<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98815</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2021 17:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2021 17:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกอัยการฯ เผยมาตรการเข้มงวดหลังพบอัยการผู้ช่วยติดโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 เม.ย.64 - นายอิทธิพร แก้วทิพย์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข่าวว่ามีอัยการผู้ช่วย สังกัดสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 6 อาคารถนนรัชดาภิเษก เป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 สำนักงานอัยการสูงสุดได้ตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็นจริงตามที่สื่อมวลชนได้นำเสนอ โดยขณะนี้ อัยการผู้ช่วยรายดังกล่าวได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานอัยการสูงสุด หรือ ศบสค.อส. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าทำความสะอาดฆ่าเชื้อ ในอาคารถนนรัชดาภิเษก โดยเฉพาะบริเวณชั้น 5 ซึ่งเป็นสำนักงานของผู้ติดเชื้อดังกล่าว พร้อมทั้ง ได้แจ้งให้ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดเข้ารับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 และกักตัวเป็นเวลา 14 วัน เพื่อเป็น การเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค รวมทั้งเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดจุดที่มีการสัมผัสบ่อยภายในอาคารให้มากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณลิฟท์โดยสาร ราวบันได ประตู และที่นั่ง ในโถงทางเดินต่าง ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ศบสค.อส. ยังได้กำชับหน่วยงานของสำนักงานอัยการสูงสุด ให้ปฏิบัติตาม มาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ทำการคัดกรองบุคลากร เจ้าหน้าที่ และผู้มาติดต่อราชการอย่างเข้มงวด และขอให้บุคลากรดำเนินการป้องกันตนเอง หลีกเลี่ยง การเดินทางไปในที่ชุมนุมชนหรือมีการรวมตัวของคนหมู่มาก ซึ่งเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98815</URL_LINK>
                <HASHTAG>อัยการสูงสุด, อิทธิพร แก้วทิพย์, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201207/image_big_5fcdf133b4b77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88805</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2021 18:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2021 18:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการสูงสุดมอบหมาย ศบสค.อส. ออกมาตรการป้องกันโควิดในสำนักงานอัยการฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ม.ค.63 - นายอิทธิพร แก้วทิพย์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกันเปิดเผยว่า วันนี้ นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ ์อัยการสูงสุด ได้มีสารถึงบุคลากรในสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด โดยขอให้บุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุดให้ความร่วมมือ ตลอดจนเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตามคำแนะนำและตามมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือ ศบค. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระบาดในประเทศไทยเป็นวงกว้างเพิ่มมากขึ้น โดยกระทรวงสาธารณสุขได้แถลงว่าในปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ประกอบกับรัฐบาลได้ออกข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 กำหนดให้ 28 จังหวัดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด และข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 16) เพื่อแก้ไขสถานการณ์อย่างทันท่วงทีและป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดลุกลามของเชื้อในวงกว้างต่อไป

ในการกำหนดมาตรการต่างๆ ภายในสำนักงานอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของสำนักงานอัยการสูงสุด หรือ ศบสค.อส. ออกมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดสำหรับบุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุด และประชาชนผู้มาติดต่อราชการโดยเร่งด่วน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งจะได้ประกาศให้ทราบในโอกาสต่อไป และขอความร่วมมือร่วมใจ ความสามัคคีเป็นพลัง ร่วมกันผลักดันภารกิจสำคัญของสำนักงานอัยการสูงสุด ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยให้ปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างในฐานะที่เป็นข้าราชการ ในการร่วมมือกับมาตรการของทางรัฐบาล เพื่อให้เกิดความมั่นใจและความปลอดภัย เพื่อให้ก้าวผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน

ซึ่งต่อมา นายประสิทธิ์ ศิริภากรณ์ รองอัยการสูงสุด ในฐานะประธาน ศบสค.อส. ได้มีหนังสือถึงบุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุดทั่วประเทศ ให้ดำเนินการตามมาตรการและแนวทางเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เช่น ให้ทุกสำนักงานกำหนดให้มีจุดคัดกรองทางเข้าออกอาคารทางเดียว พร้อมกับลงทะเบียนผ่าน www.ไทยชนะ.com เข้า-ออกอาคาร และขอความร่วมมือบุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุดให้งดการเดินทางข้ามจังหวัดโดยไม่จำเป็น ภายใต้สโลแกน &amp;ldquo;อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ เราไม่ประมาทการ์ด เราต้องไม่ตก&amp;rdquo; เป็นต้น

นอกจากนี้ ศบสค.อส. ได้ออกมาตรการให้บุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ทำงานในพื้นที่กรุงเทพมหานครและ 28 จังหวัด ซึ่งรัฐบาลได้ออกข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 กำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด ให้สลับกันทำงานเหลื่อมเวลา หรือ Work From Home และให้รายงานผลการปฏิบัติงานตามแบบรายงานที่ ศบสค.อส. กำหนดเป็นประจำทุกวัน ทั้งนี้ นายประสิทธิ์ ศิริภากรณ์ได้นัดประชุมคณะกรรมการของ ศบสค.อส. ในวันที่ 5 มกราคม 2564 นี้ เพื่อกำหนดรายละเอียดมาตรการต่างๆ และดำเนินการตามมาตรการทันที

นายอิทธิพร แก้วทิพย์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การติดตามการดำเนินการตามมาตรการของ ศบสค.อส. เกี่ยวกับการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถติดตามได้จากข่าวสารของ ศบสค.อส. หรือสอบถามข้อมูลได้ทางหมายเลขโทรศัพท์ 09 8829 0596 ไม่เว้นวันหยุดราชการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88805</URL_LINK>
                <HASHTAG>อัยการ, อิทธิพร แก้วทิพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201207/image_big_5fcdf133b4b77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73976</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2020 13:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2020 13:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการตั้งคณะทำงานใหม่สั่งคดี &#039;บอส อยู่วิทยา&#039; ให้พนักงานสอบสวนสอบพยานหลักฐานใหม่ ขีดเส้นส่งสำนวน 20 ส.ค. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ส.ค.63 - 11.15 น.ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการฯ ถ.แจ้งวัฒนะ นายอิทธิพร แก้วทิพย์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา, นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา และนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมแถลงความคืบหน้าการดำเนินคดี นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง กรณีขับรถชนตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประยุทธ เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งที่ พิเศษ/2563 ลงวันที่ 26 ก.ค. 2563 ตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบการพิจารณาสั่งคดี สำนวน ส.1 เลขรับที่ 107/2556 &amp;nbsp;ของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 คดีระหว่าง พ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี ผู้กล่าวหา นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ผู้ต้องหาที่ 1 และ ด.ต. วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผู้ต้องหาที่ 2 ต่อมาเมื่อคณะทำงานได้ตรวจพิจารณาการสั่งสำนวนดังกล่าวเสร็จสิ้น และได้แถลงข่าวให้สื่อมวลชนทราบแล้วเมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2563 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะทำงานได้ตรวจพบว่าข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องไปแล้วนั้น ได้ปรากฏพยานหลักฐานใหม่ซึ่งเป็นพยานสำคัญสามารถทำให้ศาลลงโทษนายวรยุทธได้ จึงเข้าหลักเกณฑ์ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 ที่สามารถแจ้งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนต่อไป และคณะทำงานยังตรวจสำนวนพบว่ามีหลักฐานการตรวจพบยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (โคเคน) ในร่างกายนายวรยุทธ แต่พนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสอบสวนผู้ต้องหา ในข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) &amp;nbsp;โดยคณะทำงานได้ทำบันทึกรายงานและเรียนอัยการสูงสุดให้ดำเนินคดีนายวรยุทธ ต่อไป &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา อัยการสูงสุดได้พิจารณารายงานของคณะทำงานดังกล่าวแล้ว เห็นชอบด้วยกับข้อเสนอของคณะทำงานและอัยการสูงสุดได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 จึงมีคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 1400/2563 ลงวันที่ 4 ส.