<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120315</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2026 14:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 14:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>น้ำท่วมดินถล่มในอินเดีย-เนปาลดับแล้ว 116 สูญหายอีกหลายสิบ</HEADLINE>
                <CONTENT>
&lt;p&gt;อุทกภัยและดินโคลนถล่มในหลายพื้นที่ของอินเดียหลังจากฝนตกหนักช่วงหลายวันมานี้ คร่าชีวิตผู้คนในอินเดียอย่างน้อย 85 คน ส่วนเนปาลสังเวย 31 คน นับถึงวันพุธ แต่ยังมีผู้สูญหายอีกหลายสิบคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ฝนตกหนักในภาคเหนือของอินเดียทำให้เกิดน้ำท่วมหลายพื้นที่ รวมถึงที่เมืองคุรุคราม เมื่อวันอาทิตย์ที่่ 17 ต.ค. 2564 (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานเอเอฟพีเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2564 กล่าวว่า&amp;nbsp;


แทงบอลวันนี้ เจ้าหน้าที่ในรัฐอุตตราขัณฑ์ ภาคเหนือของอินเดีย เปิดเผยในวันเดียวกันว่าอน้ำท่วมและดินถล่มในช่วงหลายวันมานี้ส่งผลให้มีคนเสียชีวิตแล้ว 46 คน สูญหาย 11 คน ส่วนที่รัฐเกรละในภาคใต้ มุขมนตรีปินารายี วิชายัน ระบุจำนวนผู้เสียชีวิตในรัฐนี้ว่ามี 39 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30&amp;nbsp;


สล็อต789 คนในรัฐอุตตราขัณฑ์ซึ่งอยู่ในเขตเทือกเขาหิมาลัย เสียชีวิตใน 7 เหตุการณ์ที่ภูมิไนนิตัลเมื่อเช้าวันอังคาร หลังจากฝนตกหนักกะทันหันทำให้เกิดดินถล่มทำลายอาคารบ้านเรือนหลายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยาของอินเดียขยายคำเตือนภัยสภาพอากาศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยพยากรณ์ว่าจะเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากอีกในภูมิภาคนี้ หลังจากเมื่อวันจันทร์&amp;nbsp;


เว็บแทงหวย หลายพื้นที่มีฝนตกหนักเกิน 400 มิลลิเมตร ทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มหลายแห่ง โดยทางการอุตตราขัณฑ์สั่งปิดโรงเรียน และห้ามทำกิจกรรมทางศาสนาและการท่องเที่ยวในรัฐนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เนปาล เจ้าหน้าที่จัดการภัยพิบัติกล่าวเมื่อวันพุธว่า ช่วง 3 วันที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตเพราะน้ำท่วมและดินถล่มที่เกิดจากฝนตกหนักหลังฤดูมรสุมทั่วประเทศ 31 คน&amp;nbsp;


เว็บสล็อตเว็บทดลอง และยังมีคนสูญหายอีก 43 คน อย่างไรก็ดี ยังคงมีฝนตกในหลายพื้นที่และเจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมข้อมูลจากภาคสนาม ซึ่งอาจทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120315</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำท่วมดินถล่ม, รัฐอุตตราขัณฑ์, อินเดีย, เนปาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_616fc161a7d56.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117673</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 20:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 20:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อินเดียดัดหลังหนุ่มหื่น บังคับซักรีดให้ผู้หญิงทั้งหมู่บ้าน6เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอินเดียยินยอมให้ประกันตัวหนุ่มวัย 20 ปีที่ถูกกล่าวหาว่าพยายามข่มขืน โดยตั้งเงื่อนไขว่าเขาต้องซักผ้าและรีดผ้าให้ผู้หญิงทั้งหมู่บ้านของเขาซึ่งมีประมาณ 2,000 คน เป็นเวลา 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำสั่งของศาลที่สร้างความพึงพอใจแก่ผู้หญิงทั้งหมู่บ้านมาโจร์นี้ มีออกมาเมื่อวันพุธที่ 22 กันยายน เอเอฟพีรายงานอ้างข้อมูลจากสันโดษ กุมาร ซิงห์ ตำรวจในอำเภอมาธุบานีในรัฐพิหา รเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ผู้ต้องหาชื่อเลลัน กุมาร อายุ 20 ปี ซึ่งมีอาชีพรับซักผ้า โดนจับกุมเมื่อเดือนเมษายนด้วยข้อหาพยายามข่มขืน ศาลตั้งเงื่อนไขในการให้ประกันตัวเขา