<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>90223</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2021 17:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2021 17:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อีโอดี&#039; ตรวจระเบิดการ์ดอาชีวะถูกตร.สำโรงเหนือ ยึดได้ 2 ลูก พบเหมือนระเบิดที่สามย่าน สารภาพทำเองไว้ป้องกันตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ม.ค.64 - พ.ต.อ.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พร้อมด้วย พ.ต.อ.อาทิตย์ ซิ้มเจริญ ผกก.สภ.สำโรงเหนือ ได้ร่วมกันนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน กว่า&amp;nbsp;1&amp;nbsp;กองร้อย เข้าตรึงกำลังที่บริเวณหน้า สภ.สำโรงเหนือ อ.เมืองสมุทรปราการ หลังจากทราบข่าวจากโซเชียลที่ส่งต่อกันว่า จะมีกลุ่มการ์ดอาชีวะประชาธิปไตย นัดรวมตัวกันเข้ามาปิดล้อมโรงพักเพื่อกดดันให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปล่อยตัวสองการ์ดอาชีวะซึ่งถูกตำรวจสำโรงเหนือจับกุมกรณีพบปลอกแขนซุกอยู่ใต้เบาะ ระหว่างขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านพัก ที่บริเวณซอยด่านสำโรง&amp;nbsp;24&amp;nbsp;ถ.สุขุมวิท&amp;nbsp;113&amp;nbsp;ต.สำโรงเหนือ อ.เมืองสมุทรปราการ ช่วงคืนที่ผ่านมา โดยบรรยากาศ เจ้าหน้าที่ได้แบ่งกำลังคอยเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณทางขึ้นลงสถานีรถไฟฟ้าสำโรง ถนนสุขุมวิท รวมถึงรอบโรงพัก เพื่อเฝ้าระวังอาจจะมีมือที่สามเข้ามาก่อความไม่สงบ แต่เวลาผ่านไปหลายชั่งโมงก็ยังไม่พบกลุ่มการ์ดอาชีวะเดินทางมาแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.อาทิตย์&amp;nbsp;ซิ้มเจริญ ผกก.สภ.สำโรงเหนือ&amp;nbsp;ได้ประสานเจ้าหน้าอีโอดี หรือเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดจากนครบาล เข้ามาทำการตรวจสอบระเบิดทั้ง 2 ลูกที่ตรวจยึดเอาไว้ พร้อมประสานเจ้าหน้ากองพิสูจน์หลักฐานมาทำการเก็บรายนิ้วมือและดีเอ็นเอ เพื่อนำไปเปรียบเทียบชนิดของระเบิดว่าเป็นชนิดเดียวกับที่เกิดระเบิดขึ้นที่ปทุมวันหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่ อีโอดี ได้นำเครื่องเอ็กซเรย์มาทำการเอ็กซเรย์ระเบิดทั้งสองลูกพบว่าภายในระเบิดทั้งสองลูกมีส่วนผสมของดินปืนและเม็ดหินเป็นส่วนผสม รัศมีไม่เกิน 5 เมตร และภายในไม่มีแผงวงจรควบคุมในการจุดฉนวน ซึ่งระเบิดทั้งสองลูกจะทำงานต้องจุดฉนวนจากภายนอกเท่านั้น โดยระเบิดทั้งสองลูกมีลักษณะเดียวกันกับที่มีการระเบิดที่ปทุมวันเมื่อสองวันก่อน จึงมอบให้พนักงานสอบสวนนำส่งกองพิสูจน์หลักฐานอีกครั้งเพื่อตรวจหาหลักฐานเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.อาทิตย์ ซิ้มเจริญ ผกก.สภ.สำโรงเหนือ ได้กล่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อเวลาประมาณ&amp;nbsp;23.00&amp;nbsp;น.ของวันนี้ที่&amp;nbsp;17&amp;nbsp;มกราคม เจ้าหน้าตำรวจสายตรวจของ สภ.สำโรงเหนือ&amp;nbsp;ได้ร่วมกันจับกุมตัวนายสิทธิ์ชัย&amp;nbsp;ขำจริง อายุ&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ปี และนายสิทธิ์ไพศาล พูลสมบูรณ์ศรี อายุ&amp;nbsp;17&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;สมาชิกการ์ดอาชีวะประชาธิปไตย พร้อมด้วยวัตถุระเบิดไทยประดิษฐ์ ที่ประกอบขึ้นเองพันด้วยผ้าเทปสีดำจำนวน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ลูก และอาวุธมีดดาบยาวประมาณ&amp;nbsp;80&amp;nbsp;เซนติเมตรและมีดง้าวพร้อมด้ามยาว&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เมตร โดยจับกุมได้ในขณะที่ขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า เวฟ&amp;nbsp;125&amp;nbsp;สีแดงเทา ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ผ่านมาที่บริเวณปากซอยด่านสำโรง&amp;nbsp;24&amp;nbsp;&amp;nbsp;ต.สำโรงเหนือ อ.เมืองสมุทรปราการ ด้วยท่าทางมีพิรุธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นพบของกลางทั้งหมดซุกซ่อนอยู่ในตัวและกระเป๋าเสื้อแขนยาวของนายสิทธิชัย และมีดดาบพกอยู่ที่เอว ส่วนนายสิทธิ์ไพศาล พกอาวุธมีดง้าวอยู่ที่เอว พร้อมด้วยปลอกแขนการ์ดอาชีวะประชาธิปไตย จึงคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองมาทำการสอบสวนที่โรงพัก โดยนายสิทธิชัยให้การรับสารภาพเป็นคนทำระเบิดดังกล่าวขึ้นมาเองและอ้างว่าที่พกติดตัวมาเพื่อเอาไว้ป้องกันตัวเอง เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า ร่วมกัน​มีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่​ได้รับอนุญาต และพกพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน​ทางสาธารณะ​ โดยไม่มีเหตุอันควรก่อนรวบรวมหลักฐานและคุมตัวส่งตัวขออำนาจฝากขังที่ศาลเยาวชนจังหวัดสมุทรปราการแล้วตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ อยากเรียนให้ทราบว่า การจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองนั้นเจ้าหน้าที่ไม่ได้กลั่นแกล้งจับกุมเพราะมีปลอกแขน แต่เป็นการจับกุมคดีอาวุธมีด และวัตถุระเบิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90223</URL_LINK>