ค. 2563 แต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นคณะทำงานพิจารณามีคำสั่งคดีอาญาสำนวน ส.1 เลขรับที่ 107/2556 ของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 ดังนี้ นายอิทธิพร &amp;nbsp;แก้วทิพย์ &amp;nbsp;เป็นหัวหน้าคณะทำงาน, นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ เป็นรองหัวหน้าคณะทำงาน, นายอุทัย สังขจร เป็นคณะทำงาน, นายประยุทธ &amp;nbsp;เพชรคุณ เป็นคณะทำงานและเลขานุการ, นายนรา เขมอุดลวิทย์ เป็นคณะทำงานและผู้ช่วยเลขานุการ โดยมีนายสมใจ &amp;nbsp;โตศุกลวรรณ์ เป็นที่ปรึกษาคณะทำงาน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ให้คณะทำงานมีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยให้ดำเนินการเรียกสำนวนคดีดังกล่าวเพื่อพิจารณา สั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมหรือส่งพยานคนใดมาให้ซักถาม และหากปรากฏว่ามีพยานหลักฐานใหม่ ให้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อพิจารณาสั่งคดีต่อไป &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายอิทธิพร กล่าวว่า วันนี้ (10 ส.ค. 2563) คณะทำงานตามคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 1400/2563 ดังกล่าว ได้ประชุมพิจารณาสำนวนคดี ส.1 เลขรับที่ 107/2556 ของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 แล้ว คณะทำงานได้มีคำสั่งทางคดี คือ พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ ผู้ต้องหาที่ 1 ฐานกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26 ) พ.ศ.2560 มาตรา 4 และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการแล้วเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.63 อันเป็นผลให้คดีต้องห้ามมิให้ทำการสอบสวนเกี่ยวกับการกระทำของนายวรยุทธในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่ อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้ ทั้งนี้ ตามนัยประมวลกฎหมาย &amp;nbsp;วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังจากพนักงานอัยการได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนายวรยุทธดังกล่าวแล้ว ได้ปรากฏข้อเท็จจริงทางสื่อมวลชนอย่างแพร่หลายว่ามีผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นเกี่ยวกับอัตราความเร็วในการขับรถของนายวรยุทธ แตกต่างจากอัตราความเร็วที่ใช้เป็นข้อเท็จจริงในการพิจารณาความเห็นสั่งไม่ฟ้อง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ปรากฏข้อเท็จจริงจากคำให้สัมภาษณ์ทางสื่อมวลชนของ ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นผู้คำนวณความเร็วรถยนต์ที่นายวรยุทธขับ ได้ความเร็ว 177 กม./ชม. 2. ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้คำนวณความเร็วรถยนต์ของนายวรยุทธขับได้ความเร็ว 126 กม./ชม. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะทำงานได้ร่วมกันพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการให้สัมภาษณ์และการคำนวณของ ดร.สธน และดร.สามารถ เป็นพยานหลักฐานใหม่ตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 โดยเห็นว่า พยานหลักฐานใหม่ หมายถึง พยานหลักฐานที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในสำนวนการสอบสวนและเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญ ซึ่งอาจมีผลให้การพิจารณาความเห็นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้ ดังนั้น ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเร็วของรถยนต์ที่นายวรยุทธขับในขณะเกิดเหตุจึงเป็นพยานหลักฐานที่สำคัญ และสามารถทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาที่ 1 ได้ ถือเป็นพยานหลักฐานใหม่ที่ควรสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคดีต่อไป ตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะทำงานจึงมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ ดังนี้ 1.ให้สอบสวน ดร.สธน และดร.สามารถ เป็นพยานตามรูปคดี ที่คณะทำงานได้กำหนดเป็นประเด็นในหนังสือสั่งสอบสวนเพิ่มเติม 2.ให้สอบสวนนายกสภาวิศวกรหรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นพยานในประเด็นว่า ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรของ รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม ขาดต่อใบอนุญาตจริงหรือไม่ การขาดต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรจะมีผลต่อการทำเอกสารรับรองการคำนวณความเร็วของรถยนต์ที่นายวรยุทธขับ มากน้อยเพียงใด การคำนวณความเร็วของรถยนต์มีความถูกต้องมากน้อยเพียงใด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. นอกจากนี้ยังปรากฏว่าผลการตรวจร่างกายของนายวรยุทธพบสารโคเคน ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 คดีจึงมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ 1 ในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (โคเคน) เข้าสู่ร่างกาย โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 แต่พนักงานยังไม่ได้ดำเนินคดีข้อหานี้กับนายวรยุทธ คณะทำงานจึงมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับนายวรยุทธ ป็นคดีใหม่ต่อไปตามกฎหมาย โดยคณะทำงานได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมดังกล่าวโดยด่วน และให้จัดส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมภายในวันที่ 20 ส.