<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103414</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2021 12:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2021 12:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ชี้ตลาดสมุนไพร-อาหารเสริมของไทยมีโอกาสเติบโตช่วงโควิดระบาด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค. 2564 &amp;nbsp;นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันแนวโน้มการบริโภคอาหารเสริมและวิตามินทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว อันเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจสุขภาพเพิ่มมากขึ้น รวมถึงจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย (Immune System) จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดังกล่าวของไทย จะใช้จุดแข็งของสมุนไพรไทย บวกกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและการวิจัยเพิ่มเติม ต่อยอดผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม รวมถึงอาหารเสริมต่างๆ ของไทย เพื่อขยายตลาดต่างประเทศและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากความต้องการที่เพิ่มขึ้น มีผลวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคของบริษัท Mintel ยืนยันว่า ผู้บริโภคในทวีปยุโรป ให้ความสำคัญกับการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมังสวิรัติ (Vegan) และมีส่วนผสมของน้ำตาลน้อย (Low Lactose) ในขณะที่ผู้บริโภคในทวีปอเมริกาเหนือ เน้นผลิตภัณฑ์ที่ไม่สารตกแต่งพันธุกรรม (GMO Free) และผู้บริโภคในทวีปเอเชียนิยมผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและปราศจากสารปรุงแต่ง โดยผู้บริโภคทั่วโลกยังคงนิยมรับประทานอาหารเสริมและวิตามินในรูปแบบเม็ดแคปซูลมากที่สุด รองลงมา คือ แบบเม็ด แบบผง และแบบน้ำ รวมทั้งให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ มีฉลากชัดเจน และมีความโปร่งใสตรวจสอบในที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์ได้ โดยผู้บริโภคทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเสริมและวิตามินที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมากกว่าที่ใส่สารปรุงแต่ง และผู้บริโภคชาวอเมริกัน ร้อยละ 27 ยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้น หากสินค้านั้นเป็นอาหารเสริมที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง (whole food ingredients) และร้อยละ 35 ต้องการทราบที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวโน้มอาหารเสริมและวิตามินในอนาคต ที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญมี 5 ปัจจัย ได้แก่ 1.การส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health) ผู้บริโภคทั่วโลกกว่าร้อยละ 70 ต้องการอาหารเสริมหรือวิตามินที่สามารถปรับสมดุลในร่างกายเพื่อช่วยในการนอนหลับและลดความเครียด โดยเน้นสารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยเฉพาะการรักษาสมดุลของระบบทางเดินอาหาร เพื่อป้องกันโรคภูมิแพ้ โรคภายในช่องปาก และช่วยรักษาผิวพรรณ
2.ความกังวลกับโรคอุบัติใหม่และปัญหาสุขภาพ (New and emerging health concerns) โดยผู้บริโภคชาวอเมริกันร้อยละ 35 จะเลือกซื้อสินค้าที่สร้างภูมิคุ้มกันในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องดื่มทดแทน ผู้บริโภคชาวไทยร้อยละ 47 ของผู้บริโภคที่ต้องการอาหารเสริมและวิตามินเพิ่มเติม จะหาซื้อในรูปแบบอาหารและเครื่องดื่ม และร้อยละ 63 จะนิยมเครื่องดื่มบำรุงสายตา ในขณะที่ผู้บริโภคชาวเยอรมัน อายุระหว่าง 55-64 ปี ร้อยละ 41 นิยมรับประทานในรูปแบบของโยเกิร์ต
3.การผสมผสานกับอาหารและเครื่องดื่ม (Align with food and drink) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามินที่มาจากพืชและโปรตีนทางเลือกจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น โดยผู้บริโภคชาวออสเตรเลียร้อยละ 24 ให้ความสำคัญต่อการเลือกอาหารที่คำนึงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ผู้บริโภคในยุโรปร้อยละ 45 เชื่อว่าการรับประทานอาหารจากพืช (plant-base) ส่งผลดีต่อร่างกาย และผู้บริโภคชาวโปแลนด์และฝรั่งเศส ร้อยละ 34 และ 35 ตามลำดับ นิยมรับประทานเครื่องดื่มจากพืช เช่น น้ำนมถั่วเหลืองและโยเกิร์ตที่มาจากพืชมากกว่าสัตว์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การผสมผสานกับความสวยความงาม (Beauty Benefit) กรดไฮยาลูโรนิก (hyaluronic acid) ได้รับความนิยมสูงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยลดเลือนริ้วรอยและให้ความชุ่มชื้นต่อผิว โดยพบว่า ผู้บริโภคชาวไทยกว่าร้อยละ 51 ให้ความสนใจกับอาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้ผิวพรรณดีขึ้น และผู้บริโภคชาวจีนให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์ที่ใส่อาหารเสริมและวิตามินในน้ำผลไม้ นอกจากนี้ ผู้ผลิตสินค้าในประเทศจีนเริ่มมีการนำกรดไฮยาลูโรนิก (hyaluronic acid) มาผลิตเป็นอาหารเสริมในรูปแบบเยลลี่และเครื่องดื่ม ซึ่งนับว่าเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.