แต่ยังไม่มีกำหนดนัดไต่สวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เงื่อนไขในการประกันตัวระบุว่า ชายหนุ่มจะต้องบริการซักรีดให้ผู้หญิงทั้งหมู่บ้านมาโจร์ที่มีประมาณ 2,000 คน ฟรีนาน 6 เดือน และเขาต้องออกเงินซื้อน้ำยาซักผ้าและอุปกรณ์อื่นๆ สำหรับใช้งานเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผู้หญิงทุกคนในหมู่บ้านมีความสุขกับคำตัดสินของศาล&amp;quot; นาสิมา คาทูน ผู้นำของกรรมการหมู่บ้านกล่าวกับเอเอฟพี &amp;quot;มันเป็นประวัติศาสตร์ และจะช่วยส่งเสริมการเคารพผู้หญิงและปกป้องศักดิ์ศรี&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บรรดาผู้หญิงในหมู่บ้านนี้กล่าวกันว่า คำสั่งนี้จะส่งผลในเชิงบวก ด้วยการทำให้อาชญากรรมต่อผู้หญิงเป็นหัวข้อถกเถียงกันในชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อินเดียยกเครื่องกฎหมายเกี่ยวกับคดีข่มขืนภายหลังเกิดคดีรุมโทรมนักศึกษาหญิงบนรถโดยสารในกรุงนิวเดลีเมื่อปี 2555 แต่คดีล่วงละเมิดทางเพศก็ยังคงเกิดขึ้นจำนวนมาก ปี 2563 มีรายงานคดีข่มขืนมากกว่า 28,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจอินเดียมักถูกกล่าวหาว่าหย่อนยานในการป้องกันอาชญากรรมรุนแรงและไม่สามารถจับผู้ก่อเหตุส่งขึ้นศาลได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117673</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซักผ้าให้ผู้หญิงทั้งหมู่บ้าน, ตั้งเงื่อนไขประกันตัว, พยายามข่มขืน, อินเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c7bceca6bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117314</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 20:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 20:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อินเดียเริ่มส่งออกวัคซีนโควิดอีกครั้งเดือนตุลาคมนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐมนตรีสาธารณสุขของอินเดียประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า อินเดียจะกลับมาส่งออกวัคซีนป้องกันโควิด-19 อีกครั้งในเดือนตุลาคม หลังจากหยุดไป 5 เดือนเพื่อผลิตวัคซีนให้เพียงพอต่อความต้องการในการรับมือวิกฤติการระบาดในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อินเดียซึ่งได้ฉายาว่า &amp;quot;ร้านขายยาของโลก&amp;quot; และเป็นผู้จัดส่งวัคซีนรายใหญ่เข้าโครงการโคแวกซ์ หยุดการส่งออกวัคซีนโควิดตั้งแต่เดือนเมษายนปีนี้ เนื่องจากการแพร่ระบาดที่รุนแรงขึ้นในประเทศสร้างความตึงเครียดต่อระบบดูแลสุขภาพและทำให้ความต้องการวัคซีนในอินเดียเพิ่มสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันจันทร์ที่ 20 กันยายน กล่าวว่า มันสุข มันทวียะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประกาศว่า อินเดียจะผลิตวัคซีนมากกว่า 300 ล้านโดสในเดือนตุลาคม และอีก 1,000 ล้านโดสในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โดยอินเดียจะกลับมาส่งออกวัคซีนอีกครั้งตามพันธสัญญาที่อินเดียมีต่อโครงการโคแวกซ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อินเดียเริ่มโครงการฉีดวัคซีนในประเทศเมื่อเดือนมกราคม แต่โครงการนี้ก้าวหน้าอย่างเชื่องช้าเนื่องจากปัญหาวัคซีนขาดแคลนและความลังเลในหมู่ประชาชน แต่หลายสัปดาห์มานี้อัตราการฉีดวัคซีนก้าวหน้าอย่างมาก ทางการอินเดียฉีดวัคซีนได้ถึงวันละ 5-8 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันศุกร์ที่ผ่านมา อินเดียทำสถิติฉีดวัคซีนโควิดได้ถึง 22 ล้านโดส โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพิเศษเพื่อฉลองวันคล้ายวันเกิดของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อินเดียมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมมากเป็นอันดับสองของโลกที่ 33.47 ล้านคน และมีผู้ป่วยเสียชีวิต 445,165 คน ส่วนสหรัฐมีผู้ติดเชื้อ 42.9 ล้านคน เสียชีวิตแล้ว 691,880 คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117314</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัคซีนโควิด-19, ส่งออกวัคซีน, อินเดีย, โคแวกซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210902/image_big_6130e41731ec1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114938</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2021 15:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2021 15:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อินเดียตั้งข้อหา4เดนมนุษย์ รุมข่มขืนแล้วฆ่าดญ.จัณฑาลวัย9ขวบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ตำรวจอินเดียตั้งข้อหานักบวช 1 รายและชายอีก 3 คนเมื่อวันอาทิตย์ ฐานรุมข่มขืนแล้วฆ่าเด็กหญิงอายุ 9 ปีจากวรรณะจัณฑาล ที่จุดชนวนการประท้วงในกรุงนิวเดลีติดต่อกันหลายวันเมื่อต้นเดือนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ สมาชิกสภาคองเกรสที่เป็นสตรีชุมนุมที่กรุงนิวเดลีเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม เผาหุ่นนายกฯ นเรนทรา โมดี และอาร์วินด์ เกจริวาล มุขมนตรีนิวเดลี ประท้วงคดีรุมโทรมแล้วฆ่าเด็กหญิงจัณฑาลวัย 9 ปี จากนั้นยังบังคับให้เผาศพ (Photo by Imtiyaz Khan/Anadolu Agency via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคมกล่าวว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม นักบวชวัย 53 ปี และคนงานอีก 3 คน รุมโทรมเด็กหญิงคนนี้ หลังจากที่เธอไปบริเวณที่เผาศพเพื่อตักน้ำ แม่ของเด็กหญิงบอกกับตำรวจว่า ชายกลุ่มนี้เรียกนางไปที่เตาเผาศพ แล้วบอกกับนางว่าลูกสาวโดนไฟชอร์ตตาย และห้ามนางแจ้งตำรวจ อ้างว่าหากเรื่องถึงตำรวจ หมอก็จะผ่าชันสูตรศพแล้วตัดอวัยวะของเด็กหญิงไปขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศพของเด็กหญิงถูกนำมาเผา แต่ชาวบ้านหลายคนเข้าขัดขวางแล้วดึงศพที่ถูกเผาไหม้เกรียมแล้วบางส่วนออกจากเชิงตะกอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลอินเดียกล่าวในแถลงการณ์เมื่อคืนวันเสาร์ว่า เอกสารข้อกล่าวหาหนา 400 หน้าของตำรวจกรุงนิวเดลี อ้างถึง &amp;quot;หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หลักฐานทางเทคนิคและอื่นๆ&amp;quot; และปากคำของพยาน และว่าการตั้งข้อหาดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยภายในเวลา 30 วัน สะท้อนถึงการไม่ยอมทนกับอาชญากรรมต่อผู้หญิงและเด็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาย 4 คนนี้ ซึ่งถูกคุมขังไว้นับแต่โดนจับกุมเมื่อต้นเดือนสิงหาคม เผชิญบทลงโทษสูงสุดประหารชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีอ้างสถิติในปี 2562 จากสำนักงานสถิติอาชญากรรมแห่งชาติของอินเดียว่า มีรายงานเด็กผู้หญิงและผู้หญิงในอินเดียโดนข่มขืนเฉลี่ยวันละเกือบ 90 ราย แต่ก็เชื่อว่ายังมีเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศอีกจำนวนมากที่ไม่ได้แจ้งต่อทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีที่เกิดกับเด็กหญิงคนนี้เป็นตัวอย่างล่าสุดที่ขับเน้นการปฏิบัติต่อชาววรรณะจัณฑาลในอินเดียราว 200 ล้านคน ซึ่งเผชิญการเลือกปฏิบัติและการละเมิดมายาวนาน นักเคลื่อนไหวกล่าวกันว่า ชาวจัณฑาลโดนทำร้ายมากขึ้นด้วยนับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114938</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่มขืนเด็กวัย9ขวบ, วรรณะจัณฑาล, อินเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210829/image_big_612b47fb9296b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114925</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2021 14:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2021 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฉวยโอกาสส่งออกบูม จัดทัพเอสเอ็มอีรุกต่างประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี ถือว่าเป็นฐานรากสำคัญของระบบเศรษฐกิจ รัฐบาลได้เร่งยกระดับผู้ประกอบการเพื่อส่งเสริมให้มีการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ส่งเสริมเอสเอ็มอี ที่ผ่านมาได้มีการเสริมสร้างเอสเอ็มอีในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสัมมนา-เวิร์กช็อป, กิจกรรมให้คำปรึกษาปรับปรุงภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์, กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (ออนไลน์แมตชิ่ง) กับคู่ค้าในแต่ละประเทศ ซึ่งได้รับผลตอบรับและประสบความสำเร็จด้วยดีมาตลาด ล่าสุดได้ร่วมสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดโครงการพัฒนาศักยภาพและช่องทางการตลาดเชิงลึกสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี &amp;nbsp;เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าสู่ตลาดจีน &amp;nbsp;อินเดีย และบาห์เรน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของตลาดทั้ง 3 ประเทศนี้ ซึ่ง สสว.มีเป้าหมายในการช่วยเหลือเสริมความแข็งแกร่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในยุค New Normal ด้วยหาช่องทางการเปิดตลาดใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ผ่านพ้นวิกฤตทางการค้า และส่งผลดีต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในระยะยาว รวมถึงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายโครงการนี้ ได้จัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการแบบเข้มข้นใน 3 แนวทาง เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการตลาดระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2564 ได้แก่ การจัดสัมมนา-เวิร์กช็อป, กิจกรรมให้คำปรึกษาปรับปรุงภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์, กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (ออนไลน์แมตชิ่ง) กับคู่ค้าในแต่ละประเทศ ได้แก่ กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ตลาดอินเดีย ตลาดจีน ส่วนตลาดบาห์เรน จะแบบเป็น 2 กิจกรรม คือ 1.เจรจาจับคู่ธุรกิจ และ 2.การทดลองจัดแสดงสินค้าที่ห้าง Thai Mart ประเทศบาห์เรน (Mini Showcase) ซึ่งผู้ประกอบการจะได้ทดลองจำหน่ายสินค้าจริงในประเทศเป้าหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการจัดโครงการในครั้งนี้ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมทั้งหมดจำนวน 100 ราย แบ่งเป็นกลุ่มสินค้าประเภทต่างๆ ได้แก่ กลุ่มอาหาร-เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรแปรรูป, กลุ่มของที่ระลึก,กลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม และกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ โดยคาดการณ์จะมีมูลค่าการเจรจาจับคู่ธุรกิจที่จะเกิดขึ้นจากการจัดโครงการ ครั้งนี้ จำนวน 200 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตลาดประเทศจีน อินเดีย และบาห์เรน จะมีความสำคัญต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในอนาคต โดยเฉพาะจีนเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูงขึ้นเรื่อยๆ และยังฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ได้รวดเร็วที่สุด โดยธนาคารโลกคาดจีดีพีจะโตถึง 8.5% ในปี 2564 ส่งผลให้ยอดการส่งออกของไทยไปจีนในรอบครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน 2564) มีมูลค่ากว่า 600,000 ล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 24.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 รวมทั้งยังมีโอกาสขยายการค้าได้อีกมาก โดยเฉพาะในกลุ่มของผลไม้ พืชผัก ผลิตภัณฑ์ยางไปจนถึงเครื่องจักรต่างๆ&amp;quot; นายวีระพงศ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายวีระพงศ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ การเปิดเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจากเมืองคุนหมิง ในภูมิภาคจีนตอนใต้ มาถึงเมืองเวียนจันทน์ สปป.