<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99264</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2021 13:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2021 13:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พัฒนานิคมไทย   สู่โมเดลเศรษฐกิจสีเขียว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในยุคสมัยที่โลกถูกปรับเปลี่ยนด้วยเทคโนโลยี ไปพร้อมๆ กับการดูแลสิ่งแวดล้อมให้สามารถคงอยู่ได้กับมนุษย์ไปอีกยาวนานนั้น ความพอดีเรื่องการพัฒนาระบบเศรษฐกิจจึงต้องนำทั้งสองเรื่องมาผนวกรวมกันให้เกิดแนวทางที่จะเดินหน้าแบบครอบคลุมทุกมิติอย่างถูกต้องที่สุด ในปัจจุบันจึงเกิดการผลักดันเศรษฐกิจรูปแบบที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้พร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง หรือที่จะเรียกว่าโมเดล &amp;ldquo;บีซีจี&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งควบรวมในทุกมิติทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและดูแลสิ่งแวดล้อม โดย &amp;ldquo;บี&amp;rdquo; ตัวแรก ย่อมาจากคำว่า ไบโอ อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจชีวภาพ ส่วน &amp;ldquo;ซี&amp;rdquo; ย่อมากจากเซอร์คูลาร์ อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน และ &amp;ldquo;จี&amp;rdquo; มาจากกรีน อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งทั้ง 3 ตัวนี้กำลังเป็นที่พูดถึงและเป็นโมเดลที่นิยมอย่างมากในการที่จะนำมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาธุรกิจในยุคสมัยนี้ ได้รับการตอบรับอย่างดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อาทิตย์เอกเขนก&amp;rdquo;&amp;nbsp;ฉบับนี้จึงอยากพามาดูแผนงานของอีกหนึ่งในองค์กรที่ตระหนักและเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี และพร้อมปรับตัวให้มียุทธศาสตร์การดำเนินงานที่เข้ากับยุคสมัยมากที่สุด นั่นก็คือ&amp;nbsp;การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)&amp;nbsp;โดย&amp;nbsp;นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการ กนอ.&amp;nbsp;ที่มีวิสัยทัศน์ ใช้เครื่องมือและช่องทางที่ตัวเองมีอยู่กำกับดูแล และสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการ ที่ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีบทบาทมากที่สุด ให้ดำเนินงานตามแนวทางดังกล่าว โดยโครงการแรกเป็นการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม/ท่าเรืออุตสาหกรรม/โรงงานอุตสาหกรรม สู่การเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ (IEAT&amp;nbsp;4.0 :&amp;nbsp;Smart Eco Industrial Estate)&amp;nbsp;ขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการนี้คือการออกแบบที่ไม่ได้เน้นเฉพาะการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วย เพื่อให้เกิดความร่วมมือและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน รวมทั้งสร้างเครือข่ายการทำงานที่ก่อให้เกิดความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นการลดปัญหาการเกิดมลพิษสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;ldquo;สมจิณณ์&amp;rdquo; กล่าวว่า โครงการนี้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องแล้ว 3 ปี และในปี 64 นี้ ก็มีนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรืออุตสาหกรรมที่นำร่องสู่การเป็น&amp;nbsp;Smart Eco&amp;nbsp;รวมทั้งหมด 6 แห่ง ได้แก่ 1.นิคมอุตสาหกรรมหนองแค ได้นำระบบที่มีการใช้งานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอัจฉริยะ เพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตรวจวัดและควบคุมการทำงานของเครื่องจักรหรือระบบการผลิต ตรวจสอบสถานะและควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ แบบเรียลไทม์ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบรวบรวมน้ำเสีย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์น ซีบอร์ด ได้นำระบบที่มีการใช้งานด้านขนส่งอัจฉริยะ โดยพัฒนาระบบกล้อง&amp;nbsp;CCTV&amp;nbsp;ให้สามารถประมวลผลได้แบบเรียลไทม์ เชื่อมต่อข้อมูลการจราจรไปยังแอปพลิเคชันในมือถือ 3.ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ได้นำระบบที่มีการใช้งานด้านการพัฒนาอาคารอัจฉริยะมาใช้ บริหารจัดการพลังงาน นอกจากนี้ยังมีอีก 2 โรงงานอุตสาหกรรมที่นำระบบการใช้งานด้านการจัดการสิ่งปฏิกูล หรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วอัจฉริยะ โดยได้จัดทำระบบฐานข้อมูลของเสียและแผนผังการไหลของเสีย และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจเชื่อมโยงหรือแลกเปลี่ยนนำสิ่งปฏิกูลในรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สมจิณณ์ เล่าถึงอีกหนึ่งโครงการที่ กนอ.ได้ดำเนินงาน คือ โครงการพัฒนาระบบการจัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ หรือเรียกย่อๆ ว่าระบบ&amp;nbsp;PRTR&amp;nbsp;คือ ฐานข้อมูลที่แสดงถึงชนิดและปริมาณของมลพิษ ที่มีการปลดปล่อยจากแหล่งกำเนิดสู่สิ่งแวดล้อม ทั้งด้านอากาศ ดิน น้ำ รวมถึงข้อมูลปริมาณการเคลื่อนย้ายน้ำเสียหรือของเสียออกนอกสถานประกอบการเพื่อบำบัดหรือกำจัด โดยข้อมูล&amp;nbsp;PRTR&amp;nbsp;จะได้รับการสื่อสารไปสู่ภาคประชาชนผ่านทางสื่อต่างๆ ที่ภาครัฐจัดเตรียมไว้ เช่น อินเทอร์เน็ต สิ่งพิมพ์ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดย กนอ.ได้ร่วมกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA)&amp;nbsp;กรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยได้เริ่มดำเนินงานโครงการตั้งแต่เดือน มี.ค.54 เป็นต้นมา และนำร่องระบบ&amp;nbsp;PRTR&amp;nbsp;ในพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และมาบตาพุด ซึ่งการดำเนินงานโครงการมีความคืบหน้าเป็นไปตามแผนการดำเนินงาน โดยในการออกแบบระบบ&amp;nbsp;PRTR&amp;nbsp;ขั้นพื้นฐาน โครงการได้มีการกำหนดสารเคมีเป้าหมายภายใต้ระบบ&amp;nbsp;PRTR&amp;nbsp;จำนวน 107 สาร และกำหนดนิยามแหล่งกำเนิดประเภทแหล่งกำเนิดที่ถูกกำหนดให้ต้องจัดทำรายงาน&amp;nbsp;(Point Source)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;เรายังได้ร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พัฒนาคู่มือการประเมินการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษภายใต้ระบบ&amp;nbsp;PRTR&amp;nbsp;สำหรับการประกอบกิจการอุตสาหกรรม 3 ประเภท ได้แก่ โรงกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมเคมี/ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งนี้ แหล่งกำเนิดประเภท&amp;nbsp;Point Source&amp;nbsp;ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงงานอุตสาหกรรม แต่ยังครอบคลุมถึงโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และสถานรับบำบัด/กำจัดของเสีย อีกด้วย ส่วนแหล่งกำเนิดประเภทแหล่งกำเนิดที่ไม่ต้องจัดทำรายงานเอง แต่ภาครัฐเป็นผู้ประเมินให้ (Non-Point Source) ได้แก่ การปลดปล่อยมลพิษจากยานพาหนะ กิจกรรมการเกษตร การก่อสร้าง กิจกรรมในครัวเรือน และโรงงานขนาดเล็ก&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เห็นได้ว่าแผนงานที่ กนอ.