การมีฉลากที่ชัดเจนและความโปร่งใสที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์ (Clean label and transparency) ผู้ผลิตสินค้าจะต้องให้ความสำคัญกับฉลากที่ชัดเจนทั้งห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์ และฉลากที่บ่งบอกลักษณะสินค้าที่สำคัญ เช่น วัตถุดิบทำจากพืช (plant-based ingredient) สินค้าออแกนิก (Organic) ปราศจากการตัดแต่งพันธุกรรม (GMO-free) ไม่มีสารก่อภูมิแพ้ (Allergy free) หรือไม่ใส่สารกันบูด (no preservatives) เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันไทยเป็นแหล่งสมุนไพรและวัตถุดิบธรรมชาติที่หลากหลาย ในปี 2563 มีสถิติการส่งออกอาหารเสริมและวิตามิน (พิกัดศุลกากร 2936) ปริมาณ 1,616.88 ตัน คิดเป็นมูลค่า 794.27 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ส่งออกไปยังประเทศเวียดนามและเมียนมา รวมสองประเทศคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50 ของการส่งออกอาหารเสริมและวิตามินทั้งหมด ส่วนการนำเข้าอาหารเสริมและวิตามินปริมาณ 11,942.02 ตัน มูลค่า 5,504.93 ล้านบาท โดยนำเข้าจากจีนถึงร้อยละ 40 รองลงมา ได้แก่ สวิสเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ร้อยละ 18.9 15.4 และ 15.3 ตามลำดับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103414</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่ระบาดของโควิด-19, นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์, ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.), สมุนไพรไทย, อาหารเสริม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210511/image_big_609a5c447e162.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91884</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2021 15:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2021 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดับ&quot;ป๊อปอัพ-แบนเนอร์&quot;โฆษณาเวอร์บนเว็บ &quot; ยาย64แต่งหนุ่ม 30 -ดื่มวันครั้งอยู่ได้100ปี&quot;  อย.-จับมือตำรวจไซเบอร์ สกัดเรียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3ก.พ.64-เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหาร และยา เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพโอ้อวดเกินจริง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางในรูปแบบป๊อบอัพ (Pop up) และแบนเนอร์ (Banner) &amp;nbsp;บนเว็บไซต์เป็นจำนวนมาก เช่น &amp;ldquo;คุณยายวัย 64 ปี จากกรุงเทพฯ แต่งงานกับหนุ่มอายุ 30 ปี ที่...&amp;rdquo; &amp;ldquo;อยากอยู่ให้ได้ 100 ปี มั้ย? ทำความสะอาดหลอดเลือด!...&amp;rdquo; &amp;ldquo;ดื่มวันละครั้ง &amp;nbsp;พุงห้อย ๆ จะหายไปในสัปดาห์เดียว&amp;rdquo; &amp;nbsp;สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) &amp;nbsp;ขอชี้แจงว่า ป๊อบอัพหรือแบนเนอร์โฆษณาเหล่านี้มักสร้างหัวข้อดึงดูดความสนใจ เมื่อกดเข้าไปดูโฆษณาจะเชื่อมไปยังเว็บไซต์สำหรับสั่งซื้อสินค้า ซึ่งไม่มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วไป ปรากฎเนื้อหาเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ เพิ่มความน่าเชื่อถือโดยอ้างผลงานวิชาการ อ้างชื่อหน่วยงาน นำภาพหรือชื่อของบุคคลที่มีชื่อเสียงมาให้การรับรองผลิตภัณฑ์ ตามด้วยรีวิวสินค้าผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสอบเว็บไซต์เหล่านี้จดทะเบียนโดเมนในต่างประเทศ ไม่ปรากฏข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับผู้ขายในประเทศไทย วิธีการสั่งซื้อจะต้องกรอกข้อมูลและเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ จากนั้นจะมีการติดต่อกลับจากผู้ขายซึ่งเป็นเบอร์ที่ ไม่สามารถโทรกลับได้ และส่งสินค้าโดยเก็บเงินปลายทาง ซึ่ง อย. ได้ออกข่าวเตือนไปหลายครั้ง เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Aural+ ว่าช่วยรักษาปัญหาการได้ยิน ฟื้นฟู 100% ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องใช้เครื่องช่วยฟัง มีพรีเซนเตอร์อ้างเป็นบุคลากรทางการแพทย์ จากการตรวจสอบเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีชื่อบุคคลดังกล่าวในฐานข้อมูลแพทยสภาแต่อย่างใด, น้ำยาหยอดตานาโนแอบอ้างรูปและชื่อของ ศ. นพ. ศักดิ์ชัย วงศ์กิตติรักษ์ ประธานวิชาการราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย, หรือการแอบอ้างผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขค้นพบวิธีการลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้น &amp;nbsp;อย. จึงร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสกัดกั้นการโฆษณาที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ และจะเชิญผู้ผลิตและผู้นำเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมประสานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเตือนภัยในข่าวปลอม (Fake news) รวมทั้งจัดประชุมร่วมกับสื่อออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อร่วมกันจัดการปัญหาโฆษณาผิดกฎหมายเหล่านี้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า สำหรับผู้บริโภคหากพบเห็นโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพอ้างผลงานวิชาการหรือบุคคลต่าง ๆ มารับรองผลิตภัณฑ์ในลักษณะตามข้างต้น เชื่อได้ทันทีว่า เป็นโฆษณาหลอกลวง อย่าหลงเชื่อ อย่าซื้อมาใช้ นอกจากจะทำให้เสียเงินโดยเปล่าประโยชน์แล้ว ยังทำให้เสียโอกาสในการรักษาโรคอย่างถูกต้อง ให้ร้องเรียนมาที่สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Oryor Smart Application&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91884</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อย., กองบัญชาการตำรวจไซเบอร์, ป็อปอัพ, อาหารเสริม, แบนเนอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201006/image_big_5f7c17e73d045.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91522</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2021 11:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2021 11:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ณวัฒน์”เหน็บใคร?! “เข้าวัดสร้างภาพแล้วอย่าลืมรักษาศีล5”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนแรงในโซเชียลติดๆกันมาหลายวัน สำหรับกรณีการโฆษณาอาหารเสริมเกินจริงของ กาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาศ ที่ล่าสุดวันนี้ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ได้โพสต์เหน็บว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ขำที่สุดไปยกหน้าด้วยเครื่องถึงระดับ Ulthera ยังพูดได้แบบไม่อายว่าไม่เคยทำอะไรกินแต่อาหารเสริม เข้าวัดสร้างภาพทำพีอาร์กันแล้ว อย่าลืมรักษาศีล5 บ้างก็ดีครับ วงการบันเทิงอะนะ&amp;rdquo; ถึงแม้เจ้าตัวจะโพสต์ได้เพียงสองชั่วโมงแต่ก็มีคนเข้ามากดถูกใจถึงเกือบหมื่นคนแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91522</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาศ, ณวัฒน์ อิสรไกรศีล, อาหารเสริม, โฆษณาเกินจริง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210131/image_big_601634ed50673.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90459</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2021 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2021 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ถั่งเช่า&quot;โดนแล้ว กสทช.ผนึกอย.ฟันโฆษณาเกินจริง  จัดฉากลวงโลก  ทีวี วิทยุ ดาราพิธีกรเตรียมหนาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
20 ม.ค.64- &amp;nbsp; พลโท ดร. พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการกิจการกระจายเสียง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (.กสทช) เปิดเผย ว่า จากการที่ กสทช. ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ในการจัดการปัญหาการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพทางสื่อวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ มาตั้งแต่กลางปี 2561 มีการพัฒนา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กระบวนการทำงานร่วมกัน ได้แก่ การบูรณาการบังคับใช้กฎหมาย โดย กสทช. ทำการตรวจสอบเฝ้าระวัง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การโฆษณาทางโทรทัศน์ และ อย. เป็นผู้วินิจฉัยข้อความการโฆษณานั้น ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และมีการขยายผลการดำเนินการไปยังส่วนภูมิภาค โดยได้รับความร่วมมือจาก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในการตรวจวินิจฉัยเนื้อความการโฆษณาทางสื่อวิทยุกระจายเสียง&amp;nbsp;
