<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>54169</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2020 13:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2020 13:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คาดสรรหาผู้ว่ารฟท.กระบวนการเสร็จสิ้นเดือนม.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ม.ค. 2563 นายอำนวย ปรีมนวงศ์ กรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในฐานประธานกรรมการสรรหาผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย​ เปิดเผยว่า​ สำหรับความคืบหน้าในการสรรหาผู้ว่า​รฟท.คนใหม่​ หลังจากปิดรับสมัคร ไปเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมาโดยพบว่ามีผู้สนใจลงสมัครสรรหา 4 รายแบ่งเป็นคนนอก 2 รายและคนใน ที่ดำรงตำแหน่งระดับรองผู้ว่า 2 ราย

อย่างไรก็ตามโดยกระบวนการสรรหาที่กรรมการจะดำเนินการหลังจากนี้​ จะดำเนินการตรวจสอบเอกสาร​ และคุณสมบัติ​ ก่อนที่จะมีการเปิดให้ผู้สมัครทั้ง 4 ราย​ แสดงวิสัยทัศน์ และสัมภาษณ์เป็นครั้งสุดท้าย​ โดยมั่นใจว่ากำหนดการ ทั้งสองส่วนจะแล้วเสร็จภายในปลายเดือนมกราคมนี้​ หลังจากนั้นกรรมการสรรหาจะนำเสนอ​ ผลของคะแนนให้คณะกรรมการ​ หรือ​บอร์ด​ รฟท.ชุดใหญ่​ ที่มีนายจิรุตม์​ วิศาลจิตร​&amp;nbsp; เป็นประธาน​ พิจารณาอนุมัติ​ต่อไป​ ถ้าบอร์ด​รฟท.เห็นชอบ​ ก็จะมีการนำรายชื่อเสนอให้กระทรวงคมนาคม​รับทราบ​&amp;nbsp; เพื่อนำรายชื่อผู้ว่า​ รฟท.คนใหม่​ เข้าขออนุมัติจาก​ ครม.ซึ่งคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2563

ด้านนายจิรุตม์​ วิศาลจิตร​ อธิบดีกรมการขนส่งทางบกในฐานะประธานบอร์ด​ รฟท.กล่าวว่า​ เบื้องต้นว่าคณะกรรมการสรรหาจะรายงานผล ให้บอร์ดรฟท.​พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้​&amp;nbsp; รวมทั้งทราบแล้วว่า การสรรหาครั้งนี้มีผู้สนใจร่วมสมัครรวม 4 ราย โดยมีทั้ง คนภายนอกองค์กร​ และภายในองค์กร​ ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่า มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน​ เช่น​ คนภายในก็จะรู้งานและวัฒนธรรมขององค์กรขณะที่คนนอก หากได้รับตำแหน่งก็จะมีส่วนสำคัญที่นำความรู้ใหม่ๆเข้ามาสู่การรถไฟ&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดมั่นใจว่าคณะกรรมการสรรหาฯ​&amp;nbsp; จะนำเสนอชื่อผู้ที่มีความเหมาะสม ตามกระบวนการสรรหาครั้งนี้

สำหรับประเด็นที่มีกระแสข่าว​ ระบุว่ามีใบสั่งการเมือง กำหนดชื่อผู้จะได้รับตำแหน่งผู้ว่าการ​รฟท.คนใหม่ไว้แล้ว​ ประเด็นดังกล่าวนายจิรุตม์ กล่าวยืนยันว่ากระบวนการสรรหาเป็นไปด้วยความ โปร่งใสและตนไม่เคยได้รับใบสั่ง ในลักษณะดังกล่าวแน่นอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า​&amp;nbsp; สำหรับรายชื่อผู้สมัครเข้ารับการสรรหาตำแหน่งผู้ว่าการ รฟท.&amp;nbsp; มีผู้ยื่นใบสมัครจำนวน 4 คน ได้แก่ 1. นายศิริพงศ์ พฤทธิพันธุ์ รองผู้ว่าการ รฟท.( กลุ่มธุรกิจการซ่อมบำรุงรถจักรและล้อเลื่อน ) 2. นายจเร รุ่งฐานีย รองผู้ว่าการ รฟท. (กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ) 3. นายนิรุฒ มณีพันธ์ อดีต รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่​ สายพัฒนาทรัพยากรบุคคลและกำกับกิจกรรมองค์กร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) 4. นายพีรกันต์ แก้ววงศ์วัฒนา อดีต กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิ้งก์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54169</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), อำนวย ปรีมนวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181016/image_big_5bc55604c1676.