<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2020 15:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2020 11:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทั่วโลกสังเวยโควิดเกิน1ล้านศพ อินเดียติดเชื้อ6ล้านแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ข้อมูลอย่างเป็นทางการทั่วโลกมีผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิตเกิน 1 ล้านรายแล้วในวันจันทร์ จากผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 33 ล้านราย โดยอินเดียมีผู้ติดเชื้อเกิน 6 ล้านราย เป็นรองเพียงสหรัฐที่ยอดติดเชื้อ 7.3 ล้านราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ หลุมศพในสุสานขนาดใหญ่ที่เมืองวีลา ฟอร์โมซา นครเซาเปาลูของบราซิล ที่ใช้ฝังศพผู้ป่วยโควิด-19 เมื่อเดือนพฤษภาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นทางการของสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2563 พบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่สะสมทั่วโลกถึงเวลา 05.30 น.ของวันจันทร์ เพิ่มเป็น 33,018,877 ราย และมีผู้เสียชีวิตทั่วโลก 1,000,009 ราย สหรัฐอเมริกามีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลก โดยเกิน 200,000 รายแล้ว ตามด้วยบราซิล, อินเดีย, เม็กซิโก และอังกฤษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในภาพรวม ภูมิภาคที่สถานการณ์รุนแรงที่สุดคือลาตินอเมริกาและแคริบเบียน มีผู้เสียชีวิตรวมกัน 341,032 ราย จากผู้ติดเชื้อสะสม 9,190,683 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ กระทรวงสาธารณสุขของอินเดียแถลงว่า จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมของประเทศเพิ่มเป็น 6.1 ล้านรายแล้ว เสียชีวิตเกือบ 100,000 ราย ขณะที่สหรัฐมีผู้ติดเชื้อสะสม 7.3 ล้านราย และบราซิลติดเชื้อแล้ว 4.7 ล้านราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือ SARS-CoV-2 พบติดเชื้อในมนุษย์ครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่นของจีนเมื่อปลายปีที่แล้ว ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรคือต้นตอของการแพร่ระบาด แต่นักวิทยาศาสตร์หลายรายเชื่อว่าแหล่งที่มาของไวรัสนี้อยู่ในค้างคาว และแพร่เชื้อสู่มนุษย์ผ่านสัตว์พาหะที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกชนิดหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางการจีนสั่งปิดเมืองอู่ฮั่นในมณฑลหูเป่ย์ภาคกลางของจีนแห่งนี้เมื่อเดือนมกราคม หลายประเทศมองมาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มงวดของจีนด้วยความไม่เชื่อถือ แต่ก็ยังคงดำเนินธุรกิจกันตามปกติ กระทั่งถึงวันที่ 11 มีนาคม ที่ไวรัสนี้ถูกตรวจพบติดเชื้อในมากกว่า 100 ประเทศ องค์การอนามัยโลกจึงประกาศภาวะโรคระบาดทั่ว พร้อมแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเฉื่อยชาในระดับที่น่าตกใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคระบาดนี้ทำลายเศรษฐกิจทั่วโลก ก่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วโลกไม่ว่าจากสลัมในอินเดีย ป่าแอมะซอนของบราซิล หรือในมหานครเช่นนิวยอร์ก ถึงเดือนเมษายนมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดกระทบต่อประชากรราวครึ่งโลก หรือมากกว่า 4,000 ล้านคน ต้องอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งช่วยชะลออัตราการแพร่เชื้อได้ แต่เมื่อหลายชาติเริ่มผ่อนคลาย ยอดผู้ติดเชื้อก็กลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทวีปยุโรป ซึ่งเคยโดนคลื่นระบาดลูกแรกกระหน่ำรุนแรงที่สุด กำลังเผชิญคลื่นการระบาดลูกใหม่ โดยกรุงปารีสของฝรั่งเศส, ลอนดอนของอังกฤษ และมาดริดของสเปน กลับมาใช้มาตรการควบคุมโรคอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสกลับมาเพิ่มเป็นสถิติอีกครั้ง องค์การอนามัยโลกก็เตือนว่า จำนวนผู้เสียชีวิตเพราะโควิด-19 ทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 2 ล้านคนก่อนที่จะมีวัคซีน หากยังไม่มีการดำเนินการอย่างร่วมมือร่วมใจกันมากขึ้นในระดับโลก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78837</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตายเกิน2ล้าน, อินเดียติดเชื้อเกิน6ล้าน, โควิด-19, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200527/image_big_5ece6b9c29ace.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
