<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>48588</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2019 12:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2019 12:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ช้างงาเดียวตาใกล้บอดปักหลักหากินสวนไผ่ชาวบ้าน หวั่นทำร้ายคน-วอนเจ้าหน้าที่เร่งดูแล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห่วงช้างป่างาเดียวตาใกล้บอดปักหลักหากินในสวนไผ่ชาวบ้านแก่งหางแมว หวั่นตกบ่อลึก-พลาดทำร้ายคน วอนเจ้าหน้าที่เร่งดูแล เผยวิกฤต &amp;quot;คน-ช้าง&amp;quot;&amp;nbsp;เผชิญหน้า นักวิชาการจี้ระดมสมองเร่งแก้ปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ต.ค.62 - นายทิวา แตงอ่อน ชาวบ้านหมู่ 8 ต.สามพี่น้อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้มีช้างตัวใหญ่มีงาเดียว ตามองไม่ค่อยเห็นเข้ามาหากินอยู่ในสวนไผ่บ้านของตนร่วม 2 สัปดาห์แล้ว โดยชาวบ้านพยายามช่วยกันต้อนให้กลับเข้าไปหากินในป่า แต่ก็ไม่ยอมไป ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นกลัวว่าจะเป็นอันตราย ซึ่งบริเวณนั้นมีไร่มันสำปะหลังอยู่ราว 70 ไร่ สวนไผ่ของตน 8 ไร่ ทำให้ช้างตัวนี้ปักหลักหากินอยู่แถวนี้และไม่ยอมกลับเข้าป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาผมไม่เคยไล่และปล่อยให้เขาหากินไป แต่ช้างได้ทำลายต้นไผ่และมันสำปะหลังไปเยอะ ผมไม่รู้ว่ากลางคืนเขานอนที่ไหน แต่กลางวันตั้งแต่เช้ามืดถึง 11 โมง เขาเข้ามาหากินในสวนของผม และไร่มันสำปะหลัง เจ้าของไร่มันสำปะหลังเคยพยายามไล่ แต่เขาก็ไม่ยอม ชาวบ้านอยากให้ทางการเข้าดูแล และต้อนให้เข้าไปในป่า เพราะเขาแก่แล้ว กลัวจะพลาดพลั้งเอางาแทงคน หรือเหยียบคนก็จะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะตาเขาฝ้าฟางมองไม่ค่อยเห็น เราไม่แน่ใจว่าเป็นข้างเดียวหรือสองข้าง เพราะไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เพียงแต่คนที่ต้อนช้างบอกว่าตาเขามองไม่ค่อยเห็น แถมบริเวณนั้นยังมีบ่อน้ำลึกเกือบ 20 เมตร ถ้าตกลงไปคงขึ้นไม่ได้แน่ เราเคยแจ้งไปที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯแล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจหรือเข้ามาแก้ไขปัญหาจริงจัง ทำให้เจ้างาเดียวยังอยู่ในสวนไผ่&amp;rdquo;นายทิวา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทิวา กล่าวว่า สถานการณ์การเผชิญหน้ากันระหว่างคนกับช้างในบริเวณป่าตะวันออกนับวันยิ่งเลวร้ายขึ้น เมื่อแดดร่มลมตกจะมีช้างมากกว่า 400 ตัวออกมาหากินตามไร่สวนของชาวบ้าน พอเช้าก็กลับเข้าป่าซึ่งเป็นเช่นนี้ทุกวัน ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามเคยทำรั้วตามแนวป่าเพื่อกั้นช้าง แต่ปรากฏว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นโดยเอาเสาเข็มขนาดเล็กมาสร้างรั้วทำให้ไม่ได้มาตรฐาน จึงไม่สามารถกั้นช้างได้ ขณะเดียวกันช้างได้หากินทำลายพืชในไร่สวนหนักหน่วงมากเหมือนกับกินโต๊ะจีน มีทั้งน้ำและอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทิวา กล่าวว่าทุกวันนี้ชาวบ้านได้รับแรงกดดันมาก เพราะต้องมองดูพืชไร่พืชสวนที่ปลูกไว้ถูกทำลายทุกเช้า และไม่มีใครกล้าทำอะไรช้างเนื่องจากผิดกฎหมาย บางคนรับมือโดยใช้ระเบิดปิดปองที่มีแต่เสียงซึ่งแรกๆช้างก็หนี แต่ตอนนี้ไม่ได้ผลแล้ว บางรายเอารั้วไฟฟ้าไปกั้น จนบางครั้งทำให้ช้างล้ม