<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>18308</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2018 14:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2018 14:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รพ.สงฆ์สำรวจพบพระ- เณร อ้วนถ้วนหน้า &quot;ความดัน-เบาหวาน&quot;รุมเร้า วอนประชาชนใส่บาตรทำบุญคำนึงถึงสุขภาพผู้รับด้วย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;cr.youtube .com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24ก.ย.61-&amp;nbsp; นพ.สมศักดิ์ &amp;nbsp;อรรฆศิลป์ &amp;nbsp;อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคที่เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต รวมทั้งเป็นสาเหตุการตายในอันดับต้นๆ ของประชาชน ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังต้องรักษาติดต่อกันนานหรือตลอดชีวิต ผู้ป่วยต้องได้รับยาและติดตามผลการรักษาตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ ถ้าขาดการควบคุมจะเกิดโรคแทรกซ้อน และอาจทำให้เสียชีวิตได้ จากข้อมูลผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลสงฆ์ ระหว่างปี 2558 &amp;ndash; 2560 พบว่าพระสงฆ์อาพาธเข้ามารับการรักษาด้วยโรคต่างๆ &amp;nbsp;ได้แก่ &amp;nbsp;โรคเบาหวาน &amp;nbsp;โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ยังพบว่าภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมการฉันอาหารและการ ออกกำลังกายที่เปลี่ยนแปลงไป อาจเนื่องจากพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่มักตักบาตรด้วยอาหารสำเร็จรูปที่หาซื้อได้ง่ายและสะดวก ซึ่งอาหารเหล่านั้นประกอบด้วยอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม หรือมีไขมันมากเกินไป ทำให้พระสงฆ์ไม่มีโอกาส ได้เลือกอาหารเพื่อสุขภาพมากนัก จำเป็นต้องฉันอาหารที่ได้รับจากการบิณฑบาต จึงทำให้เกิดภาวะอ้วน น้ำหนักเกิน และจะเป็นจุดเริ่มต้นของโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง และภาวะแทรกซ้อนทางด้าน โรคหลอดเลือด ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ &amp;nbsp;หลอดเลือดสมอง โรคไต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ. สมนึก อร่ามเธียรธำรง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลการตรวจคัดกรองสุขภาพพระสงฆ์ สามเณร ในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อคัดกรองและค้นหาปัจจัยเสี่ยงของโรคด้านภาวะโภชนาการ เมื่อปี 2559 &amp;nbsp;มีจำนวนพระสงฆ์ สามเณร ที่เข้ารับการตรวจทั้งสิ้น 5,989 รูป พบว่า ค่าดัชนีมวลกายเมื่อเปรียบเทียบกับ ผลการสำรวจ ปี 2549 พระสงฆ์ สามเณร ในเขตกรุงเทพมหานคร มีภาวะน้ำหนักเกินเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 13.8 เป็นร้อยละ 15.9 (ค่า BMI อยู่ระหว่าง 23.0 &amp;ndash; 24.9 กก.ตร.ม.) และมีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 18.0 เป็นร้อยละ 41.6 (ค่าBMI มากกว่า 25.0 กก.ตร.ม.) &amp;nbsp;และเมื่อมีการวัดขนาดเส้นรอบเอวพบว่ามีภาวะอ้วนลงพุงมากขึ้นจากเดิมร้อยละ 14.0 เป็นร้อยละ 24.9 โดยมีเส้นรอบเอวมากกว่า 90 เซนติเมตร โรงพยาบาลสงฆ์จึงได้ถวายความรู้แด่พระสงฆ์ สามเณร ที่มีภาวะโภชนาการเกินและมีปัญหาโรคเรื้อรังเป็นระยะ เพื่อให้ได้เรียนรู้วิธีการดูแล ส่งเสริมสุขภาพ เพื่อป้องกันการ เกิดโรคแทรกซ้อน &amp;nbsp;และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งนี้เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะกลุ่มอาการอ้วนลงพุงประกอบด้วย 5 ข้อ ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1. เส้นรอบเอวเพศชายมากกว่า 90 เซนติเมตร 2.ผลไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดมากกว่า &amp;nbsp;150 เดซิลิตร 3. ดัชนีมวลกายมากกว่า 30 กก.ม2 4. ผลน้ำตาลในเลือดมากกว่า 110 เดซิลิตร 5. ความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มิลลิเมตรปรอท อย่างไรก็ตามพุทธศาสนิกชนที่จะถวายอาหารแด่พระสงฆ์ สามเณร ขอให้คำนึงถึงอาหารเพื่อสุขภาพ และลดอาหารหวาน มัน เค็ม ในขณะที่พระสงฆ์สามารถประเมินภาวะอ้วนได้ด้วยตนเองโดยใช้เชือกวัดส่วนสูง แล้วนำมาวัดเส้นรอบเอว ซึ่งเส้นรอบเอวไม่ควรจะเกินครึ่งหนึ่งของส่วนสูง เช่น ส่วนสูง 160 เซนติเมตร รอบเอวไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร ถึงจะไม่อ้วนลงพุง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18308</URL_LINK>
                <HASHTAG>รพ.สงฆ์, สุขภาพพระสงฆ์, อาหารทำบุญพระ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180924/image_big_5ba897a5a1818.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
