<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119919</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2021 19:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2021 19:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตบหน้าเมียนมา อาเซียนงดเชิญ&#039;มิน อ่อง หล่าย&#039;ร่วมซัมมิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;อาเซียนดัดหลังเมียนมาบ่ายเบี่ยงร่วมมือตามข้อตกลง ตัดสินใจงดเชิญพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลเมียนมา ร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนปลายเดือนนี้ โดยจะเชิญแต่ผู้แทนที่ไม่ได้มาจากฝ่ายการเมืองของเมียนมาร่วมประชุมแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า แถลงการณ์จากบรูไน ซึ่งเป็นประเทศประธานอาเซียนวาระปัจจุบัน เมื่อวันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม กล่าวว่า ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของชาติสมาชิกอาเซียนเห็นพ้องกันในการประชุมฉุกเฉินเมื่อวันศุกร์ว่า อาเซียนจะเชิญ &amp;quot;ผู้แทนที่ไม่ใช่ฝ่ายการเมือง&amp;quot; ของเมียนมา เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนวันที่ 26-28 ตุลาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงไม่ได้เอ่ยชื่อพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย หรือระบุว่าจะเชิญใครเข้าร่วมแทน แต่โดยนัยแล้ว คำแถลงนี้หมายความว่าผู้นำรัฐบาลเมียนมาจะไม่ได้รับเชิญให้ร่วมการประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์กล่าวถึงการดำเนินการตามแผน 5 ข้อที่ผู้นำเมียนมาและผู้นำอาเซียนเคยเห็นพ้องกันเมื่อเดือนเมษายนเพื่อยุติวิกฤติการเมืองในเมียนมาหลังรัฐประหารเดือนกุมภาพันธ์ ว่ามีความคืบหน้าไม่มากพอ และว่า สถานการณ์ในเมียนมา &amp;quot;ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาค รวมไปถึงความเป็นเอกภาพ, ความน่าเชื่อถือ และความเป็นกลางของอาเซียน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ที่ปรึกษาด้านเมียนมาของไครซิสกรุ๊ป คาดเดาว่า ผู้แทนที่ไม่ใช่ฝ่ายการเมืองน่าจะหมายถึงบุคคลที่มีตำแหน่งต่ำกว่าระดับรัฐมนตรีว่าการหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์กล่าวถึงการตัดสินใจนี้ว่าเป็น &amp;quot;การตัดสินใจที่ยาก แต่จำเป็น เพื่อธำรงความน่าเชื่อถือของอาเซียน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มุสตาฟา อิซซุดดิน นักวิเคราะห์ด้านกิจการโลกของบริษัทให้คำปรึกษา โซลาริสสแตรทิจีสิงคโปร์ กล่าวว่า อาเซียนส่งสัญญาณทางการเมืองต่อรัฐบาลทหารเมียนมาว่า อาเซียนไม่ใช่กลุ่มที่จะมาบงการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเดวิด แมธีสัน นักวิเคราะห์อิสระด้านเมียนมา กล่าวว่า การงดเชิญผู้นำเมียนมาเข้าร่วม ในแง่ของอาเซียนแล้วนี่คือการตบหน้าอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมา รัฐบาลเมียนมาบ่ายเบี่ยงที่จะให้เอรีวัน ยูซอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศคนที่ 2 ของบรูไนซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้แทนพิเศษอาเซียน ได้พบปะกับนางอองซาน ซูจี โดยอ้างว่าไม่สามารถให้พบกับบุคคลที่อยู่ระหว่างการถูกพิจารณาคดี ซึ่งรวมถึงนางซูจีและสมาชิกรัฐบาลของนางหลายรายที่โดนจับกุมและตั้งข้อหาต่างๆ นานา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่อาวุโสในรัฐบาลสหรัฐรายหนึ่งให้ทัศนะกับนักข่าวเกี่ยวกับข่าวการงดเชิญผู้นำเมียนมาร่วมประชุมอาเซียนว่า &amp;quot;ดูแล้วเหมาะสมอย่างยิ่ง และอันที่จริงถือว่าชอบธรรมโดยสมบูรณ์ที่อาเซียนจะลดระดับการมีส่วนร่วมของพม่า&amp;quot; เขากล่าวโดยใช้ชื่อเดิมของเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้าอาเซียนมีแถลงการณ์ฉบับนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของมาเลเซียและอินโดนีเซียต่างแสดงท่าทีชัดเจนว่า ประเทศของพวกเขาไม่ต้องการเชิญพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ร่วมประชุมอาเซียนซัมมิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ่อง มโย มิน รัฐมนตรีสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (เอ็นยูจี) ที่เป็นรัฐบาลเงา ชมเชยการตัดสินใจของอาเซียนว่าเป็นการดำเนินการที่เข้มแข็งมาก และหวังว่าอาเซียนจะยอมรับเอ็นยูจีว่าเป็นรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายของเมียนมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119919</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน, พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย, อาเซียนงดเชิญ, อาเซียนซัมมิต, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211006/image_big_615d5dda68020.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98154</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใกล้‘มิคสัญญี’ ฝ่ายต้านทหาร สู้แบบกองโจร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; จับตาเวทีอาเซียนซัมมิต ไทยจ่อหาช่องพาเมียนมาพ้นสงครามการเมือง ตม.เผยยอดหนีภัยด่านแม่สะเรียงทะลุกว่า 2พัน ทหารตัดเหี้ยนอินเทอร์เน็ต แกนนำประกาศเตรียมออกถนน ลั่นสู้แบบกองโจร อองซาน ซูจี โดนข้อหาขย้ำซ้ำทำผิด กม.ความลับราชการ โทษหนักคุก 14 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ในประเทศเมียนมา และการเตรียมความพร้อมอพยพคนไทยกลับประเทศ ว่า เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ความสำคัญ ซึ่งได้สั่งการและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการในการทำงานและดูแลพื้นที่ตามชายแดน โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคง เช่น กองทัพบก กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ได้บูรณาการทำงานร่วมกัน และได้มีการประสานกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และดูแลผู้หนีภัยเข้ามาตามชายแดนของประเทศไทยด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวอีกว่า นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เกริ่นว่าภายในเดือนเมษายนนี้จะมีจัดการประชุมอาเซียนซัมมิต และหวังว่าจะสามารถประเมินสถานการณ์ต่างๆ และมีความชัดเจนในท่าทีของอาเซียน รวมถึงการได้รับข้อมูลข่าวสารโดยตรงจากประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้ประเทศในอาเซียนจะเข้าใจสถานการณ์ได้ดีขึ้น และเตรียมความพร้อมในส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องที่ต้องดำเนินการด้วย ส่วนรายละเอียดในการประชุมตอนนี้อยู่ในขั้นเตรียมการที่จะดำเนินการหารือในเดือนเมษายนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ทั้งนี้ประเทศไทยกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งรวมถึงเมียนมาเพื่อให้ได้มาซึ่งสันติภาพที่ยั่งยืนสำหรับประชาชนเมียนมา และเพื่อให้เมียนมากลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด มีสันติภาพ เสถียรภาพ ความเป็นปึกแผ่นและความเจริญรุ่งเรือง จะเป็นประโยชน์ไม่เฉพาะสำหรับเมียนมา