<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>40076</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2019 13:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2019 13:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทช.ลุยสร้างสะพานเชื่อมสองตำบลจ.นครพนมเปิดใช้ต้นปี63</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ค.62-นายปฐม เฉลยวาเรศ รองอธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.)เปิดเผยว่ากรมฯได้ดำเนินการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำสงคราม อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนให้สามารถสัญจร ได้อย่างสะดวกรวดเร็วปลอดภัยมากยิ่งขึ้นเนื่องจากพื้นที่อำเภอศรีสงคราม มีประชากรอาศัยเป็นจำนวนมาก โดยพื้นที่ดังกล่าวเชื่อมต่อกับบ้านศรีเวินชัย ตำบลสามผงถึง บ้านขามเปี้ยน้อย ตำบลบ้านข่า อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อเชื่อมต่อทั้งสองตำบลเข้าด้วยกันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต ทำให้ประชาชน นักเรียน สามารถเดินทางได้อย่างสะดวก ขนส่งผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดเวลามากขึ้น ทช.จึงได้ดำเนินการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำสงคราม โดยก่อสร้างเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ช่องจราจร ยาว 200 เมตร กว้าง 9 เมตร พร้อมถนนเชื่อมต่อ ระยะทาง 2,806 เมตร ใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวม 58.144 ล้านบาท เมื่อก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ จะสามารถร่นระยะทางในการเดินทางระหว่างตำบลได้ถึง 25 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามปัจจุบันสะพานดังกล่าวได้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วกว่า 65% คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้ประชาชนได้ใช้สัญจรประมาณต้นปี 2563 นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40076</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวงชนบท (ทช.), นครพนม, สะพานข้ามแม่น้ำสงคราม, อำเภอศรีสงคราม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190703/image_big_5d1c4fa5cfebd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4466</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2018 12:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2018 12:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลงแล้ว!แม่เฒ่าถูกโจรทุบหัวชิงทอง ไม่หวังได้คืน เชื่อเป็นหนี้ชาติก่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค.61- &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณีเกิดเหตุคนร้ายสวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า ก่อเหตุทำร้ายร่างกายทุบศีรษะ &amp;nbsp;นางมา เกษมสุข แม่เฒ่าที่พิการวัย 84 ปี &amp;nbsp;อยู่บ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 6 ซอยเทศบาล6/1 &amp;nbsp;ต.ศรีสงคราม อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม &amp;nbsp;บริเวณซอยหน้าบ้าน &amp;nbsp;ช่วงเช้ามืดวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา ขณะยายผู้เสียหายตื่นขึ้นมาปั่นจักรยานสามล้อถีบ ซึ่งใช้สำหรับผู้พิการ เพื่อออกกำลังกายรอไปทำบุญที่วัด ก่อนจะชิงเอาทองรูปพรรณ รวมน้ำหนัก 7 บาท พร้อมพระเลี่ยมทองหลวงพ่อคูณ ที่ใส่เก็บไว้ในกระปุกยา และเงินสดที่พกติดตัวใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ อีกจำนวน 61,000 บาท &amp;nbsp;หลังก่อเหตุคนร้ายหลบหนีไปอย่างลอยนวล &amp;nbsp;ภายหลังเกิดเหตุลูกชายได้พาเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.ศรีสงคราม &amp;nbsp;ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวน ติดตามคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล &amp;nbsp;ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม พร้อมด้วย &amp;nbsp;พ.ต.อ.เสฏฐวุฒิ รอดจันทร์ ผกก.