<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105850</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 20:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 20:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>องคมนตรี เชิญสัญญาบัตรพัดยศ ถวายแด่ &#039;หลวงปู่หา สุภโร&#039; วัดภูกุ้มข้าว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย.64 - เวลา 13.20 น. ที่วัดสักกะวัน (ภูกุ้มข้าว) อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายอำพน กิตติอำพน องคมนตรี เชิญสัญญาบัตร พัดยศและผ้าไตร ถวายแด่พระเทพมงคลวชิรมุนี (หลวงปู่หา สุภโร) ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ พระณาณวิสาลเถร เป็นพระเทพมงคลวชิรมุนี ภาวนาวิธีวราจารย์ ไพศาลศาสนกิจจาทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ สถิต ณ วัดสักกะวัน จังหวัดกาฬสินธุ์&amp;nbsp;มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 5&amp;nbsp;รูป คือ พระครูปลัด 1&amp;nbsp;พระครูวินัยธร 1&amp;nbsp;พระครูสังฆรักษ์ 1&amp;nbsp;พระครูสมุห์ 1&amp;nbsp;พระครูใบฎีกา 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระเทพมงคลวชิรมุนี หรือหลวงปู่หา สุภโร เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน (ภูกุ้มข้าว) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ และอดีตรองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ มีนามเดิมว่า หา ภูบุตตะ อายุ 96 ปี&amp;nbsp; 76 พรรษา&amp;nbsp; เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2468 ตรงกับวันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลู ที่บ้านนาเชือก ตำบลเว่อ ปัจจุบันเป็นตำบลนาเชือก อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์&amp;nbsp; บิดาชื่อ นายสอ ภูบุตตะ มารดาชื่อ นางบัวลา ภูบุตตะ มีพี่น้องรวมกัน 7 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระเทพมงคลวชิรมุนี หรือหลวงปู่หา สุภโร เป็นพระเถราจารย์ผู้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด เป็นที่น่าเคารพสักการบูชาของบรรดาศิษยานุศิษย์ เป็นที่ประจักษ์แก่พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า และท่านยังได้ค้นพบกระดูกไดโนเสาร์ ทำให้มีการขุดค้น โดยเป็นแหล่งไดโนเสาร์กินพืชที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย และยังมีการสร้างพิพิธภัณฑ์สิรินธร บริเวณที่ขุดค้นพบอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105850</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดกาฬสินธุ์, พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์, พระราชาคณะ, พระเทพมงคลวชิรมุนี, วัดภูกุ้มข้าว, วัดสักกะวัน, หลวงปู่หา สุภโร, อำพน กิตติอำพน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210609/image_big_60c0c55bbe3a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55728</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยภัยแล้ง20จว. สั่งเร่งขุดแหล่งน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;rdquo; รายงานสถานการณ์ภัยแล้ง เร่งส่งน้ำช่วย ปชช.ในหมู่บ้าน ยันไม่มีทอดทิ้ง บกปภ.ช.ติดตามสถานการณ์น้ำและการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เน้นย้ำทุกหน่วยทำงานในมิติเชิงพื้นที่ บูรณาการแก้ไขปัญหาครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยง พร้อมดูแลทุกครัวเรือนให้มีน้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอ ปภ.ประกาศเขตภัยแล้ง 20 จังหวัด ส่วนโคราชตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจฯ คาดเมษายนนี้มีพื้นที่ประสบภัยแล้งมากถึง 26 อำเภอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าในช่วงท้ายของการประชุม ครม. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานสถานการณ์ภัยแล้งและการดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยกำชับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานเกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการจัดหาและส่งน้ำเพื่อช่วยเหลือประชานในระดับหมู่บ้านในทันที และให้ดำเนินการตามแผนรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเสริมว่า ให้ สนทช.สรุปแผนการที่จะทำในปีนี้ที่มีงบประมาณแล้ว ติดขัดตรงไหนให้รายงานให้ทราบ รวมถึงการขุดลอกคูคลองทุกจุด จะมีการรายงานเรื่องนี้อย่างชัดเจนในสัปดาห์หน้า ยืนยันว่าไม่ได้ละทิ้งปัญหาภัยแล้ง ทั้งนายกฯ และ ครม.มีความเป็นห่วงประชาชนเป็นอย่างยิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย คณะองคมนตรี ประกอบด้วย นายพลากร สุวรรณรัฐ, พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา, นายจรัลธาดา กรรณสูต, พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์, นายอำพน กิตติอำพน และ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท รวมถึง พล.อ.ท.ภักดี แสงชูโต เลขานุการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ พล.อ.ต.โชคดี สมจิตต์ ผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายอำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ร่วมติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง ในการประชุมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เป็นประธานการประชุม และมีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายนิพนธ์ บุญญามณี, นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (กปภ.ช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อนุพงษ์เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งที่ส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้บูรณาการทุกหน่วยงานดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างเต็มกำลัง ภายใต้กฎหมายและแผนว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผ่านกลไกการปฏิบัติของหน่วยงานทุกภาคส่วน โดยเน้นการทำงานในมิติเชิงพื้นที่ แบ่งพื้นที่รับผิดชอบและมอบหมายภารกิจอย่างชัดเจน รวมถึงจัดหน่วยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยง โดยมีกลุ่มการทำงานแยกเป็น 3 ด้าน ครอบคลุมทั้งกลุ่มพยากรณ์ คาดการณ์สภาพอากาศ ปริมาณฝน และสถานการณ์น้ำ กลุ่มบริหารจัดการน้ำ ดูแลภาพรวมการบริหารจัดการน้ำของประเทศ เพื่อวางแผนการใช้น้ำทุกประเภท และกลุ่มปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยบูรณาการฝ่ายพลเรือน หน่วยทหาร และภาคเอกชนปฏิบัติการแก้ไขปัญหา ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งเชิงพื้นที่ใน 2 ลักษณะ ได้แก่ 1.พื้นที่ที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 2.พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำตามข้อมูลของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และพื้นที่เสี่ยงอื่นๆ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลเรื่องน้ำอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดทำแผนรองรับ ทั้งการเติมน้ำดิบเข้าสู่ระบบผลิตน้ำประปา การเจาะบ่อบาดาล การเติมน้ำใส่ภาชนะรองรับน้ำกลางของหมู่บ้าน ในส่วนของน้ำเพื่อการเกษตร ได้มีการบริหารจัดการตามแผนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้มีการเน้นย้ำไม่ให้เกิดกรณีพื้นที่ขาดแคลนน้ำและพืชยืนต้นตายอย่างเด็ดขาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การแก้ไขปัญหาภัยแล้งและช่วยเหลือผู้ประสบภัยระยะเร่งด่วน ได้เน้นย้ำให้จัดหาน้ำจากทุกแหล่งรองรับการใช้น้ำ ระดมเครื่องจักรกลสาธารณภัยจากทุกหน่วยงานผันน้ำดิบเข้าสู่ระบบการผลิตน้ำประปา ขุดลอกแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ขุดเจาะและเป่าล้างบ่อบาดาล ควบคู่กับการจัดสรรน้ำสนับสนุนทุกพื้นที่เสี่ยงภัย มุ่งดูแลด้านน้ำอุปโภคบริโภคเป็นหลัก โดยจัดรถบรรทุกน้ำไปเติมยังถังน้ำกลางประจำหมู่บ้าน และจุดแจกจ่ายน้ำตามวงรอบอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงฤดูแล้ง