<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83704</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2020 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2020 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;กรณ์&#039;มองทะลุ&#039;คนละครึ่ง&#039;กับบทบาทภาครัฐต่ออนาคตE-commerceไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 พ.ย.63 - นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า โพสต์เฟซบุคโดยระบุว่า ได้อ่านหลายความคิดเห็น หลังจากที่ตัวเองได้โพสต์เกี่ยวกับธุรกิจการค้าออนไลน์ พบว่ามีหลายคำถาม ว่าทำไมประเทศไทย ไม่พัฒนาระบบ E-commerce Platform ของตัวเองบ้าง ทั้ง ๆ ที่ไทยมียอดการใช้จ่ายในโลกออนไลน์เพิ่มขึ้นทุกปี อุปสรรคคืออะไร ทำไมเรายังไม่ไปถึงจุดนั้น ผมว่าโอกาสเรามี แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะมีคนมองเห็นมันหรือไม่
.
เขากล่าวด้วยว่า โดยนอกเหนือจากเหตุการณ์โปรดุ 11.11 แล้ว ก็มีอีกหนึ่งโครงการที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน กับมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ &amp;lsquo;คนละครึ่ง&amp;rsquo; ที่รัฐบาลช่วยออกค่าใช้จ่าย ในการซื้อสินค้าและบริการ ให้กับประชาชนครึ่งหนึ่ง ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยการเปิดให้ลงทะเบียน รอบ 2 นั้นครบกำหนดตามสิทธิ์อย่างรวดเร็ว ซึ่งตั้งแต่เปิดโครงการมา มียอดการใช้จ่ายผ่าน app &amp;quot;เป๋าตัง&amp;quot; ไปแล้วถึง 1.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเงินเหล่านี้ไปถูกกระจายไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อย ที่ลงทะเบียนแล้ว กว่า 5.7 แสนร้าน รวมไปถึงแผงลอยตามตลาด ทำให้สามารถเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ตามความตั้งใจ
.
&amp;ldquo;โดยโครงการนี้ &amp;#39;ไม่อนุญาต&amp;#39; ให้ร้านค้าขนาดใหญ่ และโมเดิร์นเทรด เข้ามาสร้างความได้เปรียบแก่ผู้ประกอบการขนาดเล็ก และภาครัฐกำลังพิจารณาที่จะเปิดรอบ 3 เพิ่มขึ้นอีกในช่วงปลายปี ขอให้ลองคิดตามนะครับ ว่ารัฐตอนนี้ได้ทำให้คน 12 ล้านคนยอมรับและคุ้นเคยกับการใช้ cashless มากขึ้น และเช่นเดียวกันผู้ค้ากว่า 600,000 รายก็เข้ามาอยู่ในระบบ ดิจิตอล ดังนั้นสิ่งที่รัฐมีมากมายคือ &amp;lsquo;Data ข้อมูล&amp;#39; ลองจินตนาการต่อไปว่าในอนาคต หากรัฐเปิดโอกาสให้เราคนไทย เสนอขายสินค้าโดยตรงกับผู้บริโภคตามฐานข้อมูลที่รัฐมี และรัฐยังช่วยสนับสนุนด้วยโปรโมชั่น ต่าง ๆรวมถึงบริการส่งของผ่าน ไปรษณีย์ไทย...นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของ e-commerce platform ของไทยที่เรารอคอย&amp;rdquo; หัวหน้าพรรคกล้า กล่าว
.
นายกรณ์ กล่าวว่า โดยสรุปคือข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มีประโยชน์อย่างมากต่อการนำมาพัฒนา E-commerce Platform ต่อในอนาคต นอกจากทำให้เงินไม่ไหลไป แพลตฟอร์มต่างประเทศแล้ว ยังช่วยให้สินค้าไทยมีพื้นที่ตลาดที่ชัดเจนของเราเอง ข้อมูล data พฤติกรรมคนไทยไม่รั่วไหลไปสู่ต่างชาติ รวมถึงสามารถช่วยประเทศไทยให้เข้าสู่ระบบ Cashless Society
.