บางคนใช้ปืนลูกซองยิงไล่หลัง ถ้าไปดูช้างหลายตัวที่ล้ม จะพบว่าบริเวณบั้นท้ายหรือตูดมีลูกกระสุนฝังอยู่ ขณะที่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาชาวบ้านเองก็เสียชีวิตจากการถูกช้างทำร้ายจำนวนเพิ่มสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้พอช้างเข้าสวนใคร เมื่อเราแจ้งเจ้าหน้าที่ เขาก็ไล่ออกจากสวนนั้นแล้วช้างก็ไปกินที่สวนอื่น เป็นเช่นนี้เรื่อยๆจนเช้า เราเคยเสนอให้กั้นรั้วรอบป่าตะวันออก เอาช้างไปอยู่ข้างในป่า จะให้ชาวบ้านไปช่วยปลูกพืชอาหารในป่า เราก็ยินดี แต่เขาก็ไม่ทำ ปัญหาเลยยังเป็นเช่นนี้&amp;rdquo;นายทิวา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ นักวิชาการอิสระ ซึ่งเป็น 1 ในคณะนักวิจัยโครงการบริหารจัดการความสัมพันธ์ &amp;ldquo;คนช้างป่า&amp;rdquo;ให้อยู่กันอย่างยั่งยืน กล่าวว่าปัญหาคือภายในกรมอุทยานฯที่ดูแลเรื่องช้างป่ามีปัญหาทะเลาะกันเอง ทำให้การขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาช้างในภาคตะวันออกตกต่ำมาก เมื่อเกิดกรณีช้างทะเลาะกับคนหรือเกิดเรื่องก็พยายามปิดข่าว ขณะที่แต่ละปีมีงบประมาณนับพันล้านบาท แต่ก็ใช้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เช่น มีงบที่ใช้สร้างรั้วไฟฟ้านับร้อยล้าน แต่รั้วกลับอยู่ได้ไม่นานก็พัง ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ไม่ได้ฟังชาวบ้านเลยทำให้ชาวบ้านรู้สึกเครียดเพราะไม่มีการบริหารจัดการ ซึ่งในงานวิจัยฯบอกว่าคือ 1.ต้องศึกษาพฤติกรรมของช้าง 2.ศึกษาพฤติกรรมของคน 3 ศึกษารูปแบบป่า ที่จะไม่เกิดการทับซ้อนที่เป็นผลลบ โดยมีตัวอย่างการจัดการปัญหาที่อุทยานฯกุยบุรี แต่ในส่วนของป่าตะวันออกนั้นมีปัญหาที่ซับซ้อนและแตกต่างกว่าที่กุยบุรีจนช้างอยู่ในป่าไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเพิ่มศักดิ์กล่าวว่า ควรระดมสมองเพื่อจัดการการความสัมพันธ์คนช้างป่าให้อยู่ร่วมกันได้ เพราะทำทีละอย่างไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพราะช้างเป็นสัตว์ที่เรียนรู้เร็ว และเขาก็ไม่ยอมอดตายเหมือนคน ดังนั้นต้องหารูปแบบการจัดการ ทั้งมาตรการป้องกัน ควบคุม ดูแลและอีกหลายมาตรการ ซึ่งขณะนี้ทำกันเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น พอพ้นตัวเมื่อเกิดปัญหาอีกก็ต้องแก้กันใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเพิ่มศักดิ์กล่าวว่า การแก้ปัญหาต้องดูในแผนที่ก่อนว่าเส้นทางช้างมีกี่เส้นทาง และที่ช้างที่แรงอยู่กี่ตัว และสาเหตุที่ทำให้ช้างตัวนั้นแรงเพราะพฤติกรรมเกิดจากคนหรืออะไร เพื่อวิเคราะห์และแก้ไขทีละเปราะ ที่ผ่านมาเมื่อช้างตัวหนึ่งเห็นตัวอื่นออกมาหากินนอกป่าก็ออกตาม แบบนี้จะทำอย่างไร ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการ ซึ่งไม่น่ายากเพราะโดยหลักแล้วช้างต้องการเพียงที่อยู่ปลอดภัย มีอาหารและน้ำกินแค่นั้น ซึ่งผืนป่าตะวันออกมีขนาดใหญ่และมีพื้นที่เหลือเฟือให้ช้างอาศัยอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48588</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนช้างป่า, จังหวัดจันทบุรี, ช้างงาเดียว, ช้างบุกกินพืชผล, ปัญหาช้างป่า, อำเภอแก่งหางแมว, เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191022/image_big_5dae98d9e9872.