<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>62748</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าฯรฟท.คนใหม่ กับภารกิจร้อนสางหนี้แสนล.-ดันเมกะโปรเจ็กต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นที่ล่วงรู้กันว่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ในส่วนของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นั้น ถูกขับเคลื่อนด้วยตัวผู้ว่าสำรองโดยรักษาการผู้ว่าการ รฟท.ถึง 2 คน คือ &amp;ldquo;อานนท์ เหลืองบริบูรณ์&amp;rdquo; รองปลัดกระทรวงคมนาคมในขณะนี้ และ &amp;ldquo;วรวุฒิ มาลา&amp;rdquo; รองผู้ว่าการ กลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการผู้ว่าการ รฟท.คนปัจจุบัน ถือว่าที่ผ่านมารักษาการผู้ว่าฯ รฟท.ได้ทำงานกันอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจ็กต์ คือ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กม. มูลค่ากว่า 2.2 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 13 ก.พ.2563 คณะกรรมการบอร์ด รฟท.ที่มีมติเห็นชอบให้ &amp;ldquo;นิรุฒ มณีพันธ์&amp;rdquo; รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ผู้บริหารสายงานกำกับกฎเกณฑ์และกฎหมาย และเลขานุการธนาคารกรุงไทย และเคยเป็นรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายทรัพยากรบุคคลและกำกับกิจกรรมองค์กร บริษัท การบินไทย เป็นผู้ว่าการ รฟท.คนใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอการแต่งตั้งและกำหนดเงินเดือนให้ นายนิรุฒ มณีพันธ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยให้ได้รับค่าตอบแทนคงที่ในอัตราเงินเดือน 390,000 บาท รวมทั้งค่าตอบแทนพิเศษประจำปี และสิทธิประโยชน์อื่นที่ผู้รับจ้างจะได้รับตามที่กระทรวงการคลังเห็นชอบแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เร่งแก้โควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับภารกิจที่ต้องรีบด่วนสำหรับผู้ว่าฯ มือใหม่ก็คงหนี้ไม่พ้นเรื่องการป้องการการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะมาตรการรักษาความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารที่เข้ามาใช้บริการและพนักงานของ รฟท.ที่ทำงานบนรถไฟและไม่สามารถใช้มาตรการทำงานจากที่บ้านได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เร่งแก้หนี้ดันเมกะโปรเจ็กต์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากนั้นก็หนีไม่พ้นการฟื้นฟูองค์กรและแก้ไขปัญหาขาดทุนที่ปัจจุบันมียอดสะสมกว่า 1.6 แสนล้านบาท รวมไปถึงการผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรถไฟ ที่ปัจจุบันมีหลากหลายโครงการที่รอการเซ็นสัญญา ซึ่งโครงการสำคัญๆ ของ รฟท.ที่ต้องเร่งรัดทั้งก่อสร้าง เปิดประมูล รวมถึงผลักดันโครงการให้ ครม.อนุมัติตามแผนมีทั้งหมด 44 โครงการ วงเงินลงทุนสูงถึง 1.15 ล้านล้านบาท ไม่รวมการจัดซื้อหัวรถจักรและระบบอาณัติสัญญาณมูลค่าหลายหมื่นล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับ โครงการสำคัญของ รฟท.ที่ต้องเร่งดำเนินงานนั้น แบ่งเป็น โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ได้แก่ รถไฟทางคู่ ระยะที่ 1 จำนวน 7 โครงการ, รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา รถไฟชานเมือง (รถไฟฟ้า) สายสีแดง 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงบางซื่อ-รังสิต และงานเดินรถ และช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน วงเงินรวมทั้งสิ้น 622,491 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ในส่วนโครงการที่เตรียมเปิดประมูลและผลักดันให้ ครม.