กำลังดำเนินการอยู่นั้น แม้จะเป็นเรื่องที่จะอยู่ในวงการอุตสาหกรรม แต่ผลดีที่เกิดขึ้นหลังจากนี้จะมาสู่ประชาชนโดยตรงแน่นอน เพราะทุกโครงการนั้นเอื้อต่อความเป็นอยู่ที่ดี และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งเชื่อว่าแนวทางปฏิบัตินี้ถ้ามีการควบคุมและทำงานอย่างเข้มข้น จะสามารถเป็นต้นแบบการแก้ปัญหาที่ตรงจุดได้อีกหนึ่งหนทางแน่นอน.&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99264</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ, สมจิณณ์ พิลึก, อาทิตย์เอกเขนก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210412/image_big_6073e5544a51d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94516</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2021 16:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2021 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“จุไรรัตน์ รามจาตุ”  หญิงแกร่งแห่ง อารีฟู้ดส์  โอกาสในวิกฤติ ชีวิตต้องรอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(จุไรรัตน์ รามจาตุ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&amp;ldquo;ถ้าล้มแล้วไม่ลุก ไม่ใช่แค่เราที่เดือดร้อน แต่พนักงานอีก 80 ชีวิตที่เป็นเหมือนครอบครัวของเราจะต้องเดือดร้อนไปด้วย!&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;จุไรรัตน์ รามจาตุ&amp;rdquo; กรรมการผู้จัดการบริษัท อารีฟู้ดส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ทำอาหารพร้อมรับประทานแช่แข็งทั้งคาวหวาน ส่งให้กับครัวร้อนในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่ง บอกเล่าเรื่องราวเมื่อวันที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบแรก ส่งผลรุนแรงต่อธุรกิจของเธอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ปกติแล้วธุรกิจของเราจะสร้างรายได้ประมาณ 150 ล้านบาทต่อปี จากรายได้หลักคือ อาหารแช่แข็งพร้อมอุ่นขายที่เราซัพพลายให้กับครัวร้อนของซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ แต่เมื่อปีที่แล้วมีโควิด-19 พฤติกรรมคนเปลี่ยน กับข้าวหรืออาหารแบบตักร้อนถาดรวมใหญ่ขายไม่ค่อยได้ รายได้ลดลงมาก ขณะที่รายจ่ายไม่ได้ลดลงเลย ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าต้องตั้งสติ ต้องสู้ ไม่สู้ไม่ได้ เพราะถ้าเราล้มแล้วไม่ยอมลุกขึ้นเดินต่อ ไม่ใช่แค่เราที่เดือดร้อน แต่พนักงานอีก 80 ชีวิตที่เป็นเหมือนครอบครัวของเราจะต้องเดือดร้อนไปด้วย ...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อดึงสติกลับมาได้ เธอทำทุกวิถีทางเพื่อให้ธุรกิจรอด มีเงินจ่ายเงินเดือนพนักงาน ทรัพย์สินอะไรที่จะช่วยหนุนสภาพคล่องได้ เธอเอามาใช้ต่อลมหายใจเกือบหมดหน้าตัก รวมถึงปรับมุมคิดวางแผนสู้ต่อ...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จุไรรัตน์ เล่าอีกว่า แม็คโครแนะนำให้เราผลิตสินค้าประเภท RTE หรือ Ready to Eat อาหารพร้อมรับประทาน รองรับกับพฤติกรรมผู้ประกอบการร้านอาหารและผู้บริโภคที่ลดความนิยมอาหารปรุงสุกในครัวอุ่นร้อนของห้างฯ หันมาเลือกซื้ออาหารแช่แข็งพร้อมทานมากขึ้น จากเหตุผลด้านความปลอดภัย ความสะดวก และอายุของอาหารที่เก็บได้นานกว่า เรามองเห็นโอกาสนั้น เพราะธุรกิจเราได้รับผลกระทบเต็มๆ จึงเริ่มต้นผลิตสินค้าเฮาส์แบรนด์ 8 รายการให้กับแม็คโครเมื่อกลางปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับสินค้าอาหารแช่แข็งพร้อมรับประทานของอารีฟู้ดส์ที่ผลิตภายใต้เฮาส์แบรนด์ของแม็คโคร ประกอบด้วย แกงเหลือง, แกงไตปลา, คั่วกลิ้ง, สปาเกตตีคาโบนาราแฮม, สปาเกตตีซอสมะเขือเทศหมู, สปาเกตตีขี้เมาหมู, ข้าวซอย, แกงฮังเล และเมื่อเร็วๆ นี้ได้เปิดตัว แบรนด์ &amp;ldquo;เฮง เฮง เฮง&amp;rdquo; ที่เป็นสินค้าช่วงตรุษจีน (ไก่ไทยต้ม, เป็ดพะโล้, หมูสามชั้นพะโล้, ปลากะพงทองนึ่ง) ซึ่งเน้นผลิตในขนาดที่ผู้ประกอบการต้องการ พร้อมนำไปอุ่นขายต่อถ้วยได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จุไรรัตน์ บอกอีกว่า หลังปรับตัวสู้อย่างสุดกำลัง สินค้าได้รับการตอบรับดี ธุรกิจ &amp;ldquo;อารีฟู้ดส์&amp;rdquo; เริ่มหายใจคล่องขึ้น เครื่องจักร 6 ไลน์ผลิตในโรงงานกลับมาคึกคัก เปิดรับคำสั่งซื้อที่ทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พนักงานทุกชีวิตก็ไม่ย่อท้อ ขอร่วมแรงใจสู้วิกฤติไปพร้อมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การที่ SMEs รายเล็กๆ จะเข้าโมเดิร์นเทรดได้นั้นไม่ง่าย เรามีสิ่งที่จะสู้ได้คือคุณภาพและราคา ที่สำคัญต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เขาสั่งเราผลิตให้ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จุไรรัตน์ แบ่งปันเคล็ด (ไม่) ลับทำธุรกิจให้อยู่รอด ด้วย หลัก 3 รู้ นั่นคือ 1.รู้ความต้องการของลูกค้า โดยใช้ข้อดีของ SMEs คือ ความยืดหยุ่น ปรับตัวง่ายให้เป็นประโยชน์ 2.รู้เทรนด์ตลาดของกลุ่มธุรกิจอาหาร ยิ่งรู้ล่วงหน้ายิ่งดี เริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ และ 3.รู้ราคาสินค้าในตลาด โดยเฉพาะ &amp;ldquo;ตลาดนัด&amp;rdquo; ที่เป็นผู้บริโภคทั่วไป เพราะหากขายแพง ผู้ประกอบการนำไปขายต่อขายไม่ได้ สินค้าก็จะไม่ถูกเลือก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การทำธุรกิจ ไม่สามารถหยุดอยู่กับที่ได้ ไม่ใช่ว่ามีผลิตภัณฑ์เท่านี้จะมีเท่านี้ตลอดไป อย่าลืมว่าธุรกิจอาหารคู่แข่งเยอะมาก หากไม่พัฒนาสักวันคู่แข่งจะมาแย่งพื้นที่เรา อีกทั้งต้องมองช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ หมั่นเพิ่มความหลากหลายให้ผลิตภัณฑ์ตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุกวันนี้ &amp;ldquo;อารีฟู้ดส์&amp;rdquo; มีรายได้เพิ่มขึ้น ยืนหยัดได้แม้วันที่โควิด-19 ส่งผลกระทบระลอกใหม่ พนักงานกว่า 80 ชีวิตยังคงมีงานทำ มีรายได้เลี้ยงครอบครัว ซึ่งหากคิดรายได้ทั้งหมดในตอนนี้ของอารีฟู้ดส์ เธอว่า... กว่า 60% มาจากแม็คโคร เพื่อนคู่คิดธุรกิจรายย่อย ที่ทำให้เธอลุกขึ้นสู้ได้อีกครั้ง!.