<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76890</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2020 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2020 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;ซุ่มเงียบออกประกาศห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางอิเล็กทรอนิกส์อีก90วันมีผลบังคับใช้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ย.2563 &amp;ndash; พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ออกประกาศ
สำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการหรือในลักษณะการขายทางอิเล็กทรอนิกส์
พ.ศ.2563 ลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 137 ตอนพิเศษ 204 ง แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเนื้อหาประกาศดังกล่าวระบุว่า เนื่องจากในปัจจุบันมีวิวัฒนาการของการใช้เทคโนโลยีที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาผู้ประกอบการและร้านค้าบางส่วน ใช้ช่องทางในการซื้อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากยิ่งขึ้น ทำให้ยากต่อการควบคุมเกี่ยวกับเรื่องวัน เวลา สถานที่ และบุคคลตามที่
กฎหมายกำหนด ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้โดยง่ายและลดผลกระทบอันเกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงมีความจำเป็นในการออกประกาศ เพื่อกำหนดเป็นมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 และมาตรา 30 (6) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551นายกรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 1 ห้ามผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือบริการที่เกี่ยวข้องกับการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ต่อผู้บริโภคโดยตรง หรือเป็นการดำเนินการใด ๆ ในลักษณะการเชิญชวนให้ซื้อ การเสนอขายหรือการขายสินค้าหรือบริการต่อผู้บริโภคโดยตรงด้วยการตลาดหรือบริการการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในลักษณะของการสื่อสารข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยผู้ขายและผู้บริโภคซื้อขายได้โดยไม่ต้องพบกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 2 ประกาศนี้ไม่ใช้บังคับแก่กรณีการซื้อขายและการชำระราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ณ ร้านค้า ร้านอาหาร หรือสถานที่ที่ให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 3 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76890</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, ประกาศ สำนักนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, อิเล็กทรอนิกส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191220/image_big_5dfcd8ff32114.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71719</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2020 11:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2020 11:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ยา -อาหาร-อิเล็กทรอนิกส์&#039;ยอดผลิตพุ่งรับอานิสงส์โควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ค. 2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมหลักของไทยได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งการเว้นระยะห่างทางกายภาพและลดการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นให้มากที่สุด ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและพฤติกรรมเดิม ๆ เข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่ (นิว นอร์มอล) รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคทำให้เกิดความต้องการสินค้าบางประเภทเพิ่มขึ้น จึงทำให้ 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์รักษาโรค และอาหาร ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ภายหลังจากโรงงาน ซัพพลายเออร์ และธุรกิจต่าง ๆ กลับมาเปิดตัว ส่งผลต่อการเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเพิ่มการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ถูกหยุดชะงักตามมาตรการควบคุมโรค โดยมองว่าอุตสาหกรรมไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และการผลิตภาคอุตสาหกรรมจะฟื้นตัวต่อเนื่องหากไม่มีการระบาดซ้ำหรือกลับมาใช้มาตรการควบคุมโรคในระยะที่ 2 โดยเฉพาะใน 3 อุตสาหกรรมหลักที่มีการขยายตัวต่อเนื่องและตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงภายใต้นิว นอร์มอลซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมไทยกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง&amp;rdquo;นายสุริยะ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่าในอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ที่ใช้รักษาโรค มีดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ระยะ 5 เดือนแรกของปี 2563 (ม.ค.-พ.ค.) ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 18.50% ความต้องการสินค้ามีแนวโน้มที่จะขยายตัวทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกัมพูชา ฟิลิปปินส์ และจีน เช่น หน้ากากอนามัย ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด อุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเนื่องจากประชาชนได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นการทำงานที่บ้าน โดยในช่วง 5 เดือน ของปี 63 ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1.02% ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียและเวียดนามมีดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์รวม 5 เดือน ในปี 2563 หดตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 8.46% และ 0.93% ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านอุตสาหกรรมอาหาร ได้รับอานิสงส์จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศเนื่องจากเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิต ส่งผลให้มีการขยายการผลิตในหลายผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูปที่เก็บรักษาได้นาน โดยมีดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมรวม 5 เดือนแรก ขยายตัวเพิ่มขึ้น อาทิ สัตว์น้ำแช่แข็ง สัตว์น้ำบรรจุกระป๋อง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71719</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาคอุตสาหกรรม, ยอดผลิตพุ่ง, ยา, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, อานิสงส์โควิด-19, อาหาร, อิเล็กทรอนิกส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200604/image_big_5ed8895120f41.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35420</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2019 15:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2019 15:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เฟรเซอร์สปลื้มครึ่งแรกปี 62 โกยรายได้โต 85%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ปลื้มผลงานครึ่งแรกปีงบประมาณ 62 โกยรายรวม3,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,440 ล้านบาท เติบโต 85% และมีกำไรสุทธิ 763 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 275 ล้านบาท
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;09 พ.ค. 62 นายโสภณ ราชรักษา ผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) (FPT) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2562 ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ปี 2561 - 31 มี.ค. ปี 2562 ว่า บริษัทมีรายได้รวม 3,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,440 ล้านบาท หรือเติบโต 85% และมีกำไรสุทธิ 763 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 275 ล้านบาท และในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.&amp;ndash;31 มี.ค. ปี 2562 บริษัทมีรายได้รวม 565 ล้านบาท กำไรสุทธิ 80 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากค่าเช่าโรงงานและคลังสินค้ารวมกว่า 401 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 380 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยในไตรมาส 2 นี้ บริษัทฯ มีผลการดำเนินการที่ดีอย่างต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีพื้นที่ให้เช่ากว่า 2.17 ล้านตารางเมตร ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีอัตราพื้นที่เช่าโรงงานและคลังสินค้าอยู่ที่ 79% เพิ่มขึ้น 71% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญนี้เป็นผลมาจากการเติบโตของกลุ่มลูกค้าในกลุ่มโลจิสติกส์ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนรวมกันสูงกว่า 70% ของภาพรวมผู้เช่าทั้งหมด โดยลูกค้าสัญชาติญี่ปุ่นยังคงเป็นฐานใหญ่ในกลุ่มผู้เช่าโรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะที่ในกลุ่มคลังสินค้านั้นมีผู้เช่าจากญี่ปุ่น และทางยุโรป ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ล่าสุดบริษัทสามารถปิดดีล Built-to-Suit พัฒนาศูนย์กระจายสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิขนาดใหญ่แห่งใหม่ให้แก่ ฮาวี ลอจิสติกส์ (ประเทศไทย) นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้าขยายธุรกิจผ่านการผนึกพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ โดยเริ่มต้นปีด้วยการจับมือกับ บริษัท สหไทย เทอร์มินอล เพื่อร่วมลงทุนพัฒนาและบริหารโครงการโลจิสติกส์พาร์คแห่งใหม่ และร่วมการเป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัท พีบีเอ กรุ๊ป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ล่าสุดได้ร่วมลงทุนกับพันธมิตรผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลก มิตซุย ฟูโดะซัน เพื่อพัฒนาและบริหารโครงการโลจิสติกส์พาร์ค นอกจากนี้เพื่อสร้างการเติบโตและความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว โดยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่าน บริษัทได้มีการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการโดยสมัครใจ ของบมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ โดยเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการและลำดับต่อไปจะเป็นขั้นตอนของการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่ เดือนพ.ค.-ส.ค.นี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35420</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลังสินค้า, ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์, ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์, เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้, โลจิสติกส์, โสภณ ราชรักษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190509/image_big_5cd3e48647197.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33904</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2019 13:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2019 13:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“กรุงไทย” เตรียมปิดปรับปรุงระบบชั่วคราว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ธนาคารกรุงไทย&amp;rdquo; &amp;nbsp;แจ้งลูกค้าเตรียมปิดปรับปรุงระบบอิเล็กทรอนิกส์ชั่วคราว 20 เมษายนนี้ เวลา 00.01 &amp;ndash; 05.30 น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;18 เม.ย. 62 - ธนาคารกรุงไทย จะดำเนินการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบงานอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้ลูกค้าไม่สามารถใช้บริการบางประเภทชั่วคราว &amp;nbsp;ในวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 2562 ระหว่างเวลา 00.01 &amp;ndash; 05.30 น. ได้แก่ &amp;nbsp;กรุงไทย NEXT &amp;nbsp;กรุงไทย Promptpay &amp;nbsp;แอปพลิเคชั่นเป๋าตัง เป๋าตุง &amp;nbsp; Money Connect by Krungthai (บริการจองซื้อหลักทรัพย์ออนไลน์ ) กรุงไทย Internet Banking และ &amp;nbsp;กรุงไทย Corporate Online &amp;nbsp;สำหรับบริการอื่นๆ ใช้บริการได้ตามปกติ &amp;nbsp;ธนาคารขออภัยในความไม่สะดวก สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Krungthai Call Center &amp;nbsp;หมายเลข 02 111 1111&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33904</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงไทย, ธนาคารกรุงไทย, อิเล็กทรอนิกส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb81f1b59b3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8345</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2018 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2018 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เปิดบริการยื่นขอตั้งผู้จัดการมรดกทางอิเล็กทรอนิกส์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 พ.ค. 61 -ที่ห้องประชุมเนติศร ชั้น 10 อาคารศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63 นายโอภาส อนันตสมบูรณ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นประธานในพิธีเปิดให้บริการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Form &amp;amp; e-Filing) เพื่อเป็นทางเลือกให้กับคู่ความในการบันทึกข้อมูลและยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ด้วยตนเองผ่านอินเตอร์เน็ต ไม่ต้องเดินทางไปศาลในวันยื่นคำร้องขอ&amp;nbsp;สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ได้นำเทคโนโลยีมาใช้กับระบบงานศาล เช่น การยื่นฟ้องคดีแพ่งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-filing ซึ่งสำนักงานศาลยุติธรรมได้ใช้งานมาระยะหนึ่งแล้ว ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จึงพัฒนาโปรแกรมการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับขั้นตอนการเข้าใช้งาน&amp;nbsp;เริ่มจากเข้าไปที่เว็บไซต์ http://civilbsc.e-service.coj.go.th/e-form แล้วลงทะเบียนเพื่อเข้าใช้งาน ด้วยการกรอกข้อมูลผู้ร้องขอ, ข้อมูลและรายการทรัพย์สินของเจ้ามรดกหรือผู้ตาย รวมทั้งข้อมูลรายชื่อของทายาท จากนั้นข้อมูลดังกล่าวนี้จะไปปรากฏในเอกสารคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกโดยอัตโนมัติ&amp;nbsp;และเมื่อกรอกข้อมูลครบถ้วนแล้ว ให้ดาวน์โหลดเอกสารเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และเข้าสู่ขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมศาล ค่าประกาศหนังสือพิมพ์ โดยการสั่งพิมพ์ใบแจ้งการชำระเงิน จำนวน 2 รายการ ที่มีบาร์โค้ดปรากฏอยู่ในใบแจ้งดังกล่าว นำไปชำระเงินผ่านตู้เอทีเอ็มหรือเคาน์เตอร์ธนาคารภายใน 3 วัน แล้วส่งหลักฐานการชำระเงินกลับเข้าสู่ระบบ พร้อมทั้งสามารถเลือกกำหนดวันนัดไต่สวนได้ด้วยตนเอง จนถึงขั้นตอนสุดท้ายที่มีการยืนยันการฟ้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คู่ความสามารถตรวจสอบหมายเลขคดีดำและข้อมูลคดีของตนเองหลังจากชำระค่าธรรมเนียมศาลเรียบร้อยแล้วได้อีกด้วย จึงนับได้ว่าบริการดังกล่าวเป็นรูปโฉมใหม่ของการอำนวยความยุติธรรมเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการที่สะดวก รวดเร็ว และทันสมัยมากขึ้น ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ศาลก็สามารถใช้ข้อมูลที่คู่ความบันทึกไว้ได้ทันทีโดยไม่ต้องกรอกข้อมูลใหม่ ลดภาระการพิมพ์เอกสาร ลดปริมาณการใช้กระดาษ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สอดคล้องกับนโยบายของนายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา และบริบทของสังคมไทยยุคไทยแลนด์ 4.0&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม วันนี้นอกจากพิธีเปิดบริการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้แล้ว นายสราวุธ เบญจกุล&amp;nbsp;เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ก็ได้ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ นโยบายสำนักงานศาลยุติธรรมด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี อีกด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8345</URL_LINK>
                <HASHTAG>รยื่นขอตั้งผู้จัดการมรดก, ศาลแพ่งกรุงเทพใต้, อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้, อิเล็กทรอนิกส์, โอภาส อนันตสมบูรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae9735a15cab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6075</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2018 18:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2018 18:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. แจงแบงก์แข่งดุ “ฟรีค่าธรรมเนียม” หนุนฐานลูกค้าเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. แจงแบงก์พาณิชย์แข่งดุแห่ยกเว้นค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม ช่วยหนุนฐานลูกค้าเพิ่มในระยะยาว ระบุ &amp;ldquo;พร้อมเพย์&amp;rdquo; เป็นหนึ่งในทางเลือกการใช้บริการของประชาชน ชี้หลายสถาบันการเงินเว้นค่าธรรมเนียมกรณีโอนเงินเกิน 5,000 บาทอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 มี.ค. 61 - นางสาว สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เป้าหมายในเรื่องการส่งเสริม e-Payment คือ การให้ประชาชนและภาคธุรกิจลดการใช้เงินสดและเช็ค ซึ่งการปรับลดค่าธรรมเนียมโอนเงินด้วยเลขที่บัญชีของธนาคารพาณิชย์ ตามกลไกตลาดในครั้งนี้จะมีส่วนช่วยส่งเสริมให้ประชาชนใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ในการทำธุรกรรมทางการเงินมากขึ้น &amp;nbsp;ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ก็จะได้ฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นและสามารถต่อยอดการให้บริการอื่นๆ ได้ และจะเป็นการส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกลางทำให้เกิดการแข่งขัน ซึ่งธนาคารพาณิชย์และผู้ใช้บริการทางการเงินจะได้ประโยชน์ในระยะยาว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
สำหรับพร้อมเพย์ เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ประชาชนสามารถโอนและชำระเงินได้ง่าย และสะดวกด้วยการใช้หมายเลขโทรศัพท์และเลขประจำตัวประชาชนแทนเลขที่บัญชี และมีบริการต่อยอดต่างๆ เช่น บริการชำระบิลข้ามธนาคาร บริการเตือนเพื่อจ่าย (Request to Pay) เป็นต้น ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งประชาชน ภาคธุรกิจ ในส่วนของค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์นั้น แม้จะมีการกำหนดเพดานค่าธรรมเนียมตามช่วงมูลค่า เช่น &amp;nbsp;สูงสุดไม่เกิน 10 บาท แต่ปัจจุบันธนาคารหลายแห่งก็มีการยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับการโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ที่เกิน 5,000 บาท ให้กับประชาชนมาก่อนหน้านี้แล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6075</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าธรรมเนียม, ทำธุรกรรม, ธนาคารพาณิชย์, ธปท., พร้อมเพย์, สถาบันการเงิน, หมายเลขโทรศัพท์, อิเล็กทรอนิกส์, แบงก์, แบงก์พาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180329/image_big_5abcd336c290d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