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22514</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/11/2018 13:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2018 13:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ช่วยชีวิตช้างป่าอายุ3ปีติดบ่วงรัดขาแผลเน่า เฝ้าติดตามอาการใกล้ชิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ย.61 -&amp;nbsp;สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ และนายกริชฐพร คุ้มโนนไชย สัตวบาลประจำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) ชุดเฝ้าระวังและติดตามช้างป่าเขาอ่างฤาไน ชุดรักษาความปลอดภัยภายในหมู่บ้าน (ชรบ.) และกลุ่มอนุรักษ์และช่วยเหลือสัตว์ป่าเข้าพื้นที่ หมู่ที่ 1 ตำบลพวา อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ได้เดินทางไปช่วยลูกช้างป่าบาดเจ็บบริเวณขาหน้าขวาจากการโดนบ่วงรัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบลูกช้างป่าเพศผู้ อายุประมาณ 3 ปี น้ำหนักประมาณ 1,500-1,800 กิโลกรัม อาศัยอยู่ตัวเดียวไม่พบโขลงช้างป่า พบว่าบ่วงยังคงรัดแน่นบริเวณขาหน้าข้างขวา สภาพแผลค่อนข้างเน่า มีเศษเนื้อตาย มีหนอง เจ้าหน้าที่สัตวบาลประจำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) ต้องใช้วิธีโดยการยิงยาซึม และทำการล้างแผล ทำแผล ฉีดยาลดปวด ยาฆ่า วิตามิน หลังดำเนินการทำแผลเสร็จจึงทำการฉีดยาแก้ฤทธิ์ยาซึม หลังจากนั้นลูกช้างป่าฟื้นจากยาซึม และสามารถเดินได้ปกติ เจ้าหน้าที่ทุกคนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สัตวแพทย์ได้ทำการเจาะเก็บเลือดเพื่อส่งตรวจดูค่าเลือดว่ามีความผิดปกติหรือไม่ (อาจผิดปกติได้ถ้าแผลติดเชื้อ) และส่งตรวจโรคเพิ่มเติม และล่าสุดอาการของช้างป่าตัวนี้ปลอดภัยดีแล้ว แต่ต้องเฝ้าติดตามบาดแผลของช้างป่าตัวนี้อย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ได้จัดกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ช้างป่าตัวนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรแก่งหางแมว ได้สืบหาข่าวเชิงลึกเพื่อเร่งติดตามพรานป่า หรือ ผู้ที่นำบ่วงมาดักสัตว์รายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22514</URL_LINK>
                <HASHTAG>จันทบุรี, ช่วยลูกช้างป่า, ช้างป่าติดบ่วง, พรานป่าติดบ่วงล่าสัตว์, สภ.แก่งหางแมว, สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา), อำเภอแก่งหางแมว, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181122/image_big_5bf6504361563.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8983</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2018 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2018 09:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไฟปริศนาลามไหม้บ้านอีกหลัง!นายอำเภอ-อบต.สุดมึนหาสาเหตุไม่ได้ วอนปภ.ส่งรถดับเพลิงสแตนบาย 24 ชม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ค.61 - ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าไฟปริศนา ที่ลุกไหม้สิ่งของภายในบ้านหลังที่ 2 ที่อยู่ห่างจากหลังแรก ประมาณ 20 เมตร พบว่าช่วงคืนที่ผ่านมาและเช้าวันนี้ได้เกิดไฟลุกไหม้เสื้อผ้า หมอนมุ้ง และสิ่งของภายในบ้านของ ของนางกาญจนา ดอกดิน อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 51/2 หมู่ที่ 6 ตำบลสามพี่น้อง อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด นางกาญจนา ดอกดิน