เห็นชอบ ได้แก่ รถไฟชานเมือง (รถไฟฟ้า) สายสีแดง 4 ช่วง คือ ช่วงรังสิต-ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง และบางซื่อ-หัวหมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ 2 โครงการ คือ ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ และช่วงบางไผ่-มุกดาหาร-นครพนม รถไฟทางคู่ ระยะที่ 1 จำนวน 7 โครงการ ได้แก่ ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย, ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่, ช่วงขอนแก่น-หนองคาย, ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี, ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี, ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา, ช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ วงเงินรวมทั้งสิ้น 493,149 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีที่ดินของ รฟท.ที่จะต้องนำมาบริหาร ได้แก่ 1.บริเวณสถานีกลางบางซื่อ 1,100 ไร่ 2.สถานีแม่น้ำ 227 ไร่ และ 3.โรงแรมหัวหิน 72 ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ความคืบหน้าโครงการการพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่นายนิรุฒต้องมาสานต่อนั้นขณะนี้อยู่ขั้นตอนที่ รฟท.หารือในรายละเอียดของแผนก่อสร้างโครงการร่วมกับกลุ่มซีพี โดยเอกชนจะเสนอแผนก่อสร้างดังกล่าว พร้อมทั้งระบุถึงความต้องการที่จะเข้าพื้นที่พัฒนาตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งตามแผนการดำเนินงานโครงการในส่วนของ รฟท.นั้น ปี 63 จะทำหน้าที่เคลียร์พื้นที่เพื่อส่งมอบให้เอกชนก่อสร้าง ซึ่งทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง และเมื่อรวมรายชื่อของที่ดินที่ต้องเวนคืนจากผู้บุกรุกแล้วเสร็จ หากเอกชนต้องการเข้าพื้นที่ รฟท.จะเร่งจ่ายเงินชดเชยผู้บุกรุก จึงคาดว่าภายในปีงบประมาณ 63 นี้จะจ่ายค่าชดเชยให้ผู้บุกรุกเสร็จ พร้อมเตรียมพื้นที่เพื่อส่งมอบให้เอกชนนำไปพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นายนิรุฒ กล่าวว่า หลังจากที่ ครม.มีมติเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่า รฟท.แล้ว ไม่ได้รู้สึกหนักใจกับปัญหาภาวะขาดทุน เนื่องจากเป้าหมายในการทำงานต้องการเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว โดยขอเวลาศึกษารายละเอียดงานทั้งแผนฟื้นฟู ซึ่งหลังจากลงนามในสัญญาจ้างกลางเดือน เม.ย.นี้ก็จะเริ่มงานทันทีเพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการมากมาย โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาไวรัสโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ในขณะนี้ยังไม่ได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ และอยู่ระหว่างรอการเซ็นสัญญาจ้าง หลังจากนั้นจึงจะเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้สมบูรณ์ ขณะนี้ทราบข่าวสถานการณ์ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ล่าสุดมีพนักงานติดเชื้อในพื้นที่โรงซ่อมมักกะสันแล้ว ยอมรับว่าเป็นห่วงต่อสถานการณ์ดังกล่าว&amp;nbsp; และหลังเข้าปฏิบัติหน้าที่จะเร่งเข้าไปคลี่คลายสถานการณ์โดยเร็ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ก็คงต้องจับตาดูกันว่า ภารกิจท้าทายทั้งหนี้สะสมกว่าแสนล้านบาทกับเมกะโปรเจ็กต์ที่เป็นความหวังของรัฐบาลที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศนั้น ผู้ว่าฯ คนใหม่ที่แหกโค้งแซงลูกหม้อการรถไฟมาได้ มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจพอดู โดยเฉพาะประวัติการทำงานและผลงาน ที่จบนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหงเกียรตินิยมอันดับสอง, จบเนติบัณฑิตไทย, ปริญญาโท 2 ใบทางด้านกฎหมายจาก Howard University, Washington D.C. USA และ Temple University, Philadelphia USA อีกทั้งเป็นอาจารย์สอนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากนั้นได้เข้ามารับตำแหน่งรอง DD การบินไทย ด้านกฎหมายเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาที่สหภาพยุโรป (EU) กล่าวหาเรื่องฮั้วกันภายในกลุ่ม Star Aliance ทำให้การบินไทยรอดพ้นจากข้อกล่าวหา และยังดูคดีสำคัญกรณีที่ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ที่ดินตระกูลกฤษดาฯ และปล่อยกู้บริษัททำธุรกิจถ่านหินอันเลื่องชื่ออย่าง EARTH ด้วย. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62748</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟแห่งประเทศไทย, นิรุฒ มณีพันธ์, อานนท์ เหลืองบริบูรณ์, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200410/image_big_5e9050501fcf6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53473</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/12/2019 13:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/12/2019 13:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สังเวย7วันอันตรายสุดดุแค่2วันดับเกินร้อยแล้ว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ธ.ค.2562 - นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2563 เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน (ศปถ.) ช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2563 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;28 ธันวาคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่สองของการรณรงค์ &amp;ldquo;ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร&amp;rdquo; เกิดอุบัติเหตุ 510 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 66 ราย ผู้บาดเจ็บ 527 คน ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ดื่มแล้วขับ 35.49% ขับรถเร็ว 30% ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ &amp;nbsp;74.57% ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง 65.10 ถนนกรมทางหลวง 43.53% ถนนใน อบต./หมู่บ้าน &amp;nbsp;30.98% ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01 &amp;ndash; 20.00 น. 26.47% &amp;nbsp;ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ &amp;nbsp;50 ปีขึ้นไป 26.98%
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ ได้จัดตั้งจุดตรวจหลัก 2,023 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 64,388 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 877,714 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี รวม 194,549 ราย มีความผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัย 53,072 ราย ไม่มีใบขับขี่ 48,249 ราย โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ลำปาง 21 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ นครสวรรค์ 5 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ ลำปาง 26 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 2 วันของการรณรงค์ (27 - 28 ธ.ค.62) เกิดอุบัติเหตุสะสมรวม 974 ครั้ง ผู้เสียชีวิตสะสมรวม 109 ราย ผู้บาดเจ็บสะสมรวม 993 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิตมี 28 จังหวัด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี 33 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงรายและนครสวรรค์ จังหวัดละ 6 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี 37 คน
&amp;nbsp;
นายอานนท์ กล่าวอีกว่า ได้เน้นย้ำจังหวัดให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนทั้งถนนสายหลัก สายรอง ถนนใน อบต.และหมู่บ้าน เน้นการเฝ้าระวังจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ ทั้งจุดตัดทางรถไฟ ทางลักผ่าน ทางแยก ทางร่วม รวมถึงการจอดรถบนไหล่ทางที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ อีกทั้งเพิ่มความถี่ในการเรียกตรวจความพร้อมของผู้ขับขี่ในเส้นทางตรงที่มีระยะทางยาว เพื่อป้องกันการขับรถเร็ว และง่วงหลับใน พร้อมทั้งกำชับจุดตรวจ ด่านตรวจ บังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด เน้นกวดขันรถจักรยานยนต์ที่ไม่สวมหมวกนิรภัย ผู้ที่ดื่มแล้วขับและขับรถเร็ว เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุ ตลอดจนเพิ่มความเข้มข้นในการดูแลความปลอดภัยทางน้ำ ทั้งท่าเทียบเรือ โป๊ะเรือ และสถานที่ท่องเที่ยวทางน้ำ เพื่อสร้างการสัญจรปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่
&amp;nbsp;