เพื่อลดผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะทำให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอในทุกพื้นที่&amp;rdquo; มท.1 กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายฉัตรชัยกล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้มีข้อสั่งการตามแนวทางของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งระยะเร่งด่วน โดยให้ทุกจังหวัดดำเนินการ &amp;ldquo;ขุดดินแลกน้ำ&amp;rdquo; ใช้วัสดุมูลดินที่ได้จากการขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อเป็นการบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์ และเป็นการขุดบ่อเพื่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ ซึ่งเน้นย้ำให้ทุกจังหวัดปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ศึกษาแนวทางการดำเนินการตามนโยบายการขุดลอกแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะเร่งด่วน คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยงานกลางในการบูรณาการบริหารจัดการเครื่องจักรกลสาธารณภัยเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยขณะนี้ได้ระดมสรรพกำลัง เครื่องมือและอุปกรณ์จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งหน่วยทหารและฝ่ายพลเรือน อาทิ รถบรรทุกน้ำ รถผลิตน้ำ เครื่องจักรและเครื่องขุด เครื่องเจาะบ่อและสูบน้ำ รวมกว่า 4,200 รายการ โดยกำหนดให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 18 แห่งทั่วประเทศ เป็นจุดระดมทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระดับภาคและเขตจังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเตรียมเครื่องจักรกลให้พร้อมออกปฏิบัติงานทันทีที่ได้รับการร้องขอจากจังหวัดในพื้นที่รับผิดชอบ หากมีพื้นที่เสี่ยงเกิดสาธารณภัยให้ปฏิบัติการเชิงรุก นำเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าพื้นที่เพื่อเตรียมพร้อมแก้ไขปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ได้กำชับให้จังหวัดสร้างการรับรู้แก่ประชาชน โดยเฉพาะข้อมูลสถานการณ์น้ำ แผนการจัดสรรน้ำ มาตรการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ รวมถึงให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้น้ำ เพื่อมิให้เกิดปัญหาการแย่งน้ำ ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้บูรณาการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง พร้อมดูแลทุกครัวเรือนให้มีน้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 20 จังหวัด รวม 109 อำเภอ 599 ตำบล 5,125 หมู่บ้าน/ชุมชน แยกเป็น ภาคเหนือ 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย และเพชรบูรณ์ รวม 35 อำเภอ 166 ตำบล 1,200 หมู่บ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม นครราชสีมา และบุรีรัมย์ รวม 44 อำเภอ 284 ตำบล 2,722 หมู่บ้าน ภาคกลาง 6 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และฉะเชิงเทรา รวม 30 อำเภอ 149 ตำบล 1,203 หมู่บ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จังหวัดบุรีรัมย์ นายเกียรติศักดิ์ หนูแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ว่า ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 63 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากความจุใช้การได้ 279 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 23 ของความจุใช้การของอ่างรวมกัน (ปริมาณน้ำเก็บกักสูงสุดในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์รวมกันประมาณ 295.39 ล้าน ลบ.ม.) จากปริมาณน้ำใช้การได้ดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนน้ำเพื่อผลิตประปา จำเป็นต้องหาแนวทางในการสำรองน้ำไว้เพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปริมาณน้ำอ่างห้วยจระเข้มากและอ่างห้วยตลาด จังหวัดบุรีรัมย์ มีน้ำรวม 2.028 ล้าน ลบ.ม. และจากการประชุมร่วมพิจารณาสถานการณ์น้ำในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ระหว่างสำนักชลประทานที่ 8 และการประปาส่วนภูมิภาคเขต 8 เมื่อวันที่ 14 ม.ค.63 ซึ่งการประปาส่วนภูมิภาคยืนยันว่า น้ำในอ่างทั้ง 2 แห่งจะสามารถรองรับการผลิตประปาได้ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ระบุว่า กระทรวงเกษตรฯ เตรียมพร้อมที่จะดูแลเกษตรกร เช่น พื้นที่ที่มีน้ำเหลือจะมีการส่งเสริมปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย การเจาะบ่อบาดาล ช่วยเหลือพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ ส่วนด้านการปศุสัตว์จะมีโครงการเลี้ยงโค กระบือ แพะ แกะ โดยหาแหล่งทุนและรับประกันราคาขาย ส่วนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ก็จะมีนโยบายการจ้างแรงงานภาคเกษตรกรรมประมาณกว่า 40,000 คน ในระยะเวลา 2-6 เดือน เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติในช่วงแล้งนี้ไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมสำนักชลประทานที่ 8 อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายเกียรติศักดิ์ หนูแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 ได้ประชุมหัวหน้าส่วน ผู้อำนวยการอ่างเก็บน้ำ/เขื่อนต่างๆ ในพื้นที่ 4 จังหวัดอีสานตอนล่าง โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ 4 แห่งของ จ.นครราชสีมา เข้าร่วมประชุมบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำอย่างพร้อมเพียง พร้อมแถลงข่าวจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติภัยแล้ง ปี 2562/63 พร้อมปล่อยคาราวานเครื่องจักรกล เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำ เพื่อปฏิบัติการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ที่คาดว่าจะประสบภัยแล้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเกียรติศักดิ์เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในเขตสำนักงานชลประทานที่ 8 ว่า ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 5 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จำนวน 71 แห่ง โดยแผนการจัดสรรน้ำในปี 2562/2563 ขณะนี้ในพื้นที่มีปริมาณน้ำในอ่างกักเก็บน้ำรวมทั้งหมด 601 ล้าน ลบ.ม. และมีความต้องการใช้น้ำในการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศตลอดทั้งฤดูแล้ง 412 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งยังถือว่ามีปริมาณน้ำใช้เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานต้องงดทำนาปรังทั้งหมด และสามารถเพียงแค่ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกิติกุล เสภาศีราภรณ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนครราชสีมา ระบุว่า ได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้งแล้วจำนวน 8 อำเภอ จากทั้งหมด 32 อำเภอ ประกอบด้วย โนนสูง จักราช ปักธงชัย เทพารักษ์ โชคชัย โนนไทย แก้งสนามนาง และสีคิ้ว มีพื้นที่ประสบภัย 54 ตำบล 547 หมู่บ้าน โดยทางชลประทานคาดการณ์ว่าในช่วงเดือนเมษายน 2563 จังหวัดนครราชสีมาจะมีพื้นที่ประสบภัยแล้งมากถึง 26 อำเภอ 129 ตำบล 541 หมู่บ้าน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55728</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.จรัลธาดา กรรณสูต, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์, พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พล.อ.ท.ภักดี แสงชูโต, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท, พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อำพน กิตติอำพน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200128/image_big_5e3035fb9dd39.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24474</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กำชับงบปี63ต้องโปร่งใส ยุทธศาสตร์เหมือนไฮเวย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ย้ำคนไทยต้องจงรักภักดี อย่าขัดแย้งกัน ร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ กำชับจัดงบปี 63 ต้องโปร่งใส ห้ามงุบงิบ ขู่ทุจริตลงโทษหนัก ป้อง สนช.