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94516</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุไรรัตน์ รามจาตุ, บริษัท อารีฟู้ดส์ (ประเทศไทย) จำกัด, อาทิตย์เอกเขนก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210228/image_big_603b5d2158a3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93759</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2021 16:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2021 16:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชณิชา ล้อสีทอง ผู้หญิงเก่ง ที่ไม่เคยทิ้งคนข้างหลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเป็นคนเก่ง คนดี อาจเป็นเรื่องดีสำหรับคนคนนั้นและคนรอบข้าง แต่หากคนเก่งคนดีคนนั้นเป็นคนสร้างประโยชน์และคอยช่วยเหลือคนอื่นๆ ให้ลุกขึ้นมาลืมตาอ้าปาก หรือมีชีวิตที่ดีขึ้น ย่อมเรียกได้ว่าเป็นความโชคดีของสังคมและประเทศนั้นๆ ยิ่งประเทศใดมีบุคคลเหล่านี้มากเท่าไร สังคมในประเทศก็ย่อมมีความสุขมากขึ้นเป็นเท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ดร.เพ็ญ-ชณิชา ล้อสีทอง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การหันมามองคนข้างหลัง และไม่เคยทิ้งใคร เป็นหนึ่งในนิยามคุณธรรมที่เกิดขึ้นในหัวใจของผู้หญิงที่ชื่อ ดร.เพ็ญ-ชณิชา ล้อสีทอง ประธานบริษัท เอสพีเจ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ &amp;ldquo;ปลาสลิดติดบ้าน&amp;rdquo; อยู่เสมอมา ซึ่งหากว่าไปแล้ว เรียกได้ว่าเธอเป็นหนึ่งในผู้หญิงแถวหน้าของประเทศไทย ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจที่สร้างขึ้นด้วยสองมือของเธอ และการก้าวเข้ามาช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนในวันนี้นับเป็นอีกบทบาทที่ท้าทาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.เพ็ญเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับธุรกิจขายปลาสลิดแบรนด์ &amp;ldquo;ปลาสลิดติดบ้าน&amp;rdquo; ที่สร้างขึ้นด้วยมือของเราจนเป็นที่รู้จักอย่างดีในตลาดคอนซูเมอร์และกลุ่มร้านอาหารในต่างประเทศมายาวนานกว่า 30 ปี ทั้งในอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ก็รู้สึกว่า อยากทำงานเพื่อตอบแทนสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ การได้ไปทำธุรกิจและใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริการวมระยะเวลากว่า 20 ปี ไม่เพียงจะทำให้เธอ ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์เท่านั้น แต่ยังทำให้เธอมองเห็นโลกในมุมกว้างมากขึ้น ตอนที่อยู่ในอเมริกาเห็นคนสูงอายุที่นั่น บางคนนำแก้วน้ำมาวางไว้หน้าบ้าน แล้วบอกกับตำรวจว่า หากวันใดไม่เห็นแก้วน้ำนี้อยู่หน้าบ้าน ให้เข้ามาดูเธอในบ้านได้เลย นั่นแสดงว่าผู้สูงอายุที่นั่นต้องอยู่เพียงลำพัง ไม่มีคนเข้ามาดูแล ทำให้เรารู้สึกว่าอยากนำประสบการณ์ทั้งหมดที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.เพ็ญ ยังบอกอีกว่า ในฐานะที่ทำงานคลุกคลีกับหลายองค์กร และประกอบธุรกิจมานาน จึงเห็นความสำคัญของศักยภาพสตรีไทยที่จะช่วยผลักดันประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องการประกอบอาชีพ ประกอบกับธุรกิจของเราอยู่ตัวแล้ว เลยอยากจะหันมาทำงานเพื่อสังคมแบบเต็มตัว ดังนั้นจึงตัดสินใจก่อตั้งสมาพันธ์สตรีทำความดีแห่งประทศไทยขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับภารกิจสำคัญของสมาพันธ์ฯ&amp;nbsp; คือเรื่องลูกหนี้และเรื่องเกษตรกรทางสมาพันธ์ฯ ต้องการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก หรือประสบภาวะยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นหนี้สิน หรือแม้แต่ปัญหาด้านการเกษตร ดร.เพ็ญ เล่าถึงความแข็งแกร่งของสมาพันธ์สตรีทำความดีแห่งประเทศไทยว่า ภายใต้สมาพันธ์ฯ ยังมีมูลนิธิ องค์กร และชมรมที่มีเป้าหมายเดียวกันเพื่อช่วยเหลือประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้สมาพันธ์ฯ ได้ทำ MOU ร่วมกับหน่วยงาน องค์กรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านแตกต่างกันไปด้วย เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างรอบด้าน และได้รับการช่วยเหลืออย่างตรงจุด ขณะที่ตัวของเราเองก็จะทำหน้าที่อุดช่องว่างและเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป รวมถึงการนำโมเดลที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว ไปช่วยให้การแก้ไขปัญหาเหล่านั้นมีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับเป้าหมายของสมาพันธ์ ทำงานโดยยึดมั่นใน 3 สถาบันคือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ค่ะ รวมถึงเรายังทำงานเพื่อดึงบทบาทของสตรีในการเป็นผู้นำให้ออกมาอย่างชัดเจน และช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตทั้งระบบแบบยั่งยืนด้วย ซึ่งมีความแตกต่างไปจากองค์กรการกุศล โดยเราไม่ได้เน้นเรื่องของการบริจาค แต่เราเน้นที่จะรวบรวมหน่วยงานหรือองค์กรที่มีความรู้มาใช้ช่วยเหลือประชาชนมากกว่า ซึ่งสามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างยั่งยืน แม้จะต้องใช้ระยะเวลานานบ้างแต่ก็ได้ประสิทธิภาพสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.เพ็ญ ย้ำว่าคนไทยก็มีความสามารถหลายด้านหากได้รับการสนับสนุนที่ดีในเรื่องของการประกอบอาชีพ การส่งเสริมไปในทิศทางที่ยั่งยืนก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนไปอย่างราบรื่น เชื่อว่าเราน่าจะเห็นการพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะสตรีไทยมีความสามารถมาก ดังนั้นสมาพันธ์สตรีทําความดีแห่งประเทศไทย จึงขอทำหน้าที่ตรงนี้ นอกเหนือจากการเชิดชูการทำความดีของสตรีแล้ว ยังจะช่วยส่งเสริมในเรื่องของการประกอบอาชีพของสตรีอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พร้อมทั้งกล่าวทิ้งท้ายว่า ความสุขในวันนี้ของเธออาจไม่ได้เกิดจากความสำเร็จในธุรกิจอีกต่อไป แต่จะเป็นความสุขที่เกิดจากการได้เห็นชาวบ้านที่เคยเดือดร้อนได้กลับมายิ้ม และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93759</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เพ็ญ-ชณิชา ล้อสีทอง, บริษัท เอสพีเจ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด, อาทิตย์เอกเขนก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210221/image_big_603229a5ecd20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2021 17:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2021 17:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมเจ้าท่าฮับท่องเที่ยวทางน้ำ ย่านประวัติศาสตร์ฝั่งพระนคร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อพูดถึง แม่น้ำเจ้าพระยา