                <HASHTAG>การ์ดอาชีวะ, จังหวัดสมุทรปราการ, สภ.สำโรงเหนือ, อีโอดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210118/image_big_60055e5de5f1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43121</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จักรทิพย์กุมขมับ!สางบึ้มกรุง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ย่านประตูน้ำระทึก! รายวัน พบระเบิดเพลิงจากเหตุบึ้มทั่วกรุง ซุกอยู่ในร้านเสื้อผ้าชั้น 5 ห้างดังอีก 1 ลูก &amp;quot;อีโอดี&amp;quot; เร่งเก็บกู้ไปตรวจสอบ &amp;quot;บิ๊กแป๊ะ&amp;quot; ยกทีมสอบปากคำ 4 ผู้ต้องสงสัยละเอียดยิบ กุมขมับรับมีปัญหาบ้าง ยังเสียงแข็งมั่นใจปิดคดีได้แม้ต้องใช้เวลา &amp;quot;หนุ่ม รปภ.&amp;quot; คอตกแกล้งเพื่อนวางระเบิดปลอม เจอคุก 7 เดือน &amp;quot;ศาล&amp;quot; ปรานีโทษจำลดเหลือ 3 เดือน 15 วัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกิดเหตุพบวัตถุต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดหลายจุดในกรุงเทพฯ รายวันอีกครั้งในย่านประตูน้ำ กรุงเทพฯ เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านประตูน้ำ โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พญาไท พบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดภายในร้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ รองผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล นำกำลังเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรืออีโอดี และประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ตำรวจ สน.พญาไท เดินทางเข้าตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยร้านขายเสื้อผ้าชื่อดัง บริเวณชั้น 5 ของสรรพสินค้าย่านประตูน้ำ เขตราชเทวี กทม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสอบเจ้าหน้าที่อีโอดีพบเป็นระเบิดแสวงเครื่องแบบเพลิง หรือระเบิดเพลิง ชนิดเดียวกันกับที่พบในร้านค้าย่านประตูน้ำเมื่อหลายวันก่อน เบื้องต้นเชื่อว่าระเบิดเพลิงที่พบเป็นของกลุ่มเดียวกับที่ก่อเหตุเผาร้านค้าย่านประตูน้ำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ถือเป็นระเบิดเพลิงลูกที่ 8 จากทั้งหมด 17 ลูก ส่วนที่เหลือเป็นระเบิดแสวงเครื่อง 9 ลูกที่เกิดเหตุระเบิดหลายจุดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา อาทิ บริเวณศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ, สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี รวมถึงสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.สราวุฒิ การพานิช ผบช.ส., พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น.,พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผบก.สส.บช.น. เดินทางไปที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) อ.เมืองฯ จ.ยะลา ประชุมร่วมกับ พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ภ.9 ในฐานะ ผบ.ศปก.ตร.สน. และ พล.ต.ต.สมชาย รักเสนาะ ผบก.สส.ภ.9 เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติมผู้ต้องสงสัยลอบวางระเบิดในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์พิทักษ์สันติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดินทางมาถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ได้ใช้เวลาในการสอบถามถึงความคืบหน้าของคดีจากเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนนานกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะนำตัวผู้ถูกควบคุมตัวคือ นายวิลดัน มะหะ หนึ่งใน 4 ผู้ต้องสงสัยที่ได้ควบคุมตัวเอาไว้มาสอบปากคำเพิ่มเติม รวมทั้งทยอยสอบปากคำผู้ถูกควบคุมทั้งหมดทีละคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการลงพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า อ.เมืองฯ จ.ยะลา ในครั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์มีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด มีการกุมขมับในระหว่างซักถามผู้ต้องสงสัยหลายครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.จักรทิพย์ให้สัมภาษณ์ว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ หลังจากที่มีปฏิบัติการตรวจค้นเป้าหมายในพื้นที่กรุงเทพฯ 2 จุด ก็มาสอบถามทางบุคคลที่ได้ควบคุมตัวเอาไว้ว่ามีความเชื่อมโยงกันอย่างไร ก็จะพูดคุยกับทุกคนที่ได้ควบคุมตัวเอาไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้กำลังพยายามอยู่ว่าสิ่งที่ได้ไปตรวจค้นที่กรุงเทพฯ ทั้งสองจุดนั้นมีความเชื่อมโยงกันได้อย่างไร ซึ่งข้อกังวลนั้นก็ต้องทำไป ปัญหามันก็จะมีทุกคดีอยู่แล้ว แต่ก็ต้องเดินหน้าต่อไป เจ้าหน้าที่ทุกนายพร้อมในการทำงาน ในคดีนี้ก็เชื่อว่าจะสามารถปิดคดีได้ แต่ก็ต้องใช้เวลา เพราะมีหลายชุด พยานหลักฐานสาวไปถึงที่ไหนก็ว่าไปตามพยานหลักฐาน สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็อยากจะให้จบเร็วๆ เพราะพี่น้องประชาชนเป็นห่วง แต่เจ้าหน้าที่ก็จะไม่ผลีผลาม จะต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบให้ความเป็นธรรมกับทุกคน&amp;quot; ผบ.ตร.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวันได้ขออนุมัติหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ หมายจับที่ 462/2562 ลงวันที่ 8 ส.ค.62 นายลูโอ แซแง อายุ 23 ปี และหมายจับที่ 463/2562 ลงวันที่ 8 ส.ค.62 นายวิลดัน มาหะ อายุ 29 ปี ชาว จ.นราธิวาส ข้อหา &amp;quot;อั้งยี่, ร่วมกันทำ ใช้ มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้, พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพกพาอาวุธ (ระเบิด) ไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าคดีระเบิดหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ ว่า เรื่องนี้ ผบ.