ปรากฏผลการดำเนินการ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จนถึงปัจจุบันคือ ตรวจจับการโฆษณาทางโทรทัศน์ดิจิตอลได้ 17 ราย 77 กรณีโฆษณา โทรทัศน์ดาวเทียม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;90 ราย 190 กรณีโฆษณา และวิทยุ 2,150 ราย 4,058 กรณีโฆษณา กสทช. มีอำนาจในการกำกับดูแล &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การโฆษณาทางสื่อโทรทัศน์ และวิทยุกระจายเสียงเท่านั้น ในส่วนของการโฆษณาทางสื่ออินเตอร์เนต &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และสื่อสังคมออนไลน์ จะมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดส.) ร่วมมือกับ อย. ในการจัดการ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัญหาการโฆษณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมการกสทช.กล่าวอีกว่า จากความร่วมมือก่อให้เกิดการปรับตัวของผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และวิทยุกระจายเสียงอย่างกว้างขวาง บางรายที่เคยโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยมีอาจารย์ภาษาจีนชื่อดังเป็นพรีเซนเตอร์ มีการใช้ตัวแสดงลักษณะคล้ายผู้ป่วยโรคเรื้อรัง นอนติดเตียง หรือไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้สะดวก แต่เมื่อรับประทานถั่งเช่าของอาจารย์ มีอาการดีขึ้น เดินได้ ลุกไปเข้าห้องน้ำเองได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ใช้ยาแผนปัจจุบันน้อยลง หรือ การโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร &amp;nbsp;เห็ดหลินจือโดยพรีเซนเตอร์นักแสดง-พิธีกรสาวสองพันปี ที่กล่าวอ้างว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดในสมอง กล้ามเนื้ออ่อนแรง เมื่อรับประทานผลิตภัณฑ์แล้ว &amp;nbsp;จะมีอาการดีขึ้น ถึงขั้นปีนต้นไม้ และขี่จักรยานได้ ซึ่งเป็นการจัดฉากการโฆษณาลวงโลก &amp;nbsp;เพื่อหลอกลวงผู้บริโภคนั้น โดนจับ ปราบ ส่งดำเนินคดีจนเข็ดหลาบ และได้เลิกการโฆษณาในลักษณะดังกล่าวไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม กสทช. ตรวจสอบพบว่า การจัดฉากโฆษณาลวงโลกในลักษณะดังกล่าว ได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง โดยผู้โฆษณารายใหม่ คือการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารถั่งเช่าซึ่งมีบุคคลในแวดวงบันเทิง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นพรีเซนเตอร์ จัดฉากลวงโลกแบบเดิม อ้างว่าผลิตภัณฑ์ถั่งเช่าดังกล่าว สามารถรักษาได้สารพัดโรค &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และโรคเรื้อรังต่างๆ มีนักแสดง แสดงเป็นผู้ป่วยอาการหนัก สภาพร่างกายทรุดโทรม แต่เมื่อรับประทานผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กลับหายจากอาการป่วยได้อย่างมหัศจรรย์ ซึ่งไม่เป็นความจริง ซึ่งเรื่องนี้ กสทช ไม่ได้นิ่งนอนใจ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อการโฆษณาหลอกลวงผู้บริโภคครั้งใหญ่กลับมา เราจะจับมือกับ อย. ให้แน่นกว่าเดิมและร่วมกันกวาดล้างการโฆษณาอีกครั้ง เพื่อกำจัดโฆษณาลวงโลกเหล่านี้ให้สิ้นซาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พลโท ดร. พีระพงษ์ฯ กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบกิจการเหล่านี้ขาดจิตสำนึก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ประสงค์ต่อรายได้ และประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้จะได้รับคำสั่งเตือนให้ระงับการโฆษณาไปแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง กสทช. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา &amp;nbsp; 31 แห่ง พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ลงโทษโดยการปรับสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเป็นเงิน 5 แสนบาท &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไปแล้ว 1 ราย และมีอีก 2 ราย ที่ อย. วิจิฉัยมาแล้วว่าเป็นการโฆษณาที่ผิดกฎหมาย และคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เตรียมเสนอต่อบอร์ด กสทช. เพื่อลงโทษปรับอีกรายละ 5 แสนบาท&amp;nbsp;