ค. 2563 นี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน นายชาญชัย กล่าวว่า ความเห็นเกี่ยวกับความเร็วที่เพิ่มเติมขึ้นมา การที่ความเห็นเรื่องความเร็วเปลี่ยนแปลง ไม่ได้แปลว่าความเห็นเดิมจะเป็นเท็จ สิ่งที่แสวงหาเวลานี้คือการสอบสวนต่อไป เราดำเนินการต่อไปในลักษณะการให้สอบสวนเพิ่มเติมจากผู้ให้ความเห็นทั้งสอง ใช้หลักการคำนวณอย่างไร สามารถให้ความเห็นโดยอิสระบนหลักการคำนวณที่น่าเชื่อถือที่สุด สามารถรับฟังยุติได้ รวมถึงประเด็นใบอนุญาตประกอบอาชีพวิศวกรขาดต่อของ ดร.สายประสิทธิ์ มีผลหรือไม่ ในคดีอาญาข้อเท็จจริงต้องเป็นที่ยุติจนสิ้นกระแสความ และอาจมีประเด็นมากกว่าที่ได้สั่ง ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงอะไร ส่วนประเด็นยาเสพติด พนักงานสอบสวนต้องไปสอบให้ได้ความจริงว่าผู้ต้องหาที่ 1 กระทำผิดหรือไม่ การพบสารโคเคนเกิดจากความตั้งใจเสพหรือเหตุอื่น ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับรถประมาท คณะทำงานรอพนักงานสอบสวนดำเนินการ และมีหน้าที่พิจารณาสั่งคดีเรื่องนี้ แสวงหาข้อเท็จจริงให้ยุติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่พนักงานสอบสวนไม่แจ้งข้อกล่าวหาการเสพยาเสพติดกับนายวรยุทธ จะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ นายชาญชัย กล่าวว่า พนักงานสอบสวนมีดุลพินิจของท่าน ในสำนวนเดิมมีความเห็นของหมอผู้เชี่ยวชาญ การพบสาร 2 ตัว ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าคนนั้นเสพโคเคนมาหรือไม่ เพียงแต่ยืนยันว่าได้รับสารโคเคน ซึ่งสารนี้อาจจะเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่นการได้รับยาบางตัว ในสำนวนเดิมบอกได้รับการจ่ายยา ทำให้พนักงานสอบสวนเข้าใจว่าความผิดยังไม่ชัดเจน อาจจะผิดหรือไม่ผิดแล้วแต่พยานที่จะสอบกัน ไม่ผูกมัดต้องสอบพยานผู้เชี่ยวชาญที่เคยให้การไว้แล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประยุทธ กล่าวเสริมว่า การตรวจร่างกายผู้ต้องหาพบสารโคเคนตั้งแต่วันแรก แต่นักวิชาการสอบไว้หลายคราว่าอาจจะมีผลข้างเคียง เมื่อมีข่าวปรากฏนักวิชาการหลายท่าน สิ่งที่พนักงานสอบสวนสอบไว้ในสำนวนไม่เป็นบทสรุปทางวิชาการ เช่น การใช้แอมม็อกซีรักษาฟันแล้วทำให้ค่ารวมเหมือนโคเคน ก็มีทันตแพทย์บอกว่าความเชื่อเช่นนั้นเป็นเรื่องร้อยปีมาแล้ว เราก็ใช้ดุลพินิจ ต้องไปสู้กันในศาล คณะทำงานเห็นพ้องต้องกันว่าเพียงพอที่จะดำเนินคดีจึงมีคำสั่งออกไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงในหลักวิชาการ ต้องวัดความเร็วใหม่หรือไม่ นายอิทธิพร ระบุว่า ดูจากหลักฐานเดิม ตามคลิปวิดีโอที่ปรากฏในสื่อ นำไปคำนวณความเร็วตามหลักวิชาการ เพื่อข้อเท็จจริงที่ฟังโดยยุติ โดยนายชาญชัย กล่าวเสริมว่า ถ้ามีคนพบคลิปใหม่ที่แสดงจุดชนได้ยิ่งดีใหญ่ เรากำลังหาความเร็วที่เป็นที่ยุติว่า ความเร็วที่เฉี่ยวชนกันขณะเกิดเหตุความเร็วเท่าไหร่ มีผลต่อการพิจารณาสั่งคดีว่าผู้ขับรถปราศจากความระมัดระวังหรือไม่ ต้องหาความเห็นที่น่าเชื่อถือที่สุด โดย ดร.สามารถ ให้ 126 กม./ชม. กับ ดร.สธน 177 กม./ชม. ยังไม่ชัดเจนพอสมควร หากมีผู้เชี่ยวชาญปรากฏตัวขึ้นอีก ถือเป็นข้อเท็จจริงใหม่ทั้งสิ้น เรากำลังแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ความจริงให้ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประยุทธ ตอบคำถามช่วงท้ายถึงรายละเอียดและพนักงานสอบสวนจะดำเนินการเสร็จทันใน 10 วันหรือไม่ ว่า คณะทำงานสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป รายละเอียดอยู่ที่พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ไปรวบรวมพยานหลักฐาน วิธีการอย่างไรไม่ก้าวล่วง ดร.สธน เป็นพยานที่ปรึกษาของกองพิสูจน์หลักฐานกลาง ที่ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุและทำความเห็นทางวิชาการ ว่ารถแล่น 177 กม./ชม. สิ่งเหล่านี้มันหายไปจากสำนวน จึงย่อมเป็นพยานหลักฐานใหม่ จะแสวงหามากกว่านี้ก็ได้ ท่านแสวงหาได้ตามอำนาจหน้าที่ ส่วนจะเสร็จทันหรือไม่นั้น อย่าเพิ่งคาดการณ์ อาจจะเสร็จพรุ่งนี้ก็ได้ สำนักงานอัยการสูงสุดเดินหน้าคดีบอสต่อไปอย่างเต็มที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73976</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอส อยู่วิทยา, สั่งไม่ฟ้อง, อัยการสูงสุด, อิทธิพร แก้วทิพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200810/image_big_5f30e34c90802.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