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51293</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2019 22:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/11/2019 06:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟท.เปิดรับสมัครสรรหาผู้ว่าฯ28 พ.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ย.62-นายอำนวย ปรีมนวงศ์ กรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ในฐานประธานกรรมการสรรหาผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการการถไฟฯ ได้เห็นชอบให้มีการออกประกาศรับสมัครบุคคลผู้เข้ารับการสรรหาตำแหน่งผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. โดยเริ่มเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย.62 ไปจนถึงวันที่ 27 ธ.ค.62 เพื่อต้องการสรรหาผู้ว่าการการรถไฟฯ ตัวจริงเข้ามารับตำแหน่งให้เร็วที่สุด ตามนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังจากมีการว่างเว้นมานาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขั้นตอนกระบวนการสรรหาช่วงหลังจากนี้ จะใช้เวลาเปิดรับสมัครประมาณ 1 เดือน เพื่อต้องการเปิดกว้างให้บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาสมัครให้มากที่สุด หลังจากนั้นจะมีการตรวจสอบคุณสมบัติอีกประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งผู้สมัครจะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กำหนดไว้ เช่น เป็นบุคคลที่เคยบริหารองค์กรขนาดใหญ่ เป็นบุคคลที่ไม่เคยเป็นผู้ล้มละลาย และเมื่อตรวจสอบคุณสมบัติเสร็จ จากนั้นจะมีการเปิดให้เข้ามาแสดงวิสัยทัศน์คัดเลือก&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการพิจารณาวิสัยทัศน์ผู้เข้าสมัครตำแหน่างผู้ว่าการ รฟท.คณะกรรมการสรรหาฯจะให้ความสำคัญหลักใน 3 ด้าน ได้แก่ 1 เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขนส่งขนาดใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะระบบขนส่งทางราง 2.เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านบริหารการเงิน และ 3. เป็นผู้มีความสามารถในการบริหารจัดการองค์กร เนื่องจากการรถไฟฯ เป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่จำเป็นต้องพิจารณาความสามารถด้านนี้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตามปกติขั้นตอนกระบวนการสรรหาผู้บริหารรัฐวิสาหกิจจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน แต่ในส่วนของการสรรหาผู้ว่าการรถไฟฯ จะต้องการทำให้เร็วกว่านั้น หากจบได้ภายใน 2 เดือนก็ยิ่งดี แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับจำนวนผู้สมัครด้วย หากมีผู้สมัครมากอาจต้องใช้เวลาพิจารณานานหน่อย&amp;rdquo;นายอำนวย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนเรื่องที่มีข้อกังวลว่ากระบวนการสรรหาผู้ว่าการ รฟท.จะเดินหน้าได้หรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ยังมีคำสั่งมาตรา 44 แต่งตั้งให้นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการ รฟท.เป็นรักษาการผู้ว่าการ รฟท.