นับเป็นแม่น้ำสายหลักที่อยู่คู่กับคนไทยมาตั้งแต่อดีต บอกเล่าประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชุมชนที่มีมาแต่วันวานจนถึงปัจจุบัน เป็นสายน้ำที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตชุมชนริมสองฝั่ง หล่อเลี้ยงผู้คนด้านอุปโภคบริโภค การเกษตรกรรม และยังเป็นเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ รถ ราง เรือ อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งภูมิทัศน์สองฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยามีโบราณสถาน วัดวาอาราม และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ตั้งอยู่อย่างสง่างาม สะท้อนคุณค่าสายน้ำแห่งวัฒนธรรมได้อย่างโดดเด่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันนี้ อาทิตย์เอกเขนก ได้มีโอกาสพูดคุยกับ &amp;quot;วิทยา ยาม่วง&amp;quot; อธิบดีกรมเจ้าท่า ผู้ซึ่งเข้ามาปรับโฉมการพัฒนาบริหารปรับปรุงภูมิทัศน์และท่าเรือต่างๆ สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อยกระดับจุดเชื่อมต่อระบบโดยสารสาธารณให้มีประสิทธิภาพตามนโยบายที่ให้ไว้ก่อนเข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งจะเน้นในเรื่องความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้ประชาชน รวมทั้งตรวจตราเรือโดยสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับความปลอดภัยให้ประชาชนในการเดินทางทางน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อธิบดีกรมเจ้าท่ากล่าวว่า หากเดินทางโดยใช้ระบบขนส่งสาธารณะทางเรือ ระหว่างทางจะเห็นสถานที่ท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เต็มไปด้วยสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย กรมเจ้าท่าเป็นหน่วยงานราชการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ประวัติศาสตร์เชิงท่องเที่ยว ย่านชุมชนตลาดน้อย นับเป็นศูนย์กลางการเดินทางเพื่อเชื่อมต่อการท่องเที่ยวทางน้ำเพิ่มขึ้น กรมเจ้าท่าเห็นความสำคัญของสถานที่ทั้งสองริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จึงมีแนวคิดเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวชุมชนย่านฝั่งธนฯ กับชุมชนย่านตลาดน้อย ฝั่งพระนคร โดยใช้ท่าเรือกรมเจ้าท่าเป็นจุดศูนย์กลาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับ ศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางน้ำ ย่านประวัติศาสตร์ฝั่งพระนคร เริ่มจากท่าเรือ กรมเจ้าท่า มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนกรมเจ้าท่าเคารพนับถือ ได้แก่ พระพุทธโลกุตรธรรมประชานาถ พระพุทธรูปประจำกรมเจ้าท่า ซึ่งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้โปรดเมตตาประทานพระบรมสารีริกธาตุ เพื่ออัญเชิญมาประดิษฐาน ณ เศียรพระพุทธรูป และโปรดประทานนามพระพุทธรูปว่า &amp;ldquo;(พระ-พุด-ทะ-โล-กุด-ตะ-ระ-ทำ-มะ-ประ-ชา-นาด)&amp;rdquo; ซึ่งแปลว่า พระพุทธเจ้าผู้ทรงไว้ซึ่งโลกุตรธรรมทรงเป็นที่พึ่งของปวงประชา และศาลเจ้าจ่งเซียนกง สันนิษฐานกันว่าเป็นตุ๊กตาหินแกะสลักที่มากับเรือสำเภาจีนสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และมีสภาพแตกหักเสียหายอยู่ใต้น้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อธิบดีกรมเจ้าท่าจึงได้ซ่อมแซมศาลเจ้าขึ้นใหม่ เพื่อให้เกิดความสวยงามและเป็นที่เคารพนับถือของผู้ผ่านไปมา บริเวณชุมชนตลาดน้อยจะพบอาคารธนาคารไทยพาณิชย์ (แบงก์สยามกัมมาจล) ที่ทำการของธนาคารแห่งแรกในประเทศไทย ติดกับริมแม่น้ำเจ้าพระยา เริ่มก่อตั้งขึ้นในนาม &amp;quot;บุคคลัภย์&amp;quot; โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไชยันตมงคล กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ.2447 โบสถ์กาลหว่าร์ หรือวัดแม่พระลูกประคำ เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2434 มีอายุรวมแล้วมากกว่า 100 ปี ถือเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับ ชุมชนตลาดน้อย หรือ ตะลัคเกียะ ชุมชนเชื้อสายจีน อาศัยอยู่มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันย่านชุมชนตลาดน้อยกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของคนรุ่นใหม่ที่นิยมมาถ่ายรูป ศึกษาประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตชุมชน และศิลปะแบบสตรีทอาร์ตที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าของ &amp;quot;วัฒนธรรมจีนแบบดั้งเดิม&amp;quot; ท่าน้ำภานุรังษี ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญเชิงประวัติศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาทิ พิพิธภัณฑ์ชุมชนท่าน้ำภานุรังษี หรือสวนศิลป์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ โรงกลึงเก่าย่านชุมชนตลาดน้อย บูรณะขึ้นเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและที่จัดแสดงนิทรรศการริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีทัศนียภาพที่สวยงามและมีความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ ต่อเนื่องมาจากย่านเยาวราช ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานของกรุงเทพมหานคร และเป็นอีกหนึ่งอู่อารยธรรมที่สะท้อนการตั้งถิ่นฐานในยุคเริ่มต้นกรุงรัตนโกสินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ฝั่งธนฯ ท่าเรือหวั่งหลี (ล้ง 1919) ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตรงข้ามกับตลาดน้อย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแนว Heritage ด้วยการพลิกฟื้นอดีตท่าเรือ &amp;ldquo;ฮวย จุ่ง ล้ง&amp;rdquo; ท่าเรือกลไฟริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีบทบาทสำคัญของสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทำให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ไทย-จีนที่มีการค้าขายสินค้าผ่านการขนส่งทางน้ำกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เชื่อมต่อไปยังท่าเรือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปากคลองสาน สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ป้อมป้องปัจจามิตร ป้อมสำคัญที่ใช้ป้องกันข้าศึกตามริมแม่น้ำเจ้าพระยา สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ใช้ป้อมดังกล่าวเป็นสถานที่ตั้ง เสาธงสัญญาณ เพื่อแจ้งข่าวเรือสินค้าเข้าออกและแจ้งข่าวสารการเดินเรือในกิจการกรมเจ้าท่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเร็วๆ นี้กรมเจ้าท่าพร้อมเปิดให้บริการเรือข้ามฟากเพื่อการท่องเที่ยว เชื่อม 5 ท่าเรือ เพื่อศึกษาสถานที่เชิงประวัติศาสตร์ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 นี้ นับเป็นอีกหนึ่งของขวัญปีใหม่ในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กรมเจ้าท่าจะมอบให้กับประชาชน ขณะเดียวกันได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับเรือและท่าเรือทั้งหมด ให้ปฏิบัติตามมาตรการของกรมเจ้าท่าในการเฝ้าระวังและป้องกันอย่างเคร่งครัดอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93001</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมชนตลาดน้อย, วิทยา ยาม่วง, อาทิตย์เอกเขนก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210214/image_big_6028f49e15bec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92210</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>Class Café  ร้านกาแฟไทยสไตล์ดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;Class Caf&amp;eacute; (คลาส คาเฟ่) ร้านกาแฟสัญชาติไทยที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงาน วางจุดยืนให้เป็นไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้ เน้นสร้างบรรยากาศในรูปแบบของชีวิตสไตล์ดิจิทัล ตกแต่งร้านด้วยสไตล์ Industrial Loft จึงไม่น่าแปลกใจว่า คลาส คาเฟ่ จะกลายมาเป็นร้านกาแฟขวัญใจวัยรุ่นและวัยทำงานที่อยากให้มาเปิดสาขาใกล้บ้านมากที่สุดร้านหนึ่งในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(มารุต ชุ่มขุนทด)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จุดเริ่มต้นของคลาส คาเฟ่ ก่อตั้งในปี พ.ศ.2556 ในนามบริษัท คลาส คอฟฟี่ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 8 ล้านบาท โดยมี มารุต ชุ่มขุนทด หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท คลาส คอฟฟี่ จำกัด เป็นผู้บริหาร โดยสาขาแรกเปิดที่จังหวัดนครราชสีมา ดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Open Coffee Platform หรือร้านกาแฟระบบเปิดอัตโนมัติที่ไม่ต้องมีพนักงานคอยให้บริการ ที่เน้นธุรกิจกาแฟระดับพรีเมียม และธุรกิจ Co-working Space หรือพื้นที่สำหรับการทำงานที่เปิดตลอด 24 ชม. ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจนขยายสาขาเป็น 21 สาขาในปัจจุบัน ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี บุรีรัมย์ กรุงเทพฯ นครปฐม ปทุมธานี และอยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต, ม.เทคโนโลยีสุรนารี, ม.ขอนแก่น, ม.ศิลปากร, ม.มหิดล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมารุต เล่าว่า ในช่วงที่เกิดวิกฤติโควิด-19 ในปี 2563 ที่ผ่านมา ทำให้บริษัทเปลี่ยนแนวคิดจากแต่ก่อนที่คิดว่าจะต้องมีหลายสาขาถึงจะดี แต่พอเจอวิกฤติโควิด ตอนนี้เราเปลี่ยนมุมมองวิธีคิดใหม่ คือ มีสาขาน้อย แต่เพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้เยอะขึ้น แบบนี้ถึงจะดีกว่า จึงเป็นที่มาของ Class Go Platform ที่จะนำธุรกิจของเราเข้าสู่ช่องทางดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งแพลตฟอร์มนี้จะเน้นการดูแลลูกค้าอย่างเข้าใจ ใส่ใจ และรู้ใจ พัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการที่เกิดจากการใส่ใจลูกค้า โดยเรียนรู้เพื่อเข้าใจและรู้ใจ เพื่อตามใจลูกค้าในทุกความต้องการ ผสานเทคโนโลยีอย่าง AI และ Data analysis เข้ามาช่วยเรียนรู้และวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า และก้าวทันไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาของคนรุ่นใหม่ โดยจับมือกับผู้นำด้านเทคโนโลยีในธุรกิจค้าปลีก เช่น Microsoft, True และ SCB&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมารุต ได้เล่าต่อว่า คลาส คาเฟ่ ยังได้พัฒนา AI Class Go หรือตู้จำหน่ายสินค้าด้วยปัญญาประดิษฐ์อัตโนมัติเพื่อติดตั้งตามจุดต่างๆ อาทิ ศูนย์นวัตกรรมสยามสแควร์วัน และขยายไปที่มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และตัวแทนจําหน่ายสินค้าของ CLASS CAF&amp;Eacute; ตั้งเป้าขยายการติดตั้งตู้ให้ครบ 100 ตู้ภายในปี 2564 โดยในปีที่ผ่านมาเรามีรายได้จากช่องทางดิจิทัล 50% และหน้าร้าน 50% จึงมั่นใจว่าการขายสินค้าผ่านตู้ AI CLASS GO จะทําให้ปีนี้ยอดขายเรายังโตได้อีก เพราะตลาดกาแฟและเครื่องดื่มยังใหญ่มาก และทางเราก็มีความพร้อม เราพยายามมองหา Trend Point เพื่อเข้าถึงลูกค้าในวงกว้างอยู่ตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำคัญ กระบวนการทํางานสําคัญอย่าง CLASS GO PLATFORM (รูปแบบธุรกิจเครื่องดื่มด้วยปัญญาประดิษฐ์) ก็ทําให้เราปรับตัววางแผนธุรกิจได้อย่างตรงใจลูกค้าและเรายังได้รวมพลังความร่วมมือร่วมใจจากพนักงานคนรุ่นใหม่ที่พร้อมใจกันผลักดันองค์กรให้ก้าวผ่านวิกฤติต่างๆ ไปด้วยกัน ความสามารถในการเก็บสินค้าที่มีความหลากหลายมากกว่าตู้จำหน่ายสินค้าทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มบรรจุขวด ขนมเค้ก อาหารแช่เย็น หรือสินค้าอื่นๆ ตามความต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โดยลูกค้าสามารถเลือกซื้อและจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชัน Truemoney Wallet (กระเป๋าเงินดิจิทัล) โดยทำการสแกนผ่านแอปพลิเคชัน เปิดตู้หยิบสินค้าที่ต้องการออกมาได้ทันที เครื่องจะสามารถตรวจจับได้ว่าลูกค้าทำการหยิบสินค้าอะไรออกไปบ้าง ผ่านระบบเซ็นเซอร์ภายในตัวเครื่อง และทำการหักเงินอัตโนมัติ สร้างความสะดวกสบาย ลดการสัมผัสและความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิดให้กับลูกค้าเมื่อต้องสั่งสินค้ากับพนักงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ผู้บริหารร้าน Class Caf&amp;eacute; ยังได้เผยถึงแนวทางในการบริหารธุรกิจในช่วงโควิดของ Class Caf&amp;eacute; อีกว่า &amp;ldquo;สำหรับวิกฤติระลอกใหม่นี้ ที่เราสามารถรับมือได้ดีกว่าครั้งที่แล้วคือ เรื่องการปรับตัวและการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว หลักคิดในการปรับตัวครั้งนี้ คือเราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาว่า อย่ายื้อ เมื่อเห็นทิศทางแล้วว่าเราจะโดนแน่ๆ ในสาขานี้เราตัดสินใจปิดทันที ซึ่งการปิดจะช่วยทำให้เราลดต้นทุนได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ทำให้มีเงินสดหมุนเวียนมากขึ้น สามารถบริหารจัดการ เปลี่ยนแปลงอะไรได้ง่ายขึ้น ตามหลักที่เรียกว่า Cash Is Kings หรือการเปลี่ยนสินค้าในสต๊อกที่มีเป็นเงินสดให้มากที่สุด และเริ่มการเดลิเวอรี ออกไปหาลูกค้ามากขึ้น เปลี่ยนสินค้าที่มีให้เป็นสินค้าที่มีแพ็กเกจ ให้ลูกค้าเลือกซื้อกลับบ้าน หรือส่งถึงบ้านให้เร็วที่สุด อย่าไปยื้อกับปัญหาที่เกิดขึ้น ต้องรีบปิด และเปลี่ยนแปลงในทันที ไม่อย่างนั้นเราจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่าเช่า