp;nbsp;Day award &amp;nbsp; ซึ่งมีประเทศบังคลาเทศได้รางวัลในปีนี้ &amp;nbsp;เกณฑ์การคัดเลือกก็คือ สามารถบริหารจัดการดินและน้ำได้อย่างดี ตลอดจนมีการเผยแพร่องค์ความรู้ สร้างการมีส่วนร่วมของคน &amp;nbsp;นอกจากนี้ FAO ยังสนับสนุนให้มีการตั้งศูนย์วิจัยดินอัจฉริยภาพ ทำหน้าที่วิจัยดินทุกรูปแบบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่มีงานนี้ขึ้นเพราะ สมัชชาประเทศต่างๆ เขารู้สึกว่าคำสอนของพระเจ้าแผ่นดินไทย เป็นคำสอนที่ให้มนุษย์อยู่รอด &amp;nbsp;ไม่ทิ้งใครให้อดอยาก และแนวคิดที่ว่า เราต้องเริ่มจากดิน เริ่มจากน้ำ ต้องดูแลลุ่มน้ำ &amp;nbsp;และต้องพัฒนาคนด้วย และใน 40 ทฤษฎีที่กล่าว หมายรวมถึงการพัฒนาคนด้วยเป็นความจริง นอกจากนี้ พระองค์สอนให้ทำงานสุดกำลัง ตั้งมั่นใจสุจริตและชีวิตพอเพียง แต่โลกมันกำลังเดินสู่วิกฤตรุนแรงและรวดเร็วเหลือเกินในเวลานี้ &amp;nbsp;ยิ่งทำให้เราต้องตั้งมั่นในการทำงานอย่างสุดกำลังมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องตั้งมั่นในสุจริต ใช้ชีวิตพอเพียงไปด้วย &amp;quot;อาจารย์ยักษ์กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ยักษ์ อธิบายความสำคัญของวันดินโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการดำเนินงานระยะที่ 3 ที่เริ่มในปีที่ 7 อาจารย์ยักษ์ กล่าวว่า &amp;nbsp;เป็นการขยายผลเชื่อมทั้งระบบ ผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ไปสู่นโยบายระดับชาติ ที่จะมี 5ภาคีเข้ามามีส่วนร่วม ได้แก่ ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน การยกระดับไปถึงจุดที่มีการแข่งขันกัน การพัฒนาคนขยายวงกว้างขึ้นไปอีก &amp;nbsp;ตลอดจนการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติลุ่มน้ำโขง โยง 25ลุ่มน้ำทั่วประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การดำเนินงานฐานแตกตัวทั่วไทย ฯ ในรอบปี61 ที่ผ่านมา มีการขับเคลื่อนจัดกิจกรรมทั้งในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ &amp;nbsp;จันทบุรี สระบุรี และน่าน โดยแต่ละพื้นที่มีภูมิสังคมที่แตกต่างกัน เป้าหมายการขับเคลื่อนก็คือ การสร้างคนต้นแบบ ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้ามาเรียนรู้ และส่งต่อแรงบันดาลใจได้ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมแรกในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้จัดกิจกรรมที่ ฐานธรรมธุรกิจ พระราม 9 &amp;nbsp;เมื่อเดือนเม.ย.มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 300คน นำโดยนายพิเชษฐ โตนิติวงศ์ ผู้จัดการธรรมธุรกิจ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ จากพื้นที่ต่างๆเข้ามาวางขายในฐานธรรมธุรกิจ โดยมีเป้าหมายให้เกิดการเรียนรู้ศาสตร์พระราชา กลางเมืองหลวง และวางแผนที่จะขยายงานไปที่เชียงใหม่ และบ้านศรีฐาน จ.ยโสธร ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สินค้าเกษตรอินทรีย์ปลอดสารเคมี ที่นำมาขายที่ฐานธรรมธุรกิจ พระราม 9&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมที่ 2 มีขึ้นที่บ้านสวนอิสรีย์เกษตรอินทรีย์และฟาร์มม้าเมืองจันทท์ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ของนางแววศิริ ฤทธิโยธี เมื่อเดือนมิ.