ทำงานแทบตายไม่ใช่สภาฝักถั่ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม เวลา 09.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานพิธีเปิดงานนิทรรศการและการประชุมเสวนา ในโอกาสครบรอบ 10 ปี &amp;quot;โครงการทุนการศึกษาพระราชทาน&amp;quot; มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทาน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร หรือ ม.ท.ศ. โดยมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ และนายอำพน กิตติอำพน องคมนตรีร่วมงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง &amp;quot;เยาวชนกับการพัฒนาประเทศ&amp;quot; ตอนหนึ่งว่า ขอให้ทุกคนน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ โดยต้องมีเหตุและผล พอประมาณ มีภูมิคุ้มกันที่ดี และตั้งใจศึกษาเล่าเรียน สนใจในวิทยาการ พัฒนาความรู้ความสามารถ เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทย และทุกคนจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ มีแรงบันดาลใจเพื่อก้าวไปข้างหน้า อย่างไรก็ตาม แม้จะเรียนหนังสือหนักหรือตั้งใจเรียน ก็ไม่ต้องเครียดกัน ขอให้ยิ้มแย้มแจ่มใสแบบนายกฯ จะได้ไม่เครียด &amp;nbsp;วันนี้นายกฯ พยายามไม่เครียดในทุกเรื่อง แม้จะมีปัญหามากมาย ขอทำต่อไปให้ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ประเทศกำลังเดินหน้าแก้ไขปัญหาเก่า และเดินหน้าสู่เรื่องใหม่ๆ แน่นอนจะต้องมีปัญหาความขัดแย้งสูง เพราะเป็นการปฏิรูปสร้างพื้นฐานให้ประเทศ รัฐบาลจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีขึ้นมา ยืนยันว่าไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ แต่เป็นเส้นทางของประเทศเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมาย ปีหน้าเราจะเป็นประธานอาเซียน โดยตั้งธีม &amp;quot;การร่วมมือร่วมใจ ก้าวไกลมุ่งสู่อนาคต&amp;quot; ดังนั้น จึงต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติสู่การปฏิบัติเพื่อเป้าหมาย และด้านความมั่นคงทุกคนต้องช่วยกัน เพราะเป็นพื้นฐานของความสงบเรียบร้อย มีผลต่อด้านเศรษฐกิจด้วย สี่ปีที่ผ่านมาบ้านเมืองสงบเรียบร้อย ทุกคนสามารถดำเนินชีวิตอย่างปกติสุขมีความปลอดภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่บอกว่าทำไมรายได้และความเป็นอยู่ของประชาชนยังไม่ดีขึ้น เกษตรกรยังมีปัญหา เราพยายามดูทุกอย่าง ซึ่งไม่อาจจะพูดอะไรได้มากในช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงความเคลื่อนไหวทางการเมือง &amp;nbsp;แต่จะพูดในฐานะนายกฯ ว่าที่ผ่านมาเราพัฒนาหลายอย่าง แต่ถ้ายังเข้าใจไม่ตรงกันก็ไปไม่ได้ หวังว่าทุกคนจะช่วยสร้างความเข้าใจให้ตนด้วย ไม่เช่นนั้นจะถูกบิดเบือน วันนี้ประชาธิปไตยก็เดินหน้าเข้ามา &amp;nbsp;อยากให้ทุกคนช่วยสร้างความเข้าใจ นอกจากนี้ต้องใช้โทรศัพท์ให้เกิดประโยชน์ เปิดดูเว็บไซต์หน่วยงานราชการ ทั้งนี้ขอให้ทุกคนร่วมกันสนองพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สืบสานรักษา ต่อยอดศาสตร์พระราชาและแนวพระราชดำริต่างๆ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ร่วมกันพัฒนาให้เกิดความมั่นคงอย่างยั่งยืน และใช้พลังจิตอาสาทำความดีด้วยหัวใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;4 ปีมาแล้วที่เราทำงานอย่างเต็มที่ ผมพูดในนามรัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง รัฐบาลคือรัฐบาล การเมืองก็คือการเมือง คนละเรื่อง อีกเรื่องต้องไปว่ากันข้างนอก อย่ามาตีกันไปกันมา หวังว่าวันข้างหน้าจะดีขึ้น และหวังว่าครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษาจะร่วมกันเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทยไปด้วยกัน ขอให้ทุกคนระลึกถึงเสมอว่าประเทศไทยคือบ้านของเรา ไม่มีใครมาแก้ปัญหาให้เราได้นอกจากพวกเรากันเอง เราเอากฎกติกาของต่างประเทศมาได้ แต่ต้องเอามาประยุกต์ให้เหมาะกับความเป็นไทย&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายกฯ เดินลงจากเวทีมาทักทายนักเรียน โดยได้ชูมือทำสัญลักษณ์ไอเลิฟยู พร้อมกับกล่าวว่า &amp;quot;สวัสดีทุกคน รักประเทศไทยต้องรักคนไทยทุกคน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องแกรนด์ไดมอนด์ อิมแพค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดและมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 โดยมีตัวแทนข้าราชการกระทรวง ทบวง กรมเข้าร่วมว่า ข้าราชการทุกภาคส่วนทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นข้าราชการเพื่อใคร เพื่อประชาชน ประเทศชาติ รวมจิตใจเป็นหนึ่งเดียว เพื่อสมศักดิ์ศรีข้าราชการ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 ต้องคำนึงให้เกิดความเชื่อมโยงทั่วถึงประชาชนทุกมิติ ไปสู่เป้าหมาย และภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 12 ที่ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า หน้าที่ของเราคือเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ นำศาสตร์พระราชามาเป็นหลักในการทำงานเพื่อผลักดันประเทศ ต้องเข้าใจความหมายศาสตร์พระราชาให้ดี ตีความให้ถูกต้อง ลงในเชิงลึกเชิงกว้างในข้างล่างและสาระสำคัญ ด้วยพระองค์มีรับสั่งมา ถือเป็นปรัชญาที่แท้จริง การสร้างสมดุลเศรษฐกิจสังคมให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน จะนำมาซึ่งความสงบสุข ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีความเป็นอยู่ที่ดี คนไทยต้องมีความจงรักภักดี ซื่อสัตย์ พร้อมดำรงไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ นี่คือหลักการของประเทศไทย อย่าให้เกิดความขัดแย้งกัน คนรวย คนจน หรือคนปานกลาง &amp;nbsp;รัฐบาลมีหน้าที่แบ่งปันผลประโยชน์ให้เหมาะสมเป็นธรรม สุดท้ายคือทำการเมืองมีเสถียรภาพและมีธรรมาภิบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนี้ต้องเดินตามยุทธศาสตร์ชาติ เปรียบเสมือนไฮเวย์เดินไปอย่างมีแผนแม่บท กฎระเบียบ &amp;nbsp;ให้ทุกคนเข้าถึงโอกาส สิ่งสำคัญอันดับแรกคือต้องแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ใช้จ่ายงบประมาณตามภารกิจ มีประสิทธิภาพสูงสุด คุ้มค่าต่อการใช้จ่าย ต้องสามารถระบุผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้น &amp;nbsp;มีกลไกการประเมินผลและเปิดเผยต่อสาธารณชน จะมาทำงุบงิบเงียบๆ ไม่ได้อีกแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี หน่วยงานจะต้องจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ปี เพื่อให้รัฐบาลมีข้อมูลในการรักษาวินัยการเงินการคลัง สิ่งที่รัฐบาลทำมาในวันนี้มีการประมาณการมากกว่า 3 ปี จะถึง 5 ปีด้วยซ้ำ เพื่อให้เม็ดเงินแต่ละรายจ่ายเกิดความสมดุล ตนเชื่อมั่นข้าราชการที่เก่งในเรื่องการเขียนการใช้จ่ายงบประมาณ แต่เขียนแล้วต้องดูว่าใช้ได้หรือไม่ เขาอนุมัติหรือไม่ การเสนองบประมาณต้องมีรายละเอียดมาด้วย ไม่ใช่อยู่ดีๆ ส่งมาก่อนแต่ไม่มีรายละเอียด จะเป็นแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว ที่ทำผิดกฎหมายทุจริต ถ้ารู้ต้องลงโทษอย่างหนัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เวลาที่ผมพูดอะไรบางครั้งต้องติดเบรกตัวเองเอาไว้ ถ้าพูดอะไรผิดขอให้ช่วยท้วงติงด้วย เพราะบางทีผมก็อาจจะพูดเลยเถิดไป เนื่องจากเป็นคนที่ปากกับใจตรงกัน วันนี้การกระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่นแล้ว การเลือกตั้งก็มีถ้าพร้อมก็เดินไป ไม่มีอะไรขัดข้อง ทั้งนี้เวลาที่ทำอะไรต้องรู้จักความละอายเกรงกลัวต่อบาป ต้องมีหิริ โอตตัปปะ ต้องปลูกฝังคนรุ่นใหม่ว่าโตไปไม่โกง ไม่ใช่สนับสนุนกันอยู่นั่นจนคิดว่าถูกต้อง สังคมต้องช่วยกันแก้ไข ผมพูดก็เพื่อให้สังคมคนรุ่นใหม่พัฒนา และที่พูดว่าโกงนั้นไม่ใช่โกงเฉพาะเงินทอง แต่มีเรื่องการโกงเวลา โกงกฎจราจรต่างๆ ก็ถือว่าโกงทั้งนั้น&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว​