นอกจากนี้ ปัญหาหนึ่งของรัฐไทยคือการทำงานแบบ &amp;lsquo;silo&amp;rsquo; คือต่างคนต่างทำ อย่างกรณีนี้ข้อมูล &amp;lsquo;คนละครึ่ง&amp;rsquo; อยู่ที่กระทรวงการคลัง แต่ผู้ที่มีพันธกิจสร้าง e-commerce platform คือ กระทรวงดิจิตอล และกระทรวงพาณิชย์ ดังนั้นการขับเคลื่อนจึงต้องมีวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์จากส่วนกลางที่ชัดเจนกว่านี้ นายกรณ์ กล่าวทิ้งท้ายพร้อมกับย้ำว่า #ไทยจะดีกว่าถ้ากล้าลงมือทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83704</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรณ์ จาคิกวณิช, กระตุ้นเศรษฐกิจ, อีคอมเมิร์ช, โครงการคนละครึ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201113/image_big_5fadebbe3c121.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20802</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2018 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2018 09:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศุลกากรมึนสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น 54% ตรวจจับภาษีไม่ทัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศุลกากร&amp;rdquo; โอดตรวจไม่ทัน หลังพบปี 2561 สินค้าออนไลน์ทะลักเข้าไทยเฉียด 12 ล้านหีบห่อ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 54.45% อึ้ง! เจอสำแดงราคานำเข้าต่ำกว่า 1.5 พันบาทต่อชิ้นเพิ่มขึ้นเท่าตัว ทำเก็บภาษีได้น้อย พร้อมสั่งเร่งปรับแผน ดึงระบบปัญญาประดิษฐ์ช่วยตรวจ

นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร และโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ (อีคอมเมิร์ซ) จากต่างประเทศเข้าไทยผ่านสนามบินสุวรรณภูมิรอบปีงบประมาณ 2561 เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยมีสินค้านำเข้ามา 11.98 ล้านหีบห่อ เพิ่มขึ้น 54.54% จากปีก่อน คิดเป็นมูลค่านำเข้า 1.43 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.71% แต่ยอดจัดเก็บภาษีสินค้าอีคอมเมิร์ซยังทำได้ไม่สูงนัก อยู่ที่ 1.06 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.86% จากปีก่อนที่จัดเก็บได้ 800 ล้านบาท

ทั้งนี้ ยอมรับว่ายอดสินค้าอีคอมเมิร์ซที่นำเข้าเพิ่มขึ้น ทำให้กรมศุลกากรประสบปัญหาเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบครบทุกรายการ โดยเฉพาะสินค้าที่สำแดงราคานำเข้าต่ำกว่า 1.5 พันบาทต่อชิ้นเพื่อไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีแวต) พบว่ามีการแจ้งเพิ่มถึง 1 เท่าตัว จากปี 2560 นำเข้า 4.7 ล้านชิ้น มูลค่า 1.3 พันล้านบาท แต่ปี 2561 เพิ่มเป็น 9.3 ล้านชิ้น มูลค่า 3.5 พันล้านบาท ซึ่งการตรวจสอบทำได้แค่ใช้วิธีนำเข้าเครื่องเอ็กซเรย์ตรวจแบบ 100% และจากนั้นใช้วิธีเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจสอบประมาณ 7% ในจำนวนนี้ตรวจพบเป็นสินค้าที่ไม่ถูกต้องแค่ 5 พันชิ้น คิดเป็นค่าปรับกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าต้องห้าม เช่น ยาอันตราย โบท็อกซ์ ยาเสพติด สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สินค้าแบรนด์เนมที่สำแดงราคาต่ำเพื่อเลี่ยงภาษี

&amp;nbsp;สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา กรมศุลกากรกำลังศึกษาการนำเครื่องเอ็กซเรย์ที่ติดตั้งระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาใช้ตรวจสอบสินค้าอีคอมเมิร์ซโดยตรง ซึ่งขณะนี้มีจีนและเกาหลี เริ่มใช้แล้ว แต่ต้องรอดูเทคโนโลยีให้เสถียร และราคามีความเหมาะสมก่อน โดยปีหน้าคาดว่าจะมีการติดตั้งได้ที่แรกในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ส่วนที่สนามบินสุวรรณภูมิจะต้องประสานกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

