<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>27393</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2019 10:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2019 10:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ณัฐวุฒิ&#039; ชี้ประกาศวันเลือกตั้งไม่ใช่หลักประกัน ยังมีกลุ่มขัดขวางบ้านเมืองสู่ปชต.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ม.ค.62 - นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรคไทยรักษาชาติ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยมีใจความว่า หลายคนดีใจ รู้สึกว่าประเทศไทยมีความหวังหลังมีประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง และกกต.แถลงกำหนดวันลงคะแนนเป็นวันที่ 24 มี.ค. 2562 ทันที ทั้งนี้ ก่อนจะคิดกว้าง มองไกล ไปกว่านี้ ขอชวนย้อนอดีตเพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญในการก้าวไปข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในห้วงเวลาของความขัดแย้งทางการเมือง เราเคยมีการประกาศพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ กำหนดวันเลือกตั้ง 2 ครั้ง ซึ่งปลายทางไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของอำนาจเผด็จการ ทั้งนี้ 24 ก.พ. 2549 รัฐบาลทักษิณประกาศพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ กำหนดวันเลือกตั้ง 2 เม.ย. นอกจากนี้วันที่ 9 ธ.ค. 2556 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ประกาศพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ และกำหนดวันเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2557 ซึ่งทั้ง 2 ครั้งอยู่ในสถานการณ์ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของมวลชนฝ่ายหนึ่ง ขณะที่อีกฝ่ายให้การสนับสนุน ประวัติศาสตร์ฉายซ้ำที่คนส่วนใหญ่ยังจำได้ คือ พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลประกาศบอยคอตการเลือกตั้ง มีความเคลื่อนไหวหลายด้านสมคบคิดสัมพันธ์กันจนการเลือกตั้งเป็นโมฆะ แล้วจบลงที่การรัฐประหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโลกของความเป็นจริง การมีวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจึงไม่ใช่หลักประกันอันใดเลย หากขบวนการขัดขวางล้มการเลือกตั้งยังขับเคลื่อน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าถึงปัจจุบันยังมีความพยายามของคนกลุ่มนี้ 2 ครั้งที่เป็นโมฆะ รัฐบาลรักษาการอยู่ในสภาพบอบช้ำทางการเมือง อำนาจที่กฎหมายให้ไว้อย่างจำกัดถูกกำจัดแทบหมดสิ้นจากอำนาจนอกระบบที่มีอิทธิพลมากกว่า แม้พยายามอย่างที่สุดให้ทุกอย่างเดินไปข้างหน้า แต่ก็เกินกำลังที่จะปกป้องการเลือกตั้งไว้ได้ ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับรัฐบาลนี้ที่มีอำนาจไม่จำกัด ออกกติกาเอง ปลดกรรมการได้ จะยกเลิกการเลือกตั้งเสียก็ได้ และผู้นำรัฐบาลเตรียมจะเป็นผู้เล่นในฐานะว่าที่นายกรัฐมนตรีอย่างที่รู้กันมาตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หากลึกสุดใจของผู้มีอำนาจคือ ไม่อยากเลือกตั้ง สิ่งเดียวที่จะมีพลังผลักดันการเลือกตั้งให้เกิดขึ้นได้จริงและสำเร็จราบรื่น คือการสรุปบทเรียนร่วมกันของสังคมไทยว่า การปฏิเสธกลไกของระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่ทางออกของประเทศ ถึงที่สุดการหาข้อยุติของความขัดแย้งก็ยังต้องกลับมาที่การเลือกตั้ง หวังใจเป็นที่สุดว่า ขบวนการล้มเลือกตั้งซึ่งยังมีอยู่จะอ่อนกำลังลง พรรคการเมืองและนักการเมืองที่ชักแถวกันออกมาแสดงความพร้อมจะไม่บอยคอต ไม่ขัดขวาง แม้กติกานี้จะยิ่งกว่าอัปลักษณ์ แต่ก็เป็นทางออกเดียวที่จะนำพาบ้านเมืองกลับสู่ประชาธิปไตยโดยสันติ ถึงจะเสียเปรียบหรือเสี่ยงจะพ่ายแพ้ฝ่ายประชาธิปไตยก็ต้องลงสนามสู้ แพ้ชนะอยู่ที่ประชาชน แต่ถ้าไม่มีเลือกตั้งประเทศไทยจะแพ้และเสียหายไม่สิ้นสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำว่าเลือกตั้งต้องไม่เลื่อนลอยเหมือนคำว่าปรองดองหรือปฏิรูป ถ้าวันเลือกตั้งไม่ใช่การคืนอำนาจให้ประชาชน แต่หมายถึงวันเวียนเทียนอำนาจเพื่ออยู่ต่อของคนบางกลุ่ม 24 มี.ค.ก็ต้องไม่หมายถึงแค่วันลงคะแนน แต่คือวันลงจากอำนาจของเผด็จการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27393</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เลือกตั้ง, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ฝ่ายประชาธิปไตย, พรรคไทยรักษาชาติ, อำนาจเผด็จการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190124/image_big_5c4931fd78a9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
