<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>54124</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2020 19:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2020 19:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.ค.ศ.ปลดล็อกการโยกย้ายข้าราชการครู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9ม.ค.63-&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่ประชุมมีมติอนุมัติเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานบริหารสถานศึกษา โดยร่างหลักเกณฑ์ฉบับใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2563 เป็นต้นไป ทั้งนี้เพื่อให้มีความคล่องตัวในการปฎิบัติงานมากขึ้น รวมถึง จะเป็นประโยชน์และสร้างความเป็นธรรมในการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วมีมติว่า เป็นผู้มีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ว 13/2556 ให้สามารถขอทบทวนมติ ก.ค.ศ. ได้ในกรณีที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารายใดเห็นว่าผลการพิจารณานั้น อาจคลาดเคลื่อน ให้เสนอขอทบทวนผลการพิจารณาเป็นรายบุคคลได้ ภายใน 90 วันนับตั้งแต่วันที่สำนักงาน ก.ค.ศ. มีหนังสือแจ้งมติ ก.ค.ศ. ทั้งนี้การทบทวน ก.ค.ศ.จะพิจารณาจากเอกสารที่ผู้ขอรับการประเมินยื่นไว้เดิม โดยผู้ขอรับการประเมินจะต้องชี้แจงในประเด็นที่เห็นว่า ก.ค.ศ. พิจารณามีความคลาดเคลื่อนจากเอกสารหลักฐานที่ได้เสนอไว้เดิม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ด้านนายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) ในฐานะโฆษก ศธ. กล่าวว่า สำหรับการปรับปรุงร่างหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานบริหารสถานศึกษา รูปแบบใหม่นั้น เนื่องจาก &amp;nbsp;ที่ผ่านมาพบว่ามีการร้องเรียนเรื่องการโยกย้ายผู้บริหารสถานศึกษาว่าหลักเกณฑ์เดิมสร้างเงื่อนไขให้ไม่สามารถย้ายข้ามจังหวัดและย้ายมาโรงเรียนขนาดใหญ่ได้ &amp;nbsp; จนกลายเป็นว่าโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษในบางจังหวัดนั้นก็ไม่มี อีกทั้ง ต้องย้ายไปโรงเรียนที่มีขนาดเดียวกัน ดังนั้น รมว.ศธ.จึงมองว่าเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนจึงเห็นชอบให้มีการปรับแก้ไขหลักเกณฑ์ดังกล่าว&amp;nbsp;
โดยหลักเกณฑ์การขอย้ายผู้บริหารสถานศึกษาใหม่นั้น ให้สามารถขอย้ายข้ามจังหวัดได้ เพื่อขยับขยายให้ผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัดนั้นๆ ได้เติบโตมาพัฒนาโรงเรียนขนาดใหญ่ โดยมีเงื่อนไขแบ่งการแข่งขันออกเป็นโรงเรียน 2 ขนาด เช่น เมื่อตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษว่าง ผู้ที่มีโอกาสย้ายจะเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ กับผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดใหญ่ หรือ เมื่อตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดใหญ่ว่างผู้มีโอกาสย้ายจะเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดใหญ่และผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดกลาง แต่การแข่งขันกันจะมาพร้อมกับองค์ประกอบการพิจารณาการย้าย 8 ข้อ เช่น ต้องมีความอาวุโส และมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านภาษาและเทคโนโลยีในการพัฒนาโรงเรียน เป็นต้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้การกำหนดระยะเวลาขอย้ายได้ปรับแก้ไขใหม่จากเดิมหากผู้บริหารสถานศึกษาจะขอย้ายจะต้องดำรงตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนนั้นให้ครบ 24 เดือนหรือ 2 ปี แต่ปรับใหม่เป็น 12 เดือนหรือ 1 ปี แต่ผู้ขอย้ายจะต้องครบ 12 เดือนบริบูรณ์นับตั้งแต่วันดำรงตำแหน่งถึงวันที่เขียนคำขอย้าย เพื่อให้ความเป็นธรรมเพราะที่ผ่านมาวงรอบการย้าย จะใช้เวลาดำเนินการจริงๆยาวนาน ส่งผลให้ผู้ขอย้ายเสียโอกาส &amp;nbsp;ส่วนการโยกย้ายแทนตำแหน่งที่ว่างที่ประชุมมีมติว่าจะมีการกำหนดสัดส่วนให้ชัดเจนระหว่างผู้บรรจุใหม่กับผู้ยื่นเรื่องคำขอย้าย เนื่องจาก ที่ผ่านมาไม่ได้กำหนดสัดส่วนไว้จึงทำให้ไม่ได้มีการบรรจุผู้สอบแข่งขันได้ โดยสัดส่วนการบรรจุระหว่างผู้สอบใหม่กับผู้ยื่นเรื่องขอย้ายจะให้อำนาจคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เป็นผู้กำหนด เช่น เมื่อตำแหน่งว่าง 9 ตำแหน่ง จะต้องมีการแบ่งระหว่างผู้ที่บรรจุได้กับผู้ขอย้ายให้เท่ากันก่อน คือ สัดส่วนละ 4 ตำแหน่ง และที่เหลือ 1 ตำแหน่งกศจ.จะดูความเหมาะสมว่าสัดส่วนจะเหลื่อมไปทางผู้บรรจุใหม่หรือผู้ขอย้าย ทั้งนี้ ที่ประชุมยังเห็นความสำคัญของการยระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก โดยมอบให้ ก.ค.ศ.