อยู่ นายอำนวยกล่าวว่า ยืนยันว่ากระบวนสรรหาผู้ว่าการการรถไฟฯ สามารถทำได้ เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการทำหนังสือสอบถามไปยัง ครม. แล้ว และได้รับการยืนยันว่าการสามารถเดินหน้าสรรหาต่อได้ทันที &amp;nbsp;จึงไม่มีปัญหาอะไร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51293</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอร์ด รฟท., สรรหาผู้ว่า รฟท., อำนวย ปรีมนวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181123/image_big_5bf80154de231.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43330</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2019 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2019 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธนารักษ์แก้ปัญหาบุกรุกที่ราชพัสดุลุยให้เช่าตรว.ละ 1 สลึง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค. 2562 นายอำนวย ปรีมนวงศ์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์กำลังเร่งดำเนินการแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้กับประชาชน และผู้มีรายได้น้อยตามนโยบายเร่งด่วน 3 เดือนของ นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง โดยขณะนี้ได้เริ่มทำโครงการธนารักษ์ประชารัฐ จัดทำสัญญาเช่าที่ราชพัสดุแจกให้ประชาชนที่เคยบุกรุกได้มีสิทธิเช่ามีที่ราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัย และทำการเกษตรอย่างถูกกฎหมาย โดยคิดค่าเช่าราคาต่ำตามราคาประเมิน โดยค่าเช่าที่อยู่อาศัยมีราคาเริ่มต้นตารางวา 0.25 บาทต่อเดือน และค่าเช่าเพื่อการเกษตรเริ่มต้นไร่ละ 200 บาทต่อปี ต่อสัญญาทุกๆ 3 ปี

&amp;ldquo;เบื้องต้นในการสำรวจเมื่อปีที่แล้วมีผู้บุกรุกที่ราชพัสดุกว่า 139,184 ราย เป็นพื้นที่ 1.36 ล้านไร่ ในจำนวนนี้มีการเปิดให้โต้แย่งก่อน หากมีหลักฐานการอยู่อาศัยก่อนกฎหมายปี 2546 ภาครัฐก็จะแจกโฉนดให้ซึ่งมีผู้ได้รับแล้ว 12,188 ราย แต่หากไม่มีหลักฐานโต้แย้งเพียงพอ หรือยอมรับในการบุกรุกที่ กรมฯก็จะมีการจัดทำสัญญาเช่าที่ราชพัสดุให้ ซึ่งมีผู้เข้าข่ายมากกว่า 8.6 หมื่นราย โดยกรมตั้งเป้าหมายว่าภายใน 5 ปี กรมฯจะช่วยแก้ปัญหาที่ทำกินให้บุกรุกได้มีสัญญาเช่าอย่างถูกกฎหมายได้ 80% หรือมากกว่า 5-6หมื่นราย และหลังจากนี้จะมีการทยอยแจกเพิ่มเติมอีกหลายจังหวัด เช่น กาฬสินธุ์&amp;rdquo; นายอำนวย กล่าว

ล่าสุด กรมฯ ได้นำร่องโครงการธนารักษ์ประชารัฐ แจกสัญญาเช่าที่ราชพัสดุให้ชาวบ้านจังหวัดอุดรธานี ในอำเภอศรีธาตุ และอำเภอวังสีหมอกแล้วเป็นจังหวัดแรก โดยมีเป้าหมายจำนวน 535 ราย เนื้อที่ 986 ไร่ โดยการจัดให้เช่าที่ทำกินจะช่วยแก้ปัญหาการเหลื่อมล้ำได้มาก ที่สำคัญผู้เช่ายังสามารถนำสัญญาเช่าไปใช้ประกอบการการกู้เงินมาลงทุนปลูกบ้าน หรือทำการเกษตรกรได้ด้วย

นายอำนวย กล่าวว่า กรมฯยังเตรียมเสนอมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ที่มีรายชื่อการเช่าที่ราชพัสดุกับกรมฯจำนวนเกือบ 2.6 หมื่นราย ให้ได้รับการยกเว้นค่าเช่าฟรี หรือช่วยเหลือค่าเช่าที่ค้างชำระให้ โดยปัจจุบันมีคนจนที่ทำสัญญาเช่าที่ราชพัสดุกับกรม 26,951 ราย และในจำนวนนี้มีผู้ค้างชำระค่าเช่าที่ราชพัสดุกับกรมจำนวน 2,457 ราย

&amp;ldquo;มาตรการที่คาดว่าจะเสนอให้ทำ คือ การยกเว้นค่าเช่า และยกเว้นค่าเช่าค้าง แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งอยู่ในช่วงการหารือ จากทั้งกรมบัญชีกลางและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังต้องคำนึงให้รอบคอบเป็นกับธรรมทุกฝ่าย เพราะต้องมีมาตรการสำหรับผู้เช่าสำหรับผู้เช่าที่ตรงเวลาด้วย คาดอาจจะมีความชัดเจนไม่เกินสิ้นปี 2562&amp;rdquo; นายอำนวย กล่าว