ด้านนายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มงานภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้กำชับจังหวัดบูรณาการทุกภาคส่วนทั้งฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร และภาคประชาชน ดำเนินงานลดอุบัติเหตุ &amp;nbsp;ทางถนนให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และสถานการณ์อุบัติเหตุ เน้นการดูแลจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยให้ชุดปฏิบัติการ &amp;nbsp;เพิ่มความเข้มข้นการเรียกตรวจของด่านชุมชน เพื่อป้องปรามและสกัดกั้นผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเมาแล้วขับ ขับรถเร็ว และไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย นอกจากนี้ ขอความร่วมมือผู้ประกอบการรถเช่าตรวจสอบใบอนุญาตขับรถของนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ กรณีไม่มีใบอนุญาตขับรถ ห้ามให้เช่ารถโดยเด็ดขาด ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด
&amp;nbsp;
ขณะที่นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดี ปภ. ในฐานะเลขานุการ ศปถ.เปิดเผยว่า ได้เน้นย้ำให้จังหวัดปรับกลยุทธ์การป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนให้สอดคล้องกับสถานการณ์และปัจจัยเสี่ยงในพื้นที่ โดยเฉพาะอำเภอที่มีความระดับความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุสีแดงและสีส้ม ให้ฝ่ายปกครอง ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และจิตอาสา เข้มงวดการป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุทุกด้าน ท้ายนี้ ขอฝากให้ผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด มีน้ำใจต่อผู้ร่วมใช้เส้นทาง เพื่อให้เทศกาลปีใหม่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและความปลอดภัย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53473</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, การดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน, ปภ., รองปลัดกระทรวงคมนาคม, ศปถ., ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน, สถิติอุบัติเหตุ, อานนท์ เหลืองบริบูรณ์, เทศกาลปีใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181205/image_big_5c072d8b47ceb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45512</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2019 12:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2019 12:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทล.อัพเดทน้ำท่วมลดลงเหลือ 5 จังหวัดผ่านไม่ได้12 แห่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่วมลดลง กรมทางหลวง อัพเดทสถานการณ์น้ำท่วม 5 จังหวัด ใน 16 สายทาง ผ่านไม่ได้ 12 แห่ง แนะประชาชนใช้ทางโปรดใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ อย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ย.62-นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ แจ้งว่า &amp;nbsp;กรมทางหลวงได้ทำการสรุปเหตุการณ์อุทกภัยจากพายุโพดุลและคาจิกิ &amp;nbsp;สถานการณ์น้ำปัจจุบันวันที่ 11 กันยายน 2562 เวลา 10.00 น. พบทางหลวงถูกน้ำท่วม 5 จังหวัด ได้แก่ ยโสธร ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี &amp;nbsp;อำนาจเจริญ และศรีสะเกษ &amp;nbsp;ทางหลวงที่การจราจรผ่านไม่ได้ 12 แห่ง รายละเอียด ดังนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
จ.ยโสธร จำนวน 1 แห่ง &amp;nbsp;ถนนทล.2351 ตอน พลไว &amp;ndash; แข้โพนเมือง ช่วงกม.ที่ 29 - 31&amp;nbsp;น้ำท่วมสูง ระดับน้ำสูง 40 ซม. ได้ทำการติดตั้งป้ายเตือน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์การจราจรในพื้นที่
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
จ.ร้อยเอ็ด จำนวน 1 แห่ง &amp;nbsp;ถนน&amp;nbsp;ทล.2043 ตอน ยางเฌอ &amp;ndash; มหาชนะชัย ช่วงกม.ที่ 41 &amp;ndash; 43&amp;nbsp;&amp;nbsp;น้ำท่วมสูง ระดับน้ำสูง 65 ซม. ใช้ทางเลี่ยงจาก จ.ร้อยเอ็ด ใช้ ทล.215 ไป อ.สุวรรณภูมิ
&amp;nbsp;