เจ้าของบ้าน และครอบครัวต้องมีการย้ายสิ่งของที่อยู่ภายในบ้านออกมาอยู่นอกบ้าน เพื่อป้องกันการเกิดไฟลุกไหม้ข้าวของเสียหายขึ้นมาอีก รวมทั้งต้องอยู่กันอย่างหวาดผวาไม่กล้าที่จะทิ้งบ้านไปไหน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้น นายสุริยพงศ์ ทรงศิริ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามพี่น้องต้องมีการให้เจ้าหน้าที่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) นำรถดับเพลิง จำนวน 1 คัน มาคอยสแตนบายไว้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันหากเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมาอีกก็จะช่วยกันดับได้ทัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปฏิณญา พานิชอัตรา นายอำเภอแก่งหางแมว และนายสุริยพงศ์ ทรงศิริ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามพี่น้อง พยายามที่จะหาต้นตอของการเกิดไฟลุกไหม้สิ่งของภายในบ้านของนางกาญจนา ดอกดิน แต่ก็ยังไม่พบสาเหตุของการเกิดไฟลุกไหม้แต่อย่างไร ทั้งนี้อาจจะเป็นช่วงในเดือนธันวาคม 2560 ที่บ้านของนางสุกัญญา สังฆธรรม บ้านที่เกิดไฟลุกไหม้หลังแรกได้มีการขุดบ่อบาดาลบริเวณหน้าบ้านและหลังบ้าน แต่ไม่พบเจอน้ำจึงได้กลบบ่อ โดยมีดินสีดำขึ้นมาด้วย ช่วงเจาะมีฝุ่นฟุ้งขึ้นมา และพัดเข้ามาในบ้าน จนเวลาผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ ได้เกิดปรากฎการณ์ประหลาดเกิดขึ้นไฟปริศนาลุกไหม้สิ่งของภายในบ้านมาโดยตลอด ก่อนที่ไฟปริศนาจะลุกลามมาไหม้สิ่งของบ้านที่อยู่ใกล้เคียง จนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดแม้เจ้าหน้าที่นักธรณีวิทยา จังหวัดระยอง จะมีการเข้ามาตรวจสอบ และเก็บผิวดินด้านบนไปทำการตรวจสอบยังห้องแล็ปแล้วก็ตาม แต่สุดท้ายก็ยังหาผลสรุปของไฟปริศนานี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยพงศ์ ทรงศิริ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามพี่น้อง กล่าวว่า ในช่วงที่เกิดเหตุได้มีเจ้าหน้าที่ นายอำเภอ ผู้สื่อข่าว ได้มาเพื่อที่จะหาข้อเท็จจริงว่าไฟปริศนาที่เกิดขึ้นมันเกิดจากสาเหตุอะไร ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้อยู่ที่บ้านหลังแรกที่เป็นบ้านที่เกิดเหตุ จากนั้นบ้านหลังที่ 2 ที่มีรั้วติกันได้เกิดไฟลุกไหม้อย่างแรงเห็นทั้งควัน และกลิ่นจึงได้วิ่งมาดูกันปรากฏว่าไหม้ในห้อง ไหม้เสื้อผ้า เครื่องนุงห่มที่อยู่ภายในบ้านเจ้าหน้าที่จึงใช้ถังเคมีเข้าดับเพลิง หลังจากนั้น 10 นาที ก็เกิดไฟลุกไหม้ครั้งที่ 2 ผ่านไปอีก 10 นาที ก็เกิดไฟลุกไหม้ครั้งที่ 3 และ 4 ในบ้านหลังเดียวกัน จึงอยากให้เจ้าหน้าที่นักธรณีวิทยาได้ลงพื้นที่มาตรวจสอบและเก็บดินชั้นใต้ดินไปทำการตรวจสอบอีกครั้งเพื่อหาสาเหตุไฟปริศนาที่เกิดขึ้นให้แน่ชัดอีกครั้งว่าเกิดจากสาเหตุใดต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายอำเภอแก่งหางแมว และองค์การบริหารส่วนตำบลสามพี่น้องต้องมีการนำเครื่องนุ่งห่มไปมอบให้กับเจ้าของบ้านด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8983</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาญจนา ดอกดิน, จันทบุรี, ตำบลสามพี่น้อง, ปฏิณญา พานิชอัตรา, สุริยพงศ์ ทรงศิริ, อำเภอแก่งหางแมว, ไฟปริศนา, ไฟไหม้บ้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180511/image_big_5af504059765e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
