<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหตุผลโลกเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์มากขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ภาพ : ขีปนาวุธข้ามทวีป Dongfeng-41ของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ที่มา : http://eng.chinamil.com.cn/view/2019-10/01/content_9641753.htm&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สงครามใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่ภายใต้หลักคิดของรัฐบาลสหรัฐมองว่ากำลังถูกคุกคาม ประเทศตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงจำแก้ไข เกิดความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สงครามใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะส่งผลกระทบทั่วโลก ยิ่งเป็นสงครามนิวเคลียร์เต็มรูปแบบยิ่งมีโอกาสน้อยมากเพราะทำลายล้างโลก อารยธรรมโลกถูกทำลายถอยหลังหลายสิบหลายร้อยปี แต่นักวิชาการส่วนหนึ่งเห็นว่าโลกเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์มากขึ้น ทำไมจึงคิดเช่นนั้น บทความนี้นำเสนอเหตุผล 6 ประการล่าสุดตามบริบทขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการแรก สนธิสัญญานิวเคลียร์หลายฉบับถูกฉีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน (JCPOA) สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (Intermediate Nuclear Forces treaty) Open Skies Treaty (ยอมให้เครื่องบินลาดตระเวนของอีกประเทศบินเหนือน่านฟ้า ไม่มีพื้นที่ยกเว้น เพื่อลาดตระเวนถ่ายรูป การจัดวาง การเคลื่อนย้ายกำลังพลอีกฝ่าย รวมทั้งที่ตั้งนิวเคลียร์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นหลักฐานว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคมหาอำนาจนิวเคลียร์ต่างคนต่างคิด ต่างสะสมอาวุธนิวเคลียร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการที่ 2 การปิดล้อมจีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยุทธศาสตร์ในสมัยทรัมป์ประกาศชัดว่าจีนคือรัฐปรปักษ์ ความบาดหมางลงลึกไปถึงระดับประชาชน คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยเกลียดชังคนจีนด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าเป็นคนจีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทรัมป์ฉีกทิ้งสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางเพียงฝ่ายเดียว อ้างว่ารัสเซียละเมิดสนธิสัญญามานานแล้ว (สนธิสัญญานี้เกี่ยวข้องกับการเผชิญหน้าด้วยอาวุธนิวเคลียร์ในยุโรป) ไม่ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เรื่องนี้เกี่ยวโยงกับจีนโดยตรง มีข่าวหลายชิ้นบอกว่ารัฐบาลทรัมป์หวังติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางในแถบเอเชียแปซิฟิกด้วย (ไม่ใช่แค่ยุโรปอีกแล้ว)&amp;nbsp; รัฐบาลสหรัฐอยากติดตั้งในออสเตรเลีย สมาชิกอาเซียน แม้รัฐบาลออสเตรเลียกับฟิลิปปินส์ปฏิเสธไปแล้ว แต่รัฐบาลสหรัฐไม่ลดละความพยายาม ยังเสาะหาประเทศในเอเชียที่ยอมให้ติดตั้งนิวเคลียร์ของตน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด รายงานกระทรวงกลาโหมสหรัฐที่นำเสนอเมื่อต้นเดือนกันยายน เผยจีนมีแผนเพิ่มจำนวนหัวรบนิวเคลียร์เท่าตัว มีขีปนาวุธข้ามทวีปที่ยิงใส่อเมริกาได้ทุกจุด และใกล้จะสามารถยิงอาวุธนิวเคลียร์จากภาคพื้นดิน อากาศและทะเล ครบ 3 วิธี แต่จีนปฏิเสธแผนเพิ่มหับรบนิวเคลียร์เท่าตัว ไม่ว่าเหตุผลข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เห็นชัดว่ารัฐบาลสหรัฐมุ่งที่จีนเป็นภัยคุกคามมากขึ้น ซึ่งเป็นจริงอยู่ไม่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; John Mearsheimer จาก University of Chicago ชี้ว่านโยบายบรรทัดสุดท้ายของสหรัฐคือจะไม่ปล่อยให้จีนเป็นมหาอำนาจเทียบเคียงตน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภายในแนวคิดนี้จีนกำลังก้าวขึ้นมาสุ่มเสี่ยงเกิดสงครามนิวเคลียร์มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการที่ 3 การฟื้นฟูกองกำลังนิวเคลียร์รัสเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อสหภาพโซเวียตแตกและเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยขณะนั้นอ่อนแอมาก อาวุธจำนวนมากถูกทิ้งร้าง มีคำถามว่าอาวุธนิวเคลียร์ยังเก็บมิดชิดปลอดภัยหรือไม่ การก้าวขึ้นมาของประธานาธิบดีปูติน นำประเทศค่อยๆ ฟื้นตัว ไม่กี่ปีหลังนี้พัฒนาอาวุธใหม่ๆ เช่น ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกอแวนการ์ด (Avangard) ที่บอกว่าสามารถหลบรอดระบบป้องกันขีปนาวุธสหรัฐ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในมุมมองของสหรัฐ การฟื้นตัวของรัสเซีย ความร่วมมือทางทหารระหว่างจีนกับรัสเซียเพิ่มความกังวลเป็น 2 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการที่ 4 สหรัฐปรับยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ครั้งใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลจีน รัสเซีย การคงความเป็นเจ้าของสหรัฐ เหล่านี้เป็นเหตุผลมากพอที่รัฐบาลประกาศพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์รุ่นใหม่ ยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ (Nuclear Posture Review: NPR) ฉบับล่าสุดปี 2018 ประกาศชัดว่า รัฐบาลมีหน้าที่คงกำลังอาวุธนิวเคลียร์ให้เหนือทุกประเทศใดโลก ด้วยความเชื่อว่านอกจากปลอดภัยแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเจรจา เรื่องนี้สัมพันธ์กับเศรษฐกิจประเทศโดยตรง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บริบทโลกในขณะนี้และอนาคตอันใกล้ล้วนชี้ว่าชาติมหาอำนาจทั้ง 3 เผชิญหน้าทางทหารมากขึ้น แน่นอนว่าหมายถึงอาวุธนิวเคลียร์ด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการที่ 5 สหรัฐมีนโยบายยิงก่อนถ้าจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลสหรัฐรวมทั้งนักวิชาการหลายคนพยายามพูดว่าสหรัฐจะไม่เป็นฝ่ายยิงก่อน โอกาสที่จะใช้นิวเคลียร์มีน้อยมากและปกติไม่คิดจะใช้เลย คำอธิบายทำนองนี้ชี้ว่าโอกาสใช้น้อยมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ใช้เลย รวมถึงเป็นฝ่ายใช้ก่อนด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่านับจากโลกมีอาวุธนิวเคลียร์ถูกใช้ไปแล้ว 2 ลูก สหรัฐใช้ระเบิดนิวเคลียร์ 2 ลูกเพื่อหยุดญี่ปุ่น คนอเมริกันสมัยนั้นส่วนใหญ่เห็นด้วย สงครามเกาหลี (1950-53) เป็นอีกครั้งที่สหรัฐคิดใช้ระเบิดนิวเคลียร์ นายพลดักลาส แมกอาร์เธอร์ (Douglas MacArthur) เสนอให้โจมตีจีนด้วยอาวุธนิวเคลียร์ แต่ประธานาธิบดีทรูแมนไม่เห็นชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โอกาสที่จะใช้จึงมีและเคยทำมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการที่ 6 กระแสสงครามล้างโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีกลุ่มคนที่คิดถึงเรื่องสงครามล้างโลกอยู่เสมอ เมื่อมีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับอาวุธนิวเคลียร์ คนเหล่านี้มักจะพูดในทำนองว่า จะเกิดสงครามนิวเคลียร์แล้ว เช่น กรณีอิรักในสมัยซัดดัม ฮุสเซน ความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถาน การทดลองนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ปฏิบัติการของกลุ่มก่อการร้าย รวมทั้งการเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าติดตามหน้าข่าวหนังสือพิมพ์หรือสื่อต่างๆ ย้อนหลัง 10 ปี, 20 ปี, 30 ปี หรือไกลกว่านั้น (ยุคสงครามเย็น) แทบทุกปีจะมีคนพูดว่า จะเกิดสงครามล้างโลกแล้ว การเอ่ยถึงสงครามล้างโลกบ่อยๆ ทำให้เกิดกระแสคิดว่าสงครามนิวเคลียร์ใกล้แล้ว หลายคนพลอยคิดว่าจะเป็นเช่นนั้น