<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107693</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2021 11:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2021 11:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาตรการรัฐกระตุ้นกำลังซื้อ  เอกชนยิ้มออก!สินค้าหลายกลุ่มเริ่มขยับ    </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;ทำให้หลายกิจการต้องดิ้นรน ฝ่าฟัน เพื่อประคับประคองให้ธุรกิจของตัวเองพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้ และแน่นอนว่าผู้ประกอบการบางรายต้องปิดกิจการ ทำให้ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและกำลังซื้อผู้บริโภคที่ถดถอย โดยรัฐบาลก็มีนโนบายต่างๆ เพื่อเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อค้าปลีกในช่วงที่เหลือของปี 2564 โดยคาดว่า ยอดขาย ค้าปลีกทั้งปีจะยังหดตัว 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีจุดที่ต้องจับตา คือ การฉีดวัคซีนในช่วง 2-3 เดือนจากนี้ (มิ.ย.-ก.ย.) รวมถึงไม่มีการระบาดระลอกใหม่ที่รุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในช่วงที่เหลือของปีโดยเฉพาะไตรมาส 4 และเมื่อบวกกับมาตรการของภาครัฐ เช่น มาตรการคนละครึ่ง เฟส 3 รวมถึงมาตรการเพิ่มเติมภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ทำให้มีความเป็นไปได้ว่ายอดค้าปลีกในภาพรวมปี 2564 อาจจะมีทิศทางที่ดีกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหารและของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน (FMCG)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยูนิลีเวอร์พร้อมซัพพอร์คนไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายโรเบิร์ต แคนเดลิโน ประธานกรรมการบริหาร กลุ่ม บริษัทยูนิลีเวอร์ ประเทศไทยว่า ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาแล้ว 88 ปี โดยบริษัทมีความภูมิใจที่ทุกวันนี้ สินค้าแบรนด์ต่างๆ ของยูนิลีเวอร์อยู่ในทุกครัวเรือน ขณะเดียวกันยังพบอีกว่าคนไทยทุกคนใช้สินค้าของบริษัทอย่างน้อย 3 ครั้งต่อวัน ด้วยเหตุผลนี้จึงรู้สึกผูกพันและมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนมาตรการใดๆก็ตามที่จะช่วยเหลือประชาชนคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่บริษัทเชื่อว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีความครอบคลุมและแพร่กระจายนี้ เป็นสิ่งที่จำเป็นในยามนี้ และช่วยลดช่องว่างความยากจนในประเทศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ บริษัทได้มีส่วนสนับสนุนโครงการต่างๆ ด้วยการการันตีการจ่ายเงินค่าครองชีพอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ &amp;nbsp;พร้อมกับสนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดราคาสินค้าสำหรับสินค้าจำเป็น &amp;nbsp;เช่น น้ำยาทำความสะอาด สินค้าอาหาร และสบู่ ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยการลงทุนทางดิจิตัลในร้านค้าขนาดเล็ก และส่งทีมเฉพาะกิจที่จะทำงานโดยตรงกับร้านค้าเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการต่างๆ ดูว่าจะเพิ่มรายได้และดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ บริษัทยังสนับสนุนเกษตรกรด้วยการซื้อข้าวเพื่อใช้ในคนอร์ คัพ โจ๊ก จากแหล่งเพาะปลูกที่ยั่งยืนของชาวนาไทย และนี่เป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ที่ยูนิลีเวอร์มีความภูมิใจที่ได้ลงมือทำ และเมื่อเสริมกับมาตรการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ จะเป็นพลังขับเคลื่อนในการช่วยเหลือคนไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ตลอดจนการทำงานร่วมกับธุรกิจขนาดเล็ก เพื่อสร้างธุรกิจแบบมีส่วนร่วมนั่นเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;FMCGเริ่มมีสัญญาณขยับตัว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;กล่าวว่า ภาพรวมตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคอาจไม่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 มากนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีบางช่วงที่ประชาชนอาจจะตื่นตระหนกจนทำให้ต้องมีการกักสินค้า พอทุกอย่างเริ่มสงบลง ก็ทำให้ยอดขายในบางกลุ่มอาจจะลดลงไปบ้าง เนื่องจากการประชาชนยังใช้สินค้าที่เคยจับจ่ายมาก่อนหน้าไม่หมด แน่นอนว่ามาตรการของรัฐบาลที่ผ่านมาก็สามารถช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้รับหนึ่ง คาดการณ์ว่าในปีนี้ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคน่าจะเติบโตประมาณไม่เกิน 2% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะเดียวกันในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการต่างก็ปรับตัวกันอย่างหนัก ไม่ใช่เพียงแค่เพราะสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่หากยังรวมไปถึงการแข่งขันที่รุนแรงและเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผู้ประกอบการและแบรนด์ต่างๆ ต้องมีการปรับตัวท่ามกลางการแข่งขันที่สูง ส่วนตัวมองว่าจะมีโควิดหรือไม่มี ผู้ประกอบการก็ต้องปรับเพื่อเอาตัวรอดกันอยู่แล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนการปรับตัวของเครือสหพัฒน์ในปี 2564 นี้ ยังคงจัดงาน &amp;ldquo;สหกรุ๊ปแฟร์&amp;rdquo; ในรูปแบบออนไลน์เป็นปีที่ 2 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทุกคนควรเว้นระยะห่างทางสังคม อีกทั้งยังสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่นิยมการซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยยังได้ร่วมมือผ่าน 5 แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ของไทย ได้แก่ Shopee, Lazada, JD Central, SahaGroupOnline, Shop Channel ในการสร้างความหลากหลายของช่องทาง สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้นทางหนึ่งด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายบุญฤทธิ์ มหามนตรี ประธานกรรมการ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวกับ &amp;ldquo;ไทยโพสต์&amp;rdquo; ว่า ภาพรวมยอดขายของบริษัทในปี 2564 ปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่ผ่านมา มองว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชาชนเริ่มรู้จักการป้องกันตัวเองได้ดีกว่าในอดีต และสามารถปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้สินค้าหลายตัวเริ่มดีขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทนับจากนี้ จะมุ่งเน้นพัฒนาสินค้าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในเรื่องของสุขภาพ เนื่องจากพฤติกรรมของลูกค้าที่ต้องการดูแลและปกป้องตัวเองกันมากขึ้น โดยบริษัทจะเลือกสินค้าที่ตอบโจทย์กับสถานการณ์ปัจจุบัน &amp;nbsp;และที่สำคัญคือการออกสินค้าใหม่ให้มีความถี่มากกว่าเดิม จะเห็นได้ว่าในอดีตการออกสินค้าใหม่ในแต่ละครั้ง เป็นเรื่องตื่นเต้น น่าติดตาม และไม่ต้องออกสินค้าบ่อยๆ ก็ได้ แต่ตอนนี้แตกต่างเพราะผู้บริโภคมองหาสินค้าใหม่ๆ อยู่เสมอ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังระบุอีกว่าโมเดิร์นเทรด กลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ตที่เน้นจำหน่ายสินค้าอาหาร และของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน คาดว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้เล็กน้อยในช่วงครึ่งปีหลัง โดยบรรยากาศในการจับจ่ายของผู้บริโภคน่าจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก จากการทำโปรโมชั่นของผู้ประกอบการค้าปลีกที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งหากไม่มีการระบาดของโควิดระลอกใหม่ที่รุนแรงเกิดขึ้น ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงวัคซีนได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็น่าจะจูงใจหรือกระตุ้นให้ผู้บริโภคบางส่วนออกมาทำกิจกรรมและใช้จ่ายนอกบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญปลายปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าผู้ประกอบการค้าปลีกโมเดิร์นเทรด ก็อาจจะเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกดั้งเดิมบางส่วนที่อาจจะได้รับแรงหนุนจากมาตรการคนละครึ่งเฟส 3 ของภาครัฐที่จะเริ่มในช่วงเดือนก.ค.-ธ.ค. 64 ซึ่งมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อดังกล่าวน่าจะเอื้อกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการมากกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ค้าปลีกภูธรปรับเป้าโตเพิ่ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางอมร พุฒิพิริยะ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนพิริยะ (TNP) เปิดเผยกับ &amp;ldquo;ไทยโพสต์&amp;rdquo; ว่า มาตรการของภาครัฐที่ออกมา นับว่ามีความทั่วถึงทุกครัวเรือนที่เดือดร้อนและมีรายได้น้อย จากการสังเกตจะเห็นได้ว่าลูกค้าจะเข้ามาใช้สิทธิต่างๆ จากนโยบายของรัฐบาล ซึ่งหากไม่มีมาตรการอะไรเลยคิดว่าสถานการณ์ต่างๆ น่าจะจะแย่กว่านี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะเดียวกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ยังทำให้เกิดพฤติกรรมใหม่หลายอย่างหรือนิวนอร์มอล และอาจจะเข้าใช้บริการร้านค้าด้วยความถี่ที่ลดลงกว่าในอดีต โดยจากฐานข้อมูลของบริษัทพบว่าลูกค้ามียอดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เลือกซื้อของที่เป็นบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่ เพื่อที่จะไม่ต้องออกจากบ้านบ่อยครั้ง ทำให้ความถี่ของการเข้ามาใช้บริการลดน้อยลง เพราะไม่ต้องการออกมายังสถานที่ต้องเจอคนพลุกพล่าน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางอมร กล่าวว่า แม้ว่าสินค้าอุปโภคบริโภคจะไม่ได้ถูกดิสรัปจากดิจิทัลมากนัก เพราะยังคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยอยู่ และออนไลน์อาจจะยังไม่ตอบโจทย์มากนักในกลุ่มสินค้าดังกล่าว ไม่สามารถสู้กับความรู้สึกที่ไปซื้อเองได้เลย แต่บริษัทก็ต้องมีการรองรับเรื่องของออนไลน์ เบื้องต้นคาดการณ์ว่าจะเริ่มภายในปีนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม สำหรับแผนการลงทุนในปีนี้บริษัทวางงบไว้ราว 100 ล้านบาทเพื่อใช้ขยายสาขา 5 แห่ง ขนาดแห่งละ 1,000 ตารางเมตรในพื้นที่ 3 จังหวัด โดยเมื่อต้นปีบริษัทวางเป้าหมายจะเติบโตที่ 10-15% แต่จากการขยายสาขาใหม่ ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น บวกกับสินค้าบางกลุ่มเริ่มกลับมาเติบโตอีกครั้ง จึงปรับเป้าหมายการเติบโตเป็น 15-20% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107693</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นกำลังซื้อ, มาตรการรัฐ, ราคาสินค้าขยับ, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210626/image_big_60d6aead78c1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98186</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2021 12:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2021 12:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อานิสงส์โครงสร้างพื้นฐาน หนุน“ไร้ท์ทันเน็ลลิ่ง”รายได้โตต่อเนื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันภาครัฐกำลังเร่งเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน &amp;nbsp;โครงสร้างพื้นฐานอันได้แก่ ระบบสาธารณูปการ สาธารณูปโภค การคมนาคมและการขนส่ง โดยมุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐานเเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชน และเสริมสร้างคุณภาพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน &amp;nbsp;และถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ และการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการลงทุนทั้งภายในและจากต่างประเทศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบประปา โครงข่ายการสื่อสาร ระบบถนน รถไฟ ท่าเรือน้ำลึก สนามบิน และนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการที่จะลงทุนหรือก่อสร้างสิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นที่จะต้อง คัดสรรบริษัทที่มีความเชียวชาญและชำนาญเป็นพิเศษ &amp;nbsp;ซึ่ง บมจ.ไร้ท์ทันเน็ลลิ่งหรือ &amp;nbsp;RTปัจจุบันบริษัทมีการให้บริการเกี่ยวกับการรับเหมาก่อสร้างแยกตามประเภทการให้บริการ 5 ประเภทคือ 1.งานก่อสร้างอุโมงค์และโครงสร้างใต้ดิน (Tunnel &amp;amp; Shaft Construction) 2.งานก่อสร้างเขื่อน (Dam Construction) 3.งานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ (Hydro Power Plant) 4.งานก่อสร้างท่อลอดใต้ดินวิธีดันท่อและวิธีเจาะและดึงท่อ (Pipe Jacking &amp;amp; Horrizontal Directional Drilling และ Open Cut)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.งานก่อสร้างด้านอื่นๆ (Others) เช่น งานป้องกันและเสริมเสถียรภาพทางลาด (Slope Stabilization) งานขุดดินและหิน (Earth and Rock Excavation) ทั้งแบบใช้ระเบิดและไม่ใช้ระเบิด งานเจาะสำรวจธรณีวิทยา (Geological Exploratory Drilling) งานปรับปรุงฐานรากด้วยวิธีอัดฉีดน้ำปูน (Grouting Work) งานเหมืองแร่ (Mining Work) งานถนน งานประตูระบายน้ำ และงานวางรางรถไฟ (Rail Work) เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวลิต ถนอมถิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร RT &amp;nbsp;เปิดเผยว่า บริษัทดำเนินงานก่อสร้างจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ เช่น กรมชลประทาน การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน รวมถึงงานก่อสร้างจากภาคเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมีประสบการณ์และบริษัทรับเหมาที่มีความหลากหลาย เป็นทั้งด้านงานวิศวกรรมโยธา งานก่อสร้างอุโมงค์ งานก่อสร้างเขื่อน งานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ งานก่อสร้างท่อลอดใต้ดินและวิธีเจาะดึงท่อ และงานด้านอื่น เช่น งานขุดดินและหินทั้งแบบไร้ระเบิดและไม่ใช้ระเบิด งานเจาะสำรวจธรณีวิทยา งานปรับปรุงฐานรากด้วยวิธีอัดฉีดน้ำปูน งานถนนและสะพาน งานประตูระบายน้ำ และงานวางรางรถไฟ เป็นต้น&amp;quot;นายชวลิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวลิตกล่าวว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปี 2564 นั้นบริษัทมั่นใจจะมีโอกาสเติบโตสูง ซึ่งแนวโน้มการดำเนินธุรกิจไตรมาส 1/64 คาดจะเติบโตต่อเนื่องตามแผนที่บริษัทวางไว้โดยเตรียมรับรู้รายได้ส่วนที่เหลือจากโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ, งานก่อสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรัก จ.เลย, งานก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำแม่แตง-แม่งัด จ.เชียงใหม่ สัญญาที่ 1, งาน Pipe Jacking รถไฟฟ้าสายสีเหลือง รวมทั้งงานที่เหลืออื่น ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด บริษัทได้รับงานใหม่ 13 โครงการมูลค่ารวมกว่า 688 ล้านบาทส่งผลให้งานในมือรอรับรู้รายได้ (แบ็กล็อก) เพิ่มขึ้นเป็น 4,240ล้านบาท จาก ณ สิ้นปี 63มี แบ็กล็อกอยู่ที่ &amp;nbsp;3,552 ล้านบาท ซึ่งบริษัทสามารถทยอยรับรู้รายได้ในช่วงปี 64-65 &amp;nbsp;ประกอบด้วย &amp;nbsp;งานระบบระบายน้ำ กรมชลประทาน 1 โครงการ มูลค่า 280.4 ล้านบาท,งานท่อร้อยสายไฟใต้ดิน 2 โครงการ มูลค่ารวม 146.3ล้านบาท,&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีงานป้องกันลาดชัน กรมทางหลวง 7 โครงการ มูลค่ารวม 135.3ล้านบาท,งานก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำกรมชลประทาน 1 โครงการ มูลค่า 84.5ล้านบาท, งานป้องกันลาดชันไหล่เขา &amp;nbsp;กรมชลประทาน1 โครงการ มูลค่า26.5 ล้านบาทและ งานก่อสร้างทาง-บำรุงถนนกรมทางหลวงชนบท1 โครงการ มูลค่า14.6ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนงานโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ที่บริษัทมีความสนใจเข้าไปประมูลงาน ได้แก่ ปี 2564 โครงการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่,งานซ่อนบำรุงทางรถไฟ) ในโครงการเด่นชัย-เชียงราย มูลค่า 72,920 ล้านบาท ,ปี 2564-2568 งานนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน โครงการนำสายไฟฟ้าลงดินใน กทม. มูลค่า 10,000 ล้านบาทต่อปี, ปี 2565-2568 งานก่อสร้างทางหลวงแผ่นดิน/งานอุโมงค์ถนน โครงการกระทู้ป่าตอง มูลค่า 14,170 ล้านบาท และ ปี 2566-2571 งานระบบชลประทาน/งานบริหารจัดการน้ำ โครงการผันน้ำขุนยวม มูลค่า 65,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; บริษัทมองว่าปี64 ธุรกิจมีโอกาสเติบโตสูง ด้วยปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการลงทุนของภาครัฐตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจงานโครงสร้างพื้นฐานในหลายโครงการ อาทิ ระบบขนส่งทางราง งานถนน &amp;nbsp;ระบบบริหารจัดการน้ำในประเทศ ซึ่งงานก่อสร้างเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานมีมูลค่างานสูงและเป็นงานที่มีการก่อสร้างต่อเนื่อง ต้องอาศัยความรู้ความสามารถจากบริษัทที่มีประสบการณ์และความชำนาญพิเศษ ซึ่งมีผู้รับเหมาจำนวนน้อยรายที่ดำเนินธุรกิจได้แบบ RT &amp;quot;นายชวลิตกล่าว
นายชวลิตกล่าวว่า ปี 64 บริษัทตั้งเป้ารายได้ทำนิวไฮต่อเนื่อง เติบโตไม่ต่ำกว่า 20% หรืออยู่ที่ 3,600 ล้านบาท และรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 15-20% และแผนการดำเนินงานมุ่งเน้นกลยุทธ์เชิงรุกรับงานในประเทศที่มีมาร์จิ้นสูงและงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศซึ่งบริษัทพร้อมเดินหน้าเข้าประมูลงานทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง เช่น อุโมงค์รถไฟทางคู่เด่นชัย เชียงราย เชียงของ, งานสายไฟลงใต้ดิน, งานป้องกันลาดชันไหล่ทาง, งานถนน ฯลฯโดยบริษัทมีความพร้อมในการรับงานทั้งในด้านบุคลากรและเครื่องจักร - เครื่องมือ ที่สามารถรองรับงานได้ทันทีซึ่งทั้งปี 64 บริษัทคาดว่าจะมี แบ็กล็อก เพิ่ม 7,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่งานต่างประเทศ โครงการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำ เขื่อนเดือนตรี ประเทศกัมพูชา &amp;nbsp;มูลค่า 196 ล้านบาท มีความคืบหน้าก่อสร้างแล้ว 32% คาดว่าจะส่งมอบงานได้เดือน ตุลาคมปี 64 เพื่อรับรู้รายได้ส่วนที่เหลือ 128 ล้านบาท ขณะเดียวกัน หากสถานการณ์โควิด -19 คลี่คลาย สามารถเดินทางได้ปกติ บริษัทพร้อมเพิ่มโอกาสหางานใหม่ ๆ เพิ่มเติมในต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้าโครงการอุโมงค์ส่งน้ำและอาคารประกอบช่วงแม่แตง-แม่งัด จ.เชียงใหม่ มีระยะทางประมาณ13กิโลเมตรนั้น ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี โดยสามารถขุดเจาะได้ระยะทางวันละ 3 เมตร ในกรณีงานทุกอย่างไม่มีสิ่งเหนือคาดหมายเกิดขึ้นระหว่างทาง คาดแล้วเสร็จตามแผน อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าว เป็นอุโมงค์ผันน้ำส่วนเกินจากลำน้ำแม่แตงในช่วงฤดูฝน ประมาณ 113 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ลงสู่เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ก่อนจะผันน้ำส่วนเกินจากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลประมาณปีละ 47 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมเป็น 160 ล้านลูกบาศก์เมตร ลงสู่เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนทั้ง 2 แห่ง ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในพื้นที่ลุ่มน้ำปิงตอนบนอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98186</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ไร้ท์ทันเน็ลลิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ RT, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210403/image_big_6067fbf7895bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92131</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิกฤติเมืองพัทยาหนักแค่ไหน?  ทิฟฟานี่ฯโอดปิดให้บริการครั้งแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(อลิสา พันธุศักดิ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;จะเห็นได้ว่ามีความพยายามหาเงินต่างๆ ไปช่วยทุกฝ่าย แต่ฝ่ายที่ควรช่วยมากที่สุดต้องเป็นคนที่จะตายก่อน ตอนแรกจะเอาเงินไปช่วยเด็กจบใหม่ มาช่วยพนักงานเด็กจบใหม่ แต่ตอนนี้แทบไม่มีคนรับพนักงาน ทำไมคนที่อยู่ในธุรกิจแล้วไม่ช่วย? รัฐบาลจำเป็นที่ต้องช่วยเหลืออย่างเร็ว เพราะตอนนี้เหลือน้อยมากแล้วที่คุณต้องช่วย ถ้าสายเกินไปรัฐก็ต้องจ่ายเพื่อช่วยเรื่องคนตกงาน ว่างงาน ถูกเลิกจ้าง มันไม่สมเหตุสมผลเหมือนกัน เอาจริงๆ รัฐก็เหมือนเจ้าของกิจการเหมือนกัน อยู่ที่จะมองเหมือนเอกชนหรือเปล่า ตอนนี้ยิ่งใหญ่ยิ่งเจ็บ หลายธุรกิจหลายคนบอกว่าโชคดีที่ตัวเองไม่ใหญ่&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมืองพัทยาเปรียบเสมือนจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วโลก เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันและสร้างความสุขให้ต่างชาติได้เข้ามาเยือนหลายล้านคนต่อปี แม้ว่าจะได้รับความนิยมจากนักเดินทางจำนวนมาก แต่ทว่าเมืองพัทยาต้องเจอกับปัจจัยลบหลายอย่างรุมเร้า ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าเงิน เศรษฐกิจของชาติต่างๆ และการแพร่ระบาดของโรค&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการหลังดูเหมือนกำลังเป็นโจทย์หนักของผู้ประกอบการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากเดิมที่ต้องแข่งขันด้านราคากันอย่างรุนแรง เพื่อชิงมาร์เก็ตแชร์ในภาคการท่องเที่ยว ตอนนี้ชีพจรเมืองพัทยาสาหัสมากกว่าเดิม เพราะแทบไม่มีนักท่องเที่ยว ร้านค้า สถานบันเทิง โรงแรม ต่างเฝ้ารอคอยให้แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เกิดขึ้นในเร็ววัน แต่กระนั้นก็ยังไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่! &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปิดให้บริการครั้งแรกในรอบ 46 ปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางสาวอลิสา พันธุศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2563 บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินงานมิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน แต่เนื่องจากเริ่มมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องมีการปิดโรงละคร นับเป็นการปิดโรงละครครั้งแรกตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมาเป็นระยะเวลา 46 ปี ซึ่งไม่เคยปิดมาก่อนเลย เดิมทีคาดการณ์กันว่าอาจต้องใช้เวลาสัก 3 เดือน สถานการณ์ก็น่าจะปรับตัวดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการวางแผนงานและหาแนวทางว่าควรจะต้องเดินไปทิศทางใด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับในช่วง 2 เดือนแรกบริษัทต้องเริ่มวางแผนใหม่ เนื่องจากเห็นว่าอาจต้องใช้ระยะนับปีเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยว จึงต้องมีการจัดตั้งงบประมาณเพื่อดูแลพนักงานให้ดีที่สุด เพราะการเป็นธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนต์ต้องพึ่งพาพนักงานจำนวนหลายร้อยคน พอสถานการณ์เริ่มคลี่คลายก็หวังว่าเดือนมกราคม 2564 บริษัทน่าจะกลับมาเปิดให้บริการอย่างเต็มที่อีกครั้ง ก็เตรียมตัวเป็นอย่างดี ควบคู่ไปกับการประเดิมทำจัดงานประกวดมิสทิฟฟานี่ยูนิเวิร์ส แต่ในครั้งนี้เป็นการเจาะกลุ่มลูกค้าคนไทย ก็ได้รับผลตอบรับดีเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าคนไทยไม่สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศได้ ขณะเดียวกันการจะดูโชว์ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะดูได้ จึงเปิดให้บริการศุกร์และเสาร์ บริษัทได้วางแผนที่จะเปิดการแสดงช่วงปีใหม่ กำลังจะเริ่มทำการจองผ่านช่องทางออนไลน์ แต่พอมีการแพร่ระบาดอีกครั้งก็ต้องปิด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ในช่วงนั้นไม่สามารถจัดงานและอีเวนต์ต่างๆ ได้ ก็ต้องอดทนกันไป ที่สำคัญคือต้องดูแลพนักงานของบริษัท ส่วนธุรกิจโรงแรมปิดตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้ต้องหันมาโฟกัสที่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม สามารถช่วยพนักงานได้บ้าง ทุกคนทำงานเต็มที่ การมีอีกหนึ่งธุรกิจก็ยังพอเลี้ยงลูกน้องได้ เราคิดว่ามันก็ลำบากนะ สำหรับคนที่มีโรงแรมอย่างเดียว หรือ Attraction เดียวที่ไม่หันไปทางไหนได้ บางคนบอกให้คิดนอกกรอบ แต่ถามว่ากี่คนที่จะมีความเปลี่ยนแปลงไวได้ขนาดนี้ เราเป็นธุรกิจที่ขายอาหารได้ แต่สุดท้ายแล้วก็ยังแผ่วได้ เพราะทุกคนปรับตัวที่จะใช้เงินที่มีแบบจำกัดมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจากมีรายได้น้อย ทุกคนมาทำอาหารแบบลดแลกแจกแถม ต้นทุนไม่ได้ถูกลง แต่เงินในกระเป๋าของคนส่วนใหญ่ลดลง เรามีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำเป็นแสนอยู่แล้ว ทั้งโรงละคร ค่าที่ดิน ค่าเช่า ที่ยังต้องจ่าย สิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดคือนักแสดงลำบาก ทุกคนทำมาทั้งชีวิตเพื่อสิ่งนี้ เป็นการเรียนเพื่อเป็นมืออาชีพ ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าโรงละครต่างๆ ต้องมาเจอสถานการณ์เช่นนี้&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ บริษัทมีพนักงานในเครือปัจจุบันประมาณ 400 คน ทั้งในกลุ่มธุรกิจโรงละครทิฟฟานี่โชว์ พัทยา, โรงแรมวู้ดแลนด์ โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ต, ร้านอาหารและเครื่องดื่มลา บาแกตต์ และไทยมาเช่ ซึ่งต้องปิดให้บริการไปเนื่องจากมีขนาดใหญ่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เสนอมาตรการอุ้มค่าแรงงาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางสาวอลิสากล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาสมาคมโรงแรมไทยได้มีการนำเสนอมาตรการ Co-payment เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ต่อธุรกิจโรงแรม โดยจะเป็นการสนับสนุนเงินเดือนค่าจ้าง 50% ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการรักษาการจ้างงานเดิม เพื่อให้โรงแรมทุกแห่งทั่วประเทศสามารถรักษาพนักงานเดิมที่มีศักยภาพและมีประสบการณ์ในการทํางาน โดยรัฐบาลสนับสนุนเงินอุดหนุน เงินเดือนค่าจ้าง 50% ของอัตราเงินเดือนที่จ้าง โดยผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมจะต้องดําเนินกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และพนักงานจะต้องอยู่ในระบบประกันสังคม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;จะเห็นว่าได้มีความพยายามหาเงินต่างๆ ไปช่วยทุกฝ่าย แต่ฝ่ายที่ควรช่วยมากที่สุดต้องเป็นคนที่จะตายก่อน ตอนแรกจะเอาเงินไปช่วยเด็กจบใหม่ มาช่วยพนักงานเด็กจบใหม่ แต่ตอนนี้แทบไม่มีคนรับพนักงาน ทำไมคนที่อยู่ในธุรกิจแล้วไม่ช่วย? รัฐบาลจำเป็นที่ต้องช่วยเหลืออย่างเร็ว เพราะตอนนี้เหลือน้อยมากแล้วที่คุณต้องช่วย ถ้าสายเกินไปรัฐก็ต้องจ่ายเพื่อช่วยเรื่องคนตกงาน ว่างงาน ถูกเลิกจ้าง มันไม่สมเหตุสมผลเหมือนกัน เอาจริงๆ รัฐก็เหมือนเจ้าของกิจการเหมือนกัน อยู่ที่จะมองเหมือนเอกชนหรือเปล่า ตอนนี้ยิ่งใหญ่ยิ่งเจ็บ หลายธุรกิจหลายคนบอกว่าโชคดีที่ตัวเองไม่ใหญ่&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปัจจัยลบรุมเร้าเมืองพัทยา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนสถานการณ์เมืองพัทยาก่อนการแพร่ระบาดก็ต้องบอกว่าซบเซา เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจแถบยุโรป แต่ก็มีเอเชียนมาร์เก็ตเข้ามาทดแทน ตอนนั้นก็น่ากลัวอยู่แล้วและคิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น แต่ก็ยังพอไปได้ บริษัทก็คิดหาวิธีอยู่ว่าจะไปทางไหน มองหาโอกาสใหม่ๆ ต้องปรับตัว มองหาลูกค้าระดับบน ลูกค้าที่ไม่ใช่กลุ่มทัวร์ ตอนนั้นเป็นนักท่องเที่ยวอิสระ นับว่ายังดีอยู่มาก หากเทียบกับธุรกิจที่พึ่งพาทัวร์มาตลอดชีวิต&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่มีใครคิดว่าจะต้องเจอโควิด! หลายธุรกิจเขา Settle เรื่องการท่องเที่ยว แน่นอนว่านักท่องเที่ยวไทยหรือไทยเที่ยวไทยอาจจะไม่ใช่กลุ่มที่ใหญ่พอ หลายๆ คนอาจจะเคยคิดว่าคนไทยจะเป็นเหมือนญี่ปุ่น คือมีการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ แต่ก็อาจจะยากสำหรับคนไทย เนื่องจากประชากรยังต้องมีภาระอีกเยอะ มีต้นทุนที่จะดูแลครอบครัวอีกเยอะ ค่าการศึกษา ค่าครองชีพต่างๆ ระบบต่างๆ ไม่เอื้ออำนวยให้เกิดการเท่าเทียม หากรัฐเห็นเป็นบริษัท ก็อาจจะต้องช่วยลดภาระของผู้คนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ใช่เป็นการเพิ่มภาระในการใช้จ่ายให้บุคลากรในประเทศ ส่วนตัวจึงมีความรู้สึกว่าค่าครองชีพของคนไทยยังไม่เหมาะกับการท่องเที่ยว เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ มากพออยู่แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากจะให้เปิดประเทศ ก็มองว่าการเปิดประเทศจะทำให้ทุกคนลำบาก คนจะมองว่าคนในวงการท่องเที่ยวอยากให้เปิดประเทศ สิ่งที่รัฐต้องทำคือควบคุมและดูแลได้เต็มที่ จากนั้นจะทำอะไรก็ทำ แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พวกเรา กลับกลายเป็นคนที่ควบคุมดูแลมีการเอาคนนอกประเทศเข้ามาแบบผิดกฎหมาย หากมองว่าไม่มีคนงานระดับล่างทำงานให้ ก็ต้องทำให้การเข้าเมืองถูกกฎหมาย เป็นอาชีพของเขา ผู้ประกอบการหรือเราๆ เองทำตามกฎ แต่เมื่อไหร่คนที่ไม่ทำตามระเบียบหรือกฎต่างๆ โดยเฉพาะรัฐที่ต้องรับผิดชอบ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92131</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา จำกัด, อลิสา พันธุศักดิ์, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210205/image_big_601d2f394a937.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91411</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิด-19 ระลอกใหม่  ทุบอสังหาฯ เมืองท่องเที่ยวทรุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่หลังจากมีการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้ตลาดอสังหาฯ ที่เคยมีแนวโน้มไปได้ดีกลับชะงักลงอีกรอบ โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบก่อนเป็นอันดับแรกๆ ทั้งที่ช่วงปลายปีควรจะเป็นช่วงที่ตลาดท่องเที่ยวกลับมาบูมอีกครั้งหลังจากอั้นมาจากช่วงล็อกดาวน์ โดยพบว่า ใน 3 จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญได้รับผลกระทบในช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมา ทั้งในแง่ของการท่องเที่ยว และตลาดอสังหาฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากหลายฝ่ายตั้งความหวังไว้ว่าปี 2564 น่าจะเป็นการเริ่มต้นศักราชใหม่ที่เศรษฐกิจมีโอกาสฟื้นตัวและขับเคลื่อนธุรกิจทุกภาคส่วนให้กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง เมื่อมีสัญญาณบวกจากการพัฒนาวัคซีนต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 และแผนการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทยและสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจทุกภาคส่วน แต่การแพร่ระบาดระลอกใหม่เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ได้ทำให้ทั้งประเทศต้องปรับแผนใหม่อีกรอบแบบไม่ทันตั้งตัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์นั้น เมื่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มกลับมาในช่วงแรก ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาฯ ต่างขนโปรโมชั่นลด แลก แจก แถมออกมาเพื่อกระตุ้นกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง พร้อมวางแผนเปิดตัวโครงการต่างๆ มาเจาะกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นผู้อยู่อาศัยจริง เพิ่มขึ้นในปี 2564 แม้การแพร่ระบาดระลอกใหม่นี้จะทำให้แผนธุรกิจต้องสะดุดไปบ้าง แต่คาดว่าสถานการณ์จะไม่หยุดชะงักกินระยะเวลายาวนานเหมือนรอบที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทยของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า &amp;ldquo;การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ในไทย ถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตของตลาดอสังหาฯ ปีนี้ ผู้ประกอบการหลายรายจำเป็นต้องปรับแผนเพื่อรับมือ จากที่เคยคาดการณ์ว่าปี 2564 จะเป็นปีปรับสมดุลของตลาดอสังหาฯ ทั้งในแง่ของราคาและอุปทานและจะฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี แต่การแพร่ระบาดระลอกใหม่อาจส่งผลให้ต้องใช้ระยะเวลาปรับตัวนานขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ตอนนี้จะยังไม่สามารถประเมินผลกระทบที่มีต่อการเติบโตในตลาดได้ชัดเจน เนื่องจากมีระยะเวลาที่สั้นเกินไป แต่เชื่อว่าจากประสบการณ์ตรงที่ผู้พัฒนาอสังหาฯ นักลงทุน และผู้บริโภครับมือการแพร่ระบาดในปีที่ผ่านมาจะทำให้สามารถปรับตัวและจัดการกับสถานการณ์ครั้งนี้ได้ดีขึ้น ผนวกกับการที่วัคซีนต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 กำลังจะเข้าไทยเร็วๆ นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถข้ามผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เมืองท่องเที่ยวกระทบหนัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ว่าทิศทางการขับเคลื่อนตลาดอสังหาฯ ของผู้ประกอบการจะยังโฟกัสกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงมากขึ้น โดยภาพรวมตลาดอสังหาฯ มีสัญญาณดีขึ้นหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งเว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ได้คาดการณ์ว่า ดัชนีราคาอสังหาฯ ในช่วงดังกล่าวเพิ่มขึ้น 2% ถือเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส (นับจากช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2562) ถือเป็นสัญญาณชีพของภาคอสังหาฯ ที่เริ่มกระเตื้องขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่หลังจากมีการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้ตลาดอสังหาฯ ที่เคยมีแนวโน้มไปได้ดีกลับชะงักลงอีกรอบ โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบก่อนเป็นอันดับแรกๆ ทั้งที่ช่วงปลายปีควรจะเป็นช่วงที่ตลาดท่องเที่ยวกลับมาบูมอีกครั้งหลังจากอั้นมาจากช่วงล็อกดาวน์ โดยพบว่า ใน 3 จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญได้รับผลกระทบในช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมา ทั้งในแง่ของการท่องเที่ยว และตลาดอสังหาฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มจาก ภูเก็ต ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบแรกในไทย ส่วนในรอบใหม่นี้ถือว่าได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อน้อย และดัชนีราคาอสังหาฯ ในภาพรวมยังคงเพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อน ซึ่งมาจากบ้านเดี่ยวที่มีดัชนีราคาเพิ่มขึ้นถึง 3% และคอนโดฯ เพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อน สะท้อนให้เห็นความต้องการที่อยู่อาศัยที่มีทิศทางเติบโต ในขณะที่ดัชนีอุปทานเพิ่มขึ้นถึง 18% จากไตรมาสก่อนเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชลบุรี เป็นอีกหนึ่งจังหวัดท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งหลังจากคลายล็อกดาวน์ ซึ่งได้อานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่เริ่มกลับมาดีขึ้น ทั้งยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการพัฒนาโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่กลับมาเดินหน้าอีกครั้ง รวมไปถึงการพัฒนาระบบคมนาคมและนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 ดัชนีอุปทานและราคาอสังหาฯ กลับปรับลดลงอย่างมากจากไตรมาสก่อน คาดว่าเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้ชลบุรีกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด โดยพบว่าดัชนีราคาอสังหาฯ ในภาพรวมลดลง 10% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2563 จากที่เคยเพิ่มขึ้น 5% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยเกือบทุกทำเลมีดัชนีราคาลดลง ยกเว้นอำเภอเมืองชลบุรี ดัชนีราคาเพิ่มขึ้น 6% และอำเภอศรีราชาเพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดัชนีอุปทานลดลงอย่างมากถึง 70% จากไตรมาสก่อน โดยอุปทานส่วนใหญ่ถึง 70% อยู่ในอำเภอบางละมุง รูปแบบที่อยู่อาศัยที่มีจำนวนมากที่สุด ได้แก่ คอนโดฯ มีจำนวนถึง 64% ของอุปทานทั้งหมดในจังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอบางละมุงเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาที่ เชียงใหม่ ดัชนีราคาอสังหาฯ ในภาพรวมลดลง 7% จากไตรมาสก่อน ถือเป็นดัชนีราคาที่ต่ำที่สุดในรอบ 4 ไตรมาส (ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2562) โดยดัชนีราคาลดลงทุกรูปแบบที่อยู่อาศัยในเกือบทุกทำเล เช่น อำเภอเมืองเชียงใหม่ลดลง 3% และลดลงมากที่สุดในอำเภอพร้าว ลดลงถึง 35% ยกเว้นในอำเภอแม่แตง และอำเภอแม่วัง เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 23% และ 22% ตามลำดับในขณะที่ดัชนีอุปทานมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสก่อน โดยส่วนใหญ่ถึง 43% อยู่ในอำเภอเมืองเชียงใหม่ รูปแบบที่อยู่อาศัยที่มีจำนวนมากที่สุดในเชียงใหม่คือ บ้านเดี่ยว มีจำนวนถึง 66% ของอุปทานทั้งหมดในจังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอเมืองเชียงใหม่ และอำเภอสันทราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91411</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมลภัทร แสวงกิจ, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210129/image_big_6013f22abb229.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90860</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2021 17:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2021 17:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดตัว IPO หุ้นโออาร์ เตรียมเงินพร้อมเรียนรู้วีธีการจอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(จิราพร ขาวสวัสดิ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก หรือโออาร์ บริษัทลูกของ บมจ.ปตท. ด้วยการดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ (นอนออยล์) อย่างผสมผสานกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงทำให้ได้รับการติดตามว่าการเปิดขายหุ้น IPO ตัวอื่น ซึ่งจะสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้อย่างไรบ้าง โดยโออาร์เองได้สรุปรายละเอียดการจองซื้อหุ้นไว้ให้ด้วย
ราคาและขั้นตอนเปิดจองหุ้น IPO
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การเปิดขาย IPO ครั้งนี้ โออาร์กำหนดราคาอยู่ที่16.00-18.00 บาทต่อหุ้น โดยจองซื้อขั้นต่ำจำนวน 300 หุ้น และจะต้องเพิ่มเป็นจำนวนขั้นต่ำครั้งละ 100 หุ้น โดยไม่จำกัดจำนวนจองซื้อสูงสุด เท่ากับว่าผู้ที่ต้องการจองที่ต้องซื้อในราคา 18 บาทต่อหุ้น จะต้องมีเงินขั้นต่ำ 5,400 บาท โดยสามารถจองซื้อได้ที่ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย และกรุงไทย ที่สำนักงานใหญ่และทุกสาขาทั่วประเทศ และผ่านช่องทางออนไลน์ ในวันที่ 24 ม.ค.2564-เวลา 12:00 น. (เที่ยง) ของวันที่ 2 ก.พ.2564
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โออาร์ประกาศแผนเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 2,610 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 22.5% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดที่ออกและจำหน่ายได้แล้วของบริษัท ภายหลังที่มีการเสนอขายหุ้นสามัญครั้งนี้ (ในกรณีที่มีการเสนอขายหุ้นทั้งจำนวนโดยไม่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) โดยแบ่งเป็น (ก) หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 300 ล้านหุ้น เพื่อเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปเฉพาะกลุ่มซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเดิมของ ปตท. ที่มีสิทธิ์ได้รับการจัดสรรหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้นของ ปตท. (&amp;ldquo;ผู้ถือหุ้นของ ปตท. เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิ์ได้รับการจัดสรรหุ้น&amp;rdquo;)
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ณ วันปิดการเสนอขายหุ้นทั้งหมดจำนวน 2,610 ล้านหุ้น หากมีผู้จองซื้อหุ้นเป็นจำนวนมากกว่าหุ้นทั้งหมดที่เสนอขายดังกล่าว บริษัทอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินให้แก่ผู้ลงทุนจำนวนไม่เกิน 390 ล้านหุ้น อีกทั้งการจัดสรรหุ้นของโออาร์ในส่วนของผู้ลงทุนรายย่อยในครั้งนี้ จะไม่มีการจัดสรรหุ้นผ่านผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยวันที่เปิดรับ กลุ่มรายย่อย หรือประชาชนทั่วไป ทั้งที่มีพอร์ตหุ้นหรือไม่มีพอร์ตหุ้นก็สามารถจองซื้อได้ เริ่มจองซื้อได้ในวันที่ 24 ม.ค.64 และจัดสรรแบบวิธี Small Lot First เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับการกระจายหุ้นอย่างทั่วถึง สำหรับผู้ถือหุ้น ปตท. เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิ์ได้รับจัดสรรหุ้น สามารถจองซื้อได้ที่บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 25-28 ม.ค.2564 โดยคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ &amp;ldquo;OR&amp;rdquo; ในต้นเดือน ก.พ.2564 นี้
หลังจากการปิดจองหุ้นสำหรับประชาชนแล้ว จะมีการประกาศผลการจัดสรรภายในวันที่ 4 ก.พ.2564 ผ่านเว็บไซต์ settrade.com เพื่อยืนยันกับผู้ที่ได้รับ หุ้น OR ในจำนวนเท่าใด ซึ่งหากไม่ได้รับการจัดสรรหุ้น ระบบจะทำการคืนเงิน อย่างช้าที่สุดภายในวันที่ 17 ก.พ.2564 (กรณีรับเงินเข้าบัญชี) และวันที่ 22 ก.พ.2564 (กรณีรับเป็นเช็ค)
วิธี Small Lot First
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วีธีการจัดสรรหุ้นแบบ Small Lot FirstSmall Lot First นั้นเป็นวิธีการจัดสรรหุ้นแก่นักลงทุนทุกคนอย่างทั่วถึงที่สุด โดยสมมติว่า มีจำนวนหุ้นที่จะขายรวม 30,000 หุ้น แต่ผู้ต้องการที่จะซื้อเมื่อรวมหุ้นที่ต้องการจองซื้อทั้งหมดมีมากกว่าจำนวนขาย จะต้องจัดสรรแบ่งเป็นรอบๆ โดยรอบแรกอาจจะมีการกำหนดการกระจายหุ้นไปก่อนทั้งหมดคนละเท่าๆ กัน ในที่นี้สมมติกระจายไปคนละ 300 หุ้น เมื่อครบแล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในรอบต่อไปๆ จะนำหุ้นที่เหลือมาแบ่งและกระจายไปให้ครบคนอีกในสัดส่วนที่น้อยลง อาทิ รอบละ 100 หุ้น จนครบรอบและครบจำนวนคน ในขณะนี้หากมีผู้จองงที่ได้ครบตามจำนวนความต้องการแล้ว ในรอบต่อๆ ไปจะถูกตัดสิทธิ์ออก ในขณะที่ครบทุกคนและครบรอบแล้ว เมื่อมีหุ้นส่วนเกิน และยังมีผู้ที่ยังได้หุ้นไม่ครบจำนวนที่ต้องการจองอีกนั้น จะเป็นการให้หุ้นแบบสุ่ม&amp;nbsp;ซึ่งเป็นการสุ่มโดยโปรแกรม โดยในครั้งนี้จะมีทั้งผู้ที่ได้หุ้นและไม่ได้หุ้น แล้วแต่การสุ่มถูก
ตัวแทนจำหน่ายหุ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการเข้าจองซื้อ IPO ของโออาร์นี้ ประชาชนทั่วไป สามารถจองซื้อได้ผ่าน 3 สถาบันการเงิน คือ ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงไทย โดยสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานใหญ่และสาขาทั่วประเทศ หรือจองผ่านช่องทางออนไลน์ในเว็บไซต์ หรือ Mobile Banking ของแต่ละธนาคาร แบ่งเป็น 1.ธนาคารกรุงเทพ จองซื้อผ่าน Bangkok Bank Mobile Banking ซึ่งเป็น Mobile Banking ของธนาคารกรุงเทพ ตั้งแต่ 09.00 น.ของวันที่ 24 ม.ค.64 ถึง 12.00 น. (เที่ยง) ของวันที่ 2 ก.พ.64
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ธนาคารกสิกรไทย จองซื้อผ่านเว็บไซต์ได้ที่ https://kasikornbank.com/th/KMyInvest/PTTOR/IPO ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และชำระเงินด้วย Mobile Banking ของธนาคารกสิกรไทย (KPLUS) ตามขั้นตอน และ 3.ธนาคารกรุงไทย จองซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ Money Connect by Krungthai ในแอปพลิเคชัน &amp;quot;Krungthai NEXT&amp;quot; ตั้งแต่เวลา 09.00 น.ของวันที่ 24 ม.ค.2564 ถึง 12.00 น. (เที่ยงวัน) ของวันที่ 2 ก.พ.2564
เป้าหมายการระดมทุน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การระดมทุนครั้งนี้ โออาร์ตั้งเป้าเพื่อรองรับการขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันภายใต้แบรนด์ &amp;quot;ptt station&amp;quot; ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่มีศักยภาพ, ขยายธุรกิจสำหรับการตลาดพาณิชย์ในกลุ่มธุรกิจน้ำมัน, การลงทุนคลังเก็บผลิตภัณฑ์และศูนย์กระจายสินค้าธุรกิจน้ำมัน, ขยายเครือข่ายร้านค้าปลีกให้สอดคล้องกับการเติบโตของอุปสงค์ในตลาด, การลงทุนในธุรกิจต่างประเทศ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ หรือใช้ชำระคืนเงินกู้ยืม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โออาร์ได้วาง 6 กลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและขยายธุรกิจ ประกอบด้วย 1.รักษาความเป็นผู้นำทั้งตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ในประเทศไทย 2.มุ่งส่งเสริมการเติบโตของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น สร้างฐานรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไร 3.ต่อยอดความสำเร็จ ความชำนาญ เพื่อการขยายตัวสู่ระดับภูมิภาค และระดับโลก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4.เสริมสร้างศักยภาพ ขยายโอกาสการเติบโตด้วยเทคโนโลยี และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก 5.ลงทุนครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี และ 6.มุ่งสร้างคุณค่าและการมีส่วนร่วมต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ทั้งประเทศชาติ สังคมชุมชน ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า และพนักงานอย่างสมดุล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ รักษาการแทนประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ โออาร์ กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 บริษัทได้เตรียมการขายไอพีโอมาอย่างต่อเนื่อง จึงไม่มีแผนที่จะเลื่อนหรือยกเลิกไปในช่วงนี้ และทำการตรวจสอบข้อมูลมาโดยตลอด เชื่อว่าโออาร์จะมีความแข็งแกร่งเพียงพอ ทุกธุรกิจหลักของบริษัท ส่งผลให้สามารถขายไอพีโอได้ในช่วงที่จะเกิดความผันผวนของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศแบบนี้&amp;nbsp;และขอให้มั่นใจว่ากระบวนการปรับโครงสร้างของ ปตท.มายังธุรกิจโออาร์ในครั้งนี้เราทำอย่างโปร่งใส และเปิดเผยต่อเนื่องมาตลอดเวลา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราเชื่อมั่นว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะเวลาอันเหมาะสมที่โออาร์พร้อมเดินหน้าสู่การเติบโตครั้งใหม่ ด้วยการเสนอขายหุ้น IPO และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากจุดแข็ง รากฐานทางธุรกิจและกลยุทธ์การเติบโตอันแข็งแกร่งของโออาร์ เพื่อก้าวสู่ความเป็นแบรนด์ไทยชั้นนำระดับโลกอย่างแท้จริง&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90860</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิราพร ขาวสวัสดิ์, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210124/image_big_600d4c6f687f3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90127</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/01/2021 19:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/01/2021 19:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;NT&#039;ความหวังใหม่ของวงการโทรคมนาคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คาดว่าจะใช้เวลาราวๆ 1 ปีกว่าทุกอย่างจะเข้ารูปเข้ารอย และได้มีการวางแผนการดำเนินงานแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี สำหรับเป้าหมายใน 3 เดือนแรกคือ การมีบริการโทรศัพท์มือถือภายใต้ชื่อ NT Mobile ซึ่งมีคุณภาพและแพ็กเกจบริการที่ประชาชนเข้าถึงได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวคิดการควบรวมกิจการของ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม ถูกหยิบยกมาพูดกันยาวนานเกือบ 20 ปี นับตั้งแต่ช่วงหมดยุคสัมปทานคลื่นโทรศัพท์ใหม่ๆ โดยผ่านรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมาหลายชุด ก็ไม่สามารถผลักดันเรื่องนี้ให้เดินหน้าต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนกระทั่งมาถึงยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีการปักธงชัดเจนว่าจะต้องให้ 2 หน่วยงาน ซึ่งเดิมทีก็มีรากฐานมาจากแหล่งเดียวกัน ให้กลับมารวมกันอีกครั้งให้ได้ และในที่สุดเรื่องนี้ก็ประสบความสำเร็จ ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2563 ให้ดำเนินการควบรวมกิจการระหว่างทีโอที และ กสท โทรคมนาคม และตั้งเป็น บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (National Telecom Public Company Limited : NT) ซึ่งมีการจดทะเบียนและเปิดตัวเมื่อวันที่ 7 ม.ค.2564 ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การควบรวมกิจการของทั้ง 2 องค์กรนี้กลายเป็นองค์กรใหม่ &amp;#39;NT&amp;#39; เชื่อว่าจะทำให้บริษัทมีความแข็งแกร่งขึ้น สามารถต่อสู้กับภาคเอกชนได้อย่างสูสี และยังเป็นกลไกในการผลักดันนโยบายด้านดิจิทัลของภาครัฐในด้านต่างๆ ด้วยศักยภาพที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สินทรัพย์ โครงข่ายเทคโนโลยี มูลค่ากว่า 300,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.เสาโทรคมนาคมกว่า 25,000 ต้น 2.เคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศเชื่อมต่อไปยังทุกทวีป 3.ถือครองคลื่นความถี่หลัก เพื่อให้บริการรวม 6 ย่าน มีปริมาณ 600 เมกะเฮิรตซ์ 4.ท่อร้อยสายใต้ดินมีระยะทางรวม 4,600 กิโลเมตร 5.สายเคเบิลใยแก้วนำแสง 4 ล้านคอร์กิโลเมตร 6.ดาต้าเซ็นเตอร์ 13 แห่งทั่วประเทศ และ 7.ระบบโทรศัพท์ระหว่างประเทศที่เข้าถึงจากทุกประเทศในโลก รวมถึงบุคลากรรวม 17,000 คน ถือเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการได้ไม่ยาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอีเอส หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญที่ผลักดันการควบรวมจนประสบความสำเร็จ เปิดเผยในงานวันจดทะเบียนบริษัทว่า กระบวนการเปลี่ยนผ่านของการควบรวมทั้ง 2 องค์กรคาดว่าจะใช้เวลาราวๆ 1 ปีกว่าทุกอย่างจะเข้ารูปเข้ารอย และได้มีการวางแผนการดำเนินงานแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี สำหรับเป้าหมายใน 3 เดือนแรกคือ การมีบริการโทรศัพท์มือถือภายใต้ชื่อ NT Mobile ซึ่งมีคุณภาพและแพ็กเกจบริการที่ประชาชนเข้าถึงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และภายในสิ้นปีนี้ หาก กสทช.สามารถเปิดประมูลดาวเทียมได้ NT ก็จะเป็นหนึ่งในบริษัทที่เข้าประมูลเพื่อเป็นผู้ให้บริการด้วย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในอนาคต และน่าจะนำมาเสริมศักยภาพบริการ 5G ได้อีกทางหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ รมว.ดีอีเอสมองเป้าหมายในการทำงานคือ NT จะต้องเป็น 1 ใน 3 บริษัทโทรคมนาคมของประเทศให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ประเมินที่ทรัพยากรที่ NT มีอยู่ก็ไม่นับว่าขี้เหร่ สามารถแข่งขันในเชิงธุรกิจได้อย่างสบาย เพราะมีคลื่นความถี่รวมกัน 600 MHz จาก 6 ย่านความถี่ สามารถแข่งขันได้ทั้งในธุรกิจโมบาย, อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์, บริการ 5G, ธุรกิจดิจิทัลเซอร์วิส, ธุรกิจคลาวด์และธุรกิจโครงข่ายโทรคมนาคม ซึ่งหากวางยุทธศาสตร์ดีๆ และนำทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมด มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ย่อมจะทำให้ NT จะเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในวงการโทรคมนาคมได้ไม่ยาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแผนธุรกิจที่จะต้องนำไปสู่การวางแผน และทำตลาด เบื้องต้นพิจารณาความชัดเจนของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โมบาย) โดยได้สั่งการให้คณะกรรมการบริษัท NT ไปศึกษาดูว่า คลื่น 2100 MHz ที่เหลือการใช้งาน (คาปาซิตี้) 30% และคลื่น 2300 MHz เหลือคาปาซิตี้ 40% จะนำมารวมกับคลื่น 850 MHz ที่มีคาปาซิตี้เหลืออยู่ 30% ได้อย่างไรบ้าง โดยจะทำตลาดเน้นไปที่กลุ่มลูกค้ารัฐ ราชการ หรือขายไปพร้อมกับบริการอินเทอร์เน็ตบ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ในส่วนการให้บริการ 5G มี 2 แนวทาง คือ การปรับคลื่น 2100 MHz และ 2300 MHz มาเป็น 5G ซึ่งในทางเทคนิคสามารถทำได้แต่ไม่ง่าย ดังนั้นเพื่อให้การให้บริการ 5G ทันต่อสถานการณ์ จึงจะมีการแลกเปลี่ยนในข้อสัญญากับเอกชนบางบริษัท โดยนำคลื่น 700 MHz แลกกับคลื่น 2600 MHz คาดว่าจะเห็นความชัดเจนและมีการแถลงข่าวในเร็วๆ นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคลื่น 700 MHz ที่ประมูลมา ระบบหลังบ้าน CAT ได้เตรียมไว้ระดับหนึ่ง ถ้าทำครบทั้งหมดจะใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก สิ่งที่ดีที่สุดและประหยัดคือ หาพันธมิตร ซึ่ง CAT เดิมกำลังหาพันธมิตรอยู่ แต่ยังไม่ได้สรุปว่าเป็นใคร ซึ่งในเงื่อนไข พันธมิตรที่จะเข้ามาพัฒนาคลื่น 700 MHz ต้องเอาคลื่น 5G เช่น คลื่น 2600 MHz มาแลกในการใช้งาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ จะผลักดันอย่างเต็มที่ และจะร่วมวางนโยบาย โดยเฉพาะด้านการพัฒนาทักษะบุคลากรแก่พนักงานเดิมให้สามารถทำงานภายใต้บทบาทและโครงการใหม่ๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี มีการประเมินเรื่องการจัดตั้งบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติและผลกระทบต่ออุตสาหกรรม จาก บล.ทิสโก้ ระบุว่า บริษัท เอ็นที จะมีรายได้ราว 1 แสนล้านบาท/ปี และมีสินทรัพย์กว่า 2.8 แสนล้านบาท โดยที่ราว 1 แสนล้านบาทเป็นเงินสด โดยเราเชื่อว่าในระยะ 12 เดือนข้างหน้า ทั้ง CAT และ TOT จะยังคงการดำเนินงานแบบเดิม และการควบรวมจะเป็นในเชิงสัญลักษณ์มากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในมุมมองของเรา ภารกิจแรกของ NT คือ การแก้ปัญหาการออกระบบ 5G แม้ว่าจะมีการเซ็นสัญญาไปแล้วกับหลายบริษัท แต่เราเชื่อว่ากุญแจสำคัญของระบบ 5G คือ การเป็นหุ้นส่วนกับผู้ประกอบการในประเทศ (ADVANC หรือ TRUE) แต่อย่างไรก็ตาม กระบวนการควบรวมยังต้องใช้เวลา และยังไม่ชัดเจนว่าจะมีส่วนแบ่งตลาดเท่าไหร่ ธุรกิจโทรศัพท์บ้าน, ดาวเทียม, Data Center, การออกมาของระบบ 5G และต้นทุนที่ลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามในมุมของผู้บริโภค จากนี้คงจะได้เห็นบริการใหม่ๆ ที่ออกจาก NT มากขึ้น และราคาถูกลง เพราะมีต้นทุนที่ถูกลงหลังจากควบรวมกิจการ ล่าสุดก็มีการเปิดตัวแพ็กเกจใหม่ บริการ NT Broadband เต็มรูปแบบ ซึ่งก็มีการจัดแพ็กได้น่าสนใจ ซึ่งหากโปรโมตได้ดีก็ยังคงแข่งขันกับคู่แข่งภาคเอกชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น การเกิดขึ้นของ NT จะทำให้ผู้บริโภคซึ่งเป็นลูกค้ามีทางเลือกใหม่ๆ และเป็นความหวังใหม่ที่จะมาสร้างสีสันในวงการโทรคมนาคมอย่างแน่นอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90127</URL_LINK>
                <HASHTAG>อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210117/image_big_60042ac22e5c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86737</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2020 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/12/2020 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“แม็กเท็กซ์” ชูนวัตกรรมใหม่ พัฒนาธุรกิจแป้งรับนิวนอร์มอลอัพสู่มาตรฐานโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 7.1pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แม็กซ์เท็กซ์&amp;rdquo; พัฒนาคิดค้นนวัตกรรมใหม่หนึ่งเดียวในโลกสำหรับกระบวนการโม่แป้งข้าว ด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัย สร้างความแตกต่าง สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ พร้อมสร้างความเปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่ในธุรกิจแป้ง รองรับธุรกิจอาหารและการส่งออกแป้งที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำแบรนด์ฝีมือคนไทยที่ได้มาตรฐานระดับโลก ปักธงรุกหนักตลาดเวียดนาม เชื่อเป็นประเทศที่เติบโตรวดเร็วและมีปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ดีหนุน ตั้งเป้าสร้างรายได้ทั่วโลกทะลุ 2 หมื่นล้าน ภายใน 10 ปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากที่รัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง (ล็อกดาวน์) เพื่อป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้วิถีชีวิตของประชาชนและภาคธุรกิจทั้งหมดเปลี่ยนไป การปรับตัวให้สอดรับและเดินหน้ากับวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) จึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ ซึ่ง &amp;ldquo;แม็กซ์เท็กซ์ เทรดดิ้ง กรุ๊ป&amp;rdquo; ผู้พัฒนากระบวนการผลิตแป้งข้าวชนิดโม่น้ำ (Wet Milling Method) ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ไม่เพียงแค่ปรับตัว แต่ยังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับการเติบโตที่สอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจและรูปแบบชีวิตในปัจจุบันด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ไตรภพ บุญเหมือน&amp;rdquo; ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แม็กซ์เท็กซ์ เทรดดิ้ง กรุ๊ป จำกัด ระบุว่า ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ธุรกิจต่างๆ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในกลุ่มธุรกิจอาหารเป็นกลุ่มที่สามารถอยู่รอดได้มากที่สุด เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังต้องบริโภคอาหารทุกวัน บวกกับปัจจุบันคนทั่วไปมีแนวโน้มหันมาสนใจในเรื่องของ Wellness และรักสุขภาพมากขึ้น ตามเทรนด์ของโลก โดยเฉพาะ Gluten ที่มีอยู่ในแป้งข้าวสาลี ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ แต่แป้งข้าวเจ้าไม่มีกลูเตน (Gluten Free) ทำให้คนหันมาทำอาหารรับประทานเอง เพราะสามารถคัดสรรหรือเลือกวัตถุดิบได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมาบริษัทได้เร่งพัฒนาและคิดค้นผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายขึ้น เพื่อสร้างความแตกต่างสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และขยายผลการดำเนินการทางด้านธุรกิจ ให้สอดรับกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน และสร้างความเปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่ในธุรกิจแป้งข้าวชนิดต่างๆ ซึ่งในปี 2562 ไทยมีการส่งออกแป้งข้าวเจ้ามูลค่าสูงถึง 1,329 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2561 ถึงประมาณ 5.17% ทำให้เชื่อว่ายังเป็นธุรกิจที่คาดว่าจะมีแนวโน้มการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคาข้าวตกต่ำ ผู้ผลิตจึงหันมาให้ความสำคัญกับการแปรรูปข้าวให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นเวลาที่ไม่สามารถออกไปนำเสนอสินค้าและพบลูกค้าในตลาดต่างประเทศได้ บริษัทจึงใช้ช่วงเวลานี้เตรียมงาน โดยการให้ความรู้และข้อมูลต่างๆ จัดอบรม ทั้ง In House Training และ Online Training สำหรับบุคลากรของบริษัททั้งไทยและต่างประเทศ มีการจัดวางระบบการนำเสนอต่างๆ พร้อมทั้งทำการวิจัยและพัฒนา ทดสอบผลิตภัณฑ์เพื่อพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงเตรียมความพร้อมและการสนับสนุนทางด้านการตลาดเพื่อรองรับการเปิดตัวหรือการขยายตัวของตลาดหลังวิกฤติโควิด-19&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ไตรภพ&amp;rdquo; กล่าวอีกว่า ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาบริษัทได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่รายแรกของโลกในรูปแบบ Mini Factory และโครงการ Maxtex Rice Flour Mill หรือกระบวนการผลิตแป้งด้วยกรรมวิธีผลิตแบบโม่น้ำ (Wet Milling Method) สำหรับแปรรูปข้าว โดยจับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กให้เข้ามาลงทุน ซึ่งพบว่า หลังจากเปิดตัวไปได้รับผลตอบรับที่ดีมากสำหรับตลาดต่างประเทศ เช่น ประเทศเวียดนาม มีนักลงทุนที่มีศักยภาพ พร้อมที่จะลงทุนในขนาดกำลังการผลิตต่างๆ โดยเสนอเป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกขนาดได้ตามความต้องการ ตั้งแต่ 75-2,000 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ซึ่งขนาดที่ใหญ่ขึ้นจะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้มีการคืนทุนเร็วขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยจุดเด่นคือ Maxx-75 RFPC โรงงานแปรรูปข้าวเป็นแป้ง (SMEs) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่มี Know How มีเทคโนโลยีของตัวเอง และบริษัทเป็นผู้ผลิตรายแรกของโลกที่ทำกระบวนการผลิตแป้งข้าวแบบโม่น้ำขนาดกะทัดรัด กำลังการผลิต 75 กิโลกรัมต่อชั่วโมง และสามารถเพิ่มกำลังการผลิตถึง 150 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ในรุ่น Maxx &amp;ndash; 150 RFPC ซึ่งบริษัทมีการทำ Feasibility Study และ ROI เพื่อให้ลูกค้าสามารถมองเห็นโอกาสความเป็นไปได้ในการลงทุน ว่าใช้งบประมาณในการลงทุนจำนวนเท่าไหร่ และใช้ระยะเวลาในการคืนทุนกี่ปี ซึ่งเรามีการคำนวณให้เห็นอย่างชัดเจน ว่ามีการใช้เงินลงทุนน้อย และคืนทุนเร็วมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกจุดขายสำคัญของเครื่อง Maxx &amp;ndash; 75 RFPC คือ เป็นเครื่องจักรขนาดกะทัดรัด จึงไม่จำเป็นต้องกักตุนหรือใช้วัตถุดิบในปริมาณมาก เพียงแค่ใช้วัตถุดิบ 75 กิโลกรัม/ชั่วโมง ขึ้นไปก็เพียงพอในการเริ่มกระบวนการแล้ว และยังสามารถปรับเปลี่ยนวัตถุดิบได้หลากหลาย อาทิ ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวนึ่ง ข้าวญี่ปุ่น ข้าวบาสมาติ โดยเฉพาะข้าวออร์แกนิก ขั้นตอนการทำงานไม่ยุ่งยาก ทำความสะอาดง่าย แตกต่างจากเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ต้องใช้วัตถุดิบในปริมาณมากๆ ถึงจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ ดังนั้นจึงสามารถพูดได้ว่า Maxx-75 RFPC เป็นกระบวนการผลิตแป้งข้าวแบบโม่น้ำที่มีการพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอด สร้างรายได้ทวีคูณ เมื่อพิจารณาจากมูลค่าและระยะเวลาในการลงทุนนับว่าคุ้มค่ากับการลงทุนเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ในปี 2564 บริษัทเตรียมงบประมาณทางการตลาดกว่า 60 ล้านบาท ที่จะเร่งดำเนินการด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์ ทั้งใน-ต่างประเทศ ซึ่งจะมุ่งเน้นเรื่องการสื่อสารให้นักลงทุนได้รับรู้ถึงผลิตภัณฑ์ของบริษัท ว่ามีข้อดี ข้อเด่น และสามารถผลิตอะไรได้บ้าง มีความคุ้มค่าในการลงทุน ที่สำคัญยังมีการคืนทุนที่รวดเร็วมาก และสร้างจุดเด่นในเรื่องของคุณภาพสินค้า ซึ่งเป็นเครื่องจักรระดับพรีเมียมจากเมืองไทย หรือ Premium Product from Thailand หลังจากนั้นจะทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในรูปแบบของการเปิดให้เยี่ยมชมสินค้า (Open House) การแสดงสินค้า (Road Show) และการจัดทำนิทรรศการ (Exhibition) ต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศในปี 2564 เพื่อให้นักลงทุนได้เห็นถึงกระบวนการทำงานที่ชัดเจนมากขึ้น และเป็นการสร้างโอกาสทางเลือกให้กับนักลงทุนอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย &amp;ldquo;ไตรภพ&amp;rdquo; วาดภาพว่า จะมีรายได้จากทั่วโลก 20,000 ล้านบาท หรือประมาณ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายใน 10 ปี หรือภายในปี 2574 ทั้งส่วนของ Compact Unit และ Large Size Unit โดยแบ่งเป็นตลาดเวียดนาม มูลค่า 6,000 ล้านบาท ส่วนตลาดในประเทศไทยคาดว่าจะมียอดขาย Maxx 75 RFPC 10 Unit ต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,700 ล้านบาท และขนาดการผลิต 300-2,000 กิโลกรัมต่อชั่วโมง จำนวน 2 Unit ต่อปี มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งยังวางแผนการจัดจำหน่ายไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลก มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาทอีกด้วย โดยมีหน่วยงานภาครัฐที่จะเข้ามาสนับสนุนเพื่อให้โครงการนี้เข้าถึงตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น รวมทั้งใช้ระบบ Agent, Distributor และรูปแบบ Franchise มาสร้างเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์กในการทำธุรกิจแบบ Worldwide เพื่อเป็นการตอกย้ำแบรนด์ฝีมือคนไทยที่มีศักยภาพไม่แพ้ชาติใดๆ ในโลก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86737</URL_LINK>
                <HASHTAG>อีโคโฟกัส, แม็กซ์เท็กซ์ เทรดดิ้ง กรุ๊ป, ไตรภพ บุญเหมือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201213/image_big_5fd5d2c63ba93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