ส่วนความคืบหน้าโครงการบ้านคนไทยประชารัฐบนที่ราชพัสดุระยะแรก ขณะนี้ได้มีเปิดให้จองในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เชียงใหม่ และ เชียงราย ขณะนี้มีการก่อสร้างในพื้นที่ประจวบคีรีขันธ์แล้ว ส่วนในพื้นที่อื่นๆ ยังติดปัญหาเรื่องการออกแบบ และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ รวมถึงปัญหาการปล่อยกู้แก่ผู้จองสิทธิ์ นอกจากนี้กรมฯ จะเดินหน้าสำรวจพื้นที่เพื่อทำโครงการบ้านคนไทยประชารัฐฯ ในระยะที่ 2 ต่อ โดยเน้นที่ดินที่เป็นที่ต้องการของประชาชน เช่น กรุงเทพฯ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43330</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมธนารักษ์, คดีบุกรุกที่ราชพัสดุ, อำนวย ปรีมนวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181123/image_big_5bf80154de231.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43328</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธนารักษ์แก้ปัญหาบุกรุกที่ราชพัสดุลุยให้เช่าตรว.ละ 1 สลึง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค. 2562 นายอำนวย ปรีมนวงศ์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์กำลังเร่งดำเนินการแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้กับประชาชน และผู้มีรายได้น้อยตามนโยบายเร่งด่วน 3 เดือนของ นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง โดยขณะนี้ได้เริ่มทำโครงการธนารักษ์ประชารัฐ จัดทำสัญญาเช่าที่ราชพัสดุแจกให้ประชาชนที่เคยบุกรุกได้มีสิทธิเช่ามีที่ราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัย และทำการเกษตรอย่างถูกกฎหมาย โดยคิดค่าเช่าราคาต่ำตามราคาประเมิน โดยค่าเช่าที่อยู่อาศัยมีราคาเริ่มต้นตารางวา 0.25 บาทต่อเดือน และค่าเช่าเพื่อการเกษตรเริ่มต้นไร่ละ 200 บาทต่อปี ต่อสัญญาทุกๆ 3 ปี

&amp;ldquo;เบื้องต้นในการสำรวจเมื่อปีที่แล้วมีผู้บุกรุกที่ราชพัสดุกว่า 139,184 ราย เป็นพื้นที่ 1.36 ล้านไร่ ในจำนวนนี้มีการเปิดให้โต้แย่งก่อน หากมีหลักฐานการอยู่อาศัยก่อนกฎหมายปี 2546 ภาครัฐก็จะแจกโฉนดให้ซึ่งมีผู้ได้รับแล้ว 12,188 ราย แต่หากไม่มีหลักฐานโต้แย้งเพียงพอ หรือยอมรับในการบุกรุกที่ กรมฯก็จะมีการจัดทำสัญญาเช่าที่ราชพัสดุให้ ซึ่งมีผู้เข้าข่ายมากกว่า 8.6 หมื่นราย โดยกรมตั้งเป้าหมายว่าภายใน 5 ปี กรมฯจะช่วยแก้ปัญหาที่ทำกินให้บุกรุกได้มีสัญญาเช่าอย่างถูกกฎหมายได้ 80% หรือมากกว่า 5-6หมื่นราย และหลังจากนี้จะมีการทยอยแจกเพิ่มเติมอีกหลายจังหวัด เช่น กาฬสินธุ์&amp;rdquo; นายอำนวย กล่าว

ล่าสุด กรมฯ ได้นำร่องโครงการธนารักษ์ประชารัฐ แจกสัญญาเช่าที่ราชพัสดุให้ชาวบ้านจังหวัดอุดรธานี ในอำเภอศรีธาตุ และอำเภอวังสีหมอกแล้วเป็นจังหวัดแรก โดยมีเป้าหมายจำนวน 535 ราย เนื้อที่ 986 ไร่ โดยการจัดให้เช่าที่ทำกินจะช่วยแก้ปัญหาการเหลื่อมล้ำได้มาก ที่สำคัญผู้เช่ายังสามารถนำสัญญาเช่าไปใช้ประกอบการการกู้เงินมาลงทุนปลูกบ้าน หรือทำการเกษตรกรได้ด้วย

นายอำนวย กล่าวว่า กรมฯยังเตรียมเสนอมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ที่มีรายชื่อการเช่าที่ราชพัสดุกับกรมฯจำนวนเกือบ 2.6 หมื่นราย ให้ได้รับการยกเว้นค่าเช่าฟรี หรือช่วยเหลือค่าเช่าที่ค้างชำระให้ โดยปัจจุบันมีคนจนที่ทำสัญญาเช่าที่ราชพัสดุกับกรม 26,951 ราย และในจำนวนนี้มีผู้ค้างชำระค่าเช่าที่ราชพัสดุกับกรมจำนวน 2,457 ราย