แต่สำหรับอาเซียนภูมิภาคและนอกภูมิภาคด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธานีกล่าวว่า สำหรับการอำนวยความสะดวกให้เดินทางกลับประเทศไทยทางอากาศในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ประจำเดือนเมษายนนี้ สถานเอกอัครราชทูตได้ประสานเที่ยวบินออกจากเมียนมาให้กับประเทศไทยไว้แล้ว 3 เที่ยวบินคือ เที่ยวบินแรกในวันที่ 6 เมษายน จำนวน 2 เที่ยวบิน และในวันที่ 9 เมษายน อีก 1 เที่ยวบิน ซึ่งคนไทยในเมียนมาที่ประสงค์จะเดินทางกลับในเที่ยวบินวันดังกล่าว สามารถแจ้งความประสงค์โดยติดต่อสถานเอกอัครราชทูตตามช่องทางที่ติดต่อเว็บไซต์หรือที่สถานทูต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธานีกล่าวว่า ทั้งนี้จำนวนผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาตัวเลขนับถึงเมื่อวันที่ 1 เมษายน คงเหลือ 216 คน และมีผู้หนีภัยกลุ่มใหม่เข้ามาอีกจำนวน 951 คน รวมเป็นผู้หนีภัยในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทั้งสิ้น 1,167 คน ส่วนมากเป็นเด็ก สตรี และคนชรา รวมถึงผู้ป่วย และยังมีการทยอยเดินทางกลับอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้หนีภัยความไม่สะดวกจากการสู้รบในเมียนมาครั้งนี้ มีการเข้า-ออกอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นตัวเลขจึงมีการเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ยืนยันจากการรายงานของ ตม.แม่ฮ่องสอน พบว่าขณะนี้มีชาวบ้านในฝั่งเมียนมาหนีภัยความรุนแรงทะลักข้ามมาอยู่ในอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประมาณ 2,000 คน โดยอยู่ในความดูแลของทางจังหวัด ทาง สตม.จะไม่ดำเนินคดีในข้อหาหลบหนีเข้าเมือง แต่ควบคุมให้อยู่ในพื้นที่ที่ทางการจัดไว้ให้ตามจุดพักตามตะเข็บชายแดน อ.แม่สะเรียง และมี จนท.ดูแลป้องกันโควิด-19 และป้องกันไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสหลบหนีเข้าพื้นที่ชั้นใน ส่วนพื้นที่ตะเข็บชายแดนด้านอื่นที่ไม่ใช่จุดปะทะ หากพบการลักลอบหลบหนีเข้าฝั่งไทย สตม.ยืนยันจะจับกุมดำเนินคดีทุกราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.แม่ฮ่องสอน ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคลและศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ยื่นหนังสือผ่านสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้รัฐบาลไทยเตรียมพื้นที่รองรับผู้หนีภัยจากการสู้รบ โดยไม่ผลักดันกลับในช่วงนี้ และให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ เพราะผู้หนีภัยจากการสู้รบมีทั้งเด็ก คนแก่ และผู้ป่วยด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สถานการณ์ความรุนแรงในเมียนมายังคงดำเนินต่อเนื่อง ชาวเมียนมาที่ต่อต้านรัฐบาลทหารยังคงพยายามหาวิธีการใหม่ๆ ในการประท้วง แม้จะเผชิญการปราบปรามอย่างนองเลือด โดยล่าสุดในวันศุกร์ที่ 2 เมษายน รัฐบาลทหารได้ตัดช่องทางการสื่อสารเพิ่มเติมโดยระงับบริหารอินเทอร์เน็ตไร้สายทั่วประเทศ การเชื่อมต่อทางออนไลน์ทำได้แต่บริการอินเทอร์เน็ตบ้านหรือการเชื่อมต่อบรอดแบนด์แบบประจำที่เท่านั้น กองทัพไม่ได้ประกาศหรือชี้แจงเหตุผลในการสั่งผู้ให้บริการตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์แบบไวไฟ ส่วนการส่งผ่านข้อมูลทางโทรศัพท์มือถือในเมียนมาถูกปิดกั้นมานานหลายสัปดาห์แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานรอยเตอร์กล่าวว่า การควบคุมล่าสุดทำให้กลุ่มต่อต้านรัฐประหารเลือกใช้ช่องทางการสื่อสารแบบอื่น โดยมีการแชร์คลื่นความถี่วิทยุ, แหล่งอินเทอร์เน็ตออฟไลน์ และผู้ให้บริการส่งข่าวผ่านข้อความเพื่อให้การติดต่อระหว่างกันยังดำเนินได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรสื่อท้องถิ่น 3 แห่งของเมียนมารายงานว่า วันศุกร์กองกำลังความมั่นคงยิงสลายการชุมนุมที่เขตสะกายใกล้กับเมืองมัณฑะเลย์ มีคนโดนยิงบาดเจ็บ 4 คน สองคนอาการวิกฤติ พยานคนหนึ่งบอกกับโมนยวากาเซ็ตว่าตำรวจยิงลงมาจากเนินเขา หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับนี้ยังบอกด้วยว่า ที่เมืองตามูติดชายแดนอินเดีย ตำรวจนายหนึ่งที่สนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยโดนฆ่าตายจากการปะทะกับกองกำลังความมั่นคงเมื่อวันศุกร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่นครย่างกุ้ง ธนาคารชินฮันของเกาหลีใต้กล่าวว่า มีลูกจ้างชาวเมียนมาของธนาคารคนหนึ่งเสียชีวิตเพราะโดนยิงที่ศีรษะขณะเดินทางด้วยรถตู้เมื่อ 2 วันก่อน ธนาคารกำลังหารือสถานการณ์กับรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ทั่วเมียนมาในวันเดียวกัน ผู้ชุมนุมใช้การ &amp;quot;ประท้วงดอกไม้&amp;quot; โดยวางช่อดอกไม้ทิ้งไว้ตามสถานที่ต่างๆ เช่นม้านั่งและป้ายหยุดรถประจำทาง บางแห่งติดคำขวัญต่อต้านไว้ด้วย บางคนโยนกุหลาบพร้อมทำสัญลักษณ์สามนิ้ว ที่ทางเดินริมทะเลสาบแห่งหนึ่งมีคนนำดอกดาวเรืองและกุหลาบมาวางเรียงกันเป็นข้อความว่า &amp;quot;เมียนมากำลังหลั่งเลือด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คีน ซาดาร์ แกนนำประท้วง โพสต์เฟซบุ๊กก่อนหน้าโดนปิดสัญญาณว่า ในไม่กี่วันข้างหน้าจะมีการประท้วงบนถนน ขอให้ผู้ชุมนุมมาร่วมกัน และใช้กลยุทธ์โจมตีแบบกองโจรให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ขอให้ฟังจากวิทยุและโทรศัพท์หากันด้วย ขณะเดียวกัน ยังไม่ชัดเจนว่าการปิดกั้นสัญญาณอินเทอร์เน็ตครอบคลุมเพียงใด แต่มีภาพถ่ายการเดินขบวน, การประท้วงดอกไม้ และงานศพของผู้ประท้วง โพสต์และแชร์ทางโซเชียลมีเดียในวันศุกร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (เอเอพีพี) กล่าวว่า ถึงวันศุกร์มีคนเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 543 คนนับแต่กองกำลังความมั่นคงปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 44 คน ขณะที่องค์กรเซฟเดอะชิลเดรนกล่าวว่า ความรุนแรงที่ทวีขึ้นทำให้มีเด็กเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเกินเท่าตัวในช่วง 12 วันที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี นางอองซาน ซูจี ฟังการไต่สวนของศาลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ที่กรุงเนปยีดอ ทนายความของนางซึ่งรับฟังการไต่สวนผ่านการประชุมทางไกลแยกต่างหากจากนางซูจี กล่าวว่า นางและพันธมิตรอีก 4 คน ถูกตั้งข้อหาเพิ่มเติมฐานทำผิดกฎหมายความลับทางราชการตามกฎหมายจากยุคอาณานิคม ซึ่งเป็นข้อหาที่รุนแรงที่สุดจนถึงขณะนี้ โดยมีโทษจำคุกสูงสุด 14 ปี.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98154</URL_LINK>