แม้ไม่อยากให้เกิดแต่ยอมรับว่าวันหนึ่งเป็นเช่นนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยรวมแล้ว ชาติมหาอำนาจขัดแย้งกันมากขึ้น เผชิญหน้ากันมากขึ้น หลายคนชี้ว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคสงครามเย็นใหม่อีกครั้ง จึงไม่แปลกถ้าจะพูดว่าโลกเสี่ยงเกิดสงครามนิวเคลียร์ เหมือนยุคสงครามเย็นที่ต่างฝ่ายต่างสะสมนิวเคลียร์จำนวนมาก แสดงท่าทีพร้อมใช้ถ้าจำเป็น เกิดวิกฤติใกล้นิวเคลียร์เป็นระยะ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องจับตาท่าทีรัฐบาลสหรัฐเพราะมีแนวโน้มว่าสหรัฐจะเป็นฝ่ายข่มขู่ยั่วยุก่อน รัฐบาลสหรัฐจะแสดงท่าทีชัดเจนมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;จับตาการเจรจาลดอาวุธนิวเคลียร์ปี 2021 : &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; New Strategic Arms Reduction Treaty (New START) เป็นสนธิสัญญาระหว่างสหรัฐกับรัสเซียฉบับเกิดเมื่อปี 2010 จำกัดการเก็บสะสมนิวเคลียร์ สนธิสัญญานี้จะหมดอายุในกุมภาพันธ์ 2021 รัฐบาลทรัมป์แสดงท่าทีชัดเจนว่าการเจรจารอบใหม่จะต้องมีจีนร่วมโต๊ะเจรจา เป็นไปได้ว่าสหรัฐต้องการปรับเงื่อนไขนิวเคลียร์ใหม่หมด (เป็นที่มาของการฉีกข้อตกลงนิวเคลียร์พิสัยกลางกับ Open Skies Treaty ก่อนหน้านี้) ซึ่งจีนแสดงท่าทีเรื่อยมาว่าไม่เห็นด้วย ตั้งเงื่อนไขว่าจะเข้าร่วมเจรจาหากจีนเพิ่มหัวรบนิวเคลียร์เท่ากับสหรัฐ หรือสหรัฐจะปรับลดจำนวนหัวรบให้เท่ากับจีน (ปัจจุบันสหรัฐกับรัสเซียมีประเทศละ 6 พันหัวรบ ส่วนจีนมี 300 หัวรบ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกแนวทางคือจีนพร้อมเจรจานิวเคลียร์ในหมู่ 5 สมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ (สหรัฐ รัสเซีย จีน สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส) ไม่ใช่แค่ 3 ประเทศตามที่เสนอมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นอยู่ที่จีนต้องการเป็นชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่ยืนได้ด้วยขาตัวเอง ไม่พึ่งความมั่นคงจากรัสเซีย เป็นไปได้ว่าจีนจะค่อยๆ เพิ่มกำลังรบนิวเคลียร์ตามหลักคิดประเทศที่ก้าวขึ้นมา ต้องก้าวขึ้นมาทุกด้าน ไม่เฉพาะเศรษฐกิจเท่านั้น เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่าจีนพัฒนาและขยายแสนยานุภาพทางทหาร รัฐบาลจีนไม่ยอมให้ก้มหัวให้ใคร จีนมีศักยภาพที่สร้างอาวุธนิวเคลียร์ให้มากเท่าสหรัฐ อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นไปได้ว่ารัฐบาลสหรัฐอาจใช้เรื่องนี้ยกเลิกสนธิสัญญาดังกล่าว เปิดทางสร้างสะสมอาวุธนิวเคลียร์ตามใจชอบ ปี 2021 จะเป็นปีแห่งความวิตกกังวลเมื่อชาติมหาอำนาจขัดแย้งเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ เป็นส่วนหนึ่งของการเผชิญหน้าการบั่นทอนบ่อนทำลายอีกฝ่าย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76591</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, สถานการณ์โลก, สหรัฐ, สหราชอาณาจักร, อาวุธนิวเคลียร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e089f896a7c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69242</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความจริงที่ซ่อนอยู่เหตุทรัมป์คิดถอนทหารจากเยอรมนี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภาพ : แผนที่ภูมิภาคยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ที่มา : Political Map of the World&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้ายึดว่ากองทัพสหรัฐในต่างแดนมีเพื่อรักษาผลประโยชน์อเมริกา ขนาดกองทัพจะเล็กหรือใหญ่ จะส่งไปจุดใด ล้วนอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข่าวประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศจะถอนทหารเกือบหมื่นนายออกจากเยอรมนีเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ทั้งนี้ฝ่ายสหรัฐอ้างว่านาโตมีข้อตกลงเมื่อปี 2014 ชาติสมาชิกจะต้องตั้งงบกลาโหมให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 2 ของจีดีพีภายในปี 2024 แต่เยอรมนีไม่เคยทำได้ และประกาศว่าคงไม่ทำตามกำหนดเส้นตาย กลายเป็นเรื่องที่ประธานาธิบดีทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์เรื่อยมา ตั้งแต่ช่วงหาเสียง ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐต้องจ่ายเงินสนับสนุนมากเกิน ไม่คุ้มกับประโยชน์ที่ได้ ในขณะที่ชาติสมาชิกอื่นๆ แบกรับภาระน้อยเกินไป ไม่ยุติธรรมต่อสหรัฐ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อเอ่ยถึงเรื่องดังกล่าว ทรัมป์มักอ้างเหตุผลอื่นๆ อีกหลายข้อ เช่น เยอรมนีเตรียมซื้อก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียผ่านท่อ Nord Stream 2 ผูกโยงเศรษฐกิจการเมืองกับรัสเซียมากขึ้น สหรัฐขาดดุลการค้าต่อเยอรมนี ซึ่งทรัมป์ตีความว่าเป็นการค้าที่ไม่ยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากข้ออ้างเหล่านี้ไม่สมเหตุสมผล แล้วเหตุผลที่แท้คืออะไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่ทรัมป์ไม่เอ่ยถึง : &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนสิ้นสงครามเย็นมีทหารอเมริกันกว่า 250,000 นายประจำการในเยอรมนี ปัจจุบันเหลือ 34,500 นาย และทรัมป์สั่งให้ปรับลดอีกเกือบหมื่นนาย (ราว 1 ใน 3)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การที่สหรัฐยังคงกองทัพรวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ในหลายประเทศยุโรป เป็นยุทธศาสตร์ด้านการทหารระดับโลกเพื่อรักษาความเป็นเจ้า พูดให้ชัดคือรวมถึงการแผ่อิทธิพลเหนือยุโรปด้วย ไม่ต่างจากกรณีเกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและอื่นๆ ที่สหรัฐมีฐานทัพของตนในประเทศนั้นๆ คำถามคือสหรัฐจะยอมคลายยุโรปออกหรือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจนส์ สโตลเตนเบิร์ก (Jens Stoltenberg) เลขาธิการนาโตอธิบายให้เห็นภาพกว้างว่าที่ผ่านมาปฏิบัติการต่างๆ ของสหรัฐในตะวันออกกลาง อัฟกานิสถาน แอฟริกา ต้องอาศัยฐานทัพที่ตั้งอยู่ในยุโรป เป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; Mark Hertling อดีตผู้บัญชาการทหารอเมริกันในยุโรปทวีตข้อความว่าผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ที่สหรัฐได้เหนือกว่าประเด็นงบกลาโหมร้อยละ 2 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไฮโค มาส (Heiko Maas) รมต.ต่างประเทศเยอรมนี กล่าวว่า ทั้งเยอรมนีกับสหรัฐต่างได้ประโยชน์จากความร่วมมือทางทหาร ยอมรับว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีไม่ดีนัก เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดูเหมือนทรัมป์ไม่เข้าใจยุทธศาสตร์ทางทหารหรือไม่ ก็แค่พูดหวังแต่คะแนนเสียง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;คิดในเชิงยุทธศาสตร์ : &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการแรก สหรัฐปรับกำลังให้เหมาะสมกับบริบท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2-3 ปีมานี้สหรัฐเพิ่มกำลังทหารในโปแลนด์ ด้วยเหตุผลรัฐบาลโปแลนด์ร้องขอให้ช่วยส่งทหารมาต้านรัสเซีย มีความเป็นไปได้ว่าสหรัฐจะเพิ่มกำลังทหารอีก เป็นเรื่องปกติของการเคลื่อนย้ายกำลังพล ไม่ว่าทหารที่ย้ายจะกลับประเทศหรือไปอยู่ที่อื่นเพื่อให้ได้ประสิทธิผลสูงสุด ปรับตามยุทธวิธีรบแผนใหม่ การปรับลดงบประมาณส่วนนี้เพื่อไปใช้ส่วนอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากทหารสหรัฐมาตั้งในโปแลนด์มากขึ้นย่อมเป็นประโยชน์ช่วยคุ้มครองอำนาจของชนชั้นปกครองที่นั่นแลกกับประเทศตกอยู่ใต้อิทธิพลของรัฐบาลสหรัฐ หรืออย่างน้อยได้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจสังคมมากขึ้น และในอนาคตอาจเป็นที่ตั้งอาวุธนิวเคลียร์สหรัฐด้วย (ตามโครงการ Nuclear sharing) มีกระแสข่าวเรื่องนี้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการที่ 2 เยอรมนีไม่ใช่หน้าด่านสมรภูมิอีกแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในสมัยสงครามเย็น เยอรมนีแบ่งเป็นเยอรมนีตะวันตกกับตะวันออก ทั้ง 2 ค่าย (ฝ่ายนาโตกับค่ายโซเวียต) ต่างประจำการทหารนับแสนนาย เครื่องบินรถถังมากมาย เพราะเป็นสมรภูมิหน้าด่านสำคัญ แต่ทุกวันนี้สหภาพโซเวียตแตกออกแล้ว เยอรมนีกลับมารวมเป็นหนึ่งเดียว ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ทางทหารเปลี่ยนไป สหรัฐควรเพิ่มทหารที่ติดชายแดนรัสเซียหรือให้ใกล้ที่สุด ซึ่งน่าจะเป็นโปแลนด์ผู้กำลังเป็นมิตรที่ดีหรือไม่ก็โรมาเนีย ยูเครน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการที่ 3 สร้างเรื่องให้สหรัฐเป็นฝ่ายอยากถอนทัพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แนวคิดนี้อธิบายว่าเยอรมนีต้องการลดกำลังทหารอเมริกัน แต่สร้างเรื่องให้สหรัฐเป็นฝ่ายอยากถอนทัพเอง เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับประเด็นงบประมาณด้วย ไมค์ พอมเพโอ (Mike Pompeo) รมต.ต่างประเทศพูดเมื่อปีที่แล้วว่า แม้สงครามเย็นจะสิ้นสุดนานแล้ว ปัจจุบันยังมีทหารสหรัฐ 35,000 นายประจำการในเยอรมนี เป็นประเด็นที่รัฐบาลสหรัฐเรียกร้องให้เยอรมนีเพิ่มเงินสนับสนุนกองทัพสหรัฐเหล่านี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถ้าพิจารณาในแง่คนเยอรมันมองกองทัพสหรัฐในแง่ลบ ไม่ต้องการทหารต่างชาติในแผ่นดินของตน หลายคนต้องการลดทหารอเมริกัน การสร้างเรื่องความไม่พอใจของทรัมป์นำสู่การลดกำลังทหารเพื่อไว้หน้ารัฐบาลสหรัฐ โดยเฉพาะประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการโชว์ &amp;ldquo;America Great Again&amp;rdquo; ช่วยรักษาภาพพจน์สหรัฐผู้ยิ่งใหญ่ของโลก เป็นแนวทางอธิบายที่เป็นไปได้เหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในอนาคตยุโรปจะมีกองทัพของตัวเอง :&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การปรับลดขนาดกองทัพสหรัฐในเยอรมนีสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ยุโรป (อียู) ที่หวังสร้างกองทัพของตัวเอง เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวที่อาจกินเวลาอย่างน้อย 20-30 ปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยุโรปต้องมีกองทัพที่เป็นของยุโรปจริงๆ เพื่อปกป้องภัยจากรัสเซีย จีน และแม้กระทั่งสหรัฐ ผู้นำฝรั่งเศสเสนอให้จัดตั้ง&amp;nbsp; &amp;ldquo;กองทัพยุโรปจริงๆ&amp;rdquo; ประธานาธิบดีมาครงกล่าวชัดถ้อยชัดคำว่า &amp;ldquo;ยุโรปจำต้องปกป้องตัวเองได้ดีด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกา&amp;rdquo; ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนและประกันความมั่นคงด้วยตัวเอง ปกป้องอธิปไตยยุโรป ด้วยเหตุนี้จำต้องทบทวนโครงสร้างความมั่นคงและระบบป้องกันประเทศยุโรปจากอาวุธทุกรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ยุโรปตะวันตกอยู่ใต้ความคุ้มครองของสหรัฐ ในช่วงสงครามเย็นอธิบายได้ว่ายุโรปกำลังฟื้นตัวหลังเสียหายยับเยินจากสงครามโลก ความขัดแย้งทางอุดมการณ์การเมืองที่รุนแรงกับค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ นำสู่การเผชิญหน้าด้วยกองทัพมหาศาล อาวุธนิวเคลียร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังสิ้นสหภาพโซเวียต ภัยคุกคามจากค่ายคอมมิวนิสต์หมดไป ยุโรปตะวันตกไม่คิดว่าตัวเองมีภัยคุกคามทางทหารที่ร้ายแรงเช่นอดีต การเป็นสมาชิกนาโตมีทั้งข้อดีข้อเสีย ถ้ามองในแง่ข้อเสีย นักวิชาการอย่าง John Laughland ถึงกับใช้คำว่ายุโรปเป็นรัฐภายใต้การอารักขาของอเมริกา (an American protectorate) ยุโรปพึ่งพาสหรัฐไม่เพียงด้านความมั่นคงทางทหารเท่านั้น นโยบายระหว่างประเทศหลายเรื่องยังแอบอิงสหรัฐด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การมีกองทัพของตัวเองอย่างเข้มแข็ง ไม่ยืมจมูกคนอื่นหายใจ ไม่ใช่เรื่องของศักดิ์ศรีเท่านั้น แต่เป็นความมั่นคงแห่งชาติที่ยั่งยืน แต่จะเป็นจริงเมื่อไหร่คงเป็นอนาคตอีกไกล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วิเคราะห์องค์รวมและสรุป : &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฐานทัพสหรัฐในเยอรมนีคือฐานทัพใหญ่ที่สุดและสมบูรณ์ที่สุดในยุโรป ข่าวถอนทหารถูกวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา&amp;nbsp; แต่หากเป็นเพียงการเคลื่อนย้ายกำลังพลตามบริบทที่เปลี่ยนไป สอดคล้องกับยุทธศาสตร์นาโตฝั่งยุโรป เช่นนี้ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ความตื่นเต้นเกิดจาก &amp;rdquo;ข่าว&amp;rdquo; กับการนำเสนอแบบให้ชวนคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่โตรุนแรงมากกว่าเน้นเนื้อหาข้อเท็จจริง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อันที่จริงแล้วถ้าศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน การปรับลดกำลังพลไม่ใช่เรื่องแปลก ข้อมูลจากเยอรมนีเผยว่า ปี 2006 มีทหารอเมริกันราว 72,400 นาย ทยอยลดลงจนเหลือ 33,250 นาย ปีนี้เป็นอีกครั้งที่ปรับลดเท่านั้นเอง ถ้ายึดว่ากองทัพสหรัฐในต่างแดนมีเพื่อรักษาผลประโยชน์อเมริกา ขนาดกองทัพจะเล็กหรือใหญ่ จะส่งไปจุดใด ล้วนอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ณ วันนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าสหรัฐจะถอนทหารออกจากเยอรมนีหรือไม่ มากน้อยเพียงไร จะย้ายไปประจำการประเทศใดแทน แต่หากสหรัฐส่งทหารนับหมื่นเข้าโปแลนด์ โรมาเนีย ยูเครน หรือประเทศใดๆ ที่ใกล้รัสเซีย ความตึงเครียดในภูมิภาคจะเพิ่มสูงขึ้นแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นอีกประเด็นที่ควรติดตาม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69242</URL_LINK>
                <HASHTAG>สถานการณ์โลก, อาวุธนิวเคลียร์, เจนส์ สโตลเตนเบิร์ก, ไฮโค มาส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37c198cdef1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51475</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การป้องปรามนิวเคลียร์ (Nuclear Deterrence)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภาพ : สภาพเมืองฮิโรชิมาหลังถูกระเบิดนิวเคลียร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ที่มา : https://www.atomicheritage.org/history/bombings-hiroshima-and-nagasaki-1945&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำว่า &amp;ldquo;การป้องปราม&amp;rdquo; (Deterrence) หมายถึงการเตรียมหรือพร้อมลงมือกระทำการบางอย่างตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม การมีกองทัพ การซ้อมรบ สามารถตีความว่าเป็นการป้องปรามการรุกรานจากศัตรู ศัตรูไม่กล้าโจมตี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันเมื่อเอ่ยถึง &amp;ldquo;การป้องปราม&amp;rdquo; มักหมายถึง &amp;ldquo;การป้องปรามนิวเคลียร์&amp;rdquo; ป้องปรามไม่ให้อีกฝ่ายใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีหรือคุกคาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จุดอ่อนของการป้องปราม :&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นที่ถกเถียงว่าการป้องปรามนิวเคลียร์ยังใช้ได้ผลหรือไม่ มีข้อคิดว่าการป้องปรามนิวเคลียร์จะต้องตั้งอยู่บนหลักการต่างฝ่ายต่างตัดสินใจด้วยเหตุผล เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายมีอาวุธนิวเคลียร์จะไม่มีใครกล้าใช้ก่อน