ตร.ให้สัมภาษณ์ไปหมดแล้ว และตนไม่อยากให้สัมภาษณ์อะไร เพราะเป็นเรื่องของ ผบ.ตร. คงปล่อยให้ตำรวจทำงานไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า ผบ.ตร.ให้สัมภาษณ์เหตุระเบิดส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการเมือง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ตนไม่ทราบ ตอนนี้เรายังไม่ได้ตัดประเด็นอะไรไป ต้องหาข้อมูลไปเรื่อยๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจสอบพื้นที่ในกทม.ที่มีนักศึกษาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้พักอาศัยอยู่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เขาดูเพราะว่ามันเคยมีเหตุเกิดขึ้น เช่น ซอยรามคำแหง 53 เขาก็ไปดูว่ายังมีหลงเหลืออยู่หรือไม่ เขาก็ตรวจสอบทุกจุดที่สงสัย &amp;nbsp;ปล่อยให้ตำรวจทำงานไปก่อน มาซักถามกันทุกวันใครจะตอบได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ถ.รัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน ควบคุมตัวนายเสน่ห์ ฮิมวาด อายุ 29 ปี อาชีพพนักงานรักษาความปลอดภัยในคอนโดฯ แห่งหนึ่ง ผู้ต้องหาคดีวางระเบิดปลอมหน้าสำนักงานขายคอนโดฯ ในซอยรัชดาภิเษก 32 และแจ้งความเท็จ มาส่งให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 1 ยื่นฟ้องคดีด้วยวาจา ซึ่งอัยการก็ได้ยื่นฟ้องนายเสน่ห์เป็นจำเลย ในความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญ และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานฯ โดยศาลรับไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อ.4689/2562
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2562 จำเลยได้นำวัตถุทรงกระบอกพันด้วยเทปพันสายไฟสีดำ ด้านหนึ่งมีสายไฟยาวประมาณ 1 ฟุต มีลักษณะต้องสงสัยคล้ายวัตถุระเบิดมาวางไว้ใน ซ.รัชดาภิเษก 32 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กทม. ทำให้ประชาชนที่เดินผ่านไปมาเกิดความตกใจกลัว เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวมีเหตุการณ์ลอบวางระเบิดหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร และภายหลังเกิดเหตุ จำเลยได้แจ้งข้อความว่ามีชายต้องสงสัยเป็นผู้นำวัตถุคล้ายระเบิดมาวางไว้บริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งการแจ้งความของจำเลยเป็นเท็จ ความจริงจำเลยเป็นผู้นำวัตถุต้องสงสัยดังกล่าวไปวางไว้ที่เกิดเหตุเอง สอบสวนแล้วจำเลยให้การรับสารภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 392 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจ จำคุก 1 เดือน ฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน และแจ้งความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุด จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 7 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน 15 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พนักงานอัยการยังได้ยื่นฟ้องนายเสน่ห์อีกสำนวน ในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือยาไอซ์) ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาเช่นกัน ศาลรับไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อ.691/2562 และพิพากษาให้จำคุกจำเลย 3 เดือน โดยนับโทษจำเลยต่อจากคดีวางระเบิดปลอมและแจ้งความเท็จ ดังนั้น เมื่อรวมจำคุกจำเลยทั้งสองสำนวนแล้วเป็นเวลา 6 เดือน 15 วัน ทั้งสองสำนวนไม่รอลงอาญา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43121</URL_LINK>
                <HASHTAG>บึ้มกรุงเทพ, ย่านประตูน้ำ, ระเบิดเพลิง, ระเบิดแสวงเครื่อง, วางระเบิดปลอม, หนังสือพิมพ์, อีโอดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190809/image_big_5d4d755baec6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42864</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2019 17:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2019 17:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กำธร&#039;ยืนยันระเบิดกรุงใช้&#039;ไอซีไทเมอร์&#039;รูปแบบคล้าย 3 จังหวัดชายแดนใต้ทั้งหมด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค.62-พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ รอง ผบก.สปพ. พร้อมเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรืออีโอดี เดินทางมายัง กก.สส.บชน. เพื่อซักถามข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบ และชนิดของระเบิดในครั้งนี้ และเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดก่อนหน้่านี้ทั้งหมด โดยทางพ.ต.อ.