                <HASHTAG>ด่านแม่สะเรียง, สถานการณ์ในประเทศเมียนมา, สู้แบบกองโจร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาเซียนซัมมิต, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210402/image_big_606727906af04.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49529</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทรัมป์เชิญผู้นำอาเซียน ถกนัดพิเศษที่สหรัฐต้นปี63ตลาดหุ้นขานรับพุ่ง30จุด!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ปิดฉาก &amp;rdquo;อาเซียนซัมมิต&amp;rdquo; ครั้งที่ 35 แล้ว &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ส่งค้อนต่อให้นายกฯ เวียดนาม &amp;nbsp;คิวแน่นทิ้งทวนตลอดวัน เช้าถก &amp;ldquo;อาเบะ&amp;rdquo; ก่อนประชุมอาเซียน+3 ตามด้วยสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา งานนี้ 7 ชาติหมั่นไส้มะกันส่ง รมว.กต.หารือแทน &amp;ldquo;ทรัมป์&amp;rdquo; องุ่นเปรี้ยวเตรียมเชิญ 10 ชาติไปถกนัดพิเศษไตรมาสแรกปีหน้า หมวดเจี๊ยบขย่มให้เกรดเอฟ เที่ยงนายกฯ ถกร่วมไอเอ็มเอฟ ตามด้วยเวทีสุดยอดเอเชียตะวันออก, &amp;ldquo;อาเซียน-ญี่ปุ่น&amp;rdquo; ตลาดหุ้นไทยขานรับพุ่งเกือบ 30 จุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายนยังคงมีการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพต่อเนื่องตลอดทั้งวัน โดยตั้งแต่เวลา 08.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พบหารือกับนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมาเยือนไทยครั้งแรกในรอบ 6 ปี โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวต้อนรับและยินดีที่อาเซียนและญี่ปุ่นบรรลุการเจรจาถ้อยแถลงร่วมของการประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 22 ว่า &amp;nbsp;ด้วยความเชื่อมโยง หวังว่าอาเซียนจะได้ร่วมมือกับญี่ปุ่นภายใต้ ASEAN Outlook on Indo-Pacific โดยเฉพาะประเด็นการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ การเข้าถึงบริการทางการเงิน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการปกป้องสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการจัดการขยะทะเล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอาเบะชื่นชมบทบาทการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของไทย โดยเฉพาะบทบาทผู้นำของนายกฯ ที่ผลักดันการประชุมที่สำคัญต่อการพัฒนาภูมิภาคประสบความสำเร็จ โดยญี่ปุ่นยืนยันจะเดินหน้าร่วมมือกับไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป รวมถึงความร่วมมือการแก้ไขปัญหาประเด็นท้าทายสำคัญในภูมิภาค เช่น ความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียนและกรอบ G20 ซึ่งไทยและญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพในปีนี้ ความร่วมมือภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) และกรอบลุ่มน้ำโขง-ญี่ปุ่น ความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สถานการณ์ในรัฐยะไข่ และความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและกีฬาระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยก่อนจบการหารือ พล.อ.ประยุทธ์ได้อวยพรให้ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกในปี 2563 ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในเวลา 08.30 น. ที่ห้อง Sapphire 204 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานการประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 22 โดยภายหลังเสร็จสิ้นนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ เผยว่า การประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 22 &amp;nbsp;ประกอบด้วย 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน, จีน, เกาหลี และญี่ปุ่น โดยเน้นแนวคิด &amp;ldquo;ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน&amp;rdquo; เพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในทั้ง 13 ประเทศ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการ 3M ได้แก่ ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ผลประโยชน์ร่วมกัน และการเคารพซึ่งกันและกัน&amp;nbsp;
ชง 2 ข้ออาเซียนบวกสาม
&amp;ldquo;โอกาสนี้นายกฯ ได้เสนอแนวทางส่งเสริมความร่วมมือในกรอบอาเซียนบวกสาม 2 ประการ ได้แก่ &amp;nbsp;1.ความเชื่อมโยงในภูมิภาค และ 2.ความยั่งยืนในทุกมิติ โดยช่วงท้ายนายกฯ เชื่อมั่นว่าความร่วมมืออาเซียนบวกสามจะเป็นกลไกที่สำคัญนำไปสู่หุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกันของภูมิภาคเอเชียตะวันออก&amp;rdquo; นางนฤมลระบุ
ในเวลา 10.00 น. ที่ห้อง Sapphire 108 ชั้น 1 พล.อ.ประยุทธ์ได้พบหารือกับนายโรเบิร์ต ซี. โอไบรอัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ผู้แทนพิเศษของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และหัวหน้าคณะผู้แทนสหรัฐฯ ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือนางนฤมลเผยว่า นายกฯ ย้ำว่าไทยพร้อมร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกัน และเพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศ พร้อมฝากความระลึกถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ และภริยา โดยหวังว่าจะมีโอกาสได้ต้อนรับที่ไทย ขณะที่นายโอไบรอันได้ขอบคุณการต้อนรับอย่างอบอุ่น และกล่าวว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ฝากหนังสือถึงนายกฯ เพื่อย้ำว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการกระชับความสัมพันธ์กับไทยในฐานะมิตรประเทศอันใกล้ชิด และยืนยันว่าสหรัฐฯ พร้อมมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในการร่วมมือกับไทยและอาเซียนเพื่อประโยชน์ร่วมกันของภูมิภาคต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์และผู้แทนชาติต่างๆ รวมทั้งนายโอไบรอันได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 7 เพื่อทบทวนความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน-สหรัฐอเมริกาในมิติการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมในรอบปีที่ผ่านมา รวมทั้งเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางของความสัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐอเมริกาในอนาคต และแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ&amp;nbsp;
ทั้งนี้ น่าสังเกตว่าในการประชุมครั้งนี้ผู้แทนของรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ใช่ระดับประธานาธิบดี หรือรองประธานาธิบดี แต่กลับส่งนายโอไบรอันมาเป็นตัวแทน ซึ่งไม่มีสถานะในคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลสหรัฐฯ &amp;nbsp;โดยนายโอไบรอันมีระดับเทียบเท่าอธิบดีเท่านั้น ทำให้ผู้นำชาติอาเซียน 7 ชาติส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) เข้าร่วมหารือแทน มีเพียง พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะเจ้าภาพ นายเหงียน ซวน ฟุก นายกฯ เวียดนาม ซึ่งจะทำหน้าที่ประธานอาเซียนในปีหน้า และนายทองลุน สีสุลิด นายกฯ สปป.ลาวเท่านั้นที่เข้าร่วมประชุมด้วยตัวเอง ในขณะที่กัมพูชา เมียนมา บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ &amp;nbsp;และสิงคโปร์ต่างส่งเพียง รมว.กต.เข้าร่วม โดยตอนหนึ่งนายโอไบรอันกล่าวว่า &amp;nbsp;ประธานาธิบดีทรัมป์เชิญผู้นำอาเซียนร่วมประชุมเป็นกรณีพิเศษที่สหรัฐฯ ในปีหน้า พร้อมทั้งยืนยันรัฐบาลวอชิงตันไม่มีทางทอดทิ้งภูมิภาคแห่งนี้