&amp;ldquo;การนำเข้าสินค้าอีคอมเมิร์ซที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่กรมศุลกากรทั่วโลกกำลังเผชิญ อย่างไทยก็สินค้านำเข้าเดือนหนึ่งนับล้านชิ้น ซึ่งขณะนี้กรมศุลกากรได้พยายามเพิ่มความเข้มงวด โดยนอกจากการใช้เทคโนโลยีแล้ว ยังใช้วิธีบริหารความเสี่ยงโดยรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบ เช่น หากเป็นสินค้าที่ค่าส่งแพงกว่าตัวของก็จะมีการสุ่มตรวจ รวมถึงจะประสานกับเจ้าของเว็บไซต์ต่างประเทศเพื่ออัพเดทราคาสำแดงให้ตรงกับราคาซื้อขายจริง&amp;rdquo; นายชัยยุทธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะทำงานเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการศุลกากรสำหรับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์&amp;nbsp; เพื่อจัดทำโครงการการจัดทำระเบียบศุลกากรเพื่อรองรับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในเขตอีอีซี ได้รับอนุมัติให้ขยายระยะเวลาการดำเนินการออกไปจนถึงเดือนมี.ค.2562&amp;nbsp; ขณะเดียวกันกรมศุลกากรเห็นชอบในร่างหลักการของร่างประกาศศุลกากรเพื่อรองรับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการกลั่นกรองทางด้านข้อกฎหมาย

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20802</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยยุทธ คำคุณ, ภาษีศุลกากร, สินค้าออนไลน์, อีคอมเมิร์ช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180626/image_big_5b3263fcebe44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13693</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2018 08:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2018 08:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คลัง” แจงยิบรีดภาษี e-Business ดูดรายได้เข้ารัฐ 3 พันล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; แจงยิบภาษี e-Business ตั้งแท่นเก็บรายได้จากผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลแพลตฟอร์มในต่างประเทศ ที่มีการให้บริการในไทยและมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ประเมินดูดรายได้เข้ารัฐ 3 พันล้าน คาดบิ๊กผู้ประกอบการ 80-100 รายให้ความร่วมมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง และโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ที่กำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) ในต่างประเทศ โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลแพลตฟอร์มในต่างประเทศ ที่มีรายได้จากการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ยื่นแบบแสดงรายการภาษี และนำส่งภาษีให้แก่กรมสรรพากรผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่าจะทำให้การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นปีละ 3 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตอนนี้มีความเข้าใจผิดว่ากฎหมายดังกล่าว จะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จากการซื้อสินค้าออนไลน์ เช่น มีการสั่งซื้อของผ่านอารีบาบาและจะโดนเก็บภาษีแวตจากกฎหมายนี้ ซึ่งไม่ใช่ กฎหมายนี้จะเก็บภาษีแวตผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลแพลตฟอร์มในต่างประเทศ&amp;quot; น.ส.กุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางแพตริเซีย มงคลวนิช ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี และโฆษกกรมสรรพากร กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวเป็นการเก็บภาษีแวตจากผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลแพลตฟอร์มในต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น การโฆษณา ดาวน์โหลดเกมส์ ดาวน์โหลดสติกเกอร์ สมัครสมาชิกทีวีออนไลน์ &amp;nbsp;เป็นการเก็บภาษีแวตจากดิจิทัลคอนเทนส์ หรือดิจิทัลเซอร์วิส รวมถึงการให้บริการต่าง ๆ ที่มีการซื้อขายกันและมีการเก็บค่าบริการซื้อขายจากการซื้อสินค้านั้น ก็จะมีการเก็บภาษีแวตในส่วนของค่าบริการเท่านั้นไม่รวมถึงค่าสินค้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อเป็นการสร้างความเป็นธรรมทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ โดยจะเน้นการเก็บภาษีจากผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นหลัก &amp;nbsp;ไม่ได้เก็บภาษีจากผู้ซื้อ เช่น หากจองที่พักในเมืองไทยผ่านผู้ให้บริการออนไลน์ต่างประเทศ ผู้ให้บริการออนไลน์จะเสียภาษีแวตในส่วนของค่าบริการเท่านั้น ไม่ได้เก็บภาษีแวตจากค่าห้องพักด้วย เพราะค่าห้องพักมีการเสียภาษีแวตอยู่แล้ว ส่วนจะมีการผลักภาระให้ประชาชนต้องจ่ายเงินเพิ่มทางอ้อมหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ให้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีการเขียนไว้ในกฎมาย ผู้ประกอบการฝั่งไทยที่ไปใช้บริการกับผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลแพลตฟอร์มในต่างประเทศ ที่ไม่เสียภาษีแวตให้กับกรมสรรพากร รายจ่ายประเภทนี้จะหักเป็นภาษีซื้อและหักเป็นรายจ่ายเพื่อเสียภาษีนิติบุคคลไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ของที่นำเข้ามาในประเทศก็จะดำเนินการตามกฎหมายปกติที่มีอยู่แล้ว คือ สินค้าที่มูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าและภาษีแวต หากราคาเกินที่กำหนดก็ต้องเสียภาษีนำเข้าและภาษีแวตตามปกติ&amp;rdquo; นางแพตริเซีย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการศึกษาของกรมสรรพากร พบว่า ปัจจุบันนี้มี 50 ประเทศ ที่เก็บภาษีแวตจากผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลแพลตฟอร์มในต่างประเทศ และผู้ประกอบการรายใหญ่ 80-100 ราย ยอมเสียภาษีแวตตามกฎหมายของแต่ละประเทศที่ออกมา เพราะบริษัทดังกล่าวอยู่ในตลาดหลักทรัพย์และมีการค้าขายทั่วโลก จึงไม่กล้าเสี่ยงเรื่องธรรมาภิบาลการดำเนินงานของบริษัท โดยการเสียภาษีไม่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรมสรรพากรคาดว่าบริษัททั้ง 80-100 แห่งดังกล่าว ก็จะยอมเสียภาษีแวตในประเทศไทยด้วยเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องที่ต่างประเทศดำเนินการและได้ผลมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ประเทศไทยทำเป็นประเทศแรก&amp;quot; นางแพตริเซีย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเก็บภาษีเงินได้ ผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลแพลตฟอร์มในต่างประเทศ อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะมีความซับซ้อนกว่าเสียภาษีแวตที่ออกมามาครั้งนี้ อย่างไรก็ตามการเก็บภาษีแวตยังต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ทันภายในรัฐบาลชุดนี้ เพราะเป็นภาษีที่ทำให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการในและต่างประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13693</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดิจิทัลแพลตฟอร์ม, ภาษี e-Business, ภาษีมูลค่าเพิ่ม, ภาษีแวต, อีคอมเมิร์ช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180524/image_big_5b068196d5e6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12411</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2018 09:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2018 09:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นารายาทุ่มหนักในรอบ 30 ปี อัดเงินพันล้านบาท ขยายสาขา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นารายาทุ่มหนักในรอบ 30 ปี อัดเงินพันล้านบาท ขยายสาขา บุกออนไลน์ พร้อมเปิดตัว 4 &amp;nbsp;แบรนด์ใหม่ หวังยอดขายโตทะลุ 10%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางวาสนา รุ่งแสนทอง ลาทูรัส ประธานกรรมการบริ หาร บริษัท นารายณ์ อินเตอร์เทรด จำกัด (นารายา) เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัททำตลาด ผลิตภัณฑ์ ภายใต้แบรนด์ &amp;quot;นารายา&amp;quot; มากว่า 29 ปี ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะถูกจัดให้เป็นสินค้าแบรนด์อันดับต้นๆ ที่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจในปีนี้ ทางบริษัทจึงให้ความสำคัญในการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้มากที่สุด ซึ่งในปีนี้บริษัทได้เตรียมงบลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท สำหรับการขยายสาขา จะมีการขยายเพิ่มอีก 13 สาขา รวมถึงมีการเตรียม ระบบสำหรับการค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ซ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปีนี้ถือเป็นปีที่ใช้เงินลงทุนในการขยายสาขามากที่สุดในรอบ 30 ปี เดิมเราจะเปิดเพียงปีละ 1-2 สาขา แต่ปีนี้จะมีสาขาใหม่แทบทุกเดือน ซึ่งล่าสุดก็มีการปรับโฉมสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ด้วยงบถึง 60 ล้านบาท ขณะเดียวกันจะมีการลงทุนวางระบบสำหรับการทำอีคอมเมิร์ซ&amp;quot; นางวาสนากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้บริษัทยังเปิดตัว 4 แบรนด์ใหม่ไปพร้อมๆ กัน โดยแต่ละแบรนด์จะมีเอกลักษณ์ เฉพาะตัวแตกต่างกันออกไป ได้แก่ 1.NARA เป็นแบรนด์กระ เป๋าและเครื่องประดับตกแต่งสำหรับผู้ชาย 2.Aphrodite เป็นแบรนด์กระเป๋าและเครื่องประดับตกแต่งสำหรับผู้หญิง 3.La LaMa เป็นแบรนด์เสื้อผ้าและเครื่องประดับตกแต่งสไตล์โบฮีเมียน &amp;nbsp;4.Evangelisa เป็นแบรนด์เสื้อผ้าและเครื่องประ ดับตกแต่งจากผ้าไหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากเร่งขยายสาขาและเปิดตัวแบรนด์ใหม่ เชื่อว่ายอดขายจะกลับมาเติบโตได้ถึง 2 หลัก หรือไม่ต่ำกว่า10% จากยอดขายปีก่อนที่อยู่ที่ 1,600-1,700 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการขยายสาขาในต่างประเทศ ตอนนี้นา รายามีร้านค้าในต่างประเทศ 5 ประเทศ รวม 12 สาขา อาทิ ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย เวียดนาม และเมียนมา แต่บริษัทมีแผนจะขยายธุรกิจไปยุโรปเพิ่มเติม เบื้องต้นจะใช้ช่องทางออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์อเมซอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12411</URL_LINK>
                <HASHTAG>naraya, ขยายสาขา, นารายณ์ อินเตอร์เทรด, นารายา, ร้านค้าออนไลน์, อีคอมเมิร์ช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180630/image_big_5b36e7a0954ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10941</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2018 08:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2018 08:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลเปิดแพลตฟอร์มค้าออนไลน์ช่วยพ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สมคิด&amp;rdquo;สั่ง &amp;ldquo;พาณิชย์-อุตสาหกรรม-มหาดไทย&amp;rdquo; ลุยช่วยคนตัวเล็กค้าขายออนไลน์ มั่นใจทำสำเร็จแน่ หลังเปิดตัว Thaitradeshop &amp;ldquo;สนธิรัตน์&amp;rdquo;เผยจะเป็นเว็บไซต์ที่จะช่วยให้รายย่อยนำสินค้ามาขายให้กับผู้บริโภค ดึงแบงก์ โลจิสติกส์ช่วยเรื่องจ่ายเงินและจัดส่งสินค้า เผยหากรายใดเข้มแข็งดันเข้า Thaitrade.com ขายส่งออกต่อ ตั้งเป้าเพิ่มสมาชิกเป็น 1 แสนรายใน 3 ปี ดันยอดขายเพิ่มเป็น 1 หมื่นล้านภายในปีหน้า &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดงาน E-Commerce Big Bang และปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ &amp;ldquo;เปลี่ยนธุรกิจไทยสู่โลกออนไลน์&amp;rdquo; ว่า ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย ร่วมกันทำงานในการขับเคลื่อนให้เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย พัฒนาสินค้าและมีโอกาสในการขายสินค้าผ่านทางออนไลน์ โดยวันนี้กระทรวงพาณิชย์ทำสำเร็จแล้ว มีการเปิดตัวเว็บไซต์ Thaitradeshop เพื่อให้เป็นแพลตฟอร์มค้าออนไลน์สำหรับคนตัวเล็ก ซึ่งจะช่วยให้คนตัวเล็กมีโอกาสเติบโตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ได้ให้นโยบายกระทรวงพาณิชย์ขอให้ทำเว็บไซต์ค้าขายออนไลน์ เพื่อช่วยให้คนตัวเล็กอย่างเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย ที่อยู่ห่างไกล ได้มีโอกาสในการขายสินค้า เหมือนกับที่จีนทำ ที่ได้เข้าไปช่วยเกษตรกรในชนบทให้ขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งจีนทำสำเร็จ และตอนนี้เราได้เริ่มต้นแล้ว ต่อไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้าไปช่วยขับเคลื่อน