ลาว ที่จะเปิดให้บริการในเดือนธันวาคมปีนี้ ก็จะเพิ่มยอดการส่งออกสินค้าจากไทยไปจีนได้อีกมาก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร เนื่องจากเส้นทางรถไฟสายนี้ที่กรุงเวียงจันทน์ อยู่ใกล้กับชายแดนไทยจังหวัดหนองคาย จะช่วยย่นระยะเวลาการขนส่งไปจีนตอนใต้เหลือเพียง 1 วัน และลดค่าขนส่งได้มากกว่า 5 เท่าตัว ซึ่งจะเปิดโอกาสการส่งออกของเอสเอ็มอีไทยได้อีกมหาศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ประเทศอินเดีย ก็เป็นตลาดที่มีอนาคตสูงของไทย เพราะมีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน และได้รับการคาดหมายว่าในปี 2050 จะกลายเป็นประเทศที่มี GDP สูงกว่าสหรัฐอเมริกา โดยในปัจจุบันอินเดียเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 10 ของไทย โดยยอดการส่งออกของไทยไปอินเดียในรอบครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน 2564) มีมูลค่ากว่า 126,000 ล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 54.8%
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จากศักยภาพทางเศรษฐกิจของอินเดีย ทำให้ถูกมองว่าในอนาคตจะเป็นตลาดส่งออกใหม่ของไทยที่จะมีความสำคัญเทียบเท่าจีน เนื่องจากปัจุบันสินค้าส่งออกของไทยไปอินเดียยังมีปริมาณน้อย ยังเป็นตลาดที่ผู้ส่งออกไม่คุ้นเคย จึงมีโอกาสที่จะเจาะตลาดได้อีกมาก และอินเดียมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับสูง ทำให้มีความต้องการสินค้าเพิ่มมากขึ้น แนวโน้มสินค้าส่งออกที่มีแววสดใสคือ อัญมณีและเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์และอินทรีย์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก เครื่องสำอาง สบู่ ผลิตภัณฑ์รักษาผิว และอุปกรณ์ทางการแพทย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อินเดียยังมีหลายรัฐทำให้มีความต้องการในการบริโภคที่หลากหลาย และยังเป็นประตูในการส่งออกสินค้าจากไทยไปสู่ประเทศข้างเคียง เช่น ศรีลังกา มัลดีฟส์ รวมทั้งไทยยังมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศอินเดีย ทำให้มีความได้เปรียบเหนือกว่าประเทศอื่น และที่สำคัญคนอินเดียมีทัศนคติที่ดีต่อสินค้าไทย สินค้าไทยถูกจัดเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง และสามารถเข้าถึงได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประเทศบาห์เรน เป็นตลาดที่สำคัญของไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพราะเป็นประเทศที่ประชาชนมีกำลังซื้อในระดับสูง เนื่องจากเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ประเทศหนึ่ง นอกจากนี้ไทยยังมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-บาห์เรน จึงทำให้สินค้าไทยเสียภาษีในระดับต่ำสร้างความได้เปรียบมากกว่าประเทศคู่แข่งและทำให้ผู้ประกอบการชาวไทยสามารถเข้าไปทำตลาดได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่ม อาหาร สุขภาพ และความงาม ที่ถือได้ว่ามีความต้องการอยู่ในระดับสูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รวมทั้งประเทศบาห์เรนยังสามารถเป็นประตูการค้าและการลงทุนให้ไทยไปตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเทศในคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council : GCC) ประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, กาตาร์, คูเวต, โอมาน และบาห์เรน รวมถึงแอฟริกาตอนเหนือ เอเชียใต้ และเอเชียกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระพงศ์ กล่าวว่า สสว.และ ส.อ.ท.ยังจะมีการจัดงาน &amp;ldquo;ไทยทำไทยช้อปไทยใช้&amp;rdquo; Made in Thailand ผ่านทางเว็บไซต์ Shopee.com ระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม-15 กันยายน 2564 งานที่รวบรวมสินค้าจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 1,000 รายการ อาทิ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ และของตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์การเรียน สิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม และของขวัญของที่ระลึก พร้อมแจกโค้ดส่วนลดร้านค้ากว่า 50,000 บาท ซึ่งทั้งหมดเป็นสินค้าที่ได้รับการรับรอง Made in Thailand ทั้งสิ้น ผู้สนใจสามารถเลือกชมและซื้อสินค้าได้ที่ https://shopee.co.th/mitshopcampaign2021