ด้านสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเรื่องนี้ว่า ผู้นำ 7 ประเทศสมาชิกอาเซียนส่งเพียงรัฐมนตรีต่างประเทศมาร่วมการประชุมครั้งนี้ แสดงออกถึงความไม่ไยดีต่อสหรัฐฯ ที่ส่งเพียงแค่เจ้าหน้าที่ระดับที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติมาเป็นตัวแทนของประธานาธิบดี ซึ่งก่อนหน้านี้ทรัมป์ถูกตำหนิว่าไม่นำพาต่อชาติพันธมิตรในภูมิภาคนี้ โดยส่งเพียงนายโอไบรอันซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งเมื่อเดือน ก.ย. และนายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์ มาเป็นตัวแทนร่วมการประชุมที่ไทย โดยปีที่แล้วทรัมป์ส่งรัฐมนตรีต่างประเทศมาแทน ส่วนปีก่อนหน้านั้นซึ่งจัดที่สิงคโปร์ ทรัมป์เดินทางมาด้วยตนเองแต่กลับก่อน
มะกันแก้เกี้ยวเชิญอาเซียน
&amp;nbsp;นักการทูตประจำกรุงเทพฯ รายหนึ่งกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมที่อาเซียนจะส่งผู้นำประเทศมาร่วมการประชุมนี้ เมื่อสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งผู้แทนในระดับเดียวกันมาประชุม ส่วนนักการทูตอีกคนกล่าวว่า นี่ไม่ใช่การบอยคอต แต่เป็นเพราะผู้นำคนอื่นๆ ก็ต้องเข้าร่วมการประชุมอื่นๆ เช่นกัน
&amp;nbsp;รายงานกล่าวด้วยว่า เพื่อทดแทนที่ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้มาร่วมประชุมด้วยตนเอง โอไบรอันได้อ่านจดหมายจากทรัมป์ ที่เชื้อเชิญผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนไปพบกับเขาที่สหรัฐฯ เพื่อประชุมสุดยอดนัดพิเศษในช่วงไตรมาสแรกในปี 2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวชี้แจงเรื่องนี้ว่า ในประวัติศาสตร์ 52 ปีของอาเซียนมีสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่ทำให้เราต้องปรับรูปแบบการประชุมให้เหมาะสม ดังนั้นการใช้รูปแบบการประชุมลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องปกติ และการประชุมเหล่านั้นก็เป็นไปโดยราบรื่นและผ่านไปได้ด้วยดี ซึ่งครั้งนี้เป็นแนวทางที่อาเซียนทุกประเทศเห็นชอบและมีท่าทีร่วมกัน โดยคำนึงถึงหลักการทางการทูตของเวทีการประชุมสุดยอดอาเซียนซึ่งมีระดับผู้นำเข้าร่วม&amp;nbsp;
ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวประเด็นนี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะประธานอาเซียนล้มเหลว ผู้นำชาติมหาอำนาจกลุ่มอาเซียนพลัสที่ไม่ได้เป็นชาติสมาชิก แต่เป็นคู่ค้าสำคัญไม่ได้เดินทางมา โดยเฉพาะสหรัฐฯ ลดความสำคัญไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูง ส่งเพียงผู้แทนที่มีความสำคัญน้อย ส่อให้เห็นถึงนัยทางการเมือง ความสัมพันธ์ทางการทูตที่พัฒนาไปในทางที่แย่ลง &amp;nbsp;สะท้อนถึงความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ที่ไม่สามารถรักษาสัมพันธ์เหมือนในอดีต &amp;nbsp;เราได้สูญเสียสถานะทางการทูต&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เมื่อย้อนไปในอดีต นายโดนัลป์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีเดินทางมาร่วมประชุมที่ฟิลิปปินส์ รัฐบาลนายบารัค โอบามา สมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ ยังเดินทางมาประชุมอาเซียนซัมมิต แต่การประชุมครั้งนี้ไม่ได้สร้างความประทับใจ สร้างความคุ้มค่า การเจรจาก็ยังห่างไกลจากเป้าหมายตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศตั้งเป้า จะสร้างการเป็นหุ้นส่วนพัฒนาที่ยั่งยืนในชาติสมาชิกอาเซียน และสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในอาเซียน โดยการประชุมเจรจาการค้า 3-4 วันที่ผ่านมาห่างไกลจากเป้าหมายที่ &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ประกาศไว้ ถือว่าล้มเหลวและคงไม่มีโอกาสแก้ตัวอีกแล้ว สิ่งนี้จะติดอยู่ในสมุดพก ถือว่าติด F ในการทำหน้าที่ประธานอาเซียน&amp;rdquo; ร.ท.หญิง สุณิสากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเวลา 11.45 น. ที่ห้อง Grand Diamond Ballroom ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารกลางวัน เพื่อหารือเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน (Special Lunch &amp;nbsp;on Sustainable Development) โดยมีชาติอาเซียนและกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เข้าร่วม&amp;nbsp;
ถกEAS/สุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายกฯ ได้เสนอ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.อาเซียนควรเสริมสร้างแรงกระตุ้นในการดำเนินการด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาค และต่อยอดจากการดำเนินกิจกรรมของศูนย์อาเซียนเพื่อการศึกษาและการหารือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนดำเนินการตามโรดแมปความเกื้อกูล 2.สร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน พร้อมให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับท้องถิ่นเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในระดับรากหญ้า และ 3.การบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนในอาเซียนจะต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจจากทั้งประเทศสมาชิกอาเซียนและภาคีภายนอก และเน้นย้ำว่าความร่วมมือและความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน และความเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดกับประเทศคู่เจรจาและภาคีภายนอกของอาเซียน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้การขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนประจักษ์ผลเป็นรูปธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงบ่าย พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS) ครั้งที่ 14 ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นางนฤมลเผยว่า การประชุมจัดขึ้นเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและทบทวนความร่วมมือและบทบาทของการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกในการส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรือง และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน โดยมีประเทศที่เข้าร่วมใน EAS จำนวน 18 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน &amp;nbsp;10 ประเทศ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี นิวซีแลนด์ รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงในรูปแบบต่างๆ ที่พร้อมกับความเชื่อมโยงและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พร้อมขอบคุณและขอความร่วมมือผู้นำทุกคนในการขับเคลื่อน &amp;nbsp;EAS เพื่อเพิ่มพูนความไว้เนื้อเชื่อใจเชิงยุทธศาสตร์ และแก้ไขปัญหาความท้าทายต่างๆ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ และสนับสนุนความเชื่อมโยงระหว่าง EAS กับกรอบความร่วมมือต่างๆ ที่มีอยู่ในภูมิภาค &amp;nbsp;เพื่อให้เกิดการสอดประสานระหว่างกันมากที่สุด&amp;rdquo; นางนฤมลกล่าวถึงคำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ในที่ประชุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 17.00 น. ที่ห้อง Sapphire 203 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค พล.อ.ประยุทธ์พร้อมผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน และนายชินโซ อาเบะ ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 22 ภายหลังเสร็จสิ้นนางนฤมลกล่าวว่า การประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 22 &amp;nbsp;เพื่อร่วมกำหนดทิศทางความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่น และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่อยู่ในความสนใจ และเป็นความห่วงกังวลร่วมกัน โดยมีผู้นำจาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนและนายกฯ ญี่ปุ่นเข้าร่วม