กำธร ขอปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลใดๆ บอกแต่เพียงว่าขอให้ผู้บังคับบัญชาให้ข้อมูลเท่านั้น สำหรับแจ้งเบาะแสพบวัตถุต้องสงสัยนั้น พบว่ามีการแจ้งเกินวันละ 10 ราย ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนจะเกิดความตื่นตัว โดยเฉพาะในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังเกิดเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรือ EOD ก็พร้อมเข้าตรวจสอบเหตุที่มีการรับแจ้งในทุกจุดตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว และผลจากการเข้าตรวจทุกจุด ตามรายงานยังไม่พบว่า มีจุดใดพบวัตถุอันตรายหรือระเบิด ที่ใกล้เคียงก็เป็นเพียงวัตถุเลียนแบบ หรือวัตถุใกล้เคียงวัตถุอันตราย ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นของกลุ่มวัยรุ่นที่นำไปใช้ก่อเหตุทะเลาะวิวาท แต่ไม่ถึงขั้นนำไปสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่รายงานข่าวระบุว่า ข้อมูลจากอีโอดีที่นำมาให้ข้อมูลกับชุดคลี่คลายคดี หลังตรวจสอบที่เกิดเหตุแต่ละจุดพบมีหลักฐานหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ ไอซีไทเมอร์ หรือไอซีตั้งเวลา ที่เมื่อนำไปเทียบเคียงกลับพบว่ารูปแบบการประกอบระเบิด และวัสดุที่นำมาใช้ในครั้งนี้คล้ายกับเหตุระเบิดในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้แทบจะทั้งหมด &amp;nbsp;ซึ่งข้อมูลทั้งหมดเป็นหนึ่งในพยานหลักฐานสำคัญที่ตำรวจใช้ประกอบสำนวนคดีเพื่อเตรียมขอศาลออกหมายจับผู้ก่อเหตุในคดีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแนวทางการสืบสวนจะเน้นไปที่การรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ของนายลูไซ แซแง และนายวิลดัน มาหะ ผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมได้ เช่น เสื้อผ้าสวมที่สวมใส่และใช้เปลี่ยนเพื่ออำพรางตัวเอง และพยานแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง มาประกอบสำนวนการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ตามอำนาจในการควบคุมตัว ซึ่งแนวทางการดำเนินคดีสามารถชี้แจงได้ว่า ผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คน เริ่มต้นเข้ามาก่อเหตุอย่างไร และเพราะเหตุใดตำรวจจึงสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้ก่อเหตุ รวมถึงบุคคลต่างๆ ที่้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ให้การช่วยเหลือทั้งทางตรงและทางอ้อม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42864</URL_LINK>
                <HASHTAG>3จังหวัดชายแดนภาคใต้, กำธร อุ่ยเจริญ, ระเบิดกรุงเทพ, อีโอดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190806/image_big_5d4948af5296b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42543</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2019 13:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2019 13:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สรุปวางบึ้ม7จุดทั่วกรุงจนท.อีโอดีเก็บกู้ได้แล้วเหลือ1จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2ส.ค.62- ช่วงเช้าวันที่2 ส.ค. พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) พล.ต.ต.พัฒนา เพศยนาวิน ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 (ผบก.น.6) พร้อมด้วย หน่วยเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิดหรือ EOD กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษกองบัญชาการตำรวจนครบาลเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุบริเวณ พุ่มไม้ริมถนน ถนนนราธิวาสแขวงบางรัก เขตบางรัก &amp;nbsp;หลังเกิดเหตุระเบิดดังขึ้น 2 ครั้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจำนวน 2 คน
จากการตรวจสอบพบว่า บริเวณพุ่มไม้ซึ่งอยู่ใต้ทางเชื่อมระหว่าง BTS สถานี ช่องนนทรีกับอาคารมหานครคิงพาวเวอร์ พบสะเก็ดระเบิดและเศษดินกระจัดกระจาย ทั่วบริเวณฟุตบาท เจ้าหน้าที่จึงใช้เชือกกั้นไม่ให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าไปบริเวณที่เกิดเหตุ ส่วนอีกจุดพบว่า อยู่บริเวณกระถางดอกไม้ ลานด้านหน้าตึกมหานครคิงเพาเวอร์ และจากการตรวจสอบพบว่ายังพบวัตถุต้องสงสัย เจ้าหน้าที่ จึงใช้เครื่องสแกนคอมพิวเตอร์เข้าตรวจสอบหาวัตถุระเบิด พร้อมกับปิดถนน ให้ประชาชนที่อยู่บริเวณที่เกิดเหตุห่างออกจากที่เกิดเหตุ 200 เมตรเพื่อความปลอดภัย จากนั้นจึงใช้เครื่องแรงดันน้ำยิงทำลายวงจร พบว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่องบอลแบริ่งทั้ง 2 จุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโชคชัย ประสงค์สัน อายุ48 ปี วินจยย.รับจ้างที่เห็นเหตุการณ์ เปิดเผยว่า ได้ยินเสียงดัง คล้ายระเบิด 2 ครั้งขณะที่ตนกำลังขับรถผ่าน BTS ช่องนนทรีเพื่อไปส่งผู้โดยสาร เสียงดังสนั่นจนหูอื้อ ตอนแรกนึกว่าเป็นหม้อแปลงไฟฟ้าระเบิด แต่เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจสอบบอกว่าเป็นระเบิดจริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.ได้เดินทางเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมเปิดเผยว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า มีเสียงดังคล้ายระเบิด 3 จุด คือ 1.บริเวณศูนย์ราชกาลแจ้งวัฒนะ 2.หน้าอาคารคิงเพาเวอร์มหานคร ใกล้บีทีเอสช่องนนทรี มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย นำส่งรพ.จุฬาฯ และ3. พระราม9 57/1 และ เหตุไฟไหม้ประตูน้ำ รวมถึงเหตุการณ์ที่มีผู้ต้องสงสัยนำ วัตถุต้องสงสัยมาวางไว้ที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวานนี้ อยู่ระหว่างตรวจสอบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ รองผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล(รองผบก.