<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91608</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 09:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สกศ.&quot;เผยผลวิเคราะห์&quot;ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้&quot; ควรมุ่งไปที่สร้างทักษะอาชีพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1ก.พ.64-สกศ. วิเคราะห์นโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ &amp;nbsp;ควรมุ่งตามเทรนด์การสร้างอาชีพให้แก่นักเรียน ชี้มี 800 สาขาให้เด็กเลือกช้อปปิ้งเรียนได้

นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา (เลขาฯ สกศ.) กล่าวว่า ขณะนี้นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้มอบหมายให้สำนักงานสภาการศึกษา (สกศ.) ไปวิเคราะห์นโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ว่า ที่ผ่านมาการดำเนินการนโยบายดังกล่าวตอบโจทย์ผู้เรียนและเด็กเกิดประโยชน์จากนโยบายนี้อย่างเต็มที่หรือไม่ รวมถึงนโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ มีข้อจำกัดหรืออุปสรรคใดบ้าง ซึ่ง สกส.จะนำมาวิเคราะห์ในรูปแบบเชิงวิชาการ เพราะนโยบายเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้เป็นการจัดการเรียนรู้ในช่วงเวลาบ่ายสองโมง โดยเน้นให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติในสิ่งตัวเองมีความถนัดและสนใจ เช่น ดนตรี กีฬา คหกรรม เป็นต้น ดังนั้น รมว.ศธ. จึงมีแนวคิดว่าจะทำอย่างไรให้การลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้เป็นกิจกรรมที่เน้นต่อยอดองค์ความรู้ของผู้เรียนนอกเหนือจากการเรียนด้านวิชาการจากในห้องเรียน

&amp;ldquo;เมื่อวิเคราะห์นโยบายดังกล่าวแล้ว สกศ.มองว่ากิจกรรมเพิ่มเวลารู้ควรมุ่งไปที่เทรนด์การสร้างอาชีพให้แก่นักเรียน เพราะเรามีกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ ของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์กรมหาชน) ซึ่งมีกว่า 800 สาขาอาชีพ โดยเราจะนำสาขาอาชีพเหล่านี้มาให้โรงเรียนเลือกช็อปปิ้งและบรรจุอยู่ในกิจกรรมเพิ่มเวลารู้ให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาได้เรียนรู้ทักษะอาชีพ เพื่อให้มีการพัฒนาตัวเองจากการเรียนรู้อาชีพต่างๆที่ตัวเองสนใจ และจะมีการรับรองอาชีพให้ด้วย แต่การจัดกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้จะมีการปรับให้เหมาะสมตามบริบทของโรงเรียน เพราะต้องการให้เด็กได้ประโยชน์จากการเรียนรู้อย่างแท้จริง&amp;rdquo;เลขาฯ สกศ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91608</URL_LINK>
                <HASHTAG>ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้, สกศ., อำนาจ วิชยานุวัตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200827/image_big_5f477bb394f19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70023</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2020 12:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2020 12:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สพฐ.เผยโรงเรียนแข่งขันสูงเพิ่มเป็น400แห่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
29มิ.ย.63-สพฐ.เผยภาพรวมการยกระดับมาตรฐานของโรงเรียนดีขึ้นมีโรงเรียนแช่งขันสูงเพิ่มขึ้นเป็น 400 แห่ง จากเดิมมี 290แห่ง &amp;nbsp;เชื่อหากกระจายอำนาจให้อิสระ โรงเรียน.จะสามารถเสริมสร้างศักยภาพได้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ

นายอำนาจ วิชยานุวัตร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนโรงเรียนมัธยมศึกษา ภาพรวมการยกระดับมาตรฐานโรงเรียนดีขึ้น เห็นได้จากการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 ปีการศึกษา 2563 ที่ผ่านมา พบว่ามีโรงเรียนแข่งขันสูง เพิ่มขึ้นเป็น 400 กว่าโรงเรียน จากเดิมที่มีเพียง 290 โรงเรียน นั้นแสดงให้เห็นว่าการกระจายคุณภาพในโรงเรียนของ สพฐ.มีมากขึ้น และหาก สพฐ.มีการกระจายอำนาจให้อิสระโรงเรียนในการบริหารจัดการโรงเรียนจะสามารถสร้างศักยภาพได้ด้วยตนเองตามกลไกการแข่งขัน และมองว่าการทำให้โรงเรียนมีความเป็นนิติบุคคลเป็นเรื่องที่จำเป็น และส่วนกลางควรที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ส่งเสริมความเข้มแข็งของโรงเรียนในพัฒนาศักยภาพ

สำหรับ มาตรฐานโรงเรียน ปัจจุบันแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มศักยภาพระดับสูง 2.กลุ่มศักยภาพระดับกลาง และ 3.กลุ่มศักยภาพระดับล่าง โดยในกลุ่มศักยภาพสูง ที่ผ่านมา สพฐ.มีการกำหนดมาตรฐานจากส่วนกลาง เพื่อจะใช้ในการกำกับโรงเรียน ส่งผลให้โรงเรียนมัธยมศึกษาทุกแห่งต้องมุ่งสู่มาตรฐานดังกล่าว และขณะเดียวกันกลุ่มโรงเรียนที่มีศักยภาพมากกว่ามาตรฐานกลางก็ต้องลดระดับให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ดังนั้น สพฐ.จึงจะเปลี่ยนจากการวัดมาตรฐาน เป็นวัดสมรรถนะและศักยภาพของโรงเรียน หากพบว่าโรงเรียนใดมีความสามารถในระดับใดก็สามารถต่อยอดไปได้เลย
ส่วนกลุ่มโรงเรียนศักยภาพระดับกลาง สพฐ.จะต้องศึกษาว่าโรงเรียนกลุ่มนี้ยังขาดปัจจัยในเรื่องใด ที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมการสร้างศักยภาพ และดำเนินการสนับสนุนอย่างตรงจุด เพื่อช่วยให้โรงเรียนค้นหาตนเองได้และพัฒนาศักยภาพไปตามบริบทของตนเอง หรืออาจจะทำความร่วมมือกับกลุ่มโรงเรียนศักยภาพสูง เพื่อเป็นตัวช่วยในการพัฒนาโรงเรียนให้มุ่งไปสู่กลุ่มศักยภาพระดับสูง ทั้งนี้ในส่วนของกลุ่มศักยภาพระดับล่างนั้น สพฐ.มองว่าควรที่มุ่งสนับสนุนในเรื่องการสร้างทักษะด้านอาชีพ หรือทักษะด้านกีฬาที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เป็นการสร้างโรงเรียนในตอบโจทย์ชุมชน ซึ่งจากนี้ สพฐ.จะใช้ทั้ง 3 ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนและยกระดับกลุ่มโรงเรียนมัธยมศึกษา

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70023</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., #โรงเรียนแข่งขันสูง, อำนาจ วิชยานุวัตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200625/image_big_5ef46a8ddfcc0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
