<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119656</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 17:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 17:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการ มช.ลงพื้นที่ผันน้ำยวม แนะรัฐทบทวนอีไอเอ-ชะลอโครงการ เยาวชนสำรวจระบบนิเวศร่วมปกป้องธรรมชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.64 - ดร.ชยันต์&amp;nbsp;วรรธนะภูติ หัวหน้าศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Regional Center for Social Science and Sustainable Development : RCSD) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลแนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการผันน้ำยวม ว่าได้เดินทางพร้อมคณะไปที่บ้านแม่งูด อำเภอฮอด จ.เชียงใหม่ ซึ่งจะเป็นปากอุโมงค์ผันน้ำมาลงอ่างเขื่อนภูมพล โดยสิ่งที่พบคือชาวบ้านบอกว่าถูกหลอกโดยมีคนที่อ้างว่าเป็นสื่อมวลชนมาถ่ายทำความคิดเห็นของชาวบ้าน และชาวบ้านต่างบอกว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้เนื่องจากไม่มีส่วนร่วมใดๆ แต่เมื่อนำไปเสนอข่าวกลับบอกว่าชาวบ้านเห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ชยันต์กล่าวว่า ที่ผ่านมามีหน่วยงานรัฐเข้ามาสอบถามชาวบ้านแต่ชาวบ้านไม่เข้าใจเพราะไม่มีใครได้รับข้อมูลหรือเห็นรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA นอกจากชาวบ้านแม่งูดที่ไม่รู้ข้อมูลแล้ว ยังมีชาวบ้านรอบๆพื้นที่อีกหลายหมู่บ้านก็ยังไม่รู้เรื่องเลย แต่ชาวบ้านมีความเด็ดเดี่ยวที่จะร่วมกันคัดค้านโครงการผันน้ำครั้งนี้ &amp;nbsp;สาเหตุที่พวกเขาไม่เห็นด้วยนอกจากการไม่มีส่วนร่วมแล้ว โครงการนี้ยังซ้ำเติมพวกเขาอีกครั้งเพราะชาวบ้านเคยถูกอพยพจากการสร้างเขื่อนภูมิพลเมื่อ 2507 มาแล้ว จนกลายเป็นนิคมฯในพื้นที่ป่าสงวน ทุกวันนี้พวกเขาได้ลงหลักปักฐานจนมีรายได้จากสวนลำใยซึ่งได้ผลผลิตดีและยังเลี้ยงวัวโดยปล่อยให้หากินในป่า นอกจากนี้ยังมีรายได้จากของป่า ซึ่งหากถูกขุดเจาะอุโมงค์และกลายเป็นกองดินถมป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;น้ำในอ่างเก็บน้ำที่จะเพิ่มขึ้น ชาวบ้านเชื่อว่าต้องท่วมบ้านและสวนของพวกเขาที่อยู่ขอบอ่าง เหมือนครั้งหนึ่งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่นับสิบวันทำให้ต้นลำใยเสียหายและช่วงเวลาก่อสร้างโครงการที่มีการสร้างถนนและขุดเจาะอุโมงค์ย่อมทำให้เกิดมลภาวะ ที่แน่ๆคือความเป็นอยู่ที่สบายอย่างเพียงพอ ก็จะเปลี่ยนไปอีกครั้ง เขาจึงได้ยื่นหนังสือไปถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อคัดค้านโครงการนี้แล้ว แต่ไม่ได้รับคำตอบใดๆ&amp;rdquo;ดร.ชยันต์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าศูนย์ RCSD กล่าวว่า คณะได้ลงพื้นที่หมู่บ้านแม่เงา อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นโครงการโดยจะมีการกั้นลำน้ำยวมเพื่อสร้างเขื่อนและอ่าง นอกจากนี้ยังมีสถานีสูบน้ำและอุโมงค์ โดยสถานการณ์ของชาวบ้านไม่มีต่างประจากชาวบ้านแม่งูด โดยชาวบ้านมีความตื่นตัวมากทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นกลาง เยาวชนและกลุ่มผู้หญิง ซึ่งพวกเขาชี้ให้เห็นการทำงานของมหาลัยวิทยาลัยที่เข้ามาเก็บข้อมูล EIA ที่ส่งนักศึกษาเข้ามาแต่ข้อมูลไม่ครบถ้วน ทั้งๆที่เป็นเรื่องใหญ่ของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างเขื่อนและสถานีสูบน้ำ รวมทั้งการขุดเจาะอุโมงค์ที่ต้องมีกองดินขนาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อมีการสร้างเขื่อนและอ่างปริมาณน้ำจะเอ่อท้นขึ้นมาเป็นปัญหาที่สำคัญของชาวบ้าน เขาเชื่