<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>71959</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2020 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2020 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สรรพสามิต&#039;เสียงแข็งไม่รับข้อเสนอบุหรี่นอกจี้ทบทวนติดอี-แสตมป์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค. 2563 นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมฯ ไม่รับข้อเสนอของผู้ประกอบการนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ ที่ต้องการให้ปรับวิธีการติดแสตมป์ยาสูบใหม่ (อี-แสตมป์) โดยกรมยืนยันว่าการดำเนินการโดยการนำระบบการติดตามและแกะรอย (Tracking and Tracing System) ดังกล่าวมาใช้ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี และเป็นไปตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO) และให้เป็นไปตามพิธีสารเพื่อกำจัดการค้าที่ผิดกฎหมายในผลิตภัณฑ์ยาสูบ ที่ต้องดำเนินการ
ทั้งนี้ แม้ว่าผู้ประกอบการนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศจะอ้างว่าระบบดังกล่าวจะทำให้เกิดความยุ่งยาก ซับซ้อน เพราะมีขั้นตอนที่เมื่อนำบุหรี่เข้ามาภายในประเทศแล้วต้องมีการแกะบรรจุเพื่อติดแสตมป์ใหม่ ส่งผลให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น จากค่าเครื่องจักร และการจ้างงาน และอาจจะส่งผลให้ราคาบุหรี่เพิ่มขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการนำเข้าต้องไปบริหารจัดการเอง ถ้าจะขึ้นราคาบุหรี่ก็สามารถทำได้ และต้องถามกลับว่า บุหรี่ขึ้นราคาแล้วไม่ดีกับผู้บริโภคอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้กรมฯ ไม่รับข้อเสนอของผู้ประกอบการนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศที่ต้องการติดอี-แสตมป์จากต่างประเทศและนำเข้ามา โดยยืนยันว่า จะต้องนำมาติดภายในประเทศเท่านั้น ส่วนกระบวนการจะเป็นอย่างไรก็ต้องไปดำเนินการ ไม่ใช่เป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะโรงงานยาสูบก็ต้องลงทุนเพิ่ม หรือถ้าผู้นำเข้าไม่สะดวก จะจ้างโรงงานยาสูบติดอี-แสตมป์ให้ก็ได้ แต่ขั้นตอนต้องดำเนินการภายในประเทศเท่านั้น&amp;rdquo; นายพชร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพชร กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้หารือกับผู้ประกอบการนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศแล้วมีข้อเรียกร้อง ซึ่งกรมฯ ก็ได้เสนอทางออกว่า ให้แจ้งว่าจำนวนบุหรี่ที่ต้องการนำเข้ามา กระจายไปในแต่ละภูมิภาค หรือ รายจังหวัด เท่าไหร่ เช่น เข้ามา 100 จะกระจายไปภาคเหนือ 20 ภาคใต้ 20 ส่วนที่เหลือไปที่ใด แล้วกรมฯ จะส่งโค๊ดไปให้ติดจากต่างประเทศได้ เพื่อให้สามารถติดตามได้ว่าบุหรี่ซองนั้นมีต้นทางปลายทางอย่างไร แต่ผู้นำเข้าบุหรี่ต่างประเทศไม่เห็นด้วยที่จะแจ้งในลักษณะดังกล่าว จึงทำให้ตกลงกันไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ มีรายงานจากผู้นำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ ระบุว่า การตั้งโรงงานใหม่นั้นจะทำให้ผู้นำเข้าบุหรี่ต่างประเทศต้องมีค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 1 พันล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนตั้งโรงงานและซื้อเครื่องจักร 700-800 ล้านบาท และค่าแรงงานและค่าวัสดุห่อใหม่ประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ปัจจุบันมีการนำเข้าบุหรี่จากต่างประเทศมากกว่า 60 ล้านซองต่อเดือน หรือมากกว่า 2 ล้านซองต่อวัน หากผู้นำเข้าต้องมาเปิดโรงงานเพื่อ Activate แสตมป์ภายในประเทศ จะทำให้ต้นทุนการผลิตของผู้นำเข้าสูง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71959</URL_LINK>
                <HASHTAG>ติดแสตมป์ยาสูบใหม่, นายพชร อนันตศิลป์, อี-แสตมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200415/image_big_5e9697be43df5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71433</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2020 17:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2020 17:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สรรพสามิต&#039;ปัดโครงการติดอี-แสตมป์เบียร์8พันล.ไปตั้งพรรคการเมืองใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ค.2563 นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในทุกสินค้า ผ่านระบบเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีบนบรรจุภัณฑ์ ( Direct coding) หรืออี-แสตมป์/คิวร์อาร์โค้ด สำหรับเบียร์ ซึ่งมีวงเงินดำเนินการ 8 พันล้านบาทนั้น เป็นการขอกรอบวงเงินสำหรับดำเนินโครงการจากรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งเป็นกรอบวงเงินที่ผูกพันการดำเนินงานในช่วง 7 ปี ส่วนการใช้จ่ายเงินจะมีการพิจารณาตามวงเงินที่ต้องจ่ายจริงเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรอบวงเงินของโครงการ มาจากการนำประมาณการตัวเลขการผลิตที่คาดว่าจะอยู่ที่ 4.5 พันล้านยูนิตต่อปี ซึ่งเป็นยอดผลิต 5 ปีย้อนหลังมาเป็นฐานในการคำนวณมูลค่าโครงการ จนออกมาเป็นวงเงิน 8 พันล้านบาท ซึ่งไม่เกี่ยวกับกระแสข่าวเกี่ยวกับการหาเงินเพื่อสนับสนุนการตั้งพรรคการเมืองใหม่แต่อย่างใด เพราะจริง ๆ โครงการนี้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี และอุดการรั่วไหลของภาษี และโครงการก็เริ่มจากศูนย์ เริ่มจากไม่มีอะไรเลย โดยโครงการนี้จะช่วยให้สามารถจัดเก็บภาษีเบียร์เพิ่มขึ้นปีละ 8 พันล้านบาท&amp;quot; นายพชร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพชร กล่าวอีกว่า การดำเนินการโครงการนี้ จะเริ่มนับหนึ่งของค่าใช้จ่ายเมื่อทุกสายการผลิตมีการติดตั้งเครื่องอี-แสตมป์เรียบร้อย พร้อมเดินเครื่องทดสอบระบบ จนกระทั่งผู้ประกอบการและกรมสรรพสามิตเห็นชอบพร้อมกัน จึงจะเริ่มคิดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากโครงการ โดยมีเป้าหมายเบื้องต้นว่าภายในต้นปี 2564 จะเริ่มดำเนินโครงการติดตั้งเครื่องอี-แสตมป์ได้กับ 9 โรงงาน ใน 42 สายการผลิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเก็บภาษีเบียร์ที่ใช้ระบบโฟลว์มิเตอร์สอบทาน เป็นระบบเก่าซึ่งใช้มากกว่า 30 ปี ตั้งแต่ปี 2526 แล้ว ซึ่งขณะนั้นอุตสาหกรรมเบียร์ และการเก็บภาษีเบียร์ยังไม่โตขนาดนี้ โดยมีการเสียภาษีเพียงปีละ 2 พันล้านบาท แต่ปัจจุบันภาษีเบียร์เพิ่มเป็น 7-8 หมื่นล้านบาทแล้ว ประกอบการทุกวันนี้เทคโนโลยีต่าง ๆ ก็พัฒนาขึ้นมาก กระทรวงการคลังจึงกำหนดยุทธศาสตร์ตั้งแต่ปี 2560 ให้กรมฯ เร่งนำเทคโนโลยีมาช่วยเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งที่ผ่านมากรมฯ ได้นำระบบคิวอาร์โค้ดมาใช้กับภาษีบุหรี่ และสุราไปแล้ว และหลังจากนี้จะเริ่มปรับปรุงใช้กับเบียร์บ้าง&amp;rdquo; นายพชร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเก็บภาษีด้วยระบบ Direct coding ในสินค้าเบียร์ กรมฯได้เปิดให้บริษัทเอกชนเข้าร่วมประมูล เพื่อรับบริหารจัดการพิมพ์รหัสการเสียภาษีบนกระป๋องและขวดเบียร์ โดยกรมสรรพสามิตไม่ต้องลงทุนเอง หรือใช้งบประมาณจากรัฐแต่อย่างใด ขอเพียงกรอบวงเงินเท่านั้น โดยในหลักการจะแบ่งค่าดำเนินการพิมพ์บนขวดหรือกระป๋องละ 25 สตางค์แทน &amp;nbsp;ซึ่งเป็นต้นทุนพอ ๆ กับที่กรมฯ พิมพ์แสตมป์เอง ที่สำคัญระบบนี้ยังได้รับการเห็นด้วยจากโรงงานผลิตเบียร์ที่พร้อมปฏิบัติตาม และระหว่างที่ใช้ระบบใหม่นี้ ก็จะมีศึกษาถึงข้อดีข้อด้อยนำไปปรับปรุงแก้ไขควบคู่กันด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิษณุ วิเชียรสรรค์ กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีโรงงานผลิตเบียร์อยู่ 3 แห่ง มีกำลังการผลิต 1,540 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งทุกโรงงานพร้อมดำเนินการตาม แนวทางการจัดเก็บภาษีที่กรมสรรพสามิตพิจารณาแล้วว่าเหมาะสม เพื่อให้การเก็บภาษีตรงไปตรงมาที่สุด โดยเรื่องนี้บริษัทไม่ต้องลงทุนเอง แต่กรมสรรพสามิตจะเป็นผู้ดำเนินการให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรสิทธิ์ ทองจันทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักภาษีแลรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความพร้อมที่จะให้โรงงานผลิตเบียร์ทั้ง 3 โรง ปฏิบัติตามนโยบายของกระทรวงการคลังเต็มที่ ในการปรับเปลี่ยนวิธีการเก็บภาษีใหม่ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71433</URL_LINK>
                <HASHTAG>พชร อนันตศิลป์, อธิบดีกรมสรรพสามิต, อี-แสตมป์, เบียร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200714/image_big_5f0d8aeb1bd50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