ไปศึกษาและกำหนดให้ ผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็กสามาถเบิกค่าเช่าบ้านและสวัสดิการอื่นๆได้ &amp;nbsp;เพื่อเป็นแรงจูงให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถได้เลือกเข้ามาพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54124</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ค.ศ., ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, อำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการครู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191002/image_big_5d948551ea3be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18646</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2018 19:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2018 19:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ศึก สพท.-ศธจ. ยังไม่จบ! &quot;รมว.ศธ.&quot; ลั่น ถ้า สพฐ. จัดการไม่ได้ จะใช้อำนาจ คปภ. จัดการเอง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28ก.ย.61-นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในภูมิภาค ว่า ตามที่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 10/2559&amp;nbsp;เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ได้ระบุให้มีคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) และกำหนดให้มีอำนาจ เรื่องการแต่งตั้ง โอน หรือย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ ในหน่วยงานของ ศธ. ในระดับภูมิภาคหรือจังหวัดนั้น ที่ประชุมจึงได้นำคำสั่ง คสช.ดังกล่าวมาพิจารณา และมีมติเป็นเอกฉันท์ชัดเจนว่า เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล หากจะต้องใช้อำนาจนี้จะต้องใช้ในกรณีที่ไม่สามารถใช้กระบวนการตามปกติ หรือกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น กรณีที่เกิดทุจริตภายในองค์กรและผู้บังคับบัญชาไม่ใช้อำนาจย้ายผู้เกี่ยวข้อง เป็นต้น เพราะไม่เช่นนั้นก็จะมีการเสนอเพื่อโยกย้ายผ่าน คปภ.แทนที่จะเสนอในระบบปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าเราไม่ทำแบบนี้อนาคตเราจะรู้ได้อย่างไร ว่า การใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมจะไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เราไม่ต้องเสนอเพื่อขอแก้ไข เพราะ คสช.ได้กำหนดไว้แล้วว่า คปภ.มีอำนาจนี้ เพียงแต่ยังไม่ได้ถูกใช้ ดังนั้นจึงต้องทำให้เกิดความกระจ่างเกี่ยวกับอำนาจในเรื่องนี้&amp;rdquo; รมว.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธีระเกียรติ ยังกล่าวถึง กรณีที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) นครราชสีมา ส่งหนังสือที่ ศธ.0276/ว 3796 เรื่อง ขอความอนุเคราะห์งบประมาณสนับสนุนการจัดประชุมสภากาแฟ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งหนังสือดังกล่าวลงนามโดยนายกฤตพล ชุติกุลกีรติ ศธจ.นครราชสีมา ส่งถึงนายพีรพงศ์ สุรเสน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครราชสีมา เขต 7 ซึ่งปรากฏว่านายพีรพงศ์ ได้แทงหนังสือตอบกลับไปยังนายกฤตพล ว่า ทราบถึงการขอความอนุเคราะห์ในเรื่องดังกล่าว แต่ไม่อนุเคราะห์ เพราะเงินงบประมาณแผ่นดินจะจัดสรรสนับสนุนการจัดประชุมสภากาแฟไม่ได้ จนเป็นที่วิพากวิจารณ์กันเป็นวงกว้างในแวดวงการศึกษาถึงความร้าวฉานระหว่าง ศธจ. และผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษานั้นว่า ตนทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และได้สั่งการให้นายอัมพร พินะสา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ผช.เลขาฯ กพฐ.) ไปดำเนินการตามนโยบาย ถ้าจัดการไม่ได้ให้นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการ กพฐ.จัดการ แต่ถ้าจัดการไม่ได้ตนจะเป็นผู้จัดการเอง ด้วยการใช้อำนาจประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฎิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) ดำเนินการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านนายอัมพร กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องเล็กน้อย และเป็นเรื่องส่วนบุคคลไม่เกี่ยวกับระบบ ซึ่งก็ต้องลงไปสร้างความเข้าใจกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18646</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธจ., คปภ., นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์, สพท., อำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการครู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180625/image_big_5b3091b578e24.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