นอกจากจะดำเนินการปรับสถานีโทรทัศน์แล้ว กสทช. จะส่งเรื่องไป อย. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพื่อดำเนินคดีกับพิธีกร พรีเซนเตอร์ และพิจารณาเกี่ยวกับการเพิกถอนทะเบียนตำรับอาหารด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากกฎหมายของ กสทช. ให้อำนาจ ในการกำกับดูแลผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์เท่านั้น มิได้ครอบคลุมถึงพิธีกร และเจ้าของผลิตภัณฑ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ค่าปรับของ กสทช. นั้นแพง กฎหมายกำหนดไว้สูงถึง ไม่เกิน 5 ล้านบาท &amp;nbsp;และปรับรายวันอีกวันละไม่เกิน 1 แสนบาท ไม่เพียงแค่สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเท่านั้นที่โดนลงโทษปรับ แต่ยังมีสถานีวิทยุอีก 2 ราย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่โดนลงโทษปรับ รายละ 1 แสนบาท เนื่องจากมีการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพเกินจริงซ้ำ ภายหลังได้รับคำสั่งเตือนด้วย อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า อัตราค่าปรับของ กสทช. นั้นสูง ยิ่งเป็นวิทยุรายเล็กๆ โดนปรับ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก็อาจส่งผลให้ยกเลิกการประกอบกิจการได้ มีข้อมูลว่า มีผู้ประกอบการวิทยุ ขอยกเลิกใบอนุญาตไปแล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กว่า 260 ราย และนอกจากจะโดนปรับแล้ว ประวัติการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ จะถูกบันทึกไว้ เมื่อมาขอต่อใบอนุญาต จะถูกลดอายุใบอนุญาตลง อย่างในกรณีของวิทยุ จะเหลืออายุใบอนุญาตเพียง 6 เดือน ซึ่งขณะนี้มีสถานีถูกลดอายุใบอนุญาตไปแล้ว 150 ราย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. พีระพงษ์ฯกล่าวอีกว่า &amp;nbsp;นอกจากการโฆษณาถั่งเช่าแล้ว ยังมีการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเกี่ยวกับดวงตา อ้างรักษาสารพัดโรคตา ทั้งโรคต้อทุกชนิด กระจกตาเสื่อม สายตาสั้น-ยาว ตาแห้ง &amp;nbsp;เคืองตา แสบตา บ้างอ้างว่าเพียงแค่รับประทานอาหารเสริมเหล่านี้แล้ว สายตากลับมาเป็นปกติ ไม่ต้องผ่าตัด มองเห็นได้ชัดเจน ในกรณีนี้ กสทช. ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย ในการวินิจฉัยและให้ความเห็นเกี่ยวกับเนื้อความการโฆษณา จนนำไปสู่การลงโทษปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ชี้ชัดว่า ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ไม่สามารถรักษาโรคได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การสูญเสียดวงตา และการมองเห็น ถือได้ว่าส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพ เพราะถึงแม้ไม่เสียชีวิต &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่การสูญเสียดวงตานั้นทำให้เสียคุณภาพชีวิตทั้งชีวิต ซึ่งเข้าลักษณะความผิดตาม มาตรา 37 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ของ พรบ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 การลงโทษปรับในกรณีนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สามารถ ดำเนินการได้เลย ไม่ต้องรอให้มีการสั่งเตือนก่อน เนื่องจากกฎหมายให้อำนาจไว้ และกสทช. เข้มงวดกับเรื่องนี้มาก จึงได้ดำเนินการปรับสถานีวิทยุที่มีการโฆษณาในลักษณะนี้ ไปแล้ว 6 ราย รายละ 5 หมื่นบาท และอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อเสนอปรับอีก 3 ราย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์ถั่งเช่าที่ อย. อนุญาตมี 2 กลุ่ม คือ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ยาแผนโบราณ) และผลิตภัณฑ์อาหาร &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่มีถั่งเช่าเป็นส่วนประกอบ เพื่อบำรุงร่างกายทั่วไป เสริมจากการรับประทานอาหารตามปกติ ดังนั้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การโฆษณาว่า ผลิตภัณฑ์จากถั่งเช่าสามารถรักษาสารพัดโรค ทั้งเสริมภูมิคุ้มกัน ลดระดับน้ำตาลในเลือด &amp;nbsp; รักษาภูมิแพ้ เบาหวาน ไต ความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ อัมพาต มะเร็ง เป็นต้น จึงเป็นการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต และโฆษณาโอ้อวดเกินจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หรือทั้งจำทั้งปรับ ในปี 2563 ที่ผ่านมา อย. ดำเนินคดีโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหาร ผลิตภัณฑ์สมุนไพร &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และผลิตภัณฑ์สุขภาพประเภทอื่นทางสื่อต่าง ๆ จำนวน 1,388 คดี ทั้งนี้ ในส่วนความร่วมมือในการจัดการปัญหาโฆษณาผิดกฎหมาย อย. จะเป็นผู้วินิจฉัยความผิดที่พบทางสื่อ และดำเนินคดีกับผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย หรือผู้ทำการโฆษณา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามกฎหมายที่ อย. รับผิดชอบ ส่วน กสทช. จะเป็นผู้ดำเนินการกับสถานีที่ออกอากาศตามกฎหมายที่ กสทช. รับผิดชอบ โดยตั้งแต่ปี 2561-2563 อย. ได้วินิจฉัยความผิดที่พบส่งให้ กสทช. ดำเนินการแล้ว 250 เรื่อง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นผลิตภัณฑ์จากถั่งเช่า 