&amp;ldquo;มาตรการที่คาดว่าจะเสนอให้ทำ คือ การยกเว้นค่าเช่า และยกเว้นค่าเช่าค้าง แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งอยู่ในช่วงการหารือ จากทั้งกรมบัญชีกลางและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังต้องคำนึงให้รอบคอบเป็นกับธรรมทุกฝ่าย เพราะต้องมีมาตรการสำหรับผู้เช่าสำหรับผู้เช่าที่ตรงเวลาด้วย คาดอาจจะมีความชัดเจนไม่เกินสิ้นปี 2562&amp;rdquo; นายอำนวย กล่าว

ส่วนความคืบหน้าโครงการบ้านคนไทยประชารัฐบนที่ราชพัสดุระยะแรก ขณะนี้ได้มีเปิดให้จองในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เชียงใหม่ และ เชียงราย ขณะนี้มีการก่อสร้างในพื้นที่ประจวบคีรีขันธ์แล้ว ส่วนในพื้นที่อื่นๆ ยังติดปัญหาเรื่องการออกแบบ และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ รวมถึงปัญหาการปล่อยกู้แก่ผู้จองสิทธิ์ นอกจากนี้กรมฯ จะเดินหน้าสำรวจพื้นที่เพื่อทำโครงการบ้านคนไทยประชารัฐฯ ในระยะที่ 2 ต่อ โดยเน้นที่ดินที่เป็นที่ต้องการของประชาชน เช่น กรุงเทพฯ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43328</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมธนารักษ์, คดีบุกรุกที่ราชพัสดุ, อำนวย ปรีมนวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181123/image_big_5bf80154de231.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43298</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ให้เช่าบ้านผีสิง เพื่อทำโรงแรม รับลูกค้าเฉพาะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ธนารักษ์&amp;rdquo; ปิ๊งไอเดียดึงเอกชนพัฒนาเชิงพาณิชย์บ้านโบราณศิลปกรรมเก่าแก่ที่มีประวัติเร้นลับ หรือบ้านผีสิงทั่วประเทศ 200 แห่ง หลังข้อมูลยันมีกลุ่มนักท่องเที่ยวชอบเข้าพักสถานที่น่าสะพรึง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอำนวย ปรีมนวงศ์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมกำลังรวบรวมพื้นที่ราชพัสดุ อาคารสำนักงานรัฐ อาคารที่พักข้าราชการ สิ่งปลูกสร้างโบราณ ที่มีสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมเก่าแก่ หรือมีประวัติเรื่องเร้นลับทั่วประเทศประมาณ 200 แห่ง มาเปิดให้ภาคเอกชนเช่าลงทุนพัฒนาเชิงพาณิชย์ เช่น โรงแรมบูติก ร้านอาหาร และร้านกาแฟ โดยมีเงื่อนไขผู้ร่วมประมูลจะต้องอนุรักษ์สภาพตัวอาคารไว้ เพื่อช่วยอนุรักษ์สถานที่สำคัญของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เดิมทีอาคารเหล่านี้เป็นอาคารเก่า เป็นบ้านโบราณ มีศิลปกรรม สถาปัตยกรรมเก่าแก่มาหลายร้อยปี แต่ปัจจุบันบางหลังก็มีการปล่อยร้าง หรือมีประวัติมีเรื่องราวเหนือธรรมชาติ เป็นบ้านผีสิง กรมจึงเห็นควรนำมาจัดทำแผนปรับปรุงเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยให้เอกชนเข้ามาร่วมพัฒนา เพราะหากกรมจะเข้าไปพัฒนาเองอาจต้องใช้งบประมาณมาก&amp;rdquo; นายอำนวยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การรวบรวมอาคารเก่าเหล่านี้อยู่ในโครงการจัดทำฐานข้อมูลอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่ราชพัสดุ ที่มีลักษณะยังทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม หรือสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ โดยเบื้องต้นอาคารที่น่าสนใจ เช่น บ้านเขียว หรือบ้านของขุนพิทักษ์บริหาร เป็นบ้านโบราณสมัยรัชกาลที่ 5 อายุเกินกว่า 100 ปี ที่อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อาคารกรมศุลกากร จังหวัดหนองคาย