<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93238</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/02/2021 17:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/02/2021 17:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ. เฝ้าระวัง&quot;โรคอีโบลา&quot;เข้ม  3 ระดับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16ก.พ.64- นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในต่างประเทศที่ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาครั้งใหม่ในสองประเทศแถบแอฟริกา ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DR Congo) และประเทศกินี ซึ่งการระบาดครั้งนี้พบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง แม้ว่าจำนวนผู้ป่วยไม่มาก แต่ทางองค์การอนามัยโลกได้ร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานของทั้งสองประเทศเพื่อควบคุมและยุติการระบาดในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่มีผู้ป่วยที่สงสัยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงดำเนินมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาตามระบบที่วางไว้อย่างต่อเนื่องและเข้มข้นทั้ง 3 ระดับ ได้แก่ 1.ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ &amp;nbsp;2.โรงพยาบาลภาครัฐและภาคเอกชน และ 3.ในระดับชุมชน โดยเฝ้าระวังและตรวจคัดกรองผู้ที่มีประวัติเดินทางมาจากพื้นที่ระบาดในทุกๆ ช่องทางเข้า-ออก ทั้งที่ด่านสนามบิน ด่านท่าเรือ และด่านชายแดน หากพบผู้เดินทางมีอาการคล้ายโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาจะรับเข้าดูแลในโรงพยาบาลที่จัดเตรียมไว้ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด เพื่อให้การรักษาตามมาตรฐานที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; นพ. โอภาส กล่าวเพิ่มเติมว่า คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป มีดังนี้ 1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าที่นำเข้ามาโดยไม่ผ่านการตรวจโรค &amp;nbsp;2.หลีกเลี่ยงการรับประทานสัตว์ป่าที่ป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะสัตว์จำพวกลิง ค้างคาว หรืออาหารเมนูพิสดารที่ใช้สัตว์ป่าหรือสัตว์แปลกๆ มาประกอบอาหาร และ 3.สำหรับประชาชนที่เดินทางไปต่างประเทศ ขอให้ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล โดยหมั่นล้างมือบ่อยๆ รับประทานอาหารที่สุก ร้อน สะอาด และหลีกเลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค &amp;nbsp;อาการสงสัยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ได้แก่ มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ อาเจียน ท้องเสีย และมีผื่นนูนแดงตามตัว &amp;nbsp;สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93238</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สธ., นพ.โอภาส การณ์กวินพงศ์, อีโบลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210216/image_big_602ba45cbb6f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93023</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2021 20:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2021 20:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีโบลาหวนคืน&#039;กินี&#039; มีผู้ป่วยสังเวยชีวิตแล้ว ไลบีเรียเฝ้าระวัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐมนตรีสาธารณสุขของกินีรายงานเมื่อวันเสาร์ว่า มีผู้เสียชีวิตเพราะโรคอีโบลาในประเทศแล้ว 4 ราย หลังจากพบเชื้อไวรัสนี้กลับมาแพร่ในประเทศแอฟริกาตะวันตกแห่งนี้ครั้งแรกในรอบ 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ อาสาสมัครแพทย์ฝังศพผู้ป่วยอีโบลาที่เซียร์ราลีโอนระหว่างการระบาดของอีโบลาในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกเมื่อปี 2557 (Photo by Mohammed Elshamy/Anadolu Agency/Gett Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรมี ลามาห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของกินี เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า เจ้าหน้าที่มีความวิตกกังวลจริงๆ เกี่ยวกับการเสียชีวิตของผู้ป่วยหลายรายจากโรคระบาดนี้ ซึ่งเป็นการพบผู้เสียชีวิตครั้งแรกนับแต่การระบาดเมื่อปี 2556-2559 ที่เริ่มต้นในประเทศกินีแห่งนี้ และคร่าชีวิตผู้คนทั่วภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก 11,300 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซาโกบา เกอีตา ผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งชาติ กล่าวกับสื่อท้องถิ่นว่า หนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็นพยาบาลที่ล้มป่วยเมื่อปลายเดือนมกราคม ศพถูกฝังเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ในกลุ่มที่ร่วมพิธีฝังศพ มี 8 คนที่แสดงอาการป่วย อาทิ ท้องร่วง, อาเจียน และเลือดออก ในจำนวนนี้มี 3 คนเสียชีวิต อีก 4 คนรักษาในโรงพยาบาล ผู้เสียชีวิตทั้ง 4 คนจากโรคไข้เลือดออกอีโบลานี้อยู่ในเมืองอึนเซเรโกเร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาเผยด้วยว่า ผู้ป่วยรายหนึ่ง &amp;quot;หนี&amp;quot; ออกจากโรงพยาบาล แต่พบตัวเขาแล้วและส่งเข้ารักษาที่โรงพยาบาลในกรุงโกนากรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) เฝ้าจับตาการระบาดครั้งใหม่ของอีโบลาด้วยความกังวลอย่างยิ่งนับแต่ปี 2559 โดยประกาศให้การระบาดที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในเวลานี้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเช้าวันอาทิตย์ ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการดับเบิลยูเอชโอ ทวีตว่า ดับเบิลยูเอชโอได้รับแจ้งว่ามีกรณีต้องสงสัยว่าเสียชีวิตเพราะโรคอีโบลาในกินี 2 ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพื่อยืนยัน สำนักงานดับเบิลยูเอชโอประจำภูมิภาคและในกินีกำลังสนับสนุนด้านการเตรียมความพร้อมและการตอบสนอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ดับเบิลยูเอชโอยืนยันว่า พบอีโบลากลับมาระบาดที่ดีอาร์คองโกอีกครั้งในรอบ 3 เดือน นับแต่ทางการประกาศว่าการระบาดรอบก่อนหน้านั้นสิ้นสุดลงเมื่อเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นการระบาดรอบที่ 9 ของดีอาร์คองโก โดยมีผู้เสียชีวิต 55 คนจากผู้ป่วย 130 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ในกินีทำให้ประธานาธิบดีจอร์จ เวอาห์ ของไลบีเรีย ซึ่งมีพรมแดนติดกับกินี ออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ ให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขของประเทศเฝ้าระวังขั้นสูง โดยให้เพิ่มการตรวจตราและการป้องกัน ผู้เสียชีวิตในกินีอยู่ในเมืองติดชายแดนตะวันออกเฉียงเหนือของไลบีเรีย แต่คำแถลงยืนยันว่ายังไม่พบผู้ป่วยในไลบีเรีย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93023</URL_LINK>
                <HASHTAG>กินี, องค์การอนามัยโลก, อีโบลา, แอฟริกาตะวันตก, ไลบีเรีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210214/image_big_602923e581cd4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63992</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2020 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2020 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039; เผยหลักการกำหนด &#039;เขตปลอดโรคโควิด-19&#039; ต้องไม่มีการแพร่ระบาด 28 วัน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เม.ย.63 - ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า &amp;quot;โควิด-19&amp;quot; การกำหนดว่าเป็นเขตปลอดโรค โดยหลักการของโรคระบาด ตั้งแต่ SARS ไข้หวัดนก MERS ที่ระบาดในเกาหลี และ Ebola การจะบอกว่าพื้นที่ใดเป็นเขตปลอดโรค หรือไม่มีโรคจริงๆ จะถือเอาเวลาเป็น 2 เท่า ของระยะฟักตัวเช่นสมัย SARS ระยะฟักตัวให้ 10 วัน ก็จะต้องไม่มีโรคในพื้นที่นั้น 20 วัน จึงจะถือว่าเป็นเขตปลอดโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เช่นเดียวกัน โควิด-19 ถ้าเราให้ระยะฟักตัวเป็น 14 วัน เราจะถือเขตปลอดภัยโรคของพื้นที่ใด จะต้องไม่มีโรคนั้นเป็นระยะเวลา 2 เท่า ของระยะเวลาฟักตัว คือ 28 วัน จึงจะมั่นใจว่าในพื้นที่นั้นไม่มีโรคนี้จริงๆ&amp;quot;ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63992</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, MERS, ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก, ระยะฟักตัว, ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ, อีโบลา, เขตปลอดโรค, โรคระบาด SARS, ไข้หวัดนก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200423/image_big_5ea1045000bfc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57134</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2020 21:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2020 21:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHOชี้ &#039;อีโบลา&#039; ยังเป็นภัยฉุกเฉินสาธารณสุขโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การอนามัยโลกตัดสินใจขยายคำประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลกกรณีไวรัสอีโบลาระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกออกไปอีก แม้จะยอมรับว่าจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงอย่างมากเป็นสัญญาณเชิงบวกอย่างยิ่งก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวรัสอีโบลาเริ่มแพร่ระบาดที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์ซี) ครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 2561 และถึงขณะนี้คร่าชีวิตผู้ป่วยแล้วมากกว่า 2,300 รายในดีอาร์คองโกภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มเคลื่อนไหวก่อการอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) กล่าวว่า ตราบใดที่ยังมีผู้ติดเชื้ออีโบลาแม้เพียงรายเดียวในพื้นที่ที่ไร้เสถียรภาพและไม่ปลอดภัยเช่นในภาคตะวันออกของดีอาร์ซี ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการแพร่ระบาดในวงกว้างขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ดับเบิลยูเอชโอตัดสินใจลดคำเตือนความเสี่ยงในระดับประเทศและภูมิภาคลงจาก &amp;quot;สูงมาก&amp;quot; เป็นระดับ &amp;quot;สูง&amp;quot; และคงความเสี่ยงในระดับโลกอยู่ที่ &amp;quot;ต่ำ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีโดรสยังแสดงความหวังด้วยว่า ดับเบิลยูเอชโอจะสามารถยกเลิกภาวะฉุกเฉินนี้ได้ภายใน 3 เดือน ตามคำแนะนำของคณะกรรมการฉุกเฉินของดับเบิลยูเอชโอที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ดับเบิลยูเอชโอประกาศให้การแพร่ระบาดของอีโบลาในดีอาร์ซีเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการจัดสถานะเพื่อให้อำนาจดับเบิลยูเอชโอประกาศจำกัดการเดินทางหรือระดมทุนสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีโดรสกล่าวไว้เมื่อวันอังคารก่อนหน้าที่จะเดินทางไปดีอาร์ซีเพื่อพบกับประธานาธิบดีเฟลิกซ์ ทชิเซเคดี ในวันพฤหัสบดี ว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานผู้ติดเชื้ออีโบลาในดีอาร์ซีเพียง 3 ราย แต่การจะประกาศว่าการแพร่ระบาดยุติลงแล้วนั้น จะต้องไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เลยในระยะเวลา 42 วัน หรือ 2 เท่าของระยะไวรัสฟักเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวรัสอีโบลาสามารถแพร่ได้ผ่านการสัมผัสเลือด, ของเหลวในร่างกาย, สารคัดหลั่ง หรืออวัยวะของผู้ติดเชื้อหรือผู้ที่เพิ่งเสียชีวิต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57134</URL_LINK>
                <HASHTAG>WHO, ดับเบิลยูเอชโอ, ดีอาร์ซี, ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, องค์การอนามัยโลก, อีโบลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200213/image_big_5e4556a239d1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45996</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2019 20:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2019 20:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไฟไหม้แล็บอาวุธชีวภาพ รัสเซียยันไม่มีไวรัสปนเปื้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัสเซียยืนยันว่า เมื่อวันจันทร์เกิดเหตุระเบิดและไฟไหม้ภายในศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพในเขตไซบีเรีย ที่เคยเป็นแล็บอาวุธชีวภาพสมัยสหภาพโซเวียต แต่ไม่มีไวรัสปนเปื้อนสู่ภายนอก เผยอาคารหลายชั้นแห่งนี้เป็นที่เก็บตัวอย่างไวรัสอันตราย ทั้งอีโบลา, ฝีดาษ, เอชไอวี และไข้หวัดนก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ธงชาติรัสเซีย / Vasily MAXIMOV / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอเอฟพีและบีบีซีเมื่อวันอังคารที่ 17 กันยายน 2562 กล่าวว่า เหตุระเบิดและเพลิงไหม้เกิดขึ้นที่ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและไวรัส &amp;quot;เว็กตอร์&amp;quot; ของรัฐบาลรัสเซีย ที่เมืองโคลต์โซโว ซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองโนโวซีบีร์สก์ เมืองที่มีประชากรหนาแน่นเป็นอันดับสามของรัสเซีย ตั้งอยู่ในเขตไซบีเรีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวอินเตอร์แฟกซ์ของรัสเซียระบุว่า เว็กตอร์เป็นศูนย์วิจัยที่เก็บรวบรวมตัวอย่างไวรัสไว้มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งรวมถึงไวรัสอีโบลา ขณะที่เอเอฟพีกล่าวว่า ที่นี่เป็นแล็บเพียง 1 ใน 2 แห่งของโลกที่เก็บตัวอย่างไวรัสฝีดาษไว้ มีรายงานด้วยว่าตัวอย่างไวรัสอันตรายอื่นๆ ของที่นี่ยังรวมถึงไวรัสไข้หวัดนก, เอชไอวี/เอดส์ และไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอสโปเตรบทันซอร์ องค์กรกำกับดูแลด้านสาธารณสุขของรัสเซีย กล่าวว่า ไฟไหม้เกิดขึ้นเนื่องจากถังแก๊สระเบิดระหว่างการตกแต่งบนชั้นที่ 5 ของอาคาร 6 ชั้นหลังนี้ แต่จุดที่เกิดเหตุนั้นไม่ใช่พื้นที่ทำงานเกี่ยวกับวัสดุชีวภาพอันตราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แรงระเบิดและไฟไหม้ทำให้คนงานโดนไฟลวกบาดเจ็บสาหัส 1 ราย กระจกหน้าต่างแตก ไฟได้ลุกลามพื้นที่กว่า 30 ตารางเมตร แต่ตัวอาคารไม่ได้รับความเสียหาย เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ในวันนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กล่าวกันว่า แล็บเว็กตอร์เป็นศูนย์วิจัยอาวุธชีวภาพของสหภาพโซเวียตสมัยสงครามเย็น รายงานของอินเตอร์แฟกซ์กล่าวว่า ศูนย์แห่งนี้ตั้งขึ้นเมื่อปี 2517 เป็นสถาบันลับที่วิจัยวัคซีนและการป้องกันอาวุธเชื้อโรคและอาวุธชีวภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุระเบิดครั้งนี้เป็นอุบัติเหตุรุนแรงที่เกิดกับสถาบันหรือหน่วยงานของรัฐบาลรัสเซียอีกครั้งในปีนี้ เมื่อเดือนสิงหาคมเกิดเหตุไฟไหม้คลังแสงในเขตไซบีเรีย ทำให้เกิดระเบิดรุนแรงหลายระลอก มีคนเสียชีวิต 1 คน และทำให้ต้องอพยพประชาชนนับหมื่นคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดือนเดียวกัน เกิดระเบิดที่ฐานทดสอบมิสไซล์ของรัสเซียในเขตห่างไกลทางเหนือของประเทศ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานด้านนิวเคลียร์เสียชีวิต 5 คน และตรวจพบว่าระดับกัมมันตภาพรังสีในอากาศเพิ่มขึ้น รัฐบาลรัสเซียปฏิเสธจะเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุระเบิดครั้งนั้น ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน กล่าวว่าไม่มีภัยคุกคามจากกัมมันตภาพรังสีเพราะการระเบิดครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล็บเว็กตอร์แห่งนี้เคยเกิดอุบัติเหตุทางชีวภาพมาแล้วเช่นกัน บีบีซีอ้างรายงานของหนังสือพิมพ์คอมเมอร์ซันต์ว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 นักวิทยาศาสตร์หญิงคนหนึ่งเสียชีวิตเพราะพลาดจิ้มเข็มฉีดยาใส่ไวรัสอีโบลาโดนมือตนเอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45996</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฝีดาษ, รัสเซีย, อาวุธชีวภาพ, อีโบลา, เว็กตอร์, ไฟไหม้แล็บ, ไวรัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190917/image_big_5d80e0cbd4b16.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43383</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2019 21:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2019 21:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี พบยา 2 ชนิดเพิ่มอัตรารอดชีวิตจาก &#039;อีโบลา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นักวิทยาศาสตร์ใกล้ค้นพบยาที่สามารถรักษาโรคอีโบลาได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ภายหลังยา 2 ชนิดที่อยู่ระหว่างการทดลองใช้ทางคลินิกสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ พยาบาลฉีดวัคซีนอีโบลาให้เด็กที่เมืองโกมาของดีอาร์คองโก เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2562 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาของสถาบันสาธารณสุขแห่งชาติของสหรัฐ (เอ็นไอเอช) ที่ร่วมให้ทุนสนับสนุนการวิจัยครั้งนี้ด้วย กล่าวว่า การศึกษาดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยของคองโก แต่ขณะนี้การศึกษาถูกระงับแล้ว และผู้ป่วยในอนาคตทุกคนจะถูกเปลี่ยนไปรับการรักษาที่แสดงผลลัพธ์ในเชิงบวก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดเชื้อของเอ็นไอเอช กล่าวกับเอเอฟพีว่า ยา REGN-EB3 และ mAb114 เป็นยา 2 ตัวแรกที่ทำการศึกษาทางวิทยาศาสตร์แล้วให้แสดงผลลัพธ์ในการลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยไวรัสอีโบลาได้อย่างมีนัยสำคัญ จากนี้ ผู้ป่วยที่กำลังรับการรักษาด้วยยาอีก 2 ชนิดที่หยุดการให้ยาไปแล้ว คือ Zmapp และ remdesivir จะสามารถเปลี่ยนไปรักษาด้วยยาที่ได้ผลตามดุลพินิจของแพทย์ผู้ทำการรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เฟาซีอธิบายว่า การทดลองครั้งนี้ออกแบบให้ทำการทดลองกับคน 725 คน แต่คณะกรรมการอิสระตัดสินใจสั่งระงับการทดลองเมื่อผ่านไป 681 คนแล้วพบว่า ยา REGN-EB3 โดยบริษัท รีเจเนอรอน ได้ผลในระดับที่มีนัยสำคัญ ส่วนยา mAb114 ก็ให้ผลลัพธ์ด้อยกว่าไม่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เฟาซีกล่าวว่า ข้อมูลที่วิเคราะห์จนถึงขณะนี้ได้จากผู้ทดลอง 499 คน จาก 681 ในกลุ่มนี้ ผู้ป่วยที่ใช้ REGN-EB3 มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 29% ส่วน mAb114 มีอัตราเสียชีวิตที่ 34% เปรียบเทียบกับผู้ป่วยทั่วไปที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาตัวใดตัวหนึ่งในนี้ ซึ่งจะมีอัตราการเสียชีวิต 60-70% ส่วนอัตราการตายของผู้ป่วยที่รับยา Zmapp และ remdesivir มีอัตราการเสียชีวิตที่ 49% และ 53%&amp;nbsp; ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยา REGN-EB3, mAb114 และ Zmapp นั้นเป็นยาปฏิชีวนะแบบโมโนโคลนอลที่จะเกาะติดกับไกลโคโปรตีนของไวรัสอีโบลา และทำให้ไวรัสชนิดนี้ไม่สามารถแพร่เชื้อสู่เซลล์อื่นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เฟาซีเสริมด้วยว่า การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสุดท้าย ซึ่งจะรวมถึงผลจากผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับการประมวลผล จะรู้ได้ภายในปลายเดือนกันยายนหรือต้นเดือนตุลาคม หลังจากนั้นผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์จะนำเสนอเพื่อการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ที่มีผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอ็นไอเอช, หน่วยงานด้านสาธารณสุขของดีอาร์คองโก และองค์การอนามัยโลก พากันยกย่องคณะทำงานทุกคนที่ทำงานในสภาพที่ยากลำบากอย่างที่สุดเพื่อทำการศึกษาครั้งนี้ รวมถึงผู้ป่วยและครอบครัวของพวกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่อีโบลากลับมาระบาดที่ภาคตะวันออกดีอาร์คองโกเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว มีผู้ป่วยเสียชีวิตแล้วมากกว่า 1,800 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เฟาซีกล่าวด้วยว่า วิธีดีที่สุดในกำจัดไวรัสอีโบลาคือการป้องกันไม่ให้แพร่ระบาด ซึ่งทำได้ด้วยการมีวัคซีนที่ดี รวมถึงการติดตาม, แยกกักกัน และสุดท้ายคือการรักษา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43383</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีอาร์คองโก, ยารักษา, รักษาอีโบลา, วัคซีนอีโบลา, สถาบันสาธารณสุขแห่งชาติของสหรัฐ, อัตราการตาย, อัตราการรอดชึวิต, อีโบลา, ไอเอ็นเอช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190813/image_big_5d52c260ea5d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41618</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2019 16:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2019 16:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ยันยังไม่เคยพบผู้ป่วยอีโบลาในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;22ก.ค.62- นพ. อัษฏางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้กรมควบคุมโรค ยกระดับการดำเนินมาตรการเพื่อเฝ้าระวัง ป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างเข้มข้น เน้นการเฝ้าระวังตามจุดผ่านเข้าประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณสนามบิน หลังจากที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับประเทศไทย ไม่มีรายงานผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาแต่อย่างใด ทั้งนี้ ได้มีการเตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้นทุกระดับ โดยดำเนินมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างต่อเนื่องทุกช่องทางเข้า-ออก ทั้งที่ด่านควบคุมโรคที่สนามบิน ด่านทางน้ำ และด่านพรมแดนทางบก ซึ่งกรมควบคุมโรค ได้ติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่มีรายงานผู้ป่วยในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา และขอยืนยันถึงระบบป้องกันควบคุมโรคของประเทศไทยว่ามีความเข้มแข็งและได้มาตรฐานสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.อัษฏางค์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยได้ดำเนินการคัดกรองผู้เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างเข้มข้น &amp;nbsp;ล่าสุดในปีนี้ที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีผู้เดินทางมาจากพื้นที่ดังกล่าว (ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. &amp;ndash; 8 ก.ค. 62) จำนวน 318 ราย หรือเฉลี่ยสัปดาห์ละประมาณ 10-15 ราย ซึ่งไม่พบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาแต่อย่างใด โดยทุกรายจะได้รับการตรวจคัดกรองตามมาตรฐานสากล นอกจากการดำเนินมาตรการที่ด่านควบคุมโรคที่สนามบินแล้ว ในด่านทางน้ำ และด่านพรมแดนทางบก ก็ได้ดำเนินมาตรการอย่างเข้มข้นเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กรณีที่มีรายงานข่าวไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ H1N1 pdm09 ในประเทศเพื่อนบ้าน นั้น กรมควบคุมโรค ได้มอบหมายให้กองระบาดวิทยา และกองโรคติดต่อทั่วไป ติดตามสถานการณ์โรคและกำชับไปยังเจ้าหน้าที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ให้มีการเฝ้าระวังและให้คำแนะนำในการป้องกันโรคกรณีที่พบผู้สงสัยว่าป่วย เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่ ไม่ใช่โรคติดต่ออันตราย ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 อีกทั้งทางองค์การอนามัยโลก ยังไม่ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับมาตรการการคัดกรองที่ช่องทางเข้า-ออกประเทศ จึงขอแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย หากเจ็บป่วยควรหยุดเรียน หยุดงาน และไม่ควรไปในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก แม้อาการจะไม่มากก็ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน จนกว่าจะหายเป็นปกติ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคำแนะนำสำหรับผู้ที่จะเดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา เนื่องจากองค์การอนามัยโลก ยังไม่มีประกาศห้ามการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด ผู้ที่จะเดินทางยังสามารถเดินทางไปได้ โดยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้ 1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า ทั้งที่ป่วยหรือไม่ป่วย 2.หลีกเลี่ยงการรับประทานสัตว์ป่าที่ป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะสัตว์จำพวกลิง หรือค้างคาว หรืออาหารเมนูพิสดารที่ใช้สัตว์ป่าหรือสัตว์แปลกๆ มาประกอบอาหาร 3.การหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารคัดหลั่ง เช่น เลือดจากผู้ป่วย สิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วยที่อาจปนเปื้อนกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย หรือศพ 4.หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย หากมีความจำเป็นให้สวมอุปกรณ์ป้องกันร่างกายและล้างมือบ่อยๆ และ 5.หากมีอาการเริ่มป่วย เช่น มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ อาเจียน ท้องเสีย ภายหลังกลับจากประเทศที่มีการระบาด ให้รีบพบแพทย์ทันที &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดขององค์การอนามัยโลก สถานการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก พบผู้ป่วยแล้ว 2,522 ราย เสียชีวิต 1,698 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 16 กรกฎาคม 2562) &amp;nbsp;ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41618</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมโรค, อัษฏางค์ รวยอาจิณ, อีโบลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190722/image_big_5d3580495a7d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