เพราะแม้จะสามารถทำลายศัตรู แต่ตัวเองจะถูกโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์เช่นกัน แต่หากผู้ครอบครองไม่ใช้เหตุผลหรือไม่ยึดเหตุผลข้างต้นหลักการป้องปรามย่อมไร้ผล เช่น ผู้ก่อการร้ายจุดระเบิดนิวเคลียร์ พวกที่เห็นว่าถึงเวลาทำลายล้างโลกแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกประเด็นที่ควรเข้าใจคือในทางวิชาการเป็นที่ยอมรับว่าผู้ก่อการร้ายบางกลุ่มมีรัฐสนับสนุน เป็นเรื่องที่มีมานานนับพันปีที่รัฐหรือผู้ปกครองสร้างกลุ่มก่อการร้ายเพื่อเล่นงานศัตรูโดยไม่เปิดเผยตัวเอง (รัฐ) ผู้ก่อการร้ายที่มีรัฐอุปถัมภ์จึงเป็นกลุ่มที่มีความพร้อม มีศักยภาพ และอาจสามารถจุดระเบิดนิวเคลียร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันมีการตีตราประเทศฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย เช่น รัฐบาลสหรัฐกับอิหร่านต่างชี้ว่าอีกฝ่ายสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แนวคิดที่ไม่เห็นด้วยกับการป้องปราม :&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนอีกกลุ่มต่อต้านการป้องปรามด้วยนิวเคลียร์โดยให้เหตุผลดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการแรก ผิดศีลธรรม ไม่ชอบธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝ่ายที่คิดเรื่องความถูกต้องตามหลักศาสนาจะตีความว่าการใช้อาวุธนิวเคลียร์เป็นการทำลายล้างอย่างกว้างขวาง พลเรือนจำนวนมากได้ผลกระทบไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แม้ผู้ใช้จะพยายามจำกัดพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสตรัสอย่างชัดเจนว่าการมีหรือใช้อาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องผิดศีลธรรมและสูญเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ ทำนองเดียวกับอยาตุลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Seyyed Ali Khamenei) ผู้นำจิตวิญญาณชีอะห์อิหร่าน กล่าวว่า เป็นเรื่องต้องห้ามทางศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในหมู่นักการศาสนามีความเห็นต่างเรื่องนี้เหมือนกัน บางคนเห็นด้วยกับการใช้นิวเคลียร์ในบางกรณี เช่น โจมตีเป้าหมายทางทหาร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการที่ 2 แข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงสงครามเย็นกำลังตึงเครียดทั้งฝ่ายสหรัฐกับสหภาพโซเวียตต่างทุ่มเททรัพยากรพัฒนาและสะสมอาวุธนิวเคลียร์ ต่างฝ่ายต่างไม่ต้องการให้อีกฝ่ายมีกำลังรบที่เหนือกว่า คิดว่าจะทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าลงมือทำสงครามนิวเคลียร์ และด้วยเหตุผลอื่นๆ เช่น แสดงความเป็นอภิมหาอำนาจ ผลคือทั้งคู่สะสมอาวุธนิวเคลียร์นับหมื่นหัวรบ เพียงพอทำลายโลกได้หลายรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการที่ 3 ยิ่งเสี่ยงเกิดสงคราม หายนะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความคิดที่ว่าเพื่อการป้องปรามนั้นก่อให้เกิดการแข่งขันสะสมอาวุธ เนื่องจากไม่อาจประเมินกำลังอีกฝ่ายอย่างถูกต้อง จึงต้องมีให้มากไว้ก่อน และอาจเป็นเหตุให้อีกฝ่ายต้องชิงลงมือก่อน เช่น เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ&amp;nbsp; ถึงจุดหนึ่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจลงมือก่อนทันที เป็นหายนะที่จะไม่เกิดแน่นอนหากปราศจากอาวุธนิวเคลียร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมามีการกำหนดเป้าโจมตีล่วงหน้า เป้าหมายหลายจุดคือเมืองหลวง เมืองใหญ่ แม้เป็นวิธีป้องปรามอย่างหนึ่ง แต่หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นจริงย่อมหมายถึงหายนะของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุกวันนี้ยุทธศาสตร์สหรัฐประกาศชัดว่าจะไม่ปล่อยประเทศใดมีกำลังเข้มแข็งเทียบเท่าอเมริกาเด็ดขาด ไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะยอมรับหรือไม่ หลักคิดที่ใช้คือต้อง &amp;ldquo;ชิงลงมือก่อน&amp;rdquo; (preemption) และไม่ปล่อยให้ประเทศใดไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรูก้าวขึ้นมามีอำนาจเทียบเท่า ไม่ปล่อยให้ประเทศใดเติบใหญ่เข้มแข็งจนยากจะจัดการ นักยุทธศาสตร์บางคนอ้างประวัติศาสตร์ว่าเพราะปล่อยให้นาซีเติบใหญ่จึงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการที่ 4 อาจบานปลายเป็นสงครามใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักวิชาการบางท่านเห็นว่าการตั้งใจใช้กับสนามรบหรือเป้าหมายทางทหารน่าจะเป็นเหตุให้สงครามบานปลาย กลายเป็นสงครามเบ็ดเสร็จ (ทำลายทุกอย่างแม้กระทั่งพลเรือน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมความแล้ว ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจะสรุปว่าไม่ควรใช้นิวเคลียร์เป็นอาวุธป้องปราม แค่ใช้กำลังรบทั่วไปก็พอ อาจด้วยเหตุผลเรื่องศีลธรรม เป็นประเทศไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีผู้เสนอว่าวิธีป้องปรามที่ดีคือใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ ด้วยการคว่ำบาตร ไม่ติดต่อค้าขายด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความสำเร็จและความไม่แน่นอน :&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับจากโลกมีอาวุธนิวเคลียร์ การป้องปรามเป็นคำที่นำมาใช้เสมอ หลายคนอธิบายว่าเป็นเหตุผลสำคัญกีดกั้นการใช้อาวุธทำลายล้างนี้ เป็นเหตุผลว่าทำไมไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ที่อาจกลายเป็นสงครามล้างโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม หากมองอีกมุมโลกยังตกอยู่ในความไม่แน่นอน ชาติอาวุธนิวเคลียร์ยังคงประจำการอาวุธรุ่นใหม่ ฉีกสนธิสัญญานิวเคลียร์หลายฉบับ ล่าสุดคือสนธิสัญญาขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางและใกล้ (INF) หลายฝ่ายวิตกว่าการแข่งขันสร้างอาวุธนิวเคลียร์กำลังจะเกิดขึ้นอีกรอบ ล่าสุดมีข่าวหลายชิ้นที่ระบุว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังหาพันธมิตรใหม่เพื่อประจำการอาวุธนิวเคลียร์ของตนในแถบเอเชียแปซิฟิก เรื่องราวเกี่ยวกับสงครามนิวเคลียร์จึงไม่ล้าสมัยและใกล้ตัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับจากมีอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวที่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ 2 ครั้งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ดีที่ไม่มีใครใช้อีก เพราะหากมีผู้ใช้อีก (แบบลูกเล็กๆ จำกัดขอบเขตการทำลาย) อาจเป็นเหตุกระตุ้นให้ใช้ถี่ยิ่งขึ้น กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ว่าสามารถใช้ได้ ป้องกันเชิงรับหรือเชิงรุก :&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุกประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์หรือคิดจะมีต่างประกาศว่าเพื่อป้องกันประเทศ หากพิจารณาให้ดีคำว่า &amp;ldquo;ป้องกันประเทศ&amp;rdquo; ของบางคนหมายถึงการ &amp;ldquo;ป้องกันเชิงรับ&amp;rdquo; ป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายรุกราน กับอีกความหมายคือ &amp;ldquo;ป้องกันเชิงรุก&amp;rdquo; มีความหมายเป็นนัยว่าจะต้องกำราบคู่แข่งให้หมด ทำลายฝ่ายตรงข้ามให้ราบคาบ ทำให้ประเทศต่างๆ อยู่ใต้อิทธิพลของตน ในข้อหลังนี้อาวุธนิวเคลียร์มีส่วนสำคัญใช้ข่มขู่อีกฝ่ายให้ยอมนบนอบอยู่ใต้อิทธิพล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศที่ใช้อาวุธนิวเคลียร์เพื่อการป้องกันเชิงรุกจึงใช้นิวเคลียร์ข่มขู่คุกคามประเทศอื่น มักแสดงความเป็นเจ้า