&amp;ldquo;นายกฯ หวังว่าอาเซียนและญี่ปุ่นจะร่วมมือกันเสริมสร้างความเชื่อมโยงสีเขียว ทั้งกับอาเซียนและกับอนุภูมิภาค รวมถึงกรอบ ACMECS ด้วย และหวังว่าจะเห็นโครงการความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม &amp;nbsp;ได้แก่ ความเชื่อมโยงความร่วมมือทางทะเล และการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านกลไกที่มีอาเซียนเป็นแกนนำ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของภูมิภาค&amp;rdquo;
ปิดฉากสุดยอดอาเซียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อเวลา 19.30 น. พล.อ.ประยุทธ์แถลงปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง พร้อมส่งมอบค้อนให้เวียดนามประธานอาเซียนครั้งต่อไป โดยนายกฯ ระบุว่า &amp;nbsp;ไทยได้เสนอแนวคิดหลักของประธานอาเซียนในปีนี้ คือ &amp;ldquo;ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน&amp;rdquo; โดยมุ่งหวังให้อาเซียนก้าวสู่อนาคตอย่างมีพลวัต ซึ่งความร่วมมือได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม คือ ประการแรก &amp;nbsp;ประชาชนจะมีความมั่นคงที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่การแข่งขันเพิ่มเติม ประการที่สอง ความร่วมมือในอาเซียนในปีนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้าและรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการค้าและข้อพิพาททางเศรษฐกิจระหว่างคู่ค้าที่สำคัญของอาเซียน&amp;nbsp;
&amp;ldquo;การสรุปผลการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรืออาร์เซปตามแถลงการณ์ร่วมของผู้นำอาร์เซป เป็นการผนึกกำลังของกลุ่มประเทศซึ่งมี GDP รวมกัน 32% ของโลก มีประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของโลก และมีมูลค่าการค้ารวมกันสูงถึง 30% ของการค้าโลก โดยอาเซียนจะได้ประโยชน์จากการที่ประเทศคู่ค้าเปิดตลาดเพิ่มขึ้น&amp;rdquo;
ประการที่สาม อาเซียนได้ให้ความสำคัญและมุ่งมั่นที่จะร่วมมือในประเด็นด้านสังคมและวัฒนธรรม &amp;nbsp;อาทิ การต่อต้านขยะทะเล การรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการร่วมกันเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกหรือฟีฟ่าเวิลด์คัพในปี 2577 และและประการสุดท้าย ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการผนึกกำลังร่วมมือทั้งภายในอาเซียนและกับภาคีภายนอกของอาเซียนเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนในภูมิภาค โดยผู้นำอาเซียนได้รับรองเอกสารวิสัยทัศน์ว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืน เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการสานต่อความยั่งยืนในทุกมิติ &amp;nbsp;อีกทั้งเราได้จัดตั้งศูนย์อาเซียนเพื่อการศึกษาและการหารือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนที่กรุงเทพฯ เพื่อสนับสนุนงานในด้านนี้
&amp;ldquo;ผมมั่นใจว่าเวียดนามจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนต่อจากไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ เพื่อสานต่อฝันของอาเซียนในการร่วมมือร่วมใจให้เกิดสันติภาพ เสรีภาพ ความมั่นคง และความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้อาเซียนในปัจจุบัน และให้กับชนรุ่นหลังของเราสืบไป โดยขอฝากไว้ว่าการสร้างความยั่งยืนในอาเซียนต่อจากนี้จำเป็นต้องมี 3C คือ Continuity, Complementarity และ Creativity รวมทั้งขออวยพรให้เวียดนามและอาเซียนประสบความสำเร็จต่อไปในปีหน้า&amp;rdquo;
เมื่อเวลา 20.30 น. พล.อ.ประยุทธ์แถลงสรุปผลการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ว่าการประชุมสุดยอดอาเซียนเป็นบทสรุปของการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของไทย ภายใต้แนวคิดหลัก &amp;quot;ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน&amp;quot; โดยเน้นเรื่องความเป็นหุ้นส่วน เพื่อสานต่อผลลัพธ์จากการประชุมสุดยอดอาเชียน ครั้งที่ 34 เมื่อเดือน มิ.ย.ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ผู้นำจาก 18 ประเทศทั่วโลก พร้อมด้วยเลขาธิการสหประชาชาติและกรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้มาร่วมประชุม ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุมระดับผู้นำทั้ง 9 การประชุม ทั้งการประชุมระหว่างอาเซียนกันเองและกับประเทศคู่เจรจาที่สำคัญได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อินเดีย และสหประชาชาติ รวมทั้งมีการประชุมในกรอบอาเซียนบวกสาม การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก หรืออีเอเอส และการประชุมสุดยอด RCEP&amp;rdquo;&amp;nbsp;
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณผู้นำอาเซียนและภาคีภายนอกของอาเซียนที่ได้สนับสนุนไทยอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ขอบคุณพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนทุกฝายที่ช่วยสนับสนุนการจัดการประชุมและกิจกรรมภายใต้การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของไทย ขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่านที่ให้ความร่วมมือ ติดตาม และเผยแพร่ข่าวสารการประชุมและกิจกรรมต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนวาระของอาเซียนเหล่านี้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ขอให้คนไทยทุกคนภูมิใจว่า ปีนี้เราได้ช่วยวางรากฐานเพื่อนำไปสู่อาเซียนที่ยั่งยืนในทุกมิติ และมั่นใจว่าเวียดนามจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนต่อจากไทยได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ภายหลังการแถลงข่าว นายกฯ เดินลงจากโพเดียมและชูมือทำสัญลักษณ์ไอเลิฟยู พร้อมกล่าวว่า &amp;quot;รักทุกคน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ไทยเคลื่อนไหวในแดนบวกตลอดทั้งวัน ก่อนปิดที่ระดับ 1,622.25 จุด เพิ่มขึ้น 29.73 จุด หรือบวก 1.87% มูลค่าการซื้อขาย 64,499.36 ล้านบาท ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นแรงกว่าที่คาดกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่ต่างปรับตัวขึ้นกัน &amp;nbsp;โดยแรงซื้อมาจากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่มีสัญญาณที่ดี รวมทั้งประเด็นบวกจากการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยคาดว่าจะมีข้อสรุปการเจรจาทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ที่อาจมีดีลการค้าขนาดใหญ่เกิดขึ้น เนื่องจาก RCEP มีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็น 1 ใน 3 ของจีดีพีโลก.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49529</URL_LINK>
