<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30411</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2019 09:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2019 09:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>9ปี&quot;ปิดทองฯ&quot;จากแนวพระราชดำริ สู่วิถีพัฒนาจุลภาค-ตอบโจทย์ชนบท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับจากปี2553 สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ที่เดิมมีชื่อเดิม ว่ามูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้ก้าวเข้ามาแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ โดยน้อมนำหลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และวิธีการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร&amp;nbsp; มาใช้ดำเนินงาน จนมาถึงปี 2562 สถาบันวันนี้&amp;quot; ปิดทองหลังพระ&amp;quot; ได้เดินทางในการดำเนินงานมาครบ 9ปี แล้ว จึงถือว่าเป็นจังหวะสำคัญ ที่จะสรุปการทำงานที่ผ่านมา ก่อนจะก้าวไปสู่การดำเนินงานในปีที่ 10&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ แถลงผลงาน9ปีของปิดทอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้แถลงผลการดำเนินของสถาบันฯ โดยกล่าวว่า ผลงาน9ปี ถือว่าน่าพอใจระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาแหล่งน้ำและการส่งเสริมอาชีพราษฎร ถือว่าทำได้ดีพอสมควร โดยปิดทองได้ใช้เงินลวทุน ดำเนินการพื้นที่ต้นแบบในจังหวัดน่านเป็นแห่งแรก ในปัจจุบันพื้นที่ต้นแบบได้ขยายไปยังทุกภาค ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุทัยธานี เพชรบุรี และสามจังหวัดชายแดนใต้&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใช้เงินทุนไป 961.6 ล้านบาท ทำให้เกิดรายได้ทางตรง 2,308 ล้านบาท คิดเป็น 2.4 เท่าของเงินลงทุน และเท่ากับเฉลี่ยครัวเรือนละ 508,818 บาท&amp;nbsp; ด้านแหล่งน้ำ&amp;nbsp; มีประชาชนได้รับน้ำ 79,022 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 275,107 ไร่ด้านอาชีพ&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีประชาชนเข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพ 4,536 ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือเฉลี่ยแล้วใช้เงินลงทุนพัฒนาพื้นที่ 3,000 บาท/ไร่แต่ได้ผลตอบแทนกลับมา79,022 บาท ต่อครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทุกจังหวัดใช่ว่าจะสำเร็จ แยกตามรายจังหวัด เช่น น่านลงทุน254.8ล้านบาท แต่มีรายได้กลับ1,505.69 หรือเท่ากับ5.9เท่าของเงินที่ลงทุนไป&amp;nbsp; หรือที่อุดรธานี ลงทุน 56.75ล้าน แต่มีรายได้กลับมา 442.62 ล้านบาท หรือเท่ากับ6เท่าของเงินลงทุน แต่สำหรับกาฬสินธุ์ ลงทุนไป447 ล้านบาท แต่มีรายได้กลับมาแค่ 145.6 ล้านบาท เพราะมีปัญหาเรื่องดินที่เป็นดินทรายไม่สามารถอุ้มเก็บน้ำได้&amp;nbsp; ต้องใช้เวลาฟื้นฟูไม่ต่ำกว่า5ปี รวมทั้งเพชรบุรีด้วยที่ลงทุนไป 19ล้าน แต่มีรายได้กลับมา 9.38ล้าน ส่วน 3จังหวัดภาคใต้ มีผลที่ดีพอสมควร มีรายได้34.98ล้าน แต่เราลงทุนไป 30ล้าน &amp;quot; ม.ร.ว.ดิศนัดดากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปิดทองยังให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนในการพัฒนา โดยมีการส่งเสริมให้ประชาชนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มให้เกิดความเข้มแข็ง ซึ่งในปัจจุบันทุกพื้นที่เกิดกองทุน วิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์รวม 70 กลุ่ม มีเงินทุนหมุนเวียน ทรัพย์สินรวมมูลค่า 15.78 ล้านบาท&amp;nbsp; ผลจากการส่งเสริมความรู้ ทำให้เกิดอาชีพทางการเกษตรใหม่ๆ และประชาชนจำนวนมากสามารถต่อยอด พัฒนาการทำเกษตร