เป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศเหล่านี้จะยังคงประจำการอาวุธอำนาจทำลายร้ายแรงชนิดนี้อีกนานเท่านาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับพวกเขาแนวคิดของฝ่ายไม่เห็นด้วยกับอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องอุดมคติที่ยังห่างไกลจากโลกแห่งความจริง มองว่าโลกไม่ได้ตั้งอยู่บนความดีงาม การทำสงครามเป็นเรื่องจำเป็น ถ้าผู้หนึ่งเข้มแข็งขึ้นเท่ากับอีกผู้หนึ่งอ่อนแอลง (เชิงเปรียบเทียบ) ดังนั้น ต้องเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดเสมอจึงจะอยู่รอด ส่วนที่เหลือจะค่อยๆ ถูกทำลายหรืออยู่ใต้อำนาจผู้แข็งแกร่งกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศที่ยึดแนวทางนี้จะสร้างกองทัพใหญ่โต สะสมอาวุธจำนวนมาก นิวเคลียร์คือหนึ่งในอาวุธที่พวกเขานึกถึงและต้องการ ในด้านนโยบายต่างประเทศจะพยายามชี้ชัดว่าใครเป็นมิตรเป็นศัตรู ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีสัมพันธ์กับการเป็นมิตรหรือศัตรูด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในทางวิชาการมีข้อสรุปว่านับจากมีอาวุธนิวเคลียร์ มีบางกรณีที่พูดถึงการใช้อาวุธทำลายล้างนี้ แต่น้อยครั้งที่คิดใช้จริง ส่วนใหญ่เป็นลักษณะมหาอำนาจที่มีนิวเคลียร์ใช้กับประเทศที่ไม่มีนิวเคลียร์ ส่วนกรณีการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจด้วยกันมีน้อยมาก ที่สุดแล้วไม่มีใครกล้าใช้ ลงเอยด้วยการถอยคนละก้าว นับว่าการป้องปรามบรรลุผล อย่างไรก็ตาม สำหรับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการป้องปรามชี้ว่าแม้มีครอบครองก็ผิดแล้ว และการไม่ใช้ในอดีตไม่ได้หมายความว่าจะไม่ใช้ในอนาคต เป็นอีกประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ขัดกันทางหลักคิด หากจะแก้ไขนโยบายต้องแก้เอาชนะทางหลักคิดก่อน.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับจากหลายประเทศมีอาวุธนิวเคลียร์ก็ไม่มีใครใช้อีก นับว่าการป้องปรามได้ผล แต่ความสำเร็จในอดีตไม่เป็นเหตุจะรักษาไว้ได้ตลอดไป โอกาสเกิดสงครามนิวเคลียร์จึงมีอยู่เสมออยู่ตราบเท่าที่โลกมีอาวุธชนิดนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51475</URL_LINK>
                <HASHTAG>สถานการณ์โลก, อาวุธนิวเคลียร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37c198cdef1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11165</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บี้&#039;คิม&#039;ปลดนิวเคลียร์ ทรัมป์ประกันความมั่นคง ลุ้นซัมมิตประวัติศาสตร์!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โลกเฝ้ารอซัมมิตประวัติศาสตร์ระหว่าง &amp;quot;ทรัมป์-คิม&amp;quot; วันอังคาร รัฐมนตรีต่างประเทศไมค์สหรัฐแย้ม ทรัมป์จะให้การรับประกันความมั่นคงแบบพิเศษต่อคิม แต่เกาหลีเหนือต้องปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสิ้นเชิงเท่านั้น อีกด้านทำเนียบขาวเผย ทรัมป์จะเดินทางออกจากสิงคโปร์ทันทีค่ำวันอังคาร โดยจะมีเวลาคุยกับคิมที่สิงคโปร์เพียง 11 ชั่วโมง อ้างการเตรียมการคืบเร็วกว่าที่คาดการณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเป็นการพบหน้ากันโดยตรงครั้งแรกระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐที่ยังดำรงตำแหน่ง กับผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครกล้าคาดคิดเมื่อไม่กี่เดือนก่อน คณะของคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ กับคณะของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เดินทางมาถึงสิงคโปร์ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2561 เพื่อเตรียมการสำหรับซัมมิตที่เกาะเซนโตซาของสิงคโปร์ ในวันอังคารที่ 12 มิถุนายนนี้ เมื่อวันจันทร์คณะทำงานของทั้ง 2 ฝ่ายได้ประชุมหารือเตรียมการอย่างขะมักเขม้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซัมมิตระหว่างผู้นำของ 2 ชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกาหลีเหนือมุ่งหวังมาช้านาน จะเน้นเจรจากันในประเด็นอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธที่เกาหลีเหนือใช้เวลาพัฒนามายาวนานหลายสิบปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้างคำกล่าวของไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะยอมรับการปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสิ้นเชิงเท่านั้น เพื่อแลกกับข้อเสนอคำรับประกันที่ &amp;quot;พิเศษและแตกต่าง&amp;quot; ซึ่งจะให้ความมั่นใจแก่เกาหลีเหนือเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาสบายใจได้ว่า พวกเขาจะไม่พบจุดจบที่เลวร้ายจากการปลดอาวุธนิวเคลียร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปอมเปโอไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม แต่รายงานกล่าวว่า ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือเรียกร้องให้ยุติการคงกำลังทางทหารในเกาหลีใต้ ซึ่งสหรัฐมีทหารประมาณ 28,000 นายประจำการเพื่อคุ้มครองเกาหลีใต้ไม่ให้โดนเพื่อนบ้านตอนเหนือของคาบสมุทรรุกราน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลเกาหลีเหนือต้องการให้สหรัฐยุติ &amp;quot;นโยบายปรปักษ์&amp;quot; กับตน แม้การให้คำมั่นต่อสาธารณะพวกเขาจะให้คำมั่นสัญญาว่าจะเดินหน้าผลักดันให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดจากอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นคำกล่าวที่สามารถตีความได้หลากหลาย แต่ในคำแถลงเมื่อวันจันทร์ ปอมเปโอย้ำว่า สหรัฐอยากจะดูว่าคำมั่นสัญญาของเกาหลีเหนือนั้นมี &amp;quot;ความจริงใจ&amp;quot; เพราะว่าสหรัฐเคยโดนหลอกมาก่อน หัวใจสำคัญคือการตรวจพิสูจน์ความจริง เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีการลงนามข้อตกลงหลายฉบับ แต่ลงท้ายเกาหลีเหนือก็ผิดคำสัญญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ได้โทรศัพท์สนทนากับประธานาธิบดีมุน แจอิน ของเกาหลีใต้แล้วตั้งแต่วันจันทร์ โดยทั้งคู่คุยกันนาน 40 นาที รัฐบาลเกาหลีใต้ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าวกันว่า ทรัมป์กับคิมจะพบกันตัวต่อตัวเป็นการภายในก่อน จากนั้นจะประชุมโดยมีที่ปรึกษาเข้าร่วมด้วย เจ้าหน้าที่อาวุโสของทำเนียบขาวรายหนึ่งเผยว่าทรัมป์รู้สึกดี และซัมมิตครั้งนี้จะไม่กำหนดเวลา &amp;quot;พวกเขาจะคุยกันนานเท่าที่พวกเขาต้องการ&amp;quot; ขณะที่ปอมเปโอแย้มว่า ทั้ง 2 ฝ่ายอาจจะหารือกันเพิ่มเติมอีก และการประชุมในวันอังคารจะเป็นกรอบการทำงานสำหรับงานหนักที่จะตามมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ในช่วงค่ำวันจันทร์ตามเวลาไทย ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ว่าทรัมป์จะเดินทางออกจากสิงคโปร์ทันทีในวันอังคาร เวลา 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของสิงคโปร์ ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดกับคิม เหตุผลเนื่องจากการเจรจาเตรียมการระหว่างเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ฝ่ายที่กำลังดำเนินอยู่ในวันจันทร์นั้นคืบหน้าเร็วกว่าที่คาดไว้ ซึ่งจะทำให้ทรัมป์เดินทางกลับสหรัฐเร็วกว่ากำหนด 1 วัน และหมายความว่าผู้นำทั้ง 2 ฝ่าย จะมีเวลาสำหรับการเจรจากันโดยตรงประมาณ 11 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ จะพบกับคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เช้าวันที่ 12 มิ.ย.นี้ เวลา 09.00 น.