                <HASHTAG>ASEAN Outlook on Indo-Pacific, ASEAN Summit 2019, ทรัมป์, ประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา, ประชุมอาเซียน+3, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาเซียนซัมมิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191104/image_big_5dc0399864377.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49345</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลุกชูเอกลักษณ์ไทย เจ้าภาพ‘อาเซียนซัมมิต’/ตร.17,000นายดูแลเข้ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผู้นำอาเซียนทยอยเดินทางมาถึงไทยร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 แล้ว &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ปลุกคนไทยแสดงศักยภาพเจ้าบ้าน พร้อมโชว์เอกลักษณ์ไทย 3 อย่างที่โดดเด่น ทั้ง &amp;ldquo;ยิ้มสยาม-อาหาร-บ้านเมืองสวยงามที่มีพระมหากษัตริย์&amp;rdquo; เพจไทยคู่ฟ้าเปิดเมนูอาหาร 4 คอร์สรับผู้ร่วมประชุม สะท้อนทุกภูมิภาค &amp;ldquo;บิ๊กป้อม&amp;rdquo; ลั่นพร้อมเต็มที่การข่าวไม่มีสิ่งผิดปกติ ตำรวจระดม 17,000 นายรองรับ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน เริ่มมีความคึกคักมากขึ้นในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยผู้นำประเทศต่างๆ ได้ทยอยเดินทางมาถึงไทยแล้ว โดยเชคคาหลิด บิน อัลเหม็ด บิน โมฮัมหมัด อัล คอลิฟะห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน และคณะ เป็นผู้นำประเทศแรกที่เดินทางมาถึง ซึ่งบาห์เรนและไทยจะมีพิธีลงนามภาคยานุวัติสารสำหรับการเข้าเป็นอัครภาคีสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อขยายการค้าและการลงทุนเข้าสู่ประเทศในแถบอาเซียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผู้นำประเทศอาเซียนนั้น ตุน ดร.มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีแห่งมาเลเซียและคู่สมรส เดินทางถึงกรุงเทพฯ เป็นคณะแรก โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคู่สมรส เป็นผู้ให้การต้อนรับ ต่อมาที่ท่าอากาศยานทหาร 2 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ให้การต้อนรับนางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐของเมียนมา&amp;nbsp;
ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีบรูไน นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ จะเดินทางมาถึงภายในคืนวันที่ 1 พ.ย.นี้
ในเวลา 15.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวผ่านเพจไทยคู่ฟ้าในช่วง Government weekly EP.12 ช่วง PM Talk ซึ่งเป็นการพูดคุยระหว่างนายกฯ กับน้องเอเซีย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนราชินี และน้องวิน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ถึงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 โดยนายกฯ กล่าวว่า อยากให้ทุกคนภูมิใจที่เราจะได้แสดงศักยภาพให้ผู้นำประเทศต่างๆ ได้มาเห็นทั้งวิสัยทัศน์ การทำงาน และนโยบายรัฐบาล ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจร่วมกัน เพื่อเดินไปด้วยกันในอาเซียน รวมถึงต้องสร้างความตระหนักในประชาคมอาเซียน เพราะเราแก้ปัญหาตามลำพังไม่ได้ อย่างการค้าการลงทุน ต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน ขณะที่การประชุมครั้งนี้เน้นการประชุมสีเขียว เพื่อเป็นตัวอย่างในการรักษาสิ่งแวดล้อมที่เน้นใช้วัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;
โชว์ 3 เอกลักษณ์ไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สำหรับเอกลักษณ์ไทย 3 อย่างที่โดดเด่น และได้รับการชื่นชมจากนานาประเทศคือ ยิ้มสยาม ต้องเป็นยิ้มกว้างๆ ยิ้มแบบซื่อสัตย์ เพื่อให้เขาเชื่อมั่น รวมถึงเอกลักษณ์ด้านอาหารไทยและบ้านเมืองที่สวยงาม ขออย่าทำลายกันตรงนี้ พร้อมต้องรักษาระเบียบ ที่วันนี้ทำอย่างไรให้ผู้นำประเทศและตัวแทนได้เห็นแบบอย่างความเป็นเจ้าบ้านที่ดี และต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ให้ได้ จะได้รู้ว่าเราเป็นคนไทย ต่อสู้อย่างไรมา สมัยก่อน พระมหากษัตริย์ทรงทำอะไรไว้บ้าง เหล่านั้นเป็นความภาคภูมิใจ ที่เราจะต้องรักษา สานต่อ เราทำลายของเหล่านี้ไม่ได้ เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าเรามาจากไหน จะรักประเทศไทยได้อย่างไร ความภูมิใจก็จะไม่เกิด และต้องสนใจพัฒนาตัวเองไม่หยุดนิ่ง&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ทุกคนก็ต้องรู้ว่ารัฐบาลทำอะไรไปแล้วบ้าง เพื่อประโยชน์ของพวกเราทุกคน บางทีไม่รู้ บางทีไม่สนใจ ซึ่งรัฐบาลต้องพยายามเพิ่มขึ้นให้มาก เพื่อสร้างการเรียนรู้ และเราคือคนไทยด้วยกัน จะต้องรักประเทศไทย รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และรักประชาชน จะทิ้งใครไว้ข้างหลังไม่ได้ ต้องเข้มแข็งไปด้วยกัน&amp;rdquo; นายกฯ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ เพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้าได้เผยแพร่เมนูอาหารในงานกาลาดินเนอร์สำหรับผู้นำที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 ซึ่งเชฟชุมพล แจ้งไพร รังสรรค์เมนูจากวัตถุดิบภายในประเทศอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาคของไทย มีทั้งสิ้น 4 คอร์ส ประกอบด้วย 1.เรียกรส เสิร์ฟเมนูหมี่กรอบ กระทงทอง ไก่เบตงย่างกอและ ทอดมันปลากรายปากน้ำโพ ผัดไทย ยำทวายโบราณไก่บ้าน ผักออร์แกนิก 9 อย่างจาก จ.เชียงใหม่ ในถ้วยชามสังคโลก 2.รุ่มรส เสิร์ฟเมนูยำกุ้งแม่น้ำเจ้าพระยา ในเครื่องเบญจรงค์ลายเทพพนมของอยุธยา 3.ร่ำรส เสิร์ฟเมนูปลากะพงย่างซอสกับหน่อไม้ฝรั่งจาก อ.ดอนตูม จ.นครปฐม คู่กับข้าวไทย 4 ชนิด 4 สี จาก 4 ภาค แกงเขียวหวานเนื้อคารูบิของโคราชวากิว หลนปูบางตะบูน จ.สมุทรสงคราม แนมกับไข่เค็มไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ปลาช่อนสิงห์บุรีแดดเดียวพร้อมผัก ในเครื่องเบญจรงค์ลายก้านขดน้ำทอง และ 4.รื่นรส เสิร์ฟเมนูของหวานโดยใช้กะทิจากเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยผลไม้ไทย และขนมไทยโบราณหลายชนิด ในเครื่องเบญจรงค์ลายจักรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยในการประชุมนั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ย้ำว่าไทยมีความพร้อมเต็มที่ ไม่มีอะไรน่าห่วง และไม่มีการข่าวพบสิ่งผิดปกติใดๆ &amp;nbsp;
พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวในเรื่องนี้ว่า ได้ใช้กำลังพลกว่า 17,000 นาย ในการดูแล &amp;nbsp;มีความพร้อมทุกด้าน โดยมีการประชุมซักซ้อมแผนเผชิญเหตุเสมือนจริงในสถานการณ์ต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยมี พล.ต.อ.สุวัตน์ แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) &amp;nbsp;และ พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) เป็นผู้รับผิดชอบหลัก โดยใช้ศูนย์ปฏิบัติการ สตช.เป็นศูนย์กลางติดตามสถานการณ์ด้านการข่าวตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งยังไม่พบสิ่งบอกเหตุผิดปกติแต่อย่างใด&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ได้ย้ำให้ตำรวจทุกหน่วยคุมเข้มตั้งแต่การตรวจคัดกรองบุคคลเดินทางเข้า-ออกประเทศในช่วงการประชุม ไปจนถึงการจัดกำลังและขบวนรถดูแลความปลอดภัยผู้นำประเทศที่จะเข้าร่วมประชุม เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด หรือการเคลื่อนไหวที่ทำลายบรรยากาศของการประชุมอย่างเด็ดขาด&amp;rdquo; พ.ต.อ.กฤษณะระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษก ตร.เผยอีกว่า ผู้แทนจากประเทศต่างๆ เริ่มทยอยเดินทางเข้าประเทศแล้ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจราจรในหลายเส้นทาง โดยเฉพาะช่วงการประชุม ซึ่งกองบังคับการตำรวจจราจร ได้แจ้งประชาสัมพันธ์ แนะนำการใช้เส้นทาง โดยเฉพาะทางด่วน และช่วงเวลาที่อาจได้รับผลกระทบ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเส้นทางได้ทางสายด่วน 1197 หรือ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง
สำหรับความพร้อมภายในศูนย์ประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ได้เปิดศูนย์สื่อมวลชนภายในอาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยสื่อหลายสำนักทั้งไทยและต่างชาติทยอยมาติดตามทำข่าวการประชุม โดยมาตรการรักษาความปลอดภัยโดยรอบพื้นที่จัดการประชุมเป็นไปอย่างเข้มงวด รถยนต์และบุคคลที่จะผ่านเข้า-ออกต้องลงทะเบียนและมีบัตรแสดงตัวตนชัดเจน รวมถึงตรวจวัตถุต้องสงสัย
ไทย-บาห์เรนชื่นมื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า เชคคาหลิด บิน อาเหม็ด บิน โมฮัมเหม็ด อัล คอลิฟะห์ รมต.การต่างประเทศบาห์เรน เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งนายกฯ กล่าวต้อนรับ และชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับบาห์เรนที่มีความใกล้ชิดและครอบคลุมในทุกระดับ ทั้งระดับรัฐบาล ภาคเอกชน หรือประชาชน และขอฝากความระลึกถึง ถวายสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน นายกฯ บาห์เรน และมกุฎราชกุมารแห่งบาห์เรน ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อบาห์เรนในฐานะมิตรประเทศที่สำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลางและโลกมุสลิม พร้อมมุ่งมั่นที่จะผลักดันความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกันให้ครอบคลุมและเกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น ตลอดจนยินดีที่บาห์เรนได้เข้าเป็นอัครภาคีของสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) ในช่วงที่ไทยเป็นประธานอาเซียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.กต.ได้ขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่สละเวลาให้เข้าพบ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน นายกฯ บาห์เรน และมกุฎราชกุมารแห่งบาห์เรน ได้ฝากความปรารถนาดีมายังนายกฯ เช่นกัน ขอบคุณที่ไทยเชิญให้บาห์เรนเข้าเป็นอัครภาคีของสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมยืนยันบาห์เรนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับไทยในทุกระดับ ประสงค์ให้ไทยเป็นประตูสำคัญสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งทางด้านการค้าและการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการเมืองกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ รองหัวหน้าพรรค พท. กล่าวว่า ในโอกาสที่ไทยจัดประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ควรแสดงภาวะความเป็นผู้นำให้สหรัฐและประเทศต่างๆ ในโลกได้เห็นศักยภาพของไทยและภูมิภาคอาเซียน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 4 พ.ย. ที่สหรัฐอเมริกาจะประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐ ที่จะเป็นโอกาสดีที่สหรัฐจะได้รับรู้เจตนารมณ์ของคนไทยเกือบ 70 ล้านคน เพื่อนำไปสู่การทบทวนและคืนสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ให้ไทย&amp;nbsp;
&amp;ldquo;รัฐบาลไทยโดยกระทรวงแรงงานต้องอธิบายแจกแจงสภาพความเป็นจริง ว่าแรงงานต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยมีสิทธิเสรีภาพต่างๆ อย่างไรบ้าง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างไร การที่แรงงานเหล่านี้ไม่ได้ตั้งสหภาพแรงงานก็ไม่เกิดผลกระทบหรือไม่เสียสิทธิประโยชน์ขัดต่อมาตรฐานแรงงานในระดับสากลอย่างไรบ้าง แรงงานต่างด้าวต่างพึงพอใจอย่างไรที่ได้ทำงานในไทย เมื่อสภาพความเป็นจริงถูกเผยแพร่ออกไป ก็น่าจะเป็นความชอบธรรมที่ไทยไม่ควรจะถูกสหรัฐตัดจีเอสพี เพราะการตัดจีเอสพีจะทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกสินค้าของไทยได้รับความเดือดร้อน และการตัดจีเอสพีไทยจะมีผลเสียกับสหรัฐมากกว่าผลดี&amp;rdquo; นางลดาวัลลิ์ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49345</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที 35, ชูเอกลักษณ์ไทย, ยิ้มสยาม-อาหาร-บ้านเมืองสวยงามที่มีพระมหากษัตริย์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาเซียนซัมมิต, เจ้าภาพอาเซียนซัมมิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191101/image_big_5dbc4077b8399.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2018 21:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2018 21:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองประธานาธิบดีสหรัฐไล่เบี้ย &#039;ซูจี&#039; กรณีโรฮีนจา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ แห่งสหรัฐ ผสมโรงกดดันนางอองซาน ซูจี ระบุขณะพบกันนอกรอบที่สิงคโปร์เมื่อวันพุธว่า ความรุนแรงที่กองทัพเมียนมากระทำต่อชาวโรฮีนจานั้น&amp;nbsp; &amp;quot;ไม่มีข้อแก้ตัว&amp;quot; และสหรัฐอยากเห็นความคืบหน้าในการลงโทษผู้กระทำผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ จับมือนางอองซาน ซูจี ระหว่างการประชุมทวิภาคีนอกรอบการประชุมอาเซียนซัมมิตที่สิงคโปร์ เมื่อวันพุธ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันก่อนหน้านี้ นางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลพลเรือนเมียนมาโดยพฤตินัย เพิ่งโดนองค์กรแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลประกาศริบรางวัล &amp;quot;ทูตแห่งมโนธรรมสำนึก&amp;quot; ที่เป็นรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดขององค์กรนี้ โดยอ้างเหตุผลที่นางเพิกเฉยต่อชะตากรรมของชาวมุสลิมโรฮีนจา แล้วจากนั้นนางยังโดนนายกฯ มหาเธร์ โมฮัมหมัด แห่งมาเลเซีย วิจารณ์ว่านางซูจีกำลังพยายามปกป้องสิ่งที่ไม่สามารถแก้ต่างได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า รองประธานาธิบดีเพนซ์และนางซูจีได้พบปะทวิภาคีนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-แปซิฟิกที่สิงคโปร์เมื่อวันพุธที่ 14 พฤศจิกายน 2561 ทันทีที่นั่งลงสนทนากัน เพนซ์ได้กล่าวต่อหน้านางซูจี ประณาม &amp;quot;ความรุนแรงและการประหัตประหาร&amp;quot; ชาวโรฮีนจาว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีข้อแก้ตัว จากนั้นเพนซ์ได้ท้าทายผู้นำเมียนมาวัย 73 ปีว่า