ไปเป็นพืชและสัตว์เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงได้ เช่น ทุเรียนคุณภาพและแพะพันธุ์พระราชทานในสามจังหวัดชายแดนใต้ ผักปลอดภัยในจังหวัดกาฬสินธุ์ การแปรรูปผลผลิต ภายใต้ตราสินค้า &amp;ldquo;ภูธารา&amp;rdquo; ที่จังหวัดอุดรธานี เป็นต้น ขณะที่มีพื้นที่พัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมแล้ว เช่น เพชรบุรีและอุทัยธานี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เป็นที่น่ายินดี ที่ผลการศึกษาการรับรู้และความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ต้นแบบ 5 จังหวัด โดยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;nbsp; ระบุว่าค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อผลที่เกิดขึ้นในระดับสูงมากทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และการทำงานของปิดทองหลังพระฯ ประกอบด้วย จังหวัดน่าน (2.24) อุดรธานี (2.53) เพชรบุรี (2.39) กาฬสินธุ์&amp;nbsp; (2.62) และอุทัยธานี (2.39)&amp;nbsp; จากคะแนนเต็ม 3&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวอีกว่า อีกจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้การทำงานของปิดทอง ฯได้ผลมากกว่าช่วงต้นๆก็คือ การร่วมมือทำงานใกล้ชิดกับส่วนราชการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำและผลผลิต แต่ปีที่ผ่านมาเกิดกระแสการร่วมงานกับเอกชนที่ชัดเจน มีภาคธุรกิจแสดงความสนใจเข้ามาร่วมกับปิดทองหลังพระฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับว่าสอดคล้องกับแนวพระราโชบาย สืบสาน รักษา ต่อยอด เป็นอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการดำเนินงานในช่วงปี 2561 นั้น พบว่าครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2561 การดำเนินการของปิดทองที่ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งสถาบัน การศึกษา ภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระฯ ทั้ง 7 พื้นที่ 9 จังหวัด มีรายได้เพิ่มขึ้นรวม 113.7 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในอนาคต ก้าวสู่ปีที่ 10 นอกจากการเพิ่มเติมความเข้มแข็งให้แก่พื้นที่ต้นแบบต่างๆ นี้แล้ว เรายังจะเพิ่มบทบาทในการนำแนวพระราชดำริไปพัฒนาชีวิตประชาชนในพื้นที่ซึ่งมีปัญหาความมั่นคง เช่นในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่มีความรุนแรงและจังหวัดชายแดนเหนือที่เป็นแหล่งผ่านยาเสพติดเข้าสู่ประเทศ นอกจากนี้กำลังพิจารณาแผนการจัดตั้งศูนย์จัดการและส่งเสริมองค์ความรู้การพัฒนาตามแนวพระราชดำริอีกด้วย&amp;quot;ประธานสถาบันพัฒนาและส่งเสริมกิจกรรมปิดทองฯกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.เวทีเสวนา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานแถลงผลงานปิดทองฯ ยังได้เชิญ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พร้อมด้วย ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) GISTDA&amp;nbsp; มาร่วมพูดคุยถึงทิศทางการพัฒนาในแง่มุมต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp; ที่ยอมรับว่าหลักการเศรษฐกิจพอเพียง เหมาะกับการบริหารเศรษฐกิจประเทศ และแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กำลังกัดเซาะระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยดร.วิรไท ผู้ว่าการแบงก์ชาติกล่าวถึงหลักการบริหารเศรษฐกิจของแบงก์ชาติ ขณะนี้ว่า ได้นำแนวทาง หลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.