สปพ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเหตุระเบิดหลายจุดในกรุงเทพมหานคร ทั้งที่ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ &amp;nbsp;ช่องนนทรี สวนหลวง ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยที่เหตุช่องนนทรี ยืนยันว่ามี 2 จุด สามารภเก็บกู้ได้หมดแล้ว ส่วนที่สวนหลวงพระราม 9 มี 1 จุดเก็บกู้แล้วเช่นกัน แต่ที่ศูนย์ราชการ ที่เกิด 4 จุด ระเบิดไปแล้ว 3 กำลังเก็บกู้ อยู่ 1 จุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีรายงานจากผู้เชียวชาญด้านการเก็บกู้วัตถุระเบิด ว่าเบื้องต้น ระเบิดที่พบที่ศูนย์ราชการเป็นระเบิดจริงสภาพพร้อมใช้งาน สวนระเบิดใน จุดอื่นๆต้องทำการตรวจสอบอีกครั้งว่าเป็นชนิดไหนลักษณะเดียวกันทั้ง 3 จุดหรือไม่ และเชื่อมโยงกันอย่างไร ตอนนี้ขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42543</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ, ระเบิดป่วนเมือง, ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ, อีโอดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190802/image_big_5d43d0f6a340f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32604</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วางระเบิดทหาร! ยิงซ้ำนายพันเจ็บ ‘อีโอดี’หวิดโดน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; โจรใต้วางระเบิดรถทหารหลังกลับจากงานแต่งชาวบ้าน แต่พลาดเป้าจึงยิงซ้ำทำให้นายทหารยกพันตรีเจ็บ 1 นาย ขณะที่อีโอดีเข้าตรวจสอบ บึ้มอีกลูก โชคดีไม่โดนใคร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 30 มี.ค.62 ร.ต.ท.ธีระพงษ์ พิมพา รองสารวัตรสอบสวน สภ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส รับแจ้งมีเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดและยิงถล่มซ้ำเจ้าหน้าที่ทหารชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน &amp;nbsp;ชุดเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 ริมถนนสายสุไหงปาดี-สากอ ช่วงบริเวณบ้านบูเก๊ะปูลา ม.1 ต.ริโก๋ ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บ 1 นาย รถยนต์กระบะได้รับความเสียหาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเดินทางไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร นายอำเภอสุไหงปาดี, พ.ต.อ.อาภากร วิรุปักษ์อารักษ์ ผกก.สภ.สุไหงปาดี, เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดอโณทัย, เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส รวมทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารจำนวนหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนถึงจุดเกิดเหตุประมาณ 100 เมตร ซึ่งเป็นริมถนนด้านขวามือทางเข้าเขตพื้นที่ อ.สุไหงปาดี เจ้าหน้าที่ชุดอีโอดีอโณทัยได้จอดรถพร้อมทั้งได้เปิดเครื่องรบกวนสัญญาณโทรศัพท์มือถือและวิทยุสื่อสาร แล้วได้กระจายกำลังกันเดินเคลียร์พื้นที่ริมถนนไปหายังจุดเกิดเหตุ เกรงกลุ่มคนร้ายจะวางแผนลวงเพื่อดักสังหารเจ้าหน้าที่ซ้ำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 12.30 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่ชุดอีโอดีเดินเคลียร์พื้นที่ไปได้เพียง 30 เมตร จู่ๆ ก็ได้เกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นอีก 1 ลูก ซึ่งอยู่ฝั่งเดียวกันกับจุดเกิดเหตุแรก แต่เจ้าหน้าที่ชุดอีโอดีทุกนายปลอดภัย เนื่องจากรัศมีการทำลายล้างของระเบิดแสวงเครื่องลูกที่ 2 ได้หักเหขึ้นสู่ท้องฟ้าและสวนยางพาราของชาวบ้านที่รกทึบริมทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ชุดอีโอดีอโณทัยมั่นใจว่าพื้นที่ดังกล่าวปลอดภัยแล้ว จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด หน่วยปฏิบัติการพิเศษ กองกำกับการตำรวจภูธร จ.นราธิวาส ที่ได้เดินทางมาสนับสนุนเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุระเบิดทั้ง 2 จุด ซึ่งห่างกันประมาณ 70 เมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พบว่า จุดแรกมีหลุมระเบิดลึกประมาณ 50 ซม. กว้าง 80 ซม. โดยมีเศษซากชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในถังแก๊สปิคนิคหนัก 20 กก. จุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร ตกกระจายเกลื่อนพื้นถนนและพงหญ้ารกทึบริมทาง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนจุดที่ 2 มีหลุมระเบิดลึก 40 ซม. กว้าง 100 ซม. โดยมีเศษซากชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในถังแก๊สปิคนิค หนัก 20 กก. จุดชนวนด้วยการตั้งเวลา ที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจสอบพบว่าเป็นอุปกรณ์ใดที่ตกกระจายเกลื่อนพื้นถนนและสวนยางพาราของชาวบ้านเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ที่บริเวณเนินดินซึ่งเป็นจุดที่คนร้ายลอบวางระเบิดจุดแรกซึ่งเป็นสวนยางพาราของชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ยังพบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวนกว่า 10 ปลอก ตกกระจัดกระจายอยู่ จำนวน 2 จุดใหญ่ ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บคือ พ.ต.ศรัณย์ชัย จิตเพชร นายทหารฝ่ายกิจการพลเรือนชุดเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 ที่ถูกระสุนปืนของคนร้ายที่บริเวณขาซ้าย 1 นัด ผู้ใต้บังคับบัญชาได้นำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลสุไหงปาดีไปก่อนหน้าแล้ว และเมื่อเจ้าหน้าที่ทำการปฐมพยาบาลในเบื้องต้น ได้ส่งตัวรักษาต่อยังโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุสีฟ้า 4 ประตู หมายเลขทะเบียน กง 4162 นราธิวาส ของเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งจอดอยู่ที่โรงพยาบาลสุไหงปาดี อยู่ในสภาพถูกกระสุนปืนของคนร้ายกระจกด้านหน้าแตก และที่บริเวณประตูฝั่งตรงข้ามคนขับมีร่องรอยถูกกระสุนปืนเป็นรูพรุน เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ พ.