ย. มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 500คน มุ่งให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ปลอดภัย ซึ่งแม้แต่ฟาร์มขนาดใหญ่ 200 ไร่ ก็สามารถทำได้ &amp;nbsp;ซึ่งผลผลิตจากฟาร์มทั้งเงาะ ทุเรียน ลองกอง ล้วนเป็นผลไม้ปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์ เป็นตัวอย่างสะท้อนให้เห็นว่าเกษตรอินทรีย์สามารถทำได้ แม้จะเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ และผลผลิตของสวนยังได้รับการรับรองมาตรฐาน PGS ( Participatory &amp;nbsp;Guarantee System) &amp;nbsp; หรือการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์ด้วยกันเอง ที่เข้ามาเป็นผู้ร่วมตรวจสอบ โดยอิงระบบมาตรฐานรับรองIFOAM: International Federation of Organic Agriculture &amp;nbsp;Movement &amp;nbsp;ที่มีความซับซ้อนและรายละเอียดขั้นสูงของการรับรอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทำสวนเกษตรอินทรีย์ เงาะ ทุเรียน ลองกองที่จันทบุรีในพื้นที่ขนาดใหญ่ 200 ไร่ ของแววศิริ ฤทธิโยธี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมครั้งที่ 3 &amp;nbsp;จัดขึ้นบนพื้นที่ 47ไร่ ที่บ้านโคกเสมอ อ.หนองแซง จ.สระบุรี เมื่อเดือนส.ค.61 มีเป้าหมายเพื่อสร้างชุมชนกสิกรรมวิถีในพื้นที่ของกลุ่มคนหลากหลายอาชีพ ที่มีแนวคิดต้องการพัฒนาพื้นที่เกษตรของตนเองตามศาสตร์พระราชา โดยมี บอย-พิษณุ นิ่มสกุล นักแสดง เป็นหนึ่งในเจ้าของพื้นที่ด้วย พร้อมด้วยนายบุญล้อม เต้าแก้ว คณะทำงานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ &amp;nbsp;ก่อนจัดกิจกรรมมีฝนตกหนัก 2วัน ทำให้พื้นที่โดยรอบ โครงการน้ำท่วมทั้งหมด เหลือแต่พื้นที่ ที่ทำโครงการเท่านั้น ที่น้ำไม่ท่วม ในงานมีผู้ร่วมกิจกรรม ประมาณ 1,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พื้นที่ทำโครงการที่โคกเสมอ สระบุรี น้ำไม่ท่วม เพราะยึดแนวทำผังที่ดินตามหลัก&amp;nbsp;โคก หนอง นา ขณะที่พื้นที่นารอบๆมีน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขังทั้งหมด เพราะมีฝนตกติดต่อกัน 2วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมครั้งที่ 4 &amp;nbsp;มีขึ้นเมื่อเดือนต.ค.61 พื้นที่อุทยานศรีน่าน จ.น่าน บนพื้นที่ของ นางสาววริศรา จันธี ผู้ใช้ประโยชน์บนพื้นที่อุทยาน &amp;nbsp;โดยมีนาบบัณฑิต ฉิมชาติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน เป็นแกนนำ ทำกิจกรรมร่วมกับเครือข่าย 329คน เพื่อสร้างต้นแบบหลุมขนมครกบนพื้นที่สูง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เดิมทีชาวบ้านที่นี่ กับเจ้าหน้าที่อุทยานฯไม่ถูกกัน ผมจึงใช้แนวทางปลูกป่าในใจคน ตามแนวทางของในหลวง ร. 9 &amp;nbsp; ลงพื้นที่อย่างเป็นมิตร ทำความเข้าใจกับชาวบ้่าน ชวนชาวบ้านปลูกข้าวกินแทนการกู้เงินมาซื้อข้าวกิน ตอนนี้มีชาวบ้านมาอบรมและทำตามแล้ว 9 คน ยังมีชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งที่สมัครใจลงชื่อเข้าอบรมและสนใจพร้อมลงมือทำตามอีกหลายร้อยคน เพราะถ้าทุกคนทำตามศาสตร์พระราชาแล้ว ก็สามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องมาบุกรุกป่า ส่วนอุทยานฯก็จะได้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น &amp;quot;หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่านกล่าว
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กิจกรรมลงแขกที่น่าน เปลี่ยนเปลือกข้าวโพดให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24301</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร, ทำตามศาสตร์พระราชา, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, วันดินโลก, อาทิตย์ กริชพิพรรธ, เกษตรอินทรีย์, เชฟรอน, แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี, โคก หนอง นา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181215/image_big_5c14be4e1fcd7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