สืบสวนนครพนม &amp;nbsp;พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ &amp;nbsp;ศรีจันทร์ ผกก.สภ.ศรีสงคราม &amp;nbsp;ได้ระดมกำลังตำรวจชุดสืบสวน ลงพื้นที่ตรวจสอบเก็บหลักฐาน สอบสวนพยานเพิ่มเติม เบื้องต้นมุ่งประเด็นผู้ก่อเหตุเป็นคนในพื้นที่ และอาจจะเป็นบุคคลใกล้ชิดกับคุณยาย เพราะรู้ความเคลื่อนไหวของผู้เสียหายมาเป็นอย่างดี &amp;nbsp;โดยเฝ้าติดตามสะกดรอยตามเพื่อวางแผนก่อนก่อเหตุ &amp;nbsp;และฉวยโอกาสเหมาะที่ปลอดคน หลังเกิดเหตุตำรวจได้นำตัวผู้ต้องสงสัยจำนวน 2 ราย &amp;nbsp;มาสอบสวนตรวจดีเอ็นเอ เก็บหลักฐาน เพื่อนำไปเทียบกับทางนิติวิทยาศาสตร์ ที่เก็บได้ในจุดเกิดเหตุ และตามร่างกายผู้เสียหาย &amp;nbsp;ซึ่งต้องรอผลการตรวจพิสูจน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด นางมา ได้ออกมาเปิดเผยครั้งว่า &amp;nbsp;ประมาณ 20 ปีที่แล้ว ตนประกอบอาชีพค้าขายของอยู่ในตลาด ครั้นสามีล้มป่วยและเสียชีวิตในเวลาต่อมา &amp;nbsp;จึงให้โอนกิจการให้ลูกชาย ลูกสาว รับไปดำเนินการแทน เพราะสุขภาพร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ช่วงกลางวันพวกลูกๆจะออกไปทำงานขายของตลาด กิจวัตรประจำวันของคนไม้ใกล้ฝั่ง จะตื่นนอนประมาณ ตี 4 &amp;ndash;ตี 5 &amp;nbsp;เพื่อนึ่งข้าว เตรียมอาหารนำไปทำบุญที่วัดใกล้บ้าน โดยจะปั่นรถจักรยานสามล้อแบบคนพิการ เนื่องจากป่วยเป็นโรคปวดเข่าไม่สามารถเดินเหินได้สะดวก แต่ยังพอมีแรงปั่นรถถีบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเกิดเหตุ(2 มี.ค.61) ตื่นมาประมาณตี 5 &amp;nbsp;หุงหาอาหารเพื่อรอไปทำบุญที่วัด แต่เพื่อนบ้านข้างเคียงยังไม่มีใครตื่น &amp;nbsp;จึงปั่นรถสามล้อออกกำลังกายฆ่าเวลา ถีบวนไปมาระหว่างบ้านกับปากซอย ขณะนั้นมีชายร่างสูงใหญ่ สวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า เดินอ้อมมาทางด้านหลัง พยายามล้วงเอากระเป๋าเงินที่ซ่อนไว้ในชายเสื้อ &amp;nbsp;ทีแรกนึกว่ามีคนมาแกล้งหยอก แต่คนร้ายกระซิบข้างหูอย่าโวยวาย ไม่เช่นนั้นจะฆ่าให้ตาย ด้วยความตกใจ จึงไม่กล้าร้องให้คนมาช่วย จากนั้นคนร้ายใช้ของแข็งทุบศีรษะจนร่างร่วงลงกับพื้นถนนหมดสติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอรู้สึกตัวพบว่ากระเป๋าเงิน และกล่องทองรูปพรรณหนัก 7 บาท เงินสดอีก 61,000 บาท ที่สะสมไว้หลายปีอันตธานหายไป จึงช่วยตัวเองขึ้นรถไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านให้โทรเรียกลูกชาย พาไปหาหมอ ซึ่งศีรษะบวมปูดเพราะถูกตี &amp;nbsp;ก่อนไปแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อมีคนสอบถามว่าทำไมถึงพกเงินพกทองไปไหนมาไหนด้วย นางมากล่าวว่า ไม่ชอบเก็บไว้ของมีค่าไว้ที่บ้านเพราะไม่มีคนอยู่ กลัวพวกหัวขโมยขึ้นบ้านจึงพกติดตัวไว้ตลอด &amp;nbsp;และที่น่าแปลกใจว่าคนร้ายรู้ได้อย่างไรว่ามีเงินมีทองอยู่กับตัว ขนาดลูกชายลูกสาวยังไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย &amp;nbsp;ส่วนเงินที่มีเกือบหนึ่งแสนนั้นสะสมจากเงินผู้สูงอายุเดือนละ 800 บาท และเบี้ยคนพิการอีก 800 บาท รวมเดือนละ 1,600 บาท ลูกหลานให้สมทบอีกจึงเก็บสะสมมาไว้ทำบุญ &amp;nbsp;เชื่อว่าคนร้ายต้องเป็นคนในพื้นที่ที่เคยเห็นตนเก็บเงินใส่กระเป๋า และรู้การเคลื่อนไหวว่าจะต้องออกจากบ้านเวลาใด หลังเกิดเหตุทำใจแล้วไม่คิดจะได้คืน ถือว่าทำบุญทำทาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยายคงเป็นหนี้เขาชาติที่แล้ว &amp;nbsp;ไม่กังวลใจ ไม่เครียด ไม่ตายหาใหม่ ทำบุญมากกว่านี้ยังเคยทำ &amp;nbsp;แต่อยากให้ตำรวจจับตัวมาลงโทษให้ได้ จะได้ไม่ไปทำกับใครอีก ส่วนเงินทอง ไม่ได้คืนไม่เป็นไร &amp;nbsp;ขอให้คนทำชั่วรับกรรมไป ทุกวันนี้ยังใช้ชีวิตประจำวันเหมือนเดิม ว่างก็อ่านหนังสือธรรมะ ฟังวิทยุ ออกกำลังกายเช่นเคย&amp;rdquo; นางมาแม่เฒ่าผู้เคราะห์ร้ายกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4466</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชิงทองแม่เฒ่า, นครพนม, นางมา เกษมสุข, อำเภอศรีสงคราม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5a9f78ffbeeb3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