ต.ศรัณย์ชัย จิตเพชร นายทหารฝ่ายกิจการพลเรือน กรมทหารพรานที่ 48 พร้อมผู้ใต้บังคับบัญชา รวม 4 นาย โดยมี จ.ส.ต.กิตติศักดิ์ แก้วอุดม เป็นพลขับ ได้เดินทางด้วยรถยนต์กระบะของสังกัด ออกจากกรมทหารพรานที่ 48 ซึ่งตั้งอยู่ภายในค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เพื่อไปร่วมงานแต่งงานของชาวบ้านในพื้นที่บ้านสากอ ม.4 ต.สากอ อ.สุไหงปาดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อแล้วเสร็จได้นั่งโดยสารรถยนต์กระบะเพื่อกลับฐาน ถึงที่เกิดเหตุได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนแฝงตัวอยู่บนเนินดินในสวนยางพาราของชาวบ้าน ได้จุดชนวนระเบิดที่นำไปวางไว้ริมถนนจนเกิดระเบิดขึ้นก่อนที่ พ.ต.ศรัณย์ชัยและผู้ใต้บังคับบัญชาจะนั่งรถยนต์ผ่านจุดเกิดเหตุ ทำให้เจ้าหน้าที่ปลอดภัย แต่กลับถูกคนร้ายที่แฝงตัวอยู่บนเนินดินในสวนยางพาราของชาวบ้านริมถนนใช้อาวุธปืนยิงถล่มซ้ำใส่รถยนต์ที่ พ.ต.ศรัณย์ชัยและผู้ใต้บังคับบัญชานั่งโดยสารมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่งผลทำให้ พ.ต.ศรัณย์ชัยถูกกระสุนปืนของคนร้ายที่ยิงทะลุประตูฝั่งตรงกันข้ามกับคนขับถูกที่บริเวณขาซ้าย จำนวน 1 นัด จ.ส.ต.กิตติศักดิ์ซึ่งเป็นพลขับได้รีบขับรถออกจากจุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว เพื่อนำตัว พ.ต.ศรัณย์ชัยส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลสุไหงปาดีอย่างเร่งด่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นฝีมือการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดี ที่มีการประชุมวางแผนไว้เป็นอย่างดี ด้วยการวางระเบิดและใช้อาวุธปืนยิงซ้ำ รวมทั้งมีการวางแผนในการดักสังหารเจ้าหน้าที่ขณะเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32604</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.นราธิวาส, วางระเบิด, สภ.สุไหงปาดี, หนังสือพิมพ์, อีโอดี, โจรใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190330/image_big_5c9f56ac09832.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27480</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2019 10:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2019 10:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EOD เก็บกู้ระเบิดจากรัสเซีย หลังมือดีซุกริมถนนหนีด่านตรวจ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ม.ค.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 05.30 น. ร.ต.อ.รัชพล เทียมสะคู รองสารวัตรสอบสวน สภ.นาจอมเทียน รับแจ้งเหตุพบวัตถุระเบิดไม่ทราบชนิด ถูกนำมาซุกไว้ในท่อระบายน้ำ ริมถนนข้างเขามะละกอ ม.6 ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.อาทร ชิ้นทอง ผกก.สภ.นาจอมเทียน เจ้าหน้าที่ EOD หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด กองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี นายสมศักดิ์ ทับกลัด กำนันตำบลนาจอมเทียน นายบรรจง สันทวี สารวัตรกำนันตำบลนาจอมเทียน นายสนอง สุภาผล ผญบ.นาจอมเทียนหมู่ 6 และนายสุพจน์ อินแย้ม ผญบ.นาจอมเทียนหมู่ 1 รุดตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เกิดเหตุในช่องท่อระบายน้ำลึก 1 ฟุต พบลูกระเบิดพลาสติกชนิดขว้าง บริเวณสลักถูกพันผ้าเทปกาวติดไว้ ยังมีสภาพใหม่พร้อมใช้งาน เบื้องต้น จนท.EOD ได้ทำการเก็บกู้ไว้ได้สำเร็จ แต่ยังไม่แน่ชัดของชนิดระเบิด เนื่องจากยังไม่เคยตรวจพบระเบิดชนิดนี้มาก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ระเบิดลูกนี้อาจผลิตขึ้นในประเทศรัสเซีย ซึ่งได้นำส่งตรวจพิสูจน์หลักฐาน ส่วนการพบของระเบิดลูกนี้ เชื่อว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ แต่ผู้ครอบครองอาจพบด่านตรวจ จึงนำมาซุกซ่อนไว้เพื่อเกรงกลัวต่อความผิด. &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27480</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้ระเบิด, สภ.นาจอมเทียน, อีโอดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190125/image_big_5c4a7e2cb3618.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9430</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2018 11:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แฉ&#039;ฐิติทัตน์&#039;ซี้ปึ้กแก๊งเงินทอนวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พันกันไปหมด! เงินทอนวัดโยงไปถึงคลังแสง เปิดตัว &amp;quot;ร.ท.ฐิติทัตน์&amp;quot; ประวัติไม่ธรรมดา หลานชายอดีต ส.ว.นครปฐม เด็กอดีตผู้ว่าฯ สตง. แฉงานบวชมาครบทีม เจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ เจ้าคุณเทอด เจ้าคุณสังคม ล็อต 3 เป็นพระพี่เลี้ยง ไปกันใหญ่ &amp;quot;ศรีวราห์&amp;quot; ชี้อาจเกี่ยวคดีความมั่นคงด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะ ร่วมกับ พล.ต.คณิศร สุนทรธีมากร ผู้ช่วยผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย คสช. แถลงข่าวกรณีที่ พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบก.ป. และ พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป. นำกำลังพร้อมหมายค้นศาลจังหวัดมีนบุรี เข้าตรวจบ้านเลขที่ 265/154 หมู่บ้านสีวลี รามคำแหง ถนนราษฎร์พัฒนา (ซอยมิสทีน) แขวงและเขตสะพานสูง กทม. ภายหลังสืบทราบว่าบุคคลที่พักอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตเงินงบประมาณเผยแผ่พระพุทธศาสนา หรือคดีเงินทอนวัด โดยพบว่ามีการโอนเงิน 25 ล้านบาท มายังบัญชีธนาคารของ น.ส.นุชรา สิทธินอก อายุ 32 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากการตรวจค้นบ้านพักหลังนี้ พบว่ามี ร.ท.ฐิติทัตน์ นิพนธ์พิทยา ทหารสังกัดศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นเจ้าของบ้าน รวมทั้ง น.ส.นุชรา ตรวจสอบพบตู้เซฟ 3 ใบ อาวุธปืนยาว 4 กระบอก ได้แก่ ปืนลูกซอง 3 กระบอก และปืนลูกกด 1 กระบอก, ปืนสั้น 18 กระบอก ขนาด 9 และ 11 มม. พร้อมเครื่องกระสุนปืนขนาดต่างๆ รวม 1,005 นัด รวมทั้งทองรูปพรรณ แหวนเพชร และทรัพย์สินมีค่าต่างๆ หลายรายการ เอกสารเกี่ยวกับธุรกรรมการเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดอาวุธปืนและของกลางทั้งหมดไว้ตรวจสอบที่มาที่ไป ก่อนสืบสวนขยายผลทางคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า จากการประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) และหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด หรืออีโอดี ตรวจสอบในเบื้องต้น พบว่าอาวุธปืนทั้งหมดมีทะเบียนถูกต้อง แต่อยู่ระหว่างตรวจสอบการครอบครองว่าถูกต้องหรือไม่ ส่วนกล้องเล็งไม่เข้าข่ายเป็นยุทธภัณฑ์ สำหรับใบ ป.4 อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ขณะนี้ได้มอบหมายให้ทางพนักงานสอบสวน บก.ป. ได้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานกรณีการครอบครองอาวุธปืนทั้งหมดนั้นเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพล เพื่อพิจารณาขออำนาจศาลออกหมายจับต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า ความเกี่ยวพันกับคดีเงินทอนวัดนั้น ก็ยังอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน หากมีผู้ใดเกี่ยวข้อง ก็จะพิจารณาดำเนินคดีทั้งหมด โดยรายละเอียดต่างๆ ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะเกรงจะกระทบกับสำนวนคดี แต่ขณะนี้ทางฝ่ายความมั่นคงจะมุ่งเน้นการตรวจสอบในประเด็นการครอบครองอาวุธปืนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ถูกใช้งานในเหตุการณ์ใดหรือไม่ โดยยืนยันว่าจะต้องมีการพิจารณาแจ้งความดำเนินคดีอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ในส่วนของ ร.ท.ฐิติทัตน์ เนื่องจากเป็นข้าราชการ หากพบประเด็นใดที่เข้าข่ายความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ก็จะต้องส่งเรื่องให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ดำเนินการต่อไป ซึ่งหลักๆ แล้วที่ตนมาดำเนินการในวันเดียวกันนี้ เป็นเพราะมีการพบอาวุธปืนจำนวนมากจึงต้องมีการตรวจสอบ เพราะอาจเกี่ยวพันกับคดีความมั่นคง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.คณิศรเปิดเผยว่า ในส่วนของกฎหมาย ก็คงเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการไป และยังต้องรอผลการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ส่วนทางวินัย ยังไม่ได้มีการพิจารณา สำหรับกรณีการครอบครองอาวุธปืนที่มีจำนวนมากนั้น ก็ไม่สามารถระบุหรือจำกัดได้ว่าเจ้าหน้าที่ทหารต้องมีอาวุธอยู่ในครอบครองเท่าใด เพียงแต่ว่าหลังจากนี้ เมื่อมีหลักฐานปรากฏเช่นนี้ ก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนจะตรวจสอบที่มาที่ไปว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะไม่มีข้อกำหนดด้วยว่าต้องครอบครองปืนได้เท่าใด แต่ภารกิจของทหารสังกัด ศรภ.ก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนมากขนาดนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ร.ท.ฐิติทัตน์ มีชื่อเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 265/154 หมู่บ้านสีวลี รามคำแหง ถนนราษฎร์พัฒนา (ซอยมิสทีน) แขวงและเขตสะพานสูง กทม. ที่กองปราบปรามนำหมายค้น มีความสนิทสนมกับนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาถูกนายพิศิษฐ์ดึงตัวมาช่วยงานที่ สตง. ในตำแหน่งเลขานุการผู้ว่าฯ สตง.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังปรากฏภาพนายพิศิษฐ์ไปเป็นประธานงานอุปสมบทของ ร.ท.ฐิติทัตน์ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2559 ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหารอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยรูปภาพในงานอุปสมบทดังกล่าว มีแขกเหรื่อมาร่วมงานจำนวนมาก รวมถึงนายบุญเลิศ โสภา อดีตผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษา พศ. ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตเงินงบประมาณอุดหนุดการบูรณปฏิสังขรณ์และการพัฒนาวัด ล็อตที่ 2 ขึ้นไปคล้องพวงมาลัยให้กับ ร.ท.ฐิติทัตน์อีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การอุปสมบทดังกล่าวของ ร.ท.ฐิติทัตน์ มีพระพรหมสิทธิ (เจ้าคุณธงชัย) เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ และมีพระราชกิจจาภรณ์ (เจ้าคุณเทอด) กับพระเมธีสุทธิกร (เจ้าคุณสังคม) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ที่ถูก พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แจ้งข้อกล่าวหาคดีเงินทอนวัดในล็อตที่ 3 ร่วมกับพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม (มส.) อีก 3 รูป เป็นพระพี่เลี้ยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังพบว่า ร.