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากการร่วมมือกับ ส.อ.ท. ในเรื่องความร่วมมือขยายตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศแล้ว ในส่วนของตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ก็เป็นตลาดภายในประเทศที่สำคัญในการเข้ามาช่วยเพิ่มยอดขายให้กับเอสเอ็มอีในปีนี้ โดย สสว.จะเร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดและได้รับงานจากภาครัฐมากขึ้น ซึ่งได้วางเป้าหมายให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาลงทะเบียนเข้าโครงการนี้ 1 แสนราย และมียอดขายรวมไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สมัครเข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 55,000 ราย และมียอดขายในโครงการรวมแล้วกว่า 1.27 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้ยังมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังทยอยลงทะเบียนต่อเนื่อง คาดว่าจะได้จำนวนผู้ประกอบการที่เข้าโครงการ และยอดขายของเอสเอ็มอีได้ตามเป้าอย่างแน่นอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114925</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, บาห์เรน, วีระพงศ์ มาลัย, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.), อินเดีย, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210829/image_big_612b325b53e42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112533</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2021 21:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2021 21:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพิ่มทางเลือกวัคซีน อินเดียอนุมัติจอห์นสัน&amp;จอห์นสันเป็นชนิดที่5</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทางการอินเดียอนุมัติการใช้งานแบบฉุกเฉินวัคซีนโควิด-19 ของจอห์นสันแอนด์จอห์นสันซึ่งเป็นชนิดฉีดโดสเดียว เป็นวัคซีนชนิดที่ 5 ของประเทศเมื่อวันเสาร์ หวังเพิ่มทางเลือกการจัดหาวัคซีนในช่วงเวลาที่หวั่นเกรงกันมากขึ้นว่าจะเกิดการแพร่เชื้อระลอกใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอเอฟพีรายงานอ้างคำกล่าวของมันสุข มันทวิยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของอินเดีย เมื่อวันเสาร์ที่ 7 สิงหาคมว่า การอนุมัติวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (เจ&amp;amp;เจ) จะช่วยสนับสนุนการต่อสู้กับโรคระบาดนี้ในอินเดีย ที่มีผู้เสียชีวิตภายในช่วงเวลาวิกฤติ 2 เดือนนับถึงกลางเดือนมิถุนายนไม่ต่ำกว่า 200,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ ทางการอินเดียอนุมัติการใช้งานฉุกเฉินวัคซีนโควิด-19 แล้ว 4 ชนิด ได้แก่ โควิชีลด์ ของออกซ์ฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้า, โคแวกซิน ที่อินเดียพัฒนาเอง, สปุตนิกวี ของรัสเซีย และโมเดอร์นา จากสหรัฐ ยังไม่มีข้อมูลบ่งบอกว่าวัคซีนเจ&amp;amp;เจจะส่งมาถึงอินเดียได้เมื่อใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศเอเชียใต้ที่มีประชากร 1,300 ล้านคนแห่งนี้ฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้ว 500 ล้านโดส แต่มีประชากรแค่ราว 8% ที่ฉีดครบ 2 โดสแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อินเดียยังคงเป็นประเทศที่สถานการณ์การระบาดรุนแรงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา โดยมีผู้ติดเชื้อยืนยันสะสมมากกว่า 32 ล้านคน เสียชีวิต 427,000 คน แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวกันว่า เพราะรายงานที่ไม่ครบถ้วน