&amp;quot; คำแถลงกล่าว และเสริมว่า หลังจากทักทายกันแล้ว ทรัมป์และคิมจะพบเจรจากันตัวต่อตัวโดยมีเพียงล่ามเท่านั้น จากนั้นจะเป็นการประชุมทวิภาคีในวงกว้างขึ้น และการสนทนาระหว่างอาหารเที่ยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางฝั่งเกาหลีเหนือ สำนักข่าวเคซีเอ็นเอของทางการเปียงยางรายงานเมื่อวันจันทร์ โดยกล่าวถึงซัมมิตนี้ว่าเป็นซัมมิต &amp;quot;ประวัติศาสตร์&amp;quot; ที่จะเกิดขึ้นในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป และได้รับความสนใจและการคาดหวังอย่างยิ่งจากคนทั้งโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เคซีเอ็นเอกล่าวว่า คิมจะแลกเปลี่ยนทัศนะมุมมองอันล้ำลึกและกว้างไกลของเขาในประเด็นต่างๆ ซึ่งรวมถึงการสร้างกลไกรักษาสันติภาพที่ถาวรและยั่งยืนนานบนคาบสมุทรเกาหลี และทำให้การปลดนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลีกลายเป็นความจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีกล่าวด้วยว่า รายงานของสื่อทางการเกาหลีเหนือเมื่อวันจันทร์ใช้คำเรียกขานประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐอย่างเป็นทางการด้วยชื่อเต็ม อันรวมถึงชื่อกลางของทรัมป์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า คิม โยจอง น้องสาวของคิม ซึ่งเคยติดตามเขามาร่วมการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์กับประธานาธิบดีมุนแห่งเกาหลีใต้ด้วย ก็อยู่ในสิงคโปร์แล้วเช่นกัน โดยเชื่อกันว่าเธอแยกเดินทางมาด้วยเครื่องบินอิลยูชิน-62 ที่ผลิตสมัยสหภาพโซเวียต และเป็นเครื่องบินส่วนตัวของพี่ชาย ในขณะที่คิมนั้นเดินทางมาสิงคโปร์ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 747 ของสายการบินแอร์ไชน่า ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ได้รับการอนุเคราะห์จากรัฐบาลจีน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11165</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาบสมุทรเกาหลี, คิม, คิม โยจอง, ทรัมป์, ประวัติศาสตร์, สิงคโปร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาวุธนิวเคลียร์, เกาหลีเหนือ, ไมค์ ปอมเปโอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180611/image_big_5b1e8be8bb185.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8137</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2018 23:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลวิธี &#039;สร้างตนเอง&#039; ของคิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เกาหลีเหนือ&amp;quot; เป็น &amp;quot;ประเทศโลกที่ ๓&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พูดถึง &amp;quot;น้ำหนัก&amp;quot;...........&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในความเป็นประเทศเกาหลีเหนือต่อสังคมโลก เมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่มีอะไรโดดเด่น ด้อยกว่าด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่น่าทึ่ง...........&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;คิม จองอึน&amp;quot; ด้วยวัย ๓๓ ปี กลับมีกลยุทธ์-กลวิธี &amp;quot;สร้างตัวเอง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พลิกประเทศ พลิกตัวเอง ให้เป็นชาติ &amp;quot;กุมชะตาโลก&amp;quot; ที่ทุกฝ่ายต้องยอมสยบอย่างไม่น่าเชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คิม จองอึน วันนี้ เป็น &amp;quot;บุคคลโดดเด่น&amp;quot; ที่สุดของโลก!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พูดก็พูด.........&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด่นเหนือกว่าประธานาธิบดีทรัมป์ &amp;quot;ผู้นำโลก&amp;quot; แห่งสหรัฐฯ ด้วยซ้ำ!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การที่เขาสร้างประวัติศาสตร์ &amp;quot;สันติภาพ&amp;quot; เมื่อ ๒๗ เมษา ๖๑ ด้วยการนัดประธานาธิบดีเกาหลีใต้ &amp;quot;มุน แจอิน&amp;quot; มาพบกันที่เส้นขนาน ๓๘&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แล้วต่างจูงมือข้ามแดนซึ่งกันและกัน &amp;quot;เหนือเหยียบใต้-ใต้เหยียบเหนือ&amp;quot; นั่นก็ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การที่เขาสามารถขี่พญาอินทรีอย่างทรัมป์ จนไม่กล้าปฏิเสธการนัดพบของพญานกกระจอกเดือน มิ.ย. นั่นก็ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การสร้างพลังดูดสื่อมวลชนทุกแขนงในโลก ให้ต้องไปรวมกันอยู่ที่เส้นขนาน ๓๘ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แล้ว &amp;quot;ยึดพื้นที่สื่อ&amp;quot; ทุกชนิดในจักรวาล ให้แย่งกันนำภาพสองเกาหลีออกจอแบบกระเหี้ยนกระหือรือ โดยไม่ต้องจ้าง นั่นก็ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลองคิดกันเล่นๆ ดูซิว่า..........&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลำพังตำแหน่ง &amp;quot;ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ&amp;quot; ของคิม บนความเป็นประเทศโลกที่ ๓ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีน้ำหนักพอทำให้เกิด &amp;quot;ปรากฏการณ์&amp;quot; อย่างนั้นได้มั้ย?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่มีทางเลย!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่คิมทำได้ และทำให้เห็นแล้ว ซ้ำทำให้เห็น &amp;quot;ต่าง&amp;quot; ใน &amp;quot;เหมือน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระหว่าง &amp;quot;ผู้นำโลก&amp;quot; กับ &amp;quot;ผู้ควบคุมโลก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ว่า..........มัน &amp;quot;ไม่เหมือนกัน&amp;quot; นะเฟ้ย!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฉะนั้น ใครที่เคยปรามาส ตั้งแต่คิมเข้ามาเป็นผู้นำเกาหลีเหนือนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;คิดผิด-คิดใหม่&amp;quot; ได้ ไม่มีใครว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในโลกแข่งขัน ยุควัตถุเป็นสรณะนิยม &amp;quot;ดี..ต้องดีให้สุดขั้ว, ชั่ว..ก็ต้องชั่วให้สุดด้าม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างนั้น จึงจะ &amp;quot;มีราคา&amp;quot; และอยู่ได้!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อยู่แบบ &amp;quot;ต่อรองได้&amp;quot; ไม่ใช่อยู่แบบพับเพียบ คอยแต่ จ๋า..จ้ะ &amp;quot;รับเงื่อนไข&amp;quot; จากเขาฝ่ายเดียวร่ำไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรณีเกาหลีเหนือ ที่เป็น &amp;quot;ลูกไล่&amp;quot; โลก ถ้าประธานคิม ไม่งัด &amp;quot;อาวุธนิวเคลียร์&amp;quot; ขึ้นมาเป็น &amp;quot;คมคน-คมประเทศ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็อย่าหมายเลย.........&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่จะให้ผู้ยิ่งใหญ่ระดับทรัมป์ รับนัดพบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเกาหลีใต้ ก็ใช่ว่า จะพิถี-พิถัน ในการพบอย่างวานซืน!