ท.ฐิติทัตน์ เป็นหลานชายของนายปรีชา นิพนธ์พิทยา อดีต ส.ว.จังหวัดนครปฐมอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่ได้รับรายงานการเข้าค้น ส่วนเส้นทางการโอนเงิน 25 ล้านบาท ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับใคร อย่างไรบ้าง เรื่องนี้อยู่ที่ตำรวจ จึงอยากให้ไปสอบถามจากทางตำรวจ ในส่วนของ พศ.จะดูเรื่องวินัย เรื่องการสอบสวนความผิดของข้าราชการ พศ. และการประสานการทำงานควบคู่กับตำรวจ ก็ให้เป็นหน้าที่ของ พศ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์ นิติตะวัน ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป กล่าวว่า กรณีดังกล่าวทราบว่าเป็นกระบวนการทุจริตงบประมาณแผ่นดินของพระชั้นผู้ใหญ่ที่มีกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดินและอดีตผู้ว่าฯ สตง. ออกมาปกป้องพระผู้ใหญ่ โดยพยายามกดดัน แทรกแซงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ทุกวิถีทาง แต่ตอนนี้มีหลักฐานปรากฏแล้วว่าพระชั้นผู้ใหญ่ในระดับกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เฉพาะวัดนี้เบิกงบประมาณแผ่นดินเพื่อใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปแล้วหลายร้อยล้าน ปีละ 60 ล้านบาท โดยกรณีนี้นำเงินหลวงมาเข้าบัญชีวัดที่ตนเป็นเจ้าอาวาส จากนั้นก็โอนเงิน 25 ล้านบาทเข้าบัญชีสีกา แล้วให้สีกาเบิกเงินเป็นแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายคืนให้กับคนที่เป็นพระชั้นผู้ใหญ่ระดับกรรมการ มส. แล้วก็นำไปใช้ต่อ พฤติกรรมอย่างนี้ทำให้เชื่อได้ว่าเข้าข่ายเป็นการฟอกเงินที่ได้จากการทุจริตเงินหลวงแล้ว และล่าสุดทราบว่าพระชั้นผู้ใหญ่ระดับกรรมการ มส.รายนี้ขณะนี้อยู่ต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์เชื่อว่า การตรวจสอบทุจริตเงินหลวงของพระชั้นผู้ใหญ่ในระดับกรรมการ มส. โดยหน่วยงานของรัฐ เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินและขยายผลไปยังขบวนการหรือกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกมาก เป็นความเข้มแข็งของการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลในยุคนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญนำไปสู่การปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ และการจัดการทรัพย์สินวัดและพระภิกษุให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย ตามแนวทางที่คณะผู้ก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปเสนอนโยบายแก้ไขปัญหา โดยให้มี พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับ &amp;ldquo;ธรรมาธิปไตย&amp;rdquo; ขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สำนักข่าวอิศรา ได้รับการยืนยันข้อมูลจากแหล่งข่าวในหน่วยงานตรวจสอบว่า หจก. ดี ดี ทวีคูณ ปรากฏชื่อเข้าไปรับงานเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์วัดแห่งหนึ่งมาโดยตลอด ขณะที่ น.ส.นุชรา สิทธินอก มีฐานะเป็นตัวแทน หรือนอมินี ให้เข้ามาช่วยถือหุ้นแทนเท่านั้น ส่วนเจ้าของ หจก.ตัวจริง ถูกระบุว่าแท้จริงแล้ว คือแม่ของ ร.ต.ฐิติทัตน์นั่นเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้น น.ส.นุชราให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและ ปปง. ว่าปกติมีอาชีพขายลูกชิ้นอยู่ที่ตลาดสี่มุมเมือง แต่มารับทำงานเสริมเป็นแม่บ้าน ช่วยเลี้ยงดูบุตรหลานให้กับเจ้าของบ้าน พร้อมกับยอมรับว่าเป็นผู้รับเงินที่โอนมาจากทางวัด และมีการเบิกเงินออกมาจริง เนื่องจากคนในบ้านคนหนึ่งที่สนิทสนมกับตนเองได้มาขอให้ช่วยเปิดบัญชีธนาคาร ซึ่งหลังจากที่มีเงินเข้ามาแล้วก็จะไปทำการถอนออกให้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่แหล่งข่าวจากกองทัพไทยให้ข้อมูลยืนยันว่า ร.ต.ฐิติทัตน์เข้ามารับราชการทหารเพราะมีผู้ใหญ่ฝากมาทำงานในกองทัพ แต่หลังจากได้รับการบรรจุเข้ารับราชการที่ ศรภ.แล้ว ไม่เคยเข้ามาทำงานที่ ศรภ.แต่อย่างใด ตั้งแต่รองเสธ. จนกระทั่งเป็นเสธ. ก่อนที่จะมีการทำเรื่องขอตัวจาก สน.เสธทหาร ไปช่วยราชการติดตาม พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญจศรี แต่ก็มีข่าวว่า ร.ต.ฐิติทัตน์มักจะไปปรากฏตัวที่วัดสระเกศฯ เนื่องจากเป็นคนสนิทเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เข้านอกออกในวัดอยู่เป็นประจำ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9430</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., ธรรมาธิปไตย, พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว, พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ, พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ, พฐ., พล.ต.คณิศร สุนทรธีมากร, พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล, พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญจศรี, ร.ท.ฐิติทัตน์ นิพนธ์พิทยา, ศรภ., สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อีโอดี, ไพบูลย์ นิติตะวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180517/image_big_5afd865ad26f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