58 เรื่อง ซึ่งผู้โฆษณามักใช้จุดอ่อนของผู้ซื้อ นำเสนอภาพหรือคลิปวีดีโอสัมภาษณ์ผู้ป่วยให้ดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น จากที่เป็นผู้ป่วย ผู้ป่วยติดเตียง &amp;nbsp;เมื่อรับประทานผลิตภัณฑ์ถั่งเช่าแล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หายจากโรค สามารถกลับมาชีวิตได้เหมือนคนปกติ จึงขอเตือนไปยังผู้บริโภคโดยเฉพาะผู้ป่วย ผู้สูงอายุ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่าหลงเชื่อโฆษณาเหล่านี้ เพราะนอกจากจะเสียเงินแล้ว ยังอาจทำให้โรคหรืออาการที่เป็นอยู่แย่ลง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เสียโอกาสในการรักษา เนื่องจากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องโดยแพทย์ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90459</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ถั่งเช่า, #อย., กสทช, พลโท ดร. พีระพงษ์ มานะกิจ, อาหารเสริม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210120/image_big_6007f5fc9bc88.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90267</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/01/2021 00:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/01/2021 00:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘กาละแมร์’ไม่นิ่งนอนใจ รีบชี้แจงประเด็นโฆษณาสินค้าเกินจริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาศ เจ้าของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามิน บริษัท พาวเวอร์ชอต จำกัด โพสต์ไอจีส่วนตัว @kalamare ถึงกระแสที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการโฆษณาผลิตภัณฑ์ Botera ว่าเป็นการโฆษณาเกินความจริง โดยสาวแมร์ได้โพสต์ข้อความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;จากกระแสที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับความไม่เหมาะสมของการโฆษณาหรือโปรโมทผลิตภัณฑ์ Botera แมร์ขอใช้พื้นที่นี้ในการชี้แจงว่า คลิปโปรโมทดังกล่าวได้ตัดมาจากเนื้อหาที่แมร์ไลฟ์พูดคุยกับแฟนคลับและลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์ โดยชวนกันมาพูดคุยถึงประสบการณ์จริงจากการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งแมร์ได้เล่าถึงประสบการณ์จริงและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับแมร์ โดยไม่ได้ระวังในความไม่เหมาะสมของเนื้อหา และหลังจากนั้นทีมงานก็ได้นำเนื้อหาบางส่วนจากการไลฟ์มาตัดเป็นคลิปวิดีโอเพื่อใช้โปรโมททางโซเชียลมีเดียจนเกิดกระแสดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งทันทีที่แมร์ได้ทราบถึงกระแสที่เกิดขึ้นแมร์ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้สั่งระงับและลบโฆษณาชิ้นนี้ทันที และขอย้ำอีกครั้งว่าผลลัพธ์จากการใช้ผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุดท้ายนี้ แมร์และทีมงานพาวเวอร์ชอตทุกคน ขออภัยอย่างสูงในความไม่รอบคอบในครั้งนี้ และขอขอบพระคุณทุกๆ ความเห็น คำเสนอแนะจากทุกๆ ท่าน และขอขอบคุณลูกค้าทุกคนที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของเราอย่างดีเสมอมา และขอสัญญาว่าจะนำเอาทุกคำแนะนำของทุกท่านมาปรับปรุงการทำงานในทุกๆ ด้านของพวกเราต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90267</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาศ, อาหารเสริม, โฆษณาเกินจริง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210119/image_big_6005cb88472fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66996</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2020 19:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2020 19:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เครือข่ายสถานะบุคคล&#039; ยื่นหนังสือถึงนายกฯ วอนหนุนงบอาหารกลางวันเด็กไร้เลข 13 หลัก 8 หมื่นคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