จ.อุบลราชธานี จำนวน 9 แห่ง ประกอบด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1. ทล.23 ตอน บ้านสวน - เขื่องใน ช่วงกม.ที่ 220-226&amp;nbsp;&amp;nbsp;น้ำท่วมสูง ระดับน้ำสูง 20 &amp;ndash; 70 ซม. ใช้ทางเลี่ยง จาก ทล.212 ไป จ.อำนาจเจริญ จากนั้นใช้ทล.202 มุ่งหน้าไปจ.ยโสธร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2. ทล.24 ตอน บ้านสวน &amp;ndash; เขื่องใน ช่วงกม.ที่ 418 &amp;ndash; 420&amp;nbsp;&amp;nbsp;น้ำท่วมสูง ระดับน้ำสูง 77 ซม. ใช้ทางเลี่ยงเลี้ยวขวา ทล.231 ไปอ.เมืองอุบลราชธานี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. ทล.2382 ตอน เขื่องใน &amp;ndash; ธาตุน้อย ช่วงกม.ที่ 12 &amp;ndash; 17&amp;nbsp;&amp;nbsp;น้ำท่วมสูง ระดับน้ำสูง 10 - 25 ซม. ได้ทำการติดตั้งป้ายเตือน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์การจราจรในพื้นที่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4. ทล.2383 ตอน ม่วงสามสิบ &amp;ndash; ดู่น้อย ช่วงกม.ที่ 11 - 15&amp;nbsp;&amp;nbsp;น้ำท่วมสูง ระดับน้ำสูง 40 - 60 ซม. ปิดการจราจร กม.10 &amp;ndash; 17 ใช้ทางเลี่ยงทล.23 เข้าสู่ ทล.212&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;5. ทล.2404 ตอน เขื่องใน &amp;ndash; นาคำใหญ่ ช่วงกม.ที่ 0 &amp;ndash; 4&amp;nbsp;&amp;nbsp;น้ำท่วมสูง ระดับน้ำสูง 10 - 20 ซม. ได้ทำการติดตั้งป้ายเตือน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์การจราจรในพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6. ทล.2404 ตอน เขื่องใน &amp;ndash; นาคำใหญ่ ช่วงกม.ที่ 4+800 (สะพานห้วยเรือ)&amp;nbsp;&amp;nbsp;คอสะพานชำรุดปิดการจราจร ได้ทำการติดตั้งป้ายเตือน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์การจราจรในพื้นที่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 7. ทล.2408 ตอน นาคำใหญ่ &amp;ndash; โพนเมือง ช่วงกม.ที่ 14 &amp;ndash; 18&amp;nbsp;&amp;nbsp;น้ำท่วมสูง ระดับน้ำสูง 10 &amp;ndash; 30 ซม. ได้ทำการติดตั้งป้ายเตือน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์การจราจรในพื้นที่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;8. ทล.2412 ตอน ท่าวารี &amp;ndash; ท่าศาลา ช่วงกม.ที่ 9 &amp;ndash; 10&amp;nbsp;&amp;nbsp;น้ำท่วมสูง ระดับน้ำสูง 25 ซม. ได้ทำการติดตั้งป้ายเตือน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์การจราจรในพื้นที่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;9. ทล.2413 ตอน บ้านเอ้ &amp;ndash; หนองขอน ช่วงกม.ที่ 12 &amp;ndash; 13&amp;nbsp;&amp;nbsp;น้ำท่วมสูง ระดับน้ำสูง 95 ซม. ได้ทำการติดตั้งป้ายเตือน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์การจราจรในพื้นที่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
จ.ศรีสะเกษ จำนวน 1 แห่ง &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทล.2412 ตอน ท่าศาลา &amp;ndash; ละทาย ช่วงกม.ที่ 12 - 16&amp;nbsp;น้ำท่วมสูง ระดับน้ำสูง 105 ซม. ได้ทำการติดตั้งป้ายเตือน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์การจราจรในพื้นที่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ทั้งนี้ กรมทางหลวง ได้ติดตั้งป้ายเตือนและอุปกรณ์ความปลอดภัย อุปกรณ์นำทาง ในบริเวณทางหลวงที่ถูกน้ำท่วม พร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์จนกว่าจะคลี่คลาย โดยขอให้ประชาชนผู้ใช้ทางโปรดใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด หากประชาชนต้องการสอบถามสภาพเส้นทาง สภาพการจราจร หรือ ต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อ ได้ที่สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง หมวดทางหลวงในพื้นที่ และสายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45512</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวง, น้ำท่วม, อานนท์ เหลืองบริบูรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190911/image_big_5d7887156803a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42009</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2019 12:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2019 12:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิ่งฉิว ทล.