รวมถึงอาคารเก่าในเขตกรุงเทพมหานคร 21 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่มีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ มีลักษณะเชิงอนุรักษ์ มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอำนวยกล่าวว่า อาคารโบราณทั่วประเทศบางส่วนอยู่ในการดูแลของส่วนราชการ หากมีแผนต้องการนำไปพัฒนาต่อก็สามารถดำเนินการได้ แต่ถ้าปล่อยร้างไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์ กรมก็จะขอเรียกคืนมาพัฒนา หรือเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาพัฒนาต่อเอง แต่หากอาคารใดมีการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานกับกรมศิลปากร กรมก็ต้องมีการหารือก่อนนำมาพัฒนา คาดว่าน่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน นักท่องเที่ยวพอสมควร เพราะมีบางกลุ่มชอบเข้าพักสถานที่เก่าแก่ หรือบางกลุ่มก็เข้าไปสำรวจในลักษณะเป็นบ้านผีสิง โดยเมื่อได้ข้อมูลชัดเจนแล้วว่ามีแห่งใดสามารถนำมาบูรณะได้ กรมก็จะเปิดให้เอกชนเข้ามาทำสัญญา อาจเป็นรูปแบบพิพิธภัณฑ์ อาคารจำหน่ายสินค้าโอท็อป ที่พักแบบบูทีค โฮเทล หรือทำเป็นร้านค้า ร้านกาแฟ ก็ได้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอำนวยกล่าวด้วยว่า กรมยังอยู่ระหว่างการทำโครงการอนุรักษ์ที่ดินกำแพงเมือง-คูเมือง 1,400 แห่งทั่วประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการออกเอกสารสิทธิพื้นที่ทับซ้อน และการพัฒนาอนุรักษ์เป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยเบื้องต้นมีการสำรวจพื้นที่กำแพงเมืองและคูเมืองที่ยังมีร่องรอยประวัติศาสตร์กว่า 300 แห่ง มาสำรวจและจัดทำพื้นที่เอกสารสิทธิก่อน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43298</URL_LINK>
                <HASHTAG>หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อำนวย ปรีมนวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190812/image_big_5d516aab26880.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43257</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2019 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2019 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ธนารักษ์” เอาจริงปลอมเหรียญแพรแถบเจอคุก 20 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ส.ค. 2562 นายอำนวย ปรีมนวงศ์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับรายงาน และการทักท้วงจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ดำเนินคดีอย่างจริงจัง กับกลุ่มมิจฉาชีพ ที่ปลอมแปลงเพื่อผลิตและจำหน่ายเหรียญที่ระลึกประดับแพรแถบ ในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4 พฤษภาคม 2562 ออกมาจำหน่ายในท้องตลาด โดยมีราคาต่ำกว่า 1,600 บาทต่อเหรียญ ซึ่งเป็นราคาที่กรมธนารักษ์จำหน่าย จึงขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ และหากจงใจซื้อมีความผิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมขอเตือนไปยังมิจฉาชีพที่ผลิตและจำหน่ายเหรียญแพรแถบของปลอม มีความผิดตามกฎหมาย เพราะต้องการผลิตเหรียญเพื่อการตำหน่าย ต้องได้รับพระราชกฤษฎีการองรับ โดยมีการกำหนดโทษทั้งทางแพ่งและอาญา คือต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี และ ปรับตั้งแต่ 4 หมื่นถึง 1 แสนบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การผลิตเหรียญปลอมมาจำหน่าย เป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายและเป็นความมิบังควร โดยกรมจะเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ขอให้ประชาชนสังเกตเหรียญปลอม จะมีน้ำหนักเบา ลวดลายไม่คมชัด รวมทั้งริบบิ้นแพรแถบ เนื้อผ้าและการพิมพ์ลายไม่มีคุณภาพ&amp;quot; นายอำนวย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เหรียญที่ระลึกประดับแพรแถบ ในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4 พฤษภาคม 2562 กรมธนารักษ์ ได้รับอนุญาตให้ผลิตได้สูงสุด 500,000 เหรียญ ซึ่งปัจจุบันผลิตแล้ว 300,000 เหรียญ ยังผลิตได้อีก 200,000 เหรียญ เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43257</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลอมแปลงเพื่อผลิตและจำหน่ายเหรียญที่ระลึกประดับแพรแถบ, อธิบดีกรมธนารักษ์, อำนวย ปรีมนวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181016/image_big_5bc55604c1676.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38814</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2019 10:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2019 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ธนารักษ์” ลุยโครงการบ้านคนไทยประชารัฐ ข่าวดีให้ผ่อน3.3พันบาท/เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มิ.ย. 2562 นายอำนวย ปรีมนวงศ์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยภายหลังการลงนามร่วมกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน ในการปล่อยสินเชื่อโครงการบ้านคนไทยประชารัฐบนที่ดินราชพัสดุจำนวน 8 แปลง ครอบคลุม 4 ภาคทั่วประเทศ ว่า ปัจจุบันกรมธนารักษ์ได้ดำเนินการเปิดประมูลหาผู้ลงทุนก่อสร้างและบริหารโครงการและได้ผู้ได้รับสิทธิการพัฒนาที่ราชพัสดุพร้อมทั้งจัดทำสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุเรียบร้อยแล้ว 5 พื้นที่ และได้เปิดจองโครงการแล้ว 4 พื้นที่ ประกอบด้วย ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เชียงใหม่ และเชียงราย โดยมีผู้จองสิทธิจำนวน 2,249 ราย คิดเป็น 98% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด 2,302 ยูนิต ซึ่งถือว่าได้รับความสนใจสูงมาก เนื่องจากเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยราคาบ้านจะอยู่ที่หลังละ 350,000-700,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างแล้ว 1 แห่ง บนที่ราชพัสดุแปลงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และในปีงบประมาณ 2562 ได้ดำเนินการเปิดประมูลเพื่อหาผู้ลงทุนในพื้นที่นครพนม โดยกำหนดยื่นซองประมูลในวันที่ 25 มิ.ย. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การดำเนินการในเฟส 2 จะเริ่มทำประชาพิจารณ์ความต้องการในปี 2563 และจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปีถัดไป โดยเบื้องต้นคัดเลือกที่ราชพัสดุ 8 จังหวัด สำหรับดำเนินการ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร สงขลา พังงา และศรีษะเกษ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธอส. เปิดเผยว่า ธอส. พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินโครงการทั้งด้านสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำร่วมกับธนาคารออมสิน ภายใต้กรอบวงเงิน 4 พันล้านบาท ให้แก่ผู้เช่าที่ราชพัสดุ แบ่งเป็น 1. สินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย (Pre Finance) อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน ปีที่ 1-3 เท่ากับ 3% ต่อปี ส่วนปีที่ 4 -30 คิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MLR-ไม่เกิน 1% ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MLR ธอส. อยู่ที่ 6.25% ต่อปี ระยะเวลาการผ่อนชำระไม่เกิน 5 ปี ให้กู้สำหรับผู้ประกอบการที่มีวัตถุประสงค์การกู้เพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยตามเงื่อนไขโครงการบ้านคนไทยประชารัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Post Finance) อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน ปีที่ 1-4 เท่ากับ 2.75% ต่อปี และปีที่ 4 ถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีลูกค้ารายย่อย MRR -0.75% ต่อปี และกรณีลูกค้าสวัสดิการหักเงินเดือน MRR-1% ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส. อยู่ที่ 6.75%ต่อปี) ให้กู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยบนที่ดินราชพัสดุภายใต้โครงการบ้านคนไทยประชารัฐ ในระดับราคา 350,000-700,000 บาทต่อหน่วย ผ่อนชำระนานสูงสุด 30 ปี โดยผู้ที่มีคุณสมบัติได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อยื่นคำขอกู้และทำนินิกรรมกับธนาคารได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 2 ม.ค. 2566&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันธนาคารอยู่ระหว่างพิจารณาสินเชื่อโครงการบ้านคนไทยประชารัฐให้ผู้ประกอบการ 3 ราย ใน 5 พื้นที่ ได้แก่ ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เชียงใหม่ เชียงราย และขอนแก่น โดยรูปแบบการก่อสร้างเป็นอาคารพักอาศัย (ห้องชุด) และบ้านแฝดชั้นเดียว รวมมูลค่าโครงการ 1,564 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างประมาณ 2,302 ยูนิต มีผู้สนใจ 4,953 ราย ได้จองสิทธิกับผู้ประกอบการ 2,210 ราย แบ่งเป็น กลุ่มสวัสดิการแห่งรัฐ 512 ราย กลุ่มผู้มีรายได้ไม่เกิน 35,000 บาทต่อเดือน อีก 1,674 ราย และกลุ่มประชาชนทั่วไป 5 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการบ้านคนไทยประชารัฐ มีกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม คือผู้มีรายได้น้อยในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 35,000 บาทต่อเดือน และประชาชนทั่วไป โดยคิดอัตราดอกเบี้ยแบบผ่อนปรน ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างมาก เช่น หากกู้ 700,000 บาท อัตราการผ่อนชำระ 4 ปีแรก จะอยู่ที่ 3,300 บาทต่อเดือน และปีที่ 5-30 จะผ่อนชำระประมาณ 4,400-4,500 บาทต่อเดือน และหากกู้ 350,000 บาท อัตราการผ่อนชำระ 4 ปีแรก อยู่ที่ 1.7 พันบาทต่อเดือน และปีที่ 5-30 ผ่อนชำระที่ 2,300 ต่อเดือน&amp;rdquo; นายชาติชาย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กรมธนารักษ์กำหนดรูปแบบการก่อสร้างโครงการบ้านคนไทยประชารัฐ เป็นประเภทที่อยู่อาศัยไว้ &amp;nbsp;3 รูปแบบ ประกอบด้วย บ้านแฝด กำหนดให้มีพื้นที่ใช้สอยไม่น้อยกว่า 28 ตารางเมตร บ้านแถว กำหนดให้มีพื้นที่ใช้สอยไม่น้อยกว่า 28 ตารางเมตร และอาคารชุดพักอาศัย กำหนดให้มีพื้นที่ใช้สอยไม่น้อยกว่า 28 ตารางเมตร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38814</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), อธิบดีกรมธนารักษ์, อำนวย ปรีมนวงศ์, โครงการบ้านคนไทยประชารัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181016/image_big_5bc55604c1676.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