26 พ.ค.63 - ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ตัวแทนเครือข่ายสถานะบุคคล ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมจากจังหวัดต่างๆ รวม 42 องค์กร ได้เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอให้พิจารณานโยบายการสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนอาหารกลางวันและจัดซื้ออาหารเสริม (นม) สำหรับเด็กรหัส G หรือเด็กนักเรียนทีไม่มีชื่อปรากฏในทะเบียนราษฎร ซึ่งเรียนหนังสืออยู่ตามโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ ไม่น้อยกว่า 80,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล เปิดเผยว่าได้ยื่นหนังสือ โดยมีนายรัฐพล นราดิศร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มารับหนังสือ ทั้งนี้เด็กนักเรียนรหัส G ซึ่งเป็นเด็กนักเรียนที่ยังไม่มีเลขประจำตัว 13 หลักตามที่กำหนดการปกครองกำหนด โดยเด็กนักเรียนเหล่านี้อยู่ระหว่างรอกำหนดเลข ซึ่งจะต้องบันทึกในระบบทะเบียนราษฏรตามกฏหมายการทะเบียนราษฏร ในขณะที่ยังไม่มีเลข 13 หลัก กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้มีหนังสือถึงโรงเรียน อ้างว่าไม่สามารถอุดหนุนงบประมาณอาหารกลางวันและอาหารเสริมนมได้เพราะไม่ใช่ราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เครือข่ายมีความเป็นห่วงเรื่องคุณภาพชีวิต ภาวะโภชนากร ซึ่งเด็กกลุ่มดังกล่าวหากไม่มีอาหารกลางวัน อาจทำให้ไม่ไปโรงเรียน ประกอบกับพ่อแม่ ไม่มีเงินค่าอาหารกลางวันให้ เพราะส่วนหนึ่งตกงานจากการได้รับผลกระทบจากโควิด-19 กลุ่มเด็กเหล่านีซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางทางสังคม มีความเสี่ยงที่อาจต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน เสี่ยงต่อการถูกบังคับใช้แรงงาน ซึ่งอาจตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์จะสร้างปัญหาสังคมอื่นตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราขอให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณา ผ่อนผันให้เด็กนักเรียนกลุ่มที่มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยอักษร G และเด็กนักเรียนกลุ่มอื่นตามที่สถานศึกษาได้รับเป็นเด็กนักเรียนประจำปีการศึกษา 2563 ให้ได้รับงบอุดหนุน อาหารกลางวันและจัดซื้ออาหารเสริม(นม) ไปก่อนจนกว่าจะมีการพิสูจน์ ตรวจสอบข้อมูลการทะเบียนราษฎร เพื่อกำหนดสถานะและเลขประจำตัว 13 หลักและให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของนักเรียนที่มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยอักษร G&amp;rdquo; นายสันติพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนติพงษ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2563 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นถึงเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อหารือการขอรับเงินอุดหนุนอาหารกลางวันและจัดซื้ออาหารเสริม (นม) กรณีเด็กรหัส G โดยได้ให้ความเห็นตามคณะกรรมการกฤษฎีกา คำว่า &amp;ldquo;ราษฎร&amp;rdquo;&amp;nbsp;หมายถึงบุคคลที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาล โดยชอบด้วยกฎหมายและต้องมีหลักฐานการทะเบียนราษฎรตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 ซึ่งกลุ่มนักเรียนที่มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยอักษร G เป็นการกำหนดโดยกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรับรองการมีตัวตนเด็กนักเรียนของแต่ละสถานศึกษาโดยระบบ G-Code และบันทึกในระบบ DMC และดำเนินการส่งให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พิจารณากำหนดสถานะและเลขประจำตัว 13 หลักต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามหลักอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989 ที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 และเจตนารมณ์ของกระทรวงศึกษาธิการที่จะต้องเปิดโอกาสแก่ทุกคนให้ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง มีมติคณะรัฐมนตรี 5 กรกฎาคม 2548 ว่าด้วย 1 เรื่องการขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานการทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 การจัดสรรงบประมาณอุดหนุนเป็นค่าใช้จ่ายรายหัวให้แก่สถานศึกษา ที่จัดการศึกษาให้แก่กลุ่มบุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ในอัตราเดียวกับค่าใช้จ่ายรายหัวที่จัดสรรให้แก่เด็กไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ให้กระทรวงมหาดไทยจัดทำหลักฐานข้อมูล (เลขประจำตัว 13 หลัก) เกี่ยวกับบุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 4 ให้กระทรวงศึกษาธิการจัดการศึกษาในรูปแบบที่เหมาะสมแก่เด็กและเยาวชนที่หนีภัยจากการสู้รบ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงศึกษาธิการได้มีการจัดทำระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียน นักศึกษา เข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.2548 และประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีข้อมูลทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย เพื่อเป็นการจัดการศึกษาให้กับเด็กอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน และพัฒนาคุณภาพชีวิต