แจ้งพร้อมเปิดใช้ทางเลี่ยงจ.นครสวรรค์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 ก.ค.62-นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง(ทล.)เปิดเผยว่าสำนักก่อสร้างทางที่ 1 ระบุว่า ทล.ได้ดำเนินการบูรณะโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยงระหว่างภาคทางหลวงหมายเลข 122 สาย ทางเลี่ยงเมืองนครสวรรค์ (ด้านตะวันตก) เนื่องจากปี พ.ศ.2554 ได้เกิดน้ำท่วมคันทางเป็นเวลานานทำให้เกิดความเสียหายมาก ระหว่าง กม.0 &amp;ndash; กม.12 รวมระยะทางยาว 12.11 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 542 ล้านบาท โดยในปัจจุบันการก่อสร้างเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับลักษณะโครงการก่อสร้าง เป็นมาตรฐานทางชั้นพิเศษ ขนาด 4 ช่องจราจร (ไปกลับข้างละ 2 ช่องจราจร) ผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีต โดยทำการยกระดับคันทางเดิมที่ระดับต่ำน้ำท่วมคันทางแล้วก่อสร้างชั้นทางใหม่ ผิวจราจรกว้างช่องละ 3.5 เมตร ไหล่ทางด้านนอกกว้างข้างละ 2.5 เมตร ไหล่ทางด้านในกว้าง 1.5 เมตร เกาะกลางแบบกดเป็นร่อง รวมงานติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ทางหลวงสายดังกล่าว จะช่วยลดปริมาณจราจรที่ผ่านตัวเมืองนครสวรรค์ไปสู่ภาคเหนือ ประชาชนผู้ใช้เส้นทางจะได้รับความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลาและมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายหลักของกรมทางหลวง และรัฐบาลในการที่จะนำความเจริญมาสู่ทุกภูมิภาคและประเทศชาติต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กรมทางหลวงขอความร่วมมือผู้ใช้ทาง &amp;ldquo;ขับรถช้า เปิดไฟหน้า คาดเข็มขัด&amp;rdquo; ขับขี่ด้วยความระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านและผู้ร่วมทาง ประชาชนสามารถสอบถามเส้นทางการเดินทางได้ที่ สายด่วนกรมทางหลวง โทร 1586&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42009</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทางเลี่ยงเมืองนครสวรรค์, อธิบดีกรมทางหลวง(ทล.), อานนท์ เหลืองบริบูรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190726/image_big_5d3a89cf3445b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41405</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2019 18:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2019 18:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ศักดิ์สยาม”ลุยงานแรก 21 ก.ค.นี้ลงพื้นที่ดูจุดรถติดพระราม2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
19 ก.ค.62-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่าจากกรณีเรื่องที่มีการร้องเรียนถึงปัญหารถติดบริเวณพระราม 2 นั้น ในวันอาทิตย์ที่ 21 ก.ค.นี้โดยมีนายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม ,นายชัยวัฒน์ ทองคำคูน ปลัดกระทรวงคมนาคม จะลงพื้นที่ดังกล่าว เพื่อไปติดตามรับฟังปัญหาของชาวบ้าน เนื่องจากมีการร้องเรียนเข้ามาเยอะ รวมถึงเพื่อนำปัญหาดังกล่าวมาชี้แจงกับพี่น้องประชาชนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ &amp;nbsp;อธิบดีกรมทางหลวง(ทล.) กล่าวว่า รมว.คมนาคม มีแผนลงพื้นที่พระราม 2 ในวันอาทิตย์ที่ 21 ก.ค. เวลา 10.00 น. ซึ่งกรมทางหลวงเตรียมรายงานความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการบนถนนพระราม 2 รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาจราจรเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ยอมรับว่าการก่อสร้างล่าช้ากว่าในแผนเนื่องจากการย้ายสาธารณูปโภค เบื้องต้นหลังจากประชุมหน่วยงานเกี่ยวข้องในวันนี้ พบว่า จุดที่มีปัญหาจราจรรวมทั้งสิ้น 3 จุด ได้แก่ 1.