ค่าแรง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามมาในขณะที่ไม่มียอดขายเข้ามาเลย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมา เราเปลี่ยนสินค้าของเราจากแก้วไปสู่ขวด เปลี่ยนกาแฟเป็นรูปแบบเม็ด และสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย ที่ผ่านมาเราออกผลิตภัณฑ์ใหม่หลายตัวและมียอดขายที่ดี อย่างสินค้าที่มียอดขายสูงสุดในปี 2563 ก็คือกลุ่มสินค้ากาแฟบรรจุขวด ทำยอดขายได้สูงกว่าสินค้าอื่นๆ ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้ยอดขายของ Class Caf&amp;eacute; ทั้งหมดในปี 2563 โตขึ้นกว่าปี 2562 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่สิ่งที่สำคัญในการปรับตัวคือ เราจะต้องใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยในการทำธุรกิจ มองหาช่องทางการขายออนไลน์ หาตัวแทนจำหน่ายของเราในพื้นที่ต่างๆ ได้มากขึ้นไหม ซึ่งเป้าหมายของเราคือพยายามทำรายได้จากช่องทางดิจิทัลให้มากที่สุด โดยแพลตฟอร์ม Class Go เป็นหนึ่งในช่องทางการพัฒนาที่เราตั้งเป้าไว้ว่าจะทำให้สำเร็จอีกด้วย&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92210</URL_LINK>
                <HASHTAG>Class Café, มารุต ชุ่มขุนทด, อาทิตย์เอกเขนก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210206/image_big_601e8e9bacec4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91563</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2021 18:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2021 18:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา ยกเครื่อง “เอ็กซิมแบงก์” ฝ่าทุกความท้าทาย-ขับเคลื่อนส่งออกไทยในเวทีโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 7pt; text-align: center;&quot;&gt;(พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; ทำหน้าที่ในตำแหน่ง &amp;ldquo;กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์&amp;rdquo; มาตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2559 สำหรับ พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา ซึ่งเตรียมจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 31 ม.ค.2564 ภายหลังจากได้รับการต่อวาระสมัยที่ 2 จนครบอายุ 60 ปี ต่อเนื่องจากการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 1 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;อาทิตย์เอกเขนก&amp;rdquo; สัปดาห์นี้ จะพาไปเปิดใจ พิศิษฐ์ กับตลอดระยะเวลาการทำงานที่เอ็กซิมแบงก์ ภายใต้ภารกิจสำคัญ คือ สนับสนุนทางการเงินเพื่อนำผู้ประกอบการไทยเข้าสู่เวทีการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนทางการเงินเพื่อการลงทุนสำหรับการพัฒนาประเทศตามนโยบายรัฐบาล และลดความเสี่ยงการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการไทย ไปจนถึงการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พิศิษฐ์ เล่าว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่งในฐานะกรรมการผู้จัดการของเอ็กซิมแบงก์ ก็ได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนองค์กรครั้งใหญ่ (Transformation) ตามแผนแม่บท 10 ปี (ปี 2560-2570) ทำให้องค์กรพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภายนอกได้เป็นอย่างดี แม้ปี 2563 ทุกภาคส่วนทั่วโลกต้องเผชิญความท้าทายจากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19 แต่ &amp;ldquo;เอ็กซิมแบงก์&amp;rdquo; ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง ยังมีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจและเป็นไปตามเป้าหมายที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำองค์กรการเงินเพื่อการส่งออก (Export Credit Agency : ECA) ระดับภูมิภาคในปี 2565 และเป็น ECA ระดับโลกในปี 2570 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ที่ 1 คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยขยายการส่งออกและลงทุนในต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดใหม่ (New Frontiers) ทั้งในและนอกอาเซียน ยุทธศาสตร์ที่ 2 สนับสนุนการลงทุนในประเทศเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (S-curve) และพื้นที่เป้าหมาย อาทิ พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ยุทธศาสตร์ที่ 3 การขยายบริการประกันการส่งออกและการลงทุน รวมทั้งบริการวิเคราะห์ความเสี่ยงผู้ซื้อและธนาคารผู้ซื้อเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทย โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ที่ค่อนข้างมีความเสี่ยงในปัจจุบัน ยุทธศาสตร์ที่ 4 จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า (EXIM Excellence Academy: EXAC) เพื่อให้บริการและสนับสนุนผู้ประกอบการทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินแบบครบวงจร (One Stop Service) โดยมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการให้ส่งออกได้หรือส่งออกได้มากขึ้น ผ่านการอบรม บ่มเพาะ ให้คำปรึกษา จับคู่ธุรกิจ รวมทั้งสนับสนุนการค้าออนไลน์ (E-trading) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; ยุทธศาสตร์ที่ 5 การ ก้าวเข้าสู่ธนาคารดิจิทัล ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในกระบวนการทำงานและการให้บริการลูกค้า เหล่านี้ ทำให้เอ็กซิมแบงก์สามารถปรับตัวและบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดี และยุทธศาสตร์ที่ 6 การปรับปรุงกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้าและการบริหารจัดการองค์กร รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรบุคคลตลอดเส้นทางการทำงาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; และในปี 2564 เอ็กซิมแบงก์ยังคงตั้งเป้าหมายในการเดินหน้าสนับสนุนผู้ส่งออกและนักลงทุนให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงมุ่งเน้นสนับสนุนและพัฒนาผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถเริ่มต้นและขยายธุรกิจได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;วันนี้เอ็กซิมแบงก์ยังทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเติบโตของภาคการส่งออกไทย เสมือนการดูแลต้นไม้ใหญ่ของประเทศ ให้แตกกิ่งก้านสาขา พยุงภาคเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโต ยั่งยืนไปด้วยกัน ท่ามกลางความท้าทายของปัจจัยแวดล้อมและลมพายุ เอ็กซิมแบงก์ยังทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนสร้างนวัตกรรมดูแลผลผลิตของต้นไม้นี้ให้เติบโต งอกงาม มีรากแก้วและรากฝอยที่แข็งแรงไปด้วยกัน