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หลายคนบอกว่าสภาปัจจุบันเป็นสภาฝักถั่วในเรื่องการออกกฎหมาย ความจริงคือกว่าจะออกฎหมายมาได้แต่ละฉบับใช้เวลาเป็นเดือน ไม่ใช่ฝักถั่วอย่างที่พูด จะกล่าวหาแบบเดิมไม่ได้ &amp;nbsp;เขาทำงานแทบตาย และไม่ว่าจะวันนี้หรือวันไหน ตนเคารพในสภาทุกสภา ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน &amp;nbsp;รวมทั้งแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่ไม่ทัน กฎกระทรวงต่างๆ เป็นล้านฉบับ เพราะสิ่งสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยมีความสงบสุขยั่งยืน มีความเป็นธรรมเท่าเทียมกัน คือกฎหมายเท่านั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24474</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อำพน กิตติอำพน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181217/image_big_5c17ac2467836.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.เปิดกรุสมบัติ3อดีตสนช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการ ป.ป.ช.เปิดกรุสมบัติอดีต 3 สนช. &amp;ldquo;อำพน-เฉลิมชัย-ยุวนัฏ&amp;rdquo; พบ &amp;ldquo;ยุวนัฏ&amp;rdquo; รวยถึง 310 ล้าน ขณะที่ &amp;ldquo;อำพน-เฉลิมชัย&amp;rdquo; เงินงอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 พ.ย. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กรณีพ้นจากตำแหน่ง จำนวน 3 ราย คือ นายอำพน กิตติอำพน, พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท และ พล.อ.ยุวนัฏ สุริยกุล ณ อยุธยา โดยจากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนายอำพน และนางกษมล กิตติอำพน คู่สมรส แจ้งว่ามีทรัพย์สินจำนวน 221,754,616 บาท ไม่มีหนี้สิน โดยแยกเป็นทรัพย์สินของนายอำพน จำนวน 138,999,036 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุน ที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง และเงินฝาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนทรัพย์สินของคู่สมรส จำนวน 82,755,580 บาท ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุน และที่ดิน นอกจากนั้นยังมีทรัพย์สินอื่น เป็นเครื่องประดับ อัญมณี เพชรและทอง มูลค่า 6,000,000 บาท ส่วนนายอำพนไม่ได้แจ้งว่ามีทรัพย์สินอื่นมูลค่าตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป ทั้งนี้เมื่อเปรียบกับกรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อ ส.ค.2557 แจ้งว่าตนและคู่สมรสมีทรัพย์สินรวม 198,528,815 บาท มีหนี้สิน 2,100,100 บาท โดยมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินจำนวน 196,428,815 บาท เท่ากับว่านายอำพนและคู่สมรสมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 25,325,801 บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนบัญชีทรัพย์สินของ พล.อ.เฉลิมชัย และนางเบญจวรรณ สิทธิสาท คู่สมรส แจ้งว่ามีทรัพย์สินจำนวน 40,893,718 บาท ไม่มีหนี้ โดยแยกเป็นทรัพย์สินของ พล.อ.เฉลิมชัย จำนวน 10,547,065 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนและเงินฝาก รวมถึงทรัพย์สินอื่นมูลค่า 945,000 บาท ประกอบด้วยปืนสั้น 4 กระบอก นาฬิกาข้อมือ 5 เรือน ส่วนทรัพย์สินของคู่สมรส จำนวน 30,346,653 บาท ส่วนใหญ่เป็นที่ดิน เงินลงทุน เงินฝาก ทรัพย์สินอื่น และยานพาหนะ โดยมีทรัพย์สินอื่นที่น่าสนใจ อาทิ ทองคำแท่งน้ำหนัก 30 บาท สร้อยคำทองคำ กำไลเพชร ต่างหูเพชร จี้เพชร เครื่องมุก สร้อยข้อมือ แหวน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อเปรียบกับกรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อ ต.ค. 2557 แจ้งว่าตนและคู่สมรสมีทรัพย์สินรวม 29,917,197 บาท ไม่มีหนี้สิน เท่ากับว่า พล.อ.เฉลิมชัยและคู่สมรสมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 10,976,521 บาท ทั้งนี้ นางเบญจวรรณยังได้ทำหมายเหตุไว้ในเอกสารประกอบด้วยว่าได้รับเงินกรณีลาออกจากธนาคารธนชาตจำนวน 5,287,934 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่บัญชีทรัพย์สินของ พล.อ.ยุวนัฏ และนางนันทพร สุริยกุล ณ อยุธยา คู่สมรส แจ้งว่ามีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินจำนวน 310,479,037 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินทั้งสิ้น 345,876,743 บาท หนี้สิน 35,397,705 บาท โดยแยกเป็นทรัพย์สินของ พล.อ.ยุวนัฏ จำนวน 55,137,842 บาท ส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินอื่นมูลค่า 53,470,000 บาท โดยทรัพย์สินที่น่าสนใจ อาทิ พระพุทธรูปและพระเครื่องชื่อดัง รวม 179 รายการ เช่น สมเด็จวัดสระเกศ รุ่นแรก, หลวงพ่อคงวัดบางกะพ้อม, สมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่, หลวงปู่แหวนรุ่นเราสู้, พระจิตรลดา, พระผงสุพรรณ, สมเด็จบางขุนพรหมพิมพ์เส้นด้าย, พระสมเด็จเกศไชโย, &amp;nbsp;หลวงปู่ทวดพิมพ์ (พ.ศ.2487), ตะกรุดหลวงปู่ศุขวัดปากคลอง จ.ชัยนาท โดยส่วนใหญ่แจ้งราคาไว้ที่หลักหมื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้นยังมีนาฬิกาหรู 6 เรือน ส่วนทรัพย์สินของคู่สมรส จำนวน 290,738,900 บาท ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุน ทรัพย์สินอื่นและที่ดิน โดยทรัพย์สินที่น่าสนใจ อาทิ เครื่องเพชร เครื่องทอง เครื่องประดับ ทั้งมรกต ทับทิม สร้อยเพชร กำไลทอง แหวนต่างหูทับทิมประเด็บเพชร แหวนเพชร 3 กะรัต บุษราคัมรวม 94 กะรัต จำนวน 139 เม็ด มูลค่า 94,000 บาท บุษราคัมทรง 4 เหลี่ยม รวม 25.9 กะรัต จำนวน 55 เม็ด มูลค่า 25,000 บาท ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อ ส.ค.2557 แจ้งว่าตนและคู่สมรสมีทรัพย์สินรวม 449,344,380 บาท หนี้สิน 108,865,119 บาท เท่ากับว่า พล.อ.ยุวนัฏและคู่สมรสมีทรัพย์สินลดลง 138,865,343 บาท หนี้สินลดลง 73,469,414 บาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22944</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ยุวนัฏ สุริยกุล ณ อยุธยา, พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อำพน กิตติอำพน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181127/image_big_5bfd5589a8f52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18921</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2018 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2018 15:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง&#039;อำพน-พล.อ.เฉลิมชัย-พล.อ.อ.จอม&#039;เป็นองคมนตรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ต.ค.61 - ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งองคมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่าตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งองคมนตรี ตามประกาศลงวันที่๑๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ แล้วนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัดนี้ ทรงพระราชด าริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งองคมนตรีเพิ่มขึ้นอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑. นายอำพน กิตติอำพน เป็น องคมนตรี
๒. พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท เป็น องคมนตรี
๓. พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง เป็น องคมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ
ณ วันที่ ๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ เป็นปีที่ ๓ ในรัชกาลปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้รับสนองพระราชโองการ
พลเอก เปรม ติณสูลานนท์
ประธานองคมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18921</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง, พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท, องคมนตรี, อำพน กิตติอำพน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56fb8616ee0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