&amp;nbsp; 9ที่มีหลัก3ประการ คือ การมีเหตุมีผล การพอประมาณ และการสร้างภูมิคุ้มมาเป็นหลักในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ&amp;nbsp; โดยที่ไม่ใช่การประยุกต์&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ มีความเปราะบาง ปัญหาที่สำคัญก็คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่เพิ่มสูงขึ้นรวดเร็วและมีจำนวนมาก&amp;nbsp; ปกติคนที่ก่อร่างสร้างตัวสมัยก่อนทำงานไปหนี้จะลดลงไปเรื่อย เป็นความยั่งยืนในบั้นปลายชีวิต แต่ตอนนี้ คนที่อายุมากแล้ว แต่หนี้กลับไม่ลด&amp;nbsp; หนี้เหล่านี้ ไม่ใช่หนี้สินทรัพย์ หรือเป็นหนี้เพือการลงทุนก่อร้างสร้างตัว แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการอุปโภค บริโภค ทั้งการท่องเที่ยว การซื้อของ ออกรถใหม่ ซื้อมอเตอร์ไซค์ใหม่ โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ ด้วยเหตุนี้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนจึงเพิ่มเริ่มรวดเร็ว และ60% เป็นหนี้การอุปโภคบริโภค ในจำนวนนี้ 20% เป็นหนี้เสีย ปัญหาหนี้ดังกล่าวเห็นได้ชัดในภาคเกษตร คนอายุ40-50ปี ยังมีหนี้สูง&amp;nbsp; กู้ไปเรื่อยๆเพื่อนำเงินกู้ใหม่มาชำระหนี้เก่า&amp;nbsp; กู้เเพื่อเอาเงินใหม่ไปจ่ายดอกเบี้่ย ซึ่งป็นการกู้ต่อเนื่อง หนี้เหล่านี้เห็นได้จากยอดสินเชื่ออุปโภค บริโภ ปัญหาดังกล่าวจะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศในระยะยาว ที่ไม่มีทางออก ถ้าเราไม่ทำอะไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ด้านการแก้ปัญหาหนี้ตรัวเรือน ดร.วิรไท กล่าวว่า ทั้งหลักการมีเหตุผล หลักการพอเพียง และภูมิคุ้มกัน ขอในหลวงร.9&amp;nbsp; สามารถนำมาใช้ได้หมด&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งตามหลักการทรงงานของพระองค์ท่าน ไม่มีทางลัด การแก้ปัญหาต้องแก้ด้วยกลไกเชิงสร้างระบบ เช่น ความไม่มั่นคงการออม หนี้ครัวเรือน ที่เป็นปัญหาระดับประเทศ เศรษฐกิจดี แต่คนไม่จับจ่าย เนื่องจาก มีภาระหนี้สินที่ต้องไปชำระ หรือคนที่ตอนทำงานใหม่ๆเงินเดือนอาจไม่เยอะ แต่พอทำไปนานๆเงินเดือนเยอะขึ้น กลับไม่มีเงินออม และมีภาระหนี้&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนี้ครัวเรือนจำนวนมากจึงยังหาทางออกไมได้&amp;nbsp; ซึ่งการแก้ปัญหาโดยใช้นโยบายมหภาค ทั้งการพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย หรือยืดระเวลาเวลาหนี้ ก็แก้ปัญหา เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมพวกที่เป็นหนี้ไม่ได้&amp;nbsp; ดังนั้น วิธีการแก้ต้องแก้ด้วยวิธีระดับจุลภาค ไม่ใช่มหภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะภาคเกษตรผู้ว่าฯแบงก์ชาติ บอกว่า มีความซับซ้อนมาก การแก้ปัญหาแบบมหภาค อาจช่วยบรรเทาปัญหาได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ทำให้เราต้องหันมาดูบริบทของปัญหาที่แท้จริง ซึ่งเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องมาดูที่ข้อต่อต่างๆในระบบ ภาคเกษตรของเรา มีปัญหาเรื่องรายได้ไม่ดีมาตลอด พบว่าผลผลิตคตอบแทนต่อพื้นที่ของไทยยังอยู่ในอันดับท้ายๆในอาเซียน&amp;nbsp; อยู่เหนือเพียงพม่าเท่านั้น ซึ่งเป็นโจทย์ที่ใช้หลักบริหารมหภาคมาแก้ไม่ได้ แต่ ต้องเข้าไปดูรายละเอียด เช่น เรามีต้นทุนค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง มากกว่าประเทศอื่นหรือไม่&amp;nbsp; อาจต้องแนะนำให้เกษตกรหันไปทำเกษตรเชิงปราณีตแทน นาแปลงใหญ่&amp;nbsp; ในพื้นที่เล็กกว่าเดิม แต่สามารถลดต้นทุนแต่ให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่มากกว่าเดิม จะเป็นการดีกว่าหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไม่มีนโยบายมหภาคใดที่จะแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรได้เบ็ดเสร็จ หรือใช้นโยบายแบบท็อปดาวน์ จากบนลงล่างมาแก้ โดยไม่ดูปัญหาประชาชน ไม่มีนโยบายการเงินหรือหลักเศรษฐศาสตร์ใด&amp;nbsp; ที่แก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรได้โดยลำพัง ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน โดยเริ่มจากประชาชน เกษตรกร ภาครัฐ&amp;nbsp; แล้วเอาปัญหาเกษตรกรเป็นตัวตั้ง ซึ่งผมถือว่านโยบายปิดทองเดินมาถูกทางแล้ว การทำงานของปิดทอง ที่ทำตามแนวพระราชดำริ ถือว่าได้มีผลเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนชนบท ให้รู้จักการมีเหตุผล รู้จักความพอเพียง และสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน&amp;nbsp; และจะเป็นกันชนไม่ให้เราได้รับผลกระทบจากความผันผวนของโลกภายนอกได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเบร็ทซืท ปัญหาอเมริกากับจีน หรือตอนนี้ก็คือ อินเดีย กับ ปากีสถาน ซึ่งโลกต่อไปจะมีปัญหาแบบนี้เยอะขึ้น ถ้าเราไม่มีภูมิคุ้มกัน เราก็จะได้รับผลกระทบ อีกทั้ง ต่อไปคนวัยทำงานของเราจะลดลง ดังนั้น คนที่ทำอยู่จะต้องเก่งขึ้น และทำให้ได้ผลผลิตที่สูงขึ้น&amp;nbsp; การทำเกษตรแบบไมโคร หรือจุลภาคน่าจะเป็นคำตอบ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านดร.ปรเมธี ปลัด พม.นำเสนอปัญหาของตนในวัยเกษียณว่า ขณะนี้ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว แต่ผู้สูงอายุเหล่านี้กลับไม่มีเงินออม หรือมีเงินออมในระดับต่ำ&amp;nbsp; และแบงก์ชาติยังบอกว่าเรามีหนี้ครัวเรือนมาก ผู้สูงอายุที่เกษียณแล้ว แทนที่ไม่มีหนี้ กลับมีหนี้ เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง นอกจากนี้ ถ้าดูจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ล้วนให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนน้อย ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชน แล้วอย่างนี้ จะสร้างความยั่งยืนได้อย่างไร ซึ่งการสร้างความยั่งยืน เป็นสิ่งที่หลักเศรษฐกิจพอเพียง ให้ความสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน ดร.อานนท์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีการใช้นโยบายระดับมหภาค ที่ค่อนข้างแข็งตัว ซึ่งอยากเห็นนโยบายมหภาค มาสู่ช่องทางการทำแบบจุลภาคได้ และมีความเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่แก้ปัญหา เรื่องนี้ ต้องมีการพูดคุยระดับนโยบาย&amp;nbsp; การแก้ต้องใช้ 2ทางคือ จากบนลงล่างและจากล่างขึ้นบน อย่างเรื่องปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 จะแก้ระดับนโยบายไม่ได้ ต้องแก้ที่ชุมชนด้วย ส่วนการทำงานของปิดทองที่วัดผลจากรายได้ของจังหวัดหรือชุมชน เป็นการวัดผลเขิงเศรษฐกิจรายได้ แต่จริงๆในการทำงาน ยังมีความผันผวนของสิ่งแวดล้อมแทรกอยู่ ซึ่งควรมีการวัดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และทางGISTDA สามารถเข้าไปช่วย โดยใช้ดาวเทียม เป็นเครื่องมือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากซ้ายไปขวา -ดร.วิรไท สันติประภพ,ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล,ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงพม.และดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ผอ.GISTDA&amp;nbsp; มาร่วมเสวนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิทรรศการ แสดงผลสำเร็จการดำเนินงานของปิดทองในรอบ 9ปี (รหัสภาพ IMG0028 ) ที่แยกมาน่าจะเพราะไฟล์ใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30411</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรเมธี  วิมลศิริ, ผู้ว่าแบงก์ชาติ, ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล, วิรไท สันติประภพ, สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานตามแนวพระราชดำริ, อานนท์ สนิทวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190304/image_big_5c7c86ca76e14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