ขณะเดียวกันก็ยังมุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรและระบบการทำงานที่ตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของสังคมต่อ ECA แห่งนี้ เพื่อให้แน่ใจว่า ทุกภาคส่วนจะยังคงดำเนินภารกิจหน้าที่ ตลอดจนกิจการต่างๆ ของตนเองต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง สร้างงาน สร้างรายได้ และคุณภาพชีวิตของประชากรไทยและภูมิภาคต่างๆ ไปด้วยกัน นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนของประชาคมโลก&amp;rdquo; พิศิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91563</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, อาทิตย์เอกเขนก, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210131/image_big_6016987f5cfb7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90861</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2021 17:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2021 17:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดขั้นตอนรับสิทธิ์ “เราชนะ”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรียกว่าชัดเจนที่สุดแล้ว สำหรับ &amp;ldquo;โครงการเราชนะ&amp;rdquo; ซึ่งเป็นโครงการน้องใหม่ล่าสุด ที่รัฐบาลเข็นออกมาเพื่อเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกใหม่ โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี&amp;nbsp;(ครม.)&amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;19&amp;nbsp;ม.ค.ที่ผ่านมา ที่มี &amp;quot;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา&amp;quot; นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน เห็นชอบในรายละเอียดของโครงการ โดยทุ่มงบกว่า&amp;nbsp;2.1&amp;nbsp;แสนล้านบาท ในการสนับสนุนวงเงินช่วยเหลือแก่ประชาชน จำนวน&amp;nbsp;31.1&amp;nbsp;ล้านคน วงเงินไม่เกิน&amp;nbsp;3,500&amp;nbsp;บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เดือน&amp;nbsp;(ม.ค.-ก.พ.2564)&amp;nbsp;แต่สามารถใช้จ่ายได้ถึงเดือน พ.ค.2564 ซึ่งรัฐบาลเองก็มุ่งหวังว่า วงเงินที่สนับสนุนไปดังกล่าวจะก่อให้เกิดการนำเพื่อไปใช้จ่ายสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคที่จำเป็น และค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทาง ซึ่งท้ายที่สุดก็จะก่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไปด้วยในคราวเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยอาทิตย์เอกเขนกสัปดาห์นี้ จะมาเปิดขั้นตอนและวิธีการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ตาม &amp;ldquo;โครงการเราชนะ&amp;rdquo; เริ่มต้นที่คุณสมบัติของประชาชนที่จะลงทะเบียน จะต้อง&amp;nbsp;1.เป็นผู้มีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่&amp;nbsp;ครม.มีมติเห็นชอบโครงการ&amp;nbsp;2.ไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา&amp;nbsp;33&amp;nbsp;ตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม ทั้งที่มีคุณสมบัติครบและไม่ครบตามเงื่อนไขการได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสำนักงานประกันสังคม ณ วันที่&amp;nbsp;ครม.มีมติเห็นชอบโครงการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ไม่เป็นข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงาน ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นใดในหน่วยงานของรัฐที่ได้รับค่าตอบแทนจากหน่วยงานของรัฐโดยตรง ณ วันที่&amp;nbsp;ครม.มีมติเห็นชอบโครงการ&amp;nbsp;โดยหน่วยงานของรัฐให้หมายความถึงหน่วยงานของรัฐตามมาตรา&amp;nbsp;4&amp;nbsp;แห่งพระราชบัญญัติ&amp;nbsp;(พ.ร.บ.)&amp;nbsp;วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561, 4.ไม่เป็นข้าราชการการเมืองตาม&amp;nbsp;พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ.2535&amp;nbsp;และที่แก้ไขเพิ่มเติม ณ วันที่&amp;nbsp;ครม.มีมติเห็นชอบโครงการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.ไม่เป็นผู้รับบำนาญปกติหรือเบี้ยหวัดจากส่วนราชการ&amp;nbsp;6.ไม่เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินเกิน&amp;nbsp;300,000&amp;nbsp;บาท ตามฐานข้อมูลที่มีล่าสุด&amp;nbsp;และข้อ&amp;nbsp;7.ไม่มีเงินฝากรวมกันทุกบัญชีเกิน&amp;nbsp;500,000&amp;nbsp;บาท ตามฐานข้อมูลที่มีล่าสุด&amp;nbsp;ทำความเข้าใจง่ายๆ คือ หากมีคุณสมบัติตามที่ทั้ง&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ข้อกำหนด ก็สามารถลงทะเบียนเพื่อให้ระบบตรวจคัดกรองคุณสมบัติอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาถึงไฮไลต์สำคัญ ที่ต้องทำความเข้าใจก่อนลงทะเบียน นั่นคือ ภาครัฐจะคัดกรองและตรวจสอบข้อมูลกลุ่มที่มีฐานข้อมูลอยู่แล้วเป็นอันดับแรก ได้แก่ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และกลุ่มผู้ที่มีแอปพลิเคชันยอดฮิตอย่าง &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; ที่ได้ให้ความยินยอมให้นำข้อมูลไปประมวลผลหรือเปิดเผยเพื่อดำเนินมาตรการอื่นๆ ของรัฐได้ ตรงนี้หมายความว่า ประชาชนที่อยู่ใน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;กลุ่มนี้ จะมีสิทธิ์ได้รับการตรวจสอบคุณบัติเพื่อรับเงินเยียวยา&amp;nbsp;3,500&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เดือนได้ทันที โดยไม่ต้องลงทะเบียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่!&amp;nbsp;ประชาชนที่อยู่นอกเหนือ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;กลุ่มดังกล่าว ซึ่งหมายถึงไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลของรัฐตามโครงการข้างต้น สามารถมาลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วม &amp;ldquo;โครงการเราชนะ&amp;rdquo; ได้ ผ่านเว็บไซต์&amp;nbsp;www.เราชนะ.com&amp;nbsp;ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;29&amp;nbsp;ม.ค.-12&amp;nbsp;ก.