ภาวะโภชนาการ โดยมีเด็กนักเรียนรหัส G ไม่ต่ำกว่า 80,000 คน แต่ละปีการศึกษาประกอบการเป็นการเยียวยาเด็ก ผู้ปกครอง ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่เชื้อโรคโคโรน่า &amp;nbsp;ซึ่งอาจจะบีบบังคับให้เด็กอยากออกเรียนกลางคัน เพราะเกิดความไม่เท่าเทียมกันและสร้างปัญหาทางสังคมด้านอื่นตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66996</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงใหม่, ระบบทะเบียนราษฎร, อาหารเสริม, เครือข่ายสถานะบุคคล, เงินอุดหนุนอาหารกลางวัน, เด็กรหัส G, เลข13หลัก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200526/image_big_5ecd02a9bcdd2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49753</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/11/2019 14:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/11/2019 14:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.เตือนอาหารเสริมยี่ห้อ Dose Binlis (โดสบินลิส)  ปลอม โฆษณาเกินจริง อย่าซื้อมากิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7พ.ย.62-นพ. พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ &amp;nbsp;รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่ติดตามข่าวการตรวจยึดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผิดกฎหมาย ยี่ห้อ Dose Binlis (โดสบินลิส) &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยพบว่ายังมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าวผ่านทางเฟซบุ๊กชื่อ &amp;ldquo;มินท์ นิศารัตน์ ร่มรื่น&amp;rdquo; นั้น อย. ได้ดำเนินการตรวจสอบการโฆษณาทางสื่อดังกล่าว พบภาพผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Dose Binlis (โดสบินลิส) มีข้อความโฆษณาแสดงคุณประโยชน์ หรือสรรพคุณ โดยไม่ได้รับอนุญาต โอ้อวดสรรพคุณในการลดน้ำหนัก ลดสัดส่วน รวมทั้งพบภาพแสดงเลขสารบบอาหาร 13-1-18656-1-0044 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อตรวจสอบในระบบสืบค้นผลิตภัณฑ์ของ อย. พบข้อมูลการอนุญาตในชื่อผลิตภัณฑ์ &amp;ldquo;ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร บินลิส (BINLIS)&amp;rdquo; สถานะ &amp;ldquo;ยกเลิก&amp;rdquo; ผลิตภัณฑ์ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การโฆษณาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นการโฆษณาคุณประโยชน์ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ และเป็นโฆษณาที่ไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 โฆษณาสรรพคุณของอาหาร ด้วยข้อความที่ไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท โดย อย. ได้มีหนังสือสั่งระงับ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การโฆษณา รวมทั้งดำเนินการตามกฎหมายกับผู้โฆษณาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว ดังนั้น หากผู้ใดผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ที่มีวันที่ผลิตหลังจากวันที่ผลิตภัณฑ์ยกเลิก จะเข้าข่ายผลิตและจำหน่าย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อาหารปลอม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองเลขาธิการ ฯ กล่าวต่อไปว่า ขอให้ผู้บริโภคระมัดระวัง อย่าหลงเชื่อโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง ควรดูแลสุขภาพของตนเอง และออกกำลังกายเป็นประจำ ระมัดระวังการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพราะอาจได้รับอันตรายจากผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนสารที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ก่อนการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มาบริโภคขอให้ผู้บริโภคตรวจสอบสถานะเลข อย.ผ่าน 4 ช่องทาง คือ Line : FDAthai, ORYOR Smart Application, เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th และเว็บไซต์ www.oryor.com หากพบเลขผลิตภัณฑ์ไม่ตรงกับฐานข้อมูล หรือพบผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัย สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย.1556 หรือ E-mail:1556@fda.moph.go.th หรือตู้ ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11000 หรือผ่านทาง Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49753</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อย., บินลิส (BINLIS)”, อาหารเสริม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191107/image_big_5dc3c35d1b5db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