บริเวณกิโลเมตรที่ 13+500 จะมีการจัดเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลการจราจรจร รวมถึงจัดรูปแบบการจราจรใหม่เพื่อให้สภาพการจราจรคล่องตัวกว่าในปัจจุบัน 2.บริเวณถนนขาออก หน้าวัดพันท้ายนรสิงห์ จะเร่งรัดงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเดือนนี้ เพื่อลดปัญหาจราจร 3.บริเวณถนนขาเข้า บริเวณวัดพันท้ายนรสิงห์ จะเร่งรัดงานก่อสร้างเช่นกันให้แล้วเสร็จภายในปลายเดือน ส.ค.นี้ อย่างไรก็ตามจะสั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปดำเนินติดตั้งป้ายบอกทางและป้ายบอกจุดเลี่ยงจราจรให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความสับสนของประชาชนที่สัญจรในพื้นที่เพราะมีปริมาณจราจรบนถนนพระราม 2 ราว 200,000 คนต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การปูพื้นผิวจราจร ไม่ได้ทำให้เกิดการล่าช้าจากเดิมในสัญญาจะต้องมีการก่อสร้างแล้วเสร็จในปีหน้า แต่ขณะนี้มีความล่าช้าประมาณ 6 เดือนประกอบกับการปรับแบบคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปี 2565 ทุกวันนี้ถนนพระราม 2 มีปริมาณจราจรวันละ 2 แสนคันทำให้จราจรติดขัด&amp;rdquo; นายอานนท์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอานนท์กล่าวต่อว่าส่วนกรณีที่มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนว่า มีการปิดการจราจรบางช่วงแต่กลับไม่มีการก่อสร้าง ซึ่งอาจมีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นนั้นขอยืนยันว่าการก่อสร้างผู้รับจ้างทำตามกระบวนการในการก่อสร้างเนื่องจากถนนพระราม 2 มีลักษณะเป็นดินอ่อนเมื่อถมทรายจึงต้องมีระยะรอคอยการทรุดตัวประมาณ 150 วัน เพื่อไม่ให้เกิดการทรุดตัวในอนาคต อย่างไรก็ตามกระแสข่าว ที่ระบุว่าการก่อสร้างแบบเดิม มีผิวการจราจรเพียง 13 เซนติเมตร ซึ่งทำให้พื้นผิวถนนบาง แต่ในวันนี้ได้มีการหารือกับผู้รับเหมาแล้วโดยจะมีการปรับแบบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ว่าด้านบนถนนพระราม 2 จะเป็นทางยกระดับซึ่งจะช่วยลดปริมาณการจราจรด้านล่าง ซึ่งยืนยันว่าแม้จะเป็นการก่อสร้างแบบเดิมก็ยังสามารถ ใช้งานได้ สำหรับแบบใหม่ ที่เปลี่ยนนั้นจะเป็นหินคลุกซีเมนต์ประมาณ 25 เซนติเมตร แอสฟัลต์คอนกรีต 10 เซนติเมตร ซึ่งจะทำให้ผิวการจราจรหนาเพิ่มขึ้นประมาณ 20 เซนติเมตร อย่างไรก็ตามการปรับแบบต่างๆมาจากการปรับแบบของกรมทางหลวงเอง เอกชนจึงไม่จำเป็นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายจากความล่าช้า และจะใช้กรอบวงเงินเดิมอยู่ที่ 2,200 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41405</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, อธิบดีกรมทางหลวง(ทล.), อานนท์ เหลืองบริบูรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190719/image_big_5d31af4d196b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40077</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2019 13:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2019 13:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทล.แจ้ง4ก.ค.ปิดการจราจรกม.ที่58 พหลโยธิน(ขาออก)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ค.62-นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง(ทล.)เปิดเผยว่า ตามที่กรมทางหลวงได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการจราจรและอุบัติเหตุ (Traffic Operations Center) เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการอำนวยความสะดวกการจราจรบนทางหลวงแก่ผู้ใช้ทาง รวมถึงยกระดับความปลอดภัย ลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ที่มีสาเหตุจากการฝ่าฝืนวินัยจราจร เช่น การขับขี่เกินความเร็วที่กำหนด การขับขี่ผิดช่องจราจร เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กรมทางหลวงจึงมีความจำเป็นต้องปิดการจราจรเพื่อติดตั้งโครงสร้างระบบเผยแพร่ข้อมูลจราจร ถนนบนทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ที่ กม.58 ในพื้นที่ ตำบลลำไทร &amp;nbsp;อำเภอวังน้อย &amp;nbsp;จังหวัดสระบุรี (ปิดเฉพาะขาออกช่องทางหลัก ทิศมุ่งหน้าสระบุรี) ระหว่างเวลา 08.30 น. - 15.00 น. และมีความจำเป็นต้องปิดและเบี่ยงการจราจรโดยใช้ทางคู่ขนานบริเวณดังกล่าวเป็นการชั่วคราว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในระหว่างดำเนินการอาจทำให้ไม่ได้รับความสะดวกแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนและประชาชนทั่วไป กรมทางหลวง &amp;nbsp;ต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ และขอให้ประชาชนใช้เส้นทางอย่างระมัดระวัง หรือหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางในวันเวลาดังกล่าว รวมทั้ง ขอความร่วมมือผู้ใช้ทางปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำทางเลี่ยง และสัญญาณจราจรที่ติดตั้งไว้ เพื่อความสะดวกและปลอดภัยของผู้ใช้ทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ใช้เส้นทางดังกล่าวและประชาชนทั่วไปสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุต่างๆระหว่างดำเนินการได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40077</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปิดการจราจรกม.ที่58 พหลโยธิน(ขาออก), อานนท์ เหลืองบริบูรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190703/image_big_5d1c5105f26eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35733</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2019 16:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2019 16:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เริ่มแล้ว20 พ.ค.นี้เก็บค่าผ่านทางวงแหวนด้านใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

กทพ.เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางวงแหวนด้านใต้ ช่วงพระประแดง - ต่างระดับบางขุนเทียน 20 พ.ค. 62 อัตรา15-35 บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
13 พ.ค. 2562 - นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ตั้งแต่ในวันที่ 20 &amp;nbsp;พฤษภาคม &amp;nbsp;2562 &amp;nbsp;เวลา &amp;nbsp;00.01 น. การทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางแทนกรมทางหลวงบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนพระประแดง &amp;ndash; บางแค ช่วงพระประแดง &amp;ndash; ต่างระดับบางขุนเทียน ซึ่งเป็นไปตามตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปีพ.ศ.2554 และ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 โดยอัตราค่าธรรมเนียมผ่านทางเป็นไปตามกฎกระทรวงปีพ.ศ.2555 สำหรับรถ 4 ล้อ, รถ 6 ล้อ และรถที่มีล้อเกิน 6 ล้อขึ้นไป ในอัตรา 15 บาท, 25 บาท และ 35 บาท ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ค่าธรรมเนียมผ่านทางที่จัดเก็บได้ &amp;nbsp;กทพ.จะนำส่งเพื่อเข้าบัญชีเงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง ที่กระทรวงการคลังเป็นผู้เก็บรักษา โดยจะนำไปใช้ในการบำรุงรักษาทางและ สะพาน ตลอดจนระบบอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการจราจรให้แก่ประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง &amp;nbsp;รวมทั้งใช้สำหรับการก่อสร้างขยายโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายทางอื่นๆในอนาคต ซึ่งจะเป็นการช่วยลดภาระงบประมาณแผ่นดิน รักษาวินัยทางการเงินการคลังภาครัฐ พร้อมทั้งเป็นการส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ของประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35733</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทพ., กรมทางหลวง, การทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.), ถนนกาญจนาภิเษก, ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9, บางแค, พระประแดง, อานนท์ เหลืองบริบูรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180109/5a54d7add1fcc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