พ. 2564&amp;nbsp;ตั้งแต่เวลา&amp;nbsp;06.00-23.00&amp;nbsp;น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกหนึ่งคำถามที่คนมักสงสัย คือ แล้วจะได้รับวงเงินเยียวยาเมื่อไหร่ และผ่านช่องทางไหนบ้าง ย้อนไปตรงที่ก่อนหน้านี้ &amp;ldquo;สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์&amp;rdquo; รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงว่า &amp;ldquo;ประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ตามโครงการ จะได้รับเป็นวงเงินสำหรับใช้จ่ายกับร้านค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการ&amp;nbsp;ไม่ได้รับเป็นเงินสด&amp;nbsp;เนื่องจากไม่ต้องการให้ประชาชนสัมผัสตัวเงิน เพราะอาจจะมีเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;ปะปนมาได้ และรัฐบาลอยากให้ประชาชนมีประสบการณ์กับสังคมไร้เงินสดและสามารถใช้สิทธิ์ผ่านวงเงินเสมือนหนึ่งเป็นเงินสดได้ รวมถึงยังสามารถจำกัดการใช้จ่าย ไม่ให้เงินหายไปกับสิ่งที่ควบคุมได้ยาก เช่น แอลกอฮอล์ หรือใช้จ่ายกับห้างร้านขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ใช้วัตถุประสงค์ของรัฐบาล&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นจึงเป็นที่มาของคำตอบว่า ประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ภาครัฐจะดำเนินการจ่ายเงินในรูปแบบวงเงินช่วยเหลือผ่าน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ช่องทาง ได้แก่&amp;nbsp;1.กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับวงเงินช่วยเหลือตลอดระยะโครงการผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยแบ่งเป็น กลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน&amp;nbsp;30,000&amp;nbsp;บาท/ปี ได้รับอยู่แล้ว&amp;nbsp;800&amp;nbsp;บาท/เดือน จะได้วงเงินช่วยเหลือเพิ่มอีก&amp;nbsp;675&amp;nbsp;บาท/สัปดาห์&amp;nbsp;(หรือ&amp;nbsp;2,700&amp;nbsp;บาท/คน/เดือน)&amp;nbsp;วงเงินต่อคนตลอดระยะโครงการ จำนวน&amp;nbsp;5,400&amp;nbsp;บาท และกลุ่มที่มีรายได้เกิน&amp;nbsp;30,000&amp;nbsp;แต่ไม่เกิน&amp;nbsp;100,000&amp;nbsp;บาท/ปี ได้รับอยู่แล้ว&amp;nbsp;700&amp;nbsp;บาท/เดือน จะได้วงเงินช่วยเหลือเพิ่มอีกคนละ&amp;nbsp;700&amp;nbsp;บาท/สัปดาห์&amp;nbsp;(หรือ&amp;nbsp;2,800&amp;nbsp;บาท/คน/เดือน)&amp;nbsp;วงเงินต่อคนตลอดระยะโครงการ จำนวน&amp;nbsp;5,600&amp;nbsp;บาท โดยวงเงินจะถูกโอนเข้ามาทุกๆ วันศุกร์ของแต่ละสัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ก.พ.2564&amp;nbsp;เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะครบวงเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.กลุ่มผู้ที่มีแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; ที่ผ่านการคัดกรองและได้รับสิทธิ์ จะได้รับวงเงินช่วยเหลือผ่าน g-Wallet&amp;nbsp;แอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; เป็นรายสัปดาห์ จำนวน&amp;nbsp;1,000&amp;nbsp;บาทต่อสัปดาห์ วงเงินต่อคนตลอดระยะโครงการ&amp;nbsp;(หรือจนถึงสิ้นเดือน&amp;nbsp;พ.ค.&amp;nbsp;64)&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;7,000&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;โดยกลุ่มนี้สามารถเข้าตรวจสอบสิทธิ์ผ่านเว็บไซต์&amp;nbsp;www.เราชนะ.com ได้ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ก.พ.นี้ และจะเริ่มได้รับวงเงินช่วยเหลือทุกๆ วันพฤหัสบดีของแต่ละสัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ก.พ.2564&amp;nbsp;เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะครบวงเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.กลุ่มผู้ที่ไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบฐานข้อมูลกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและกลุ่มผู้ที่มีแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; หลังจากลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์&amp;nbsp;www.เราชนะ.com และผ่านการคัดกรองตามเกณฑ์ที่กำหนด จะต้องยืนยันตัวตนผ่าน g-Wallet&amp;nbsp;แอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; ก่อน จึงจะได้รับวงเงินช่วยเหลือเป็นรายสัปดาห์ จำนวน&amp;nbsp;1,000&amp;nbsp;บาทต่อสัปดาห์ วงเงินต่อคนตลอดระยะโครงการ&amp;nbsp;(หรือจนถึงสิ้นเดือน&amp;nbsp;พ.ค.64)&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;7,000&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;โดยกลุ่มนี้สามารถตรวจสอบสิทธิ์ผ่านเว็บไซต์&amp;nbsp;www.เราชนะ.com ได้ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ก.พ.2564&amp;nbsp;และจะเริ่มได้รับวงเงินช่วยเหลือทุกๆ วันพฤหัสบดีของแต่ละสัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ก.พ.2564&amp;nbsp;เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะครบวงเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องบอกว่า &amp;ldquo;โครงการเราชนะ&amp;rdquo; มีทั้งความเหมือนและไม่เหมือนกับ &amp;ldquo;โครงการคนละครึ่ง&amp;rdquo; โดยในส่วนที่เหมือนกัน คือ ต้องใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; ส่วนตรงที่ไม่เหมือนกันคือ โครงการคนละครึ่ง จะกำหนดวงเงินที่รัฐบาลจะร่วมจ่าย&amp;nbsp;(Co-pay)&amp;nbsp;สูงสุดไม่เกินวันละ&amp;nbsp;150&amp;nbsp;บาท ขณะที่โครงการเราชนะนั้น รัฐบาลยืนยันว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือด้วยการลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน&amp;nbsp;จึงเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถสะสมวงเงินช่วยเหลือและสามารถใช้จ่ายได้จนถึงสิ้นเดือน&amp;nbsp;พ.ค.2564&amp;nbsp;ทำให้รูปแบบการจ่ายเงินจากภาครัฐจึงมีลักษณะเป็นการจ่ายรายสัปดาห์เพื่อให้เกิดการกระจายการใช้จ่ายในแต่ละช่วงเวลาได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกหนึ่งข้อสงสัย คือ แล้ววงเงินที่ได้รับจากรัฐบาลตาม &amp;ldquo;โครงการเราชนะ&amp;rdquo; ที่ต้องใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; นั้น จะนำไปใช้กับที่ไหนได้บ้าง?&amp;nbsp;โดยผู้ได้รับสิทธิ์ตามโครงการเราชนะ&amp;nbsp;สามารถใช้วงเงินช่วยเหลือได้ที่&amp;nbsp;1.ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ&amp;nbsp;2.ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง และ&amp;nbsp;3.ร้านค้าและผู้ให้บริการที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการเราชนะ&amp;nbsp;แต่ที่พิเศษกว่า &amp;ldquo;โครงการคนละครึ่ง&amp;rdquo; คือ สามารถจำมาจ่ายค่ารถเมล์ของ ขสมก.&amp;nbsp;รถร่วมฯ รถไฟฟ้า แท็กซี่ และวินมอเตอร์ไซค์ได้ด้วย โดยร้านค้าและผู้ให้บริการที่สนใจสามารถลงทะเบียนผ่าน&amp;nbsp;www.เราชนะ.com ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;29&amp;nbsp;ม.ค.-31&amp;nbsp;มี.ค.2564 เพื่อติดตั้งแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ถุงเงิน&amp;rdquo; สำหรับใช้ในการรับ-จ่ายค่าบริการจากประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90861</URL_LINK>
                <HASHTAG>อาทิตย์เอกเขนก, โครงการเราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210124/image_big_600d4dd8b2fe2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