ทั้งค้นหาสินค้า พัฒนาสินค้า เพื่อนำเข้ามาขายออนไลน์ให้ได้เพิ่มขึ้น โดยมั่นใจว่าจะทำได้สำเร็จเช่นกัน แม้รัฐบาลนี้ จะเหลือเวลาอีกอย่างน้อย 8 เดือน แต่ก็ยังถือว่ามีเวลาเหลือเฟือ&amp;rdquo;นายสมคิดกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะต้องทำการศึกษาข้อมูลการซื้อขายสินค้าที่ซื้อขายผ่าน Thaitradeshop เพื่อจัดทำบิ๊กดาต้า เพื่อให้รู้ข้อมูลและทิศทางการค้า และจะได้นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนการพัฒนาสินค้าและขับเคลื่อนการค้าออนไลน์ของไทย และต้องผลักดันให้ Thaitradeshop เป็นที่รู้จัก และดึงดูดให้คนเข้ามาซื้อขายให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดตัวบริการใหม่ของเว็บไซต์ Thaitrade.com โดยใช้ชื่อว่า ThaitradeShop ช้อปครบจบในคลิกเดียว&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการขายออนไลน์แบบ B2C หรือธุรกิจถึงผู้บริโภค โดยได้รวบรวมสินค้าจากผู้ประกอบการรายย่อยมาให้เลือกซื้อได้โดยตรง มีระบบการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต เดบิตทุกธนาคาร และยังมีระบบโลจิสติกส์หลายรายเข้ามาร่วมในการจัดส่งสินค้า ซึ่งจะทำให้สินค้าจากผู้ประกอบการรายย่อยค้าขายได้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่มีความพร้อม สามารถที่จะพัฒนาตัวเอง และต่อยอดไปสู่การส่งออกได้ โดยกระทรวงฯ จะผลักดันให้เข้าไปจำหน่ายในเว็บไซต์ Thaitrade.com ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเปิดตัว Thaitradeshop ในครั้งนี้ จะทำให้กระทรวงพาณิชย์มีแพลตฟอร์มค้าออนไลน์ที่ครบวงจร ครอบคลุมทั้งการขายในประเทศ ขายปลีกในต่างประเทศ และส่งออกต่างประเทศ และหลังจากนี้จะเดินหน้าโรดโชว์ผลักดันให้เว็บไซต์ Thaitrade.com เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศต่อไป&amp;rdquo;นายสนธิรัตน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยังได้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนสมาชิกใน Thaitrade.com ที่มีอยู่เกือบ 25,000 ราย ให้เพิ่มเป็น 100,000 ราย ภายใน 3 ปี และเพิ่มมูลค่าการค้าขายผ่านเว็บไซต์ที่มีอยู่ปีละประมาณ 5,000 ล้านบาท เป็น 10,000 ล้านบาทภายในปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10941</URL_LINK>
                <HASHTAG>Thaitrade.com, Thaitradeshop, ค้าขายออนไลน์, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, อีคอมเมิร์ช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180503/image_big_5aeb2205c6454.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9445</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2018 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2018 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ เปิดเว็บ &#039;ของดีทั่วไทย&#039; เผยคัดสินค้ากรี๊ดสลบ 100 รายการ เห็นแล้วอยากได้มาขาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;เปิดตัวเว็บไซต์ &amp;ldquo;ของดีทั่วไทย&amp;rdquo; ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยและเอสเอ็มอีให้มีโอกาสค้าขายออนไลน์ เผยได้คัดสินค้ากรี๊ดสลบ 100 รายการ ซึ่งเป็นสินค้าดีเด่นของแต่ละจังหวัดมาให้คนเลือกซื้อ ก่อนดันต่อไปขายในไทยเทรดชอป เพื่อเปิดตัวออกสู่ตลาดต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเปิดกิจกรรม e-Commerce : Big Bang วิถีการค้าไทย สู่วิถีออนไลน์ วานนี้ (17 พ.ค.) ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดตัวเว็บไซต์ของดีทั่วไทย www.kongdeetourthai.com เพื่อเป็นช่องทางในการช่วยเหลือและพัฒนาให้ผู้ประกอบการรายย่อย ขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ได้มีโอกาสในการค้าขายออนไลน์ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้มีพื้นที่สำหรับผู้ประกอบการได้ไม่มีโอกาสในการจำหน่ายสินค้าขายออกสู่ตลาดได้ทั้งประเทศ แทนที่จะขายได้เพียงในพื้นที่หรือแหล่งผลิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภายใต้เว็บไซต์ของดีทั่วไทย มีผู้ประกอบการที่นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายแล้วเป็นจำนวนมากจากทั่วประเทศโดยในจำนวนนี้ จะมีการคัดเลือกสินค้าดีและสินค้าเด่นจากทั่วประเทศขึ้นมาเป็นสินค้าไฮไลต์ก่อนประมาณ 100 รายการ ซึ่งต้องเป็นสินค้าดีและเด่นจริงๆ เป็นสินค้าระดับพรีเมี่ยมที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองคุณภาพมาแล้ว และจะทำการคัดสินค้าเด่นให้เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมอยากให้มีสินค้าที่เรียกว่า กรี๊ดสลบ เปิดดูแล้วกรี๊ดเลย อยากซื้อเลย แบบว่า อยากกินของดีที่จังหวัดนั้น จังหวัดนี้ ก็มาเลือกซื้อได้เลย ซึ่งตอนนี้ ผมให้คัดเลือกออกมาก่อนประมาณ 100 รายการ ต่อไปถ้ามีตัวไหนดีอีก ก็จะเพิ่มเป็นสินค้าเด่นเข้ามาเรื่อยๆ และจากนั้นจะผลักดันสินค้าเด่นเหล่านี้ให้เข้าไปจำหน่ายในเว็บไทยเทรดชอป เพื่อสร้างโอกาสในการส่งออกไปขายต่างประเทศต่อไป&amp;rdquo;นายสนธิรัตน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์กล่าวว่า กระทรวงฯ ยังได้จัดพิธีลงนามเพื่อเพิ่มความร่วมมือในการส่งเสริมช่องทางการตลาดอี-คอมเมิร์ซ โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ หน่วยงานราชการ ตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ให้บริการขนส่ง และผู้ให้บริการชำระเงินจำนวน 30 หน่วยงานมาร่วม เพื่อพัฒนาการซื้อขายผ่านออนไลน์ การสร้างเครือข่ายในการขนส่งสินค้าและระบบการชำระเงิน ซึ่งจะช่วยผลักดันให้การค้าออนไลน์ของไทยมีการขยายตัวได้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมูลค่าทางการค้าของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีจำนวน 2.8 ล้านล้านบาท และมีผู้ประกอบการจำนวน 7 แสนราย โดยคาดว่า ในปี 2564 มูลค่าการค้าจะเพิ่มเป็น 5 ล้านล้านบาท และมีผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบออนไลน์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า สำหรับสินค้าเด่นที่คัดเลือกขึ้นมา เพื่อแนะนำให้ผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์เลือกซื้อ เช่น ศิลาดลเชียงใหม่ , เรือหางแมงป่อง จำลองไม้ แม่วัน เคยไปโชว์งาน Expo ที่ญี่ปุ่น , กะลามะพร้าวห้างฉัตร ลำปาง , ข้าวแต๋น ลำปาง เป็นของที่ระลึก APEC , ธูปหอมทองตะนาว อุทัยธานี , เซรามิก ชวนหลง ลำพูน เคยออกงานของศูนย์ศิลปาชีพระหว่างประเทศที่ฝรั่งเศส , เซรามิกอารมณ์ดี ลำปาง ขายสนามบินสุวรรณภูมิ , ปั้นดินเผา ชะปะ , ตุ๊กตา จ.น่าน ท่า I Love You , ตุ๊กตาบ้านลวงเหนือ ดอยสะเก็ด เชียงใหม่ , ผ้าลำพูน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสินค้าเด่นอื่นๆ เช่น ครามสกล , ผ้าบาติก ร้านเดอนารา ปัตตานี , หนังปลากะพงขาวทอดกรอบ ของกลุ่มเกาะยอ ในจังหวัดสงขลา &amp;nbsp;, น้ำแร่ เมืองนอง , ทุเรียนหมอนทองภูเขาไฟ จังหวัดศรีสะเกษ &amp;nbsp;, ขนมหม้อแกงแม่ปิ่น &amp;nbsp;จังหวัดเพชรบุรี , ร้านอาทิตยาปลาทูก้างนิ่ม , ขนมแม่เอย &amp;nbsp;, บานานาโซไซตี้ เป็นแบรนด์กล้วยตาก , เอ็ม เอ็ม โมจิ จากจังหวัดนครสวรรค์ และวุ้นเส้นท่าเรือ ของจังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9445</URL_LINK>
                <HASHTAG>e-Commerce, กระทรวงพาณิชย์, ของดีทั่วไทย, ค้าขายออนไลน์, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, อีคอมเมิร์ช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180208/image_big_5a7c7b5ec2276.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5961</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2018 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2018 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อเดลฟอส บริษัทในเครือไทยเบฟฯ เข้าซื้อTARAD.com หวังต่อท่อเศรษฐกิจดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อเดลฟอส ส่งบริษัทลูก ที สเปซ ดิจิตอล เข้าถือหุ้นใหญ่ ตลาด ดอท คอม จำนวน 51% หวังเข้ามาเสริมแกร่งกลุ่มไทยเบฟ ปรับโพซิชันนิ่งใหม่ ไม่แข็งสังเวียนมาร์เก็ตเพลส ชูวัน สต๊อบ อีคอมเมิร์ช เซอร์วิส โพรไวเดอร์ เชื่อหลังร่วมมือสร้างรายได้โต 200-300% พร้อมล้างขาดทุนสะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมารุต บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีสเปซ ดิจิตอล จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้จัดตั้งบริษัท ทีสเปซ ดิจิตอล จำกัด ที่อยู่ภายใต้ บริษัท อเดลฟอส จำกัด ซึ่งมีนายปณต สิริวัฒนภักดี และนายฐาปน สิริวัฒนภักดี เป็นผู้ถือหุ้น 100 % โดยบริษัทใหม่ดัวกล่าวมีหน้าที่หลักด้วยกัน 2 อย่าง คือ 1.