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใครคิดจะผงาดใน &amp;quot;เกมอำนาจ&amp;quot; ยุคเปลี่ยนผ่านสังคมโลก ต้องดูลีลาคิม แล้วประยุกต์แนว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ย้อนไปดูเมื่อ ๒๗ เมษา ประธานคิม กับประธานาธิบดีมุน ที่จูงมือกะหนุงกะหนิงกันบ้าง นั่งคุยสองคนบนสะพานบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หล่นถ้อยคำอะไรฝากไว้เป็นบรรทัดประวัติศาสตร์บ้าง คิดว่าอยากทราบกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็จะขออนุญาต ThaiArmedForce.com นำที่โพสต์ไว้ถ่ายทอดอีกต่อ ด้วยข้อความทั้งหมด ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; TAF ถอดถ้อยคำการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างเกาหลีเหนือและใต้ จากการเผยแพร่ของรัฐบาลเกาหลีใต้ ผ่านการนำเสนอของสำนักข่าวชาแนลนิวส์เอเซีย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากข้อความที่เผยแพร่ออกมา ทำให้เราได้เห็นบรรยากาศของการพบปะกันครั้งประวัติศาสตร์นี้ได้อย่างชัดเจนขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในห้วงเวลาที่ทั่วทั้งโลกต่างเฝ้ารอคอย สำหรับการข้ามผ่านเขตแบ่งแดนของ คิม จอง อึน ที่ทำให้เขากลายเป็น ผู้นำเกาหลีเหนือคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่ก้าวผ่านเข้าสู่พื้นที่ของเกาหลีใต้ หลังจากการหยุดยิงชั่วคราวของสงครามเกาหลี 65 ปีมาแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ มูน แจ อิน เป็นฝ่ายยืนรอให้การต้อนรับ ท่ามกลางการตระเตรียมเป็นอย่างดีและรัดกุม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่คิมก็ดำเนินการนอกสคริปต์ที่เตรียมไว้ เมื่อเขาเชิญคู่เจรจาฝ่ายใต้เดินข้ามแนวเขตแดน โดยคิมเป็นฝ่ายจูงมือนายมูนข้ามกลับไปยังเขตของฝ่ายเหนือ ก่อนจะพากลับมายังฝั่งใต้ด้วยตัวเขาเอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมาในช่วงบ่าย หลังจากพิธีการปลูกต้นไม้ที่ระลึก ที่ทำการรดน้ำจากแม่น้ำของทั้งฝั่งเหนือและใต้ร่วมกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สองผู้นำได้เดินบนสะพานเหนือห้วยเล็กๆ ที่ถูกทาตกแต่งด้วยสีฟ้าสดใส อันเป็นสีสัญลักษณ์แห่งการรวมชาติ เพื่อทำการพูดคุยบนโต๊ะน้ำชาในบรรยากาศที่เป็นการส่วนตัวท่ามกลางแสงอาทิตย์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี้คือ ถ้อยคำที่ คิม และ มูน ได้สนทนากันระหว่างการพบปะกันครั้งแรกนี้ ที่ได้มีการเผยแพร่ถ่ายทอดออกมาโดยสำนักข่าวของเกาหลีใต้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การจับมือครั้งประวัติศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มูน: คุณข้ามมาฝั่งใต้ได้แล้ว แต่ว่าเมื่อไหร่ ผมจะไปฝั่งเหนือได้บ้างล่ะ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คิม: (เดินข้ามเส้นแบ่งเขตทางทหารเข้ามาฝั่งใต้แล้ว) แล้วทำไมเราไม่ไปกันตอนนี้เลยล่ะ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากนั้นผู้นำทั้งสองฝ่ายต่างพากันเดินข้ามเส้นเขตแดน ที่ซึ่งมีช่างภาพถ่ายจากฝั่งเกาหลีเหนือถ่ายภาพย้อนเข้ามา ซึ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือแผนงานที่เตรียมเอาไว้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุการณ์นี้กินเวลาราวครึ่งนาที ก่อนที่นายมูนจะเชิญแขกของเขากลับเข้าสู่พื้นที่ของฝ่ายใต้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำเชิญไปเยือนบลูเฮาส์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มูน: แขกบุคคลสำคัญชาวต่างชาติต่างชื่นชอบทหารกองเกียรติยศตามธรรมเนียมของเรามาก....แต่น่าเสียดายที่วันนี้คุณได้ชมแต่รูปแบบที่ปรับให้กระชับ จากธรรมเนียมเต็มรูปแบบที่เราทำเป็นกิจวัตร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากคุณได้มาเยือนชอง วา เด (บลูเฮาส์/ทำเนียบรัฐบาล) เราจะสาธิตให้คุณชมได้อย่างเต็มตามากกว่านี้แน่นอน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คิม: อย่างนั้นหรือ? ผมพร้อมไปเยือนชอง วา แด ในทันทีที่คุณเชิญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การถ่ายภาพที่อยู่นอกเหนือตารางพิธีการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คิม: ในคณะของเรามีเจ้าหน้าที่บางคนต้องเดินทางกลับก่อน หลังจากที่การตรวจแถวกองทหารเกียรติยศเสร็จสิ้นลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มูน: ถ้าอย่างนั้น ผมหวังว่าคณะแขกผู้ร่วมพิธีทั้งเหนือและใต้ คงได้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกัน ก่อนที่บางส่วนจะเดินทางกลับไปฝั่งเหนือก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โอกาสในการเยียวยาบาดแผลในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มูน: คุณเดินทางมาที่นี่ได้อย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คิม: เมื่อเช้านี้ผมนั่งรถผ่านเข้ามาทางแกซอง คุณคงต้องออกมาที่นี่แต่เช้าเหมือนกันใช่ไหม?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มูน: ผมใช้เวลาเดินทางแค่ชั่วโมงเดียว เพราะระยะทางเพียงแค่ 52 กิโลเมตรเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คิม: (ยิ้ม) ผมว่าเมื่อคืนนี้คุณคงหลับได้ไม่ค่อยเต็มตื่นแน่กับเวลานอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง เพราะคุณต้องเข้าประชุมกับสภาความมั่นคงก่อนที่เราจะได้พบกันตรงนี้ ปกติคุณคงไม่ต้องตื่นเช้าขนาดนี้หรอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มูน: ผมหลับสบายดี เพราะไม่ได้ห่วงอะไรมาก ตั้งแต่ที่คุณได้ให้คำมั่นกับเราผ่านมากับคณะผู้แทนพิเศษของเราที่ไปเยือนทางเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คิม: ผมแค่อยากมั่นใจว่าคุณคงได้หลับเต็มที่นะ ในขณะที่เราต้องเดินลงไปอีกแค่ 200 เมตร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมสงสัยว่า ทำไมมันเหมือนเส้นทางมันไกลและยากลำบากกว่าที่เห็น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดิมทีผมตั้งใจที่จะพบกับคุณที่เปียงยาง แต่ตอนนี้ผมก็คิดว่ามันดีแล้วล่ะที่เราได้มาพบกันที่นี่ ผู้คนมากมายต่างคาดหวังเป็นอย่างสูงที่จะได้เห็นเราพบกันในจุดที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการเผชิญหน้ากันของเรา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในเส้นทางที่ผมมาที่นี่ ผมได้เห็นผู้คนที่เคยมีความตื่นตระหนกกับกระสุนที่ถูกยิงมาจากปืนใหญ่ของกองทัพเกาหลีเหนือ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างผู้คนที่อยู่บนเกาะยอนเปียง ชาวเกาหลีผู้แปรพักตร์ และผู้คนที่ต้องพลัดถิ่น พวกเขาต่างคาดหวังในการพบกันของเราในวันนี้ ผมจึงหวังว่าเราจะใช้โอกาสที่เรามีในครั้งนี้ มาช่วยกันเยียวยาความเจ็บปวดระหว่างกัน ทั้งเหนือและใต้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เส้นแบ่งเขตแดนที่เราเห็นนี้ ในความจริงแล้ว มันไม่ได้สูงเลย และมันสามารถสูญสลายไปได้ในทันที เพียงเมื่อผู้คนก้าวข้ามผ่านมันไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้นไม้ที่ระลึก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงบ่าย ผู้นำทั้งสองต่างเข้าร่วมในพิธีการปลูกต้นสนที่ระลึกในพื้นที่ใกล้กับเส้นแบ่งแดน ทั้งสองต่างสวมถุงมือสีขาวและใช้พลั่วตักดินที่มาจากยอดเขาของทั้งสองฝั่งไปยังโคนต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนจะทำการเปิดป้ายหินจารึกที่สลักคำว่า &amp;quot;สันติ และความรุ่งเรืองได้ฝังรากลงในที่นี้&amp;quot; เพื่อถ่ายภาพร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มูน: เราชาวเกาหลีต่างมีคำกล่าวกันว่า ต้นสนนั้นแข็งแกร่งและคงใบเขียวได้ตลอดทั้งปีแม้แต่ในฤดูหนาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คิม: เช่นเดียวกับต้นสน พวกเราได้ก้าวข้ามผ่านความท้าทายที่ขีดขวางเส้นทางของเราที่มีมาก่อนหน้านี้ได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มุ่งสู่อนาคตเบื้องหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มูน: วันนี้ ท่านประธานคิมและผมต่างได้ทำหน้าที่ร่วมกัน เพื่อเรียนรู้ความผิดพลาดจากในอดีตร่วมกัน เราจะร่วมกันทำงานให้ดีที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากความตกลงร่วมกันที่ผ่านมา เรามักจะผ่านพ้นการเจรจามาได้ครึ่งทาง แล้วก็ต้องพบการเปลี่ยนแปลง หรือหมดวาระรับผิดชอบของคณะผู้ดำเนินงาน กระบวนการที่ดำเนินมาอย่างยากลำบากก็จะจบลงที่ความล้มเหลว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากเวลาราวหนึ่งปีมาแล้วที่ผมเข้ารับตำแหน่งในฐานะประธานาธิบดีนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมหวังว่า