ตัวเลขจริงจึงน่าจะสูงกว่านี้มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พวกเขายังเตือนด้วยว่า อัตราการฉีดวัคซีนที่ยังต่ำทำให้อินเดียเสี่ยงกับวิกฤติผู้ติดเชื้อรอบใหม่ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่่ผ่านมาจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเริ่มกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการฉีดวัคซีนฟรีของรัฐบาลอินเดียพึ่งพาวัคซีนโควิชีลด์และโคแวกซินเป็นหลัก และผู้ผลิตก็กำลังดิ้นรนผลิตให้พอกับความต้องการ ส่วนสปุตนิกวีก็ยังไม่ขยายการผลิต และโมเดอร์นาก็ยังไม่ได้นำเข้าอินเดียแม้แต่โดสเดียว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112533</URL_LINK>
                <HASHTAG>จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน, อนุมัติวัคซีน, อินเดีย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210807/image_big_610e935419dd5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112178</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 12:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 12:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ย้ำเร่งสอบสวนโรคค้นหาผู้ป่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค.2564 - นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรคเปิดเผยว่า ในการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 จากเชื้อสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย)​ ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่พบผู้ป่วยจำนวนมาก รวมทั้งในต่างจังหวัดจากผู้ป่วยที่เดินทางกลับไปรักษาที่บ้าน ซึ่งวันนี้ (4 ส.ค.) ​พบผู้ป่วยรายใหม่กว่า 20,000 ราย จึงต้องเร่งดำเนินการค้นหาคัดกรองผู้ติดเชื้อ โดยมีทีมปฏิบัติการสอบสวนโรค (Operation) ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัด และ กทม. เพื่อค้นหาผู้ป่วยเพิ่ม และแยกผู้สัมผัสเสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ำ ให้เข้าระบบการเฝ้าระวัง ควบคุมการแพร่กระจายเชื้อให้อยู่ในวงจำกัดโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ กรมควบคุมโรคได้เร่งกระจายวัคซีนไปยังจังหวัดต่างๆ ตามการจัดสรรของคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ โดยในเดือน ส.ค. นี้ จะทยอยส่งวัคซีนให้จังหวัด จำนวน 10 ล้านโดส เพื่อฉีดวัคซีนให้ได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง หญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป และเพิ่มกลุ่มเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ที่มีโรคประจำตัว เพื่อลดอาการป่วยที่รุนแรง และลดอัตราการเสียชีวิต รวมทั้งฉีดให้กับกลุ่มบุคลากรการแพทย์และบุคลากรด่านหน้า ซึ่งจะจัดส่งวัคซีนไฟเซอร์ไปให้จังหวัดในสัปดาห์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โอภาส กล่าวต่อไปว่า สำหรับการตรวจหาเชื้อโควิด 19 ด้วยตนเองด้วยชุดทดสอบแอนติเจน เทสต์ คิท (Antigen Test Kit : ATK) เป็นการตรวจหาเชื้อเบื้องต้นที่ช่วยให้รู้ผลได้เร็วขึ้น เพื่อให้ผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการรักษาได้อย่างรวดเร็ว เป็นไปตามแนวทางของกรมการแพทย์ โดยหากผล ATK เป็นบวก เรียกว่าผู้ติดเชื้อเข้าข่าย สามารถรับยาและรักษาแบบแยกกักตัวที่บ้านได้ทันที หากต้องเข้าแยกกักตัวในชุมชน หรือในสถานพยาบาล ผู้ติดเชื้อเข้าข่ายควรได้รับการตรวจด้วยวิธี RT-PCR คู่ขนาน และระหว่างรอผลตรวจยืนยันจะต้องพยายามแยกออกจากผู้ป่วยโควิด 19 เนื่องจากผลตรวจด้วย &amp;nbsp;ATK ให้ผลบวกลวงได้ 3-5% ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112178</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์, สายพันธุ์เดลตา, อธิบดีกรมควบคุมโรค, อินเดีย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610a2ad8857b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