การเข้าไปลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพ และ 2. ทำบิ๊กดาต้าเพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์กับธุรกิจต่างๆ เบื้องต้นใช้ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท และเตรียมเพิ่มทุนอย่างต่อเนื่อง มีเป้าหมายหาธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพที่สามารถเข้ามาเติมเต็มความแข็งแกร่งให้กับบริษัท โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดได้เข้าไปถือหุ้นในตลาด ดอท คอม (TARAD.com) จำนวน 51% ส่วนที่เหลืออีก 49% เป็นของตลาด ดอท คอม สำหรับการเข้าไปถือหุ้นในตลาดดอทคอม เนื่องจากเล็งเห็นถึงความชำนาญที่อยู่ในวงการมากว่า 20 ปีื เชื่อว่าจะนำมาเชื่อมเป็นเครือข่ายในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มไทยเบฟได้ทางหนึ่ง โดยที่ผ่านมาได้นำร่องในบริษัททศภาคเพื่อดูเรื่องโฆษณาช่องทางออนไลน์ มีผลลัพธ์ที่ดีอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราตั้งใจจะเป็นหน่วยงานกลางของไทยเบฟ เพื่อทำให้ข้อมูลของกลุ่มธุรกิจในเครือสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ จากเดิมที่แต่ละแยกกันทำข้อมูลกันเอง เราจะมีหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้น และนำมาวิเคราะห์เสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ&amp;quot; นายมารุต กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง บริษัท ตลาด ดอท คอม จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาการแข่งขันธุรกิจมาร์เก็ตเพลสค่อนข้างรุนแรง และต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล บริษัทจึงปรับโพซิชันนิ่งของตัวเองใหม่ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการในอีคอมเมิร์ชครบวงจร หรือวัน สต๊อป อีคอมเมิร์ช เซอร์วิส โพรไวเดอร์ ผ่านโมเดลธุรกิจหลายด้านไม่ว่าจะเป็น 1. มีโซลูชั่นใหม่เข้ามาชื่อว่า ยู คอมเมิร์ซ (U Commerce) ตัวกลางที่จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถขายสินค้าไปยังมาร์เก็ตเพลสเจ้าอื่น เพราะจุดแข็งบริษัทคือร้านค้า ไม่ใช่มาร์เก็ตเพลส 2. มาร์เก็ตเพลส อาจจะยังมีทำบ้างแต่ไม่ใช่ตัวหลักอีกต่อไป มีไว้เพื่อเมนเทนมากกว่า 3. อี มาร์เก็ตติ้ง แอดเวอร์ไทซิ่ง 4. อี เพย์เม้นท์ &amp;nbsp;5. อี โลจิสติกส์ และแวร์เฮ้าส์ และ 5. อี โนเลจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภายหลังความร่วมมือกันแล้วจะทำให้สามารถรวบรวมข้อมูลต่างๆมาเป็นบิ๊กดาต้าในการวิเคราะห์ รวมถึงนำพากลุ่มทีซีซีให้นำสินค้าไปจำหน่ายในมาร์เก็ตเพลสระดับโลก แน่นอนย่อมเป็นส่วนสนับสนุนสินค้าไทยและธุรกิจไทยสู่ตลาดโลกทางหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราคาดว่าน่าในปีนี้น่าจะต้องใช้เงินลงทุนกว่า 100 ล้านบาท หลังจากร่วมมกับทีสเปซฯแล้วเชื่อว่าลูกค้าจะเพิ่มขึ้น 150% จากปัจจุบัน 3 ล้านราย รวมถึงยังสร้างรายได้โต 200-300% พร้อมล้างขาดทุนสะสมได้เร็วที่สุด&amp;quot; นายภาวุธ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5961</URL_LINK>
                <HASHTAG>TARAD.com, ตลาด ดอท คอม, ที สเปซ ดิจิตอล, ธุรกิจออนไลน์, ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ, มารุต บูรณะเศรษฐกุล, มาร์เก็ตเพลส, อีคอมเมิร์ช, อเดลฟอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180328/image_big_5abafee9f0723.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