ท่านประธานคิมจะคงสามารถรักษาการเดินหน้าร่วมกันนับแต่ท่านได้กล่าวแสดงตั้งแต่การแถลงในวันปีใหม่มาจนถึงการประชุมในวันนี้ ขณะที่ผมยังได้ดำรงตำแหน่งอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คิม: หน่วยงานของคิม โย จอง (น้องสาวของคิม จอง อึน) ควรได้รับการยกย่องกับการ &amp;ldquo;เร่งทำงานเหมือนกับม้าที่ควบได้หมื่นไมล์ต่อวัน&amp;rdquo; และได้กล่าวว่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;มาร่วมกันสร้างความคืบหน้าเพื่อนำไปสู่การรวมชาติของสองเกาหลีกันเถอะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความมุ่งหวังสูงสุดของการเจรจาในครั้งนี้คือ การลงนามยุติสงครามระหว่างกันทั้งสองฝ่าย เพื่อเดินหน้าไปสู่การปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ในคาบสมุทรเกาหลี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; https://www.channelnewsasia.com/&amp;hellip;/healing-old-wounds what-m&amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครับ....พี่น้องสองเกาหลีชื่นมื่น.............&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เป็น &amp;quot;หนามในตา&amp;quot; สหรัฐฯ กับญี่ปุ่นโขอยู่!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8137</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิม จองอึน, คิม โย จอง, ประธานาธิบดีทรัมป์, ประธานาธิบดีมุน, มุน แจอิน, มูน แจ อิน, สำนักข่าวชาแนลนิวส์เอเซีย, อาวุธนิวเคลียร์, เกาหลีเหนือ, เกาหลีใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3246a7b7d39.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6025</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2018 22:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คิม&#039;เยือนปักกิ่ง สานสัมพันธ์จีน &#039;ทรัมป์&#039;แก้เกี้ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนกลัวตกขบวน &amp;quot;คิม จองอึน&amp;quot; มาเยือนกรุงปักกิ่งอย่างไม่เป็นทางการ พบ &amp;quot;สีจิ้นผิง&amp;quot; ตระเตรียมความพร้อมก่อนซัมมิตกับผู้นำเกาหลีใต้และสหรัฐ &amp;quot;โดนัลด์ ทรัมป์&amp;quot; รีบทวีตว่าได้รับรายงานจากจีนแล้ว และหวังว่าเป็นโอกาสดีที่เกาหลีเหนือจะล้มเลิกอาวุธนิวเคลียร์ตามที่รับปาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สื่อต่างประเทศรายงานข่าวที่ได้รับการยืนยันจากรัฐบาลจีนและเกาหลีเหนือเมื่อวันพุธที่ 28 มีนาคม &amp;nbsp;2561 ภายหลังขบวนรถไฟหุ้มเกราะของคิมเดินทางกลับถึงเกาหลีเหนือแล้ว กระแสข่าวที่ว่าผู้นำสูงสุดของเปียงยางเดินทางมาเยือนจีนแพร่สะพัดมาตั้งแต่วันจันทร์ เมื่อสื่อหลายสำนักเผยแพร่ภาพขบวนรถไฟกันกระสุนสีเขียว ที่คล้ายคลึงกับขบวนรถไฟของอดีตผู้นำเกาหลีเหนือที่เคยเดินทางเยือนจีน มาจอดอยู่ที่สถานีรถไฟในกรุงปักกิ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางการจีนปิดบังข้อมูลเกี่ยวกับการมาเยือนของบุคคลสำคัญจากเกาหลีเหนือครั้งนี้ ซึ่งมีการคาดเดากันอย่างกว้างขวางว่าอาจเป็นตัวคิม จองอึน เอง จีนได้วางกำลังเจ้าหน้าที่รักษาการณ์อย่างแน่นหนา และปิดกั้นการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับคิมทางโซเชียลมีเดียของจีนด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รายงานเอเอฟพีระบุว่า ภาพการมาเยือนของคิม จองอึน พร้อมนางรี ซอลจู ภริยาของเขา ได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อของทางการจีนและทางการเกาหลีเหนือเมื่อวันพุธ คิมและภริยาได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ แม้จะเป็นการเยือนอย่างไม่เป็นทางการและเป็นความลับ จีนจัดกองทหารเกียรติยศและงานเลี้ยงต้อนรับ โดยมีประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และนางเผิงลี่หยวน ภริยาของเขา เป็นเจ้าภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คิมและสียังได้ประชุมเจรจากันที่มหาศาลาประชาชนกลางกรุงปักกิ่ง รายงานของสำนักข่าวซินหัวเผยว่า ผู้นำทั้งสองกล่าวถึงความสัมพันธ์ที่สองประเทศมีต่อกันมายาวนาน โดยคิมปฏิญาณด้วยว่า เขายึดมั่นกับการปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี คิมยังแสดงความเต็มใจที่จะพบหารือสุดยอดกับประธานาธิบดีมุน แจอิน ของเกาหลีใต้ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีทรัมป์ทวีตเมื่อวันพุธว่า ประธานาธิบดีสีได้ส่งข้อความถึงตนเมื่อวันอังคาร เพื่อแจ้งว่าการพบปะระหว่างเขากับคิม &amp;quot;ประสบความสำเร็จอย่างดีมาก และคิมเฝ้ารอคอยที่จะพบปะกับผม&amp;quot; แต่ทรัมป์ยืนยันว่า การคว่ำบาตรและการกดดันเกาหลีเหนือในระดับสูงสุดจะต้องดำเนินต่อไปไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้เป็น &amp;quot;โอกาสอันดีที่คิม จองอึน จะทำในสิ่งที่ถูกต้องสำหรับประชาชนของเขาและสำหรับมนุษยชาติ&amp;quot; แล้วล้มเลิกอาวุธนิวเคลียร์เสีย &amp;quot;ตั้งตารอการพบกันของเรา&amp;quot; ทรัมป์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คิมจะพบปะกับผู้นำเกาหลีใต้ก่อนในเดือนเมษายน ส่วนการพบกับทรัมป์นั้น คาดว่าจะเป็นในเดือนพฤษภาคม นักวิเคราะห์กล่าวกันว่า สีน่าจะต้องการพบกับคิมก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าเกาหลีเหนือจะไม่ทำความตกลงกับสหรัฐโดยทำร้ายผลประโยชน์ของจีน การมาเยือนจีนในครั้งนี้จึงทำให้จีนกลับเข้าสู่เกมการทูตอีกครั้งหลังจากดูเหมือนจะถูกกันออกนอกวง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวเคซีเอ็นเอของทางการเกาหลีเหนือกล่าวว่า คิมบอกกับสีว่า มิพักต้องสงสัยเลยว่า การเยือนต่างประเทศครั้งแรกของเขาจะต้องเป็นการเยือนกรุงปักกิ่งของจีน เขาถือเป็นภาระอันเคร่งครัดที่ต้องให้คุณค่าและสืบสานความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและจีนที่สืบต่อกันมาหลายชั่วรุ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เคซีเอ็นเอกล่าวด้วยว่า ประธานาธิบดีสีได้ตอบรับคำเชิญของคิม เพื่อเดินทางเยือนกรุงเปียงยาง ซึ่งจะเป็นการเดินทางมาเยือนเมืองหลวงของเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรกของสีนับตั้งแต่เขาขึ้นเป็นผู้นำจีนเมื่อปี 2555
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คิมและสีไม่เคยได้พบปะกันเลยนับตั้งแต่คิมขึ้นสู่อำนาจภายหลังอสัญกรรมของคิม จองอิล บิดาของเขา เมื่อเดือนธันวาคม 2554 ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและจีนในยุคสมัยของผู้นำหนุ่มคนนี้มีความมึนตึงเนื่องจากจีนสนับสนุนมาตรการคว่ำบาตรขององค์การสหประชาชาติ เพื่อลงโทษการพัฒนานิวเคลียร์และมิสไซล์
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวซินหัวของทางการจีนกล่าวว่า สีได้ย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติที่เขาระบุว่า เป็น &amp;quot;ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์และทางเลือกที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว&amp;quot; สียังแสดงเจตนารมณ์ว่าต้องการรักษาการติดต่อกับคิมอย่างสม่ำเสมอภายใต้สภาพการณ์แบบใหม่นี้.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6025</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเปียงยาง, คิม จองอึน, สีจิ้นผิง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาวุธนิวเคลียร์, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180328/image_big_5abba53579bb0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