เขาร้อนใจอยากได้ยินความคืบหน้าเกี่ยวกับการลงโทษผู้กระทำผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์รุนแรงในรัฐยะไข่เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วผลักดันชาวมุสลิมโรฮีนจากกว่า 700,000&amp;nbsp; คนอพยพข้ามชายแดนเข้าไปลี้ภัยในบังกลาเทศ พร้อมกับคำบอกเล่าถึงการกระทำทารุณโหดร้ายโดยกองทัพเมียนมา ทั้งการเข่นฆ่า ข่มขืน รุมโทรม และวางเพลิงทำลายหมู่บ้านชาวโรฮีนจา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายนนี้ หลังจากล่าช้ามานานและถูกวิจารณ์อย่างหนัก กระบวนการส่งตัวชาวโรฮีนจากลับคืนถิ่นตามข้อตกลงที่เมียนมาลงนามกับบังกลาเทศเมื่อปีที่แล้ว จะเริ่มเดินหน้าด้วยการส่งตัวกลับชุดแรกราว 2,000 คน ถึงแม้จะมีคำเตือนเรื่องความปลอดภัยของชนกลุ่มน้อยเหล่านี้หากพวกเขาถูกบังคับให้กลับเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ มหาเธร์ โมฮัมหมัด แห่งมาเลเซีย ยืนข้างนางอองซาน ซูจี ระหว่างการถ่ายภาพหมู่ผู้นำก่อนการประชุมอาเซียน-จีนซัมมิตที่สิงคโปร์ เมื่อวันพุธ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากประเด็นโรฮีนจา เพนซ์ยังได้กล่าวถึงกรณีนักข่าวรอยเตอร์ 2 คนที่โดนตัดสินจำคุก 7 ปีฐานทำผิดกฎหมายความลับทางราชการ หลังจากพวกเขาทำรายงานขุดคุ้ยการฆ่าหมู่ชายชาวโรฮีนจา 10 คนระหว่างปฏิบัติการปราบปรามของกองทัพที่รัฐยะไข่เมื่อปีที่แล้ว เพนซ์กล่าวว่าคดีของนักข่าวสร้างความไม่สบายใจอย่างยิ่ง และสหรัฐให้ความสำคัญกับเสรีภาพและอิสรภาพของสื่อเป็นลำดับสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางซูจีปฏิเสธเสียงวิจารณ์ของรองประธานาธิบดีสหรัฐ โดยกล่าวว่าแน่นอนว่าแต่ละคนต่างมีมุมมองที่แตกต่างกันไป แต่ประเด็นก็คือควรมีการแลกเปลี่ยนทัศนะกันและพยายามเข้าใจอีกฝ่ายให้มากขึ้น แง่หนึ่งนั้นพวกตนย่อมมีความเข้าใจประเทศของเราดีกว่าคนชาติอื่น และตนมั่นใจว่าเพนซ์ก็จะพูดในแบบเดียวกันว่าเขาเข้าใจประเทศของเขาดีกว่าคนชาติอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีนักข่าวรอยเตอร์ซึ่งรัฐบาลเมียนมามีอำนาจที่จะถอนฟ้อง ซูจีเคยกล่าวถึงเรื่องนี้โดยตรงเพียงครั้งเดียวเมื่อเดือนกันยายนว่า ทั้งคู่โดนจำคุกตามกระบวนการทางกฎหมายที่ยุติธรรม พวกเขาไม่ได้โดนจำคุกเพราะเป็นนักข่าว แต่เพราะศาลตัดสินว่าพวกเขาทำผิดกฎหมายความลับทางราชการ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21998</URL_LINK>
                <HASHTAG>รองประธานาธิบดีสหรัฐ, อองซาน ซูจี, อาเซียนซัมมิต, เมียนมา, โรฮีนจา, ไมค์ เพนซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181114/image_big_5bec3576e1265.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2018 20:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2018 20:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อาเซียนซัมมิตหารือวิกฤติโรฮิงญา-ทะเลจีนใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;อาเซียนและออสเตรเลียเห็นพ้องเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง พร้อมย้ำความสำคัญของการแก้ปัญหาพิพาททะเลจีนใต้โดยไม่ใช้การทหาร ขณะวิกฤติอัน &amp;quot;ซับซ้อน&amp;quot; เรื่องโรฮิงญาเป็นประเด็นร้อน &amp;quot;อองซาน ซูจี&amp;quot; โดนผู้นำมาเลย์กดดัน แต่ที่ประชุมไม่ถึงขั้นประณาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: right;&quot;&gt;มัลคอล์ม เทิร์นบูล นายกฯ ออสเตรเลีย (ขวา) และ ลี เซียนลุง นายกฯ สิงคโปร์ แถลงข่าวปิดการประชุมอาเซียนซัมมิต ที่ซิดนีย์ เมื่อวันอาทิตย์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซิดนีย์ / เอเอฟพีรายงานว่า ผู้นำจาก 10 ชาติสมาชิกอาเซียนมาร่วมประชุมอาเซียนซัมมิตสมัยพิเศษ ที่นครซิดนีย์ของออสเตรเลีย ประเทศคู่เจรจากับอาเซียนมานับแต่ปี 2517
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์วันสุดท้ายของการประชุมนาน 3 วันเมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม 2561 ผู้นำอาเซียนและออสเตรเลียได้แสดงความเห็นชอบร่วมกันว่าจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อจัดการกับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นของลัทธิคตินิยมความรุนแรงสุดโต่งและการทำให้เกิดแนวความคิดหัวรุนแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ยังกล่าวถึงความแน่วแน่ในการปกป้องสิทธิมนุษยชนของผู้คนในประเทศต่างๆ ของชาติสมาชิก แต่กลับไม่มีการกล่าวประณามการปฏิบัติของพม่าต่อชาวมุสลิมโรฮิงญา ซึ่งอพยพหนีความรุนแรงในรัฐยะไข่เข้าสู่บังกลาเทศแล้วเกือบ 700,000 คน นับแต่กองกำลังความมั่นคงพม่าเปิดปฏิบัติการกวาดล้างเมื่อ 6 เดือนก่อน ที่องค์การสหประชาชาติระบุว่าเป็น &amp;quot;การล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; แต่นางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลพม่าโดยพฤตินัย ปฏิเสธคำกล่าวหานี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มัลคอล์ม เทิร์นบูล นายกฯ ออสเตรเลีย กล่าวระหว่างการแถลงข่าวปิดการประชุมว่า ที่ประชุมหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในรัฐยะไข่กันค่อนข้างนานในวันนี้ นางอองซาน ซูจี ปราศรัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างครอบครอบคลุมและยาวนานพอสมควร เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ซับซ้อนมาก ทุกคนพยายามหาทางยุติความทุกข์ทรมานเกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ลี เซียนลุง ของสิงคโปร์ ในฐานะประธานอาเซียนวาระปัจจุบัน กล่าวว่า วิกฤตินี้เป็นเรื่องที่ทุกประเทศในอาเซียนมีความห่วงกังวล กระนั้น อาเซียนก็ไม่สามารถแทรกแซงเพื่อบังคับให้บังเกิดผลลัพธ์ใดได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ นาจิบ ราซัค ของมาเลเซียได้โยงการหลั่งไหลของชาวโรฮิงญาไร้ที่อยู่ด้วยว่า มีโอกาสเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงครั้งใหม่ เนื่องจากคนจนตรอกสามารถถูกชักจูงให้มีความคิดหัวรุนแรงได้ง่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้นำในภูมิภาคนี้ห่วงกังวล ออสเตรเลียและอาเซียนกล่าวในแถลงการณ์ ย้ำถึง &amp;quot;ความสำคัญของการรักษาและส่งเสริมสันติภาพ, เสถียรภาพ, ความมั่นคงปลอดภัยในการเดินเรือ, เสรีภาพในการเดินเรือและการบินในภูมิภาคนี้&amp;quot; โดยไม่ได้เอ่ยถึงจีน ซึ่งยังคงเดินหน้าพัฒนาเกาะเทียมภายในหมู่เกาะพิพาท ที่สามารถติดตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นสิทธิมนุษยชนเป็นหัวใจหลักที่ดึงดูดการชุมนุมประท้วงระหว่างการประชุมที่ซิดนีย์ โดยมีผู้ประท้วงหลายพันคนรวมตัวกันประณามนางซูจี, นายกฯ ฮุน เซน ของกัมพูชา และนายกฯ เหงียน ซวน ฟุก ของเวียดนาม ที่ปราบปรามฝ่ายต่อต้านในประเทศ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5270</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซิดนีย์, ทะเลจีนใต้, มัลคอล์ม เทิร์นบูล, ลี เซียนลุง, อองซาน ซูจี, ออสเตรเลีย, อาเซียนซัมมิต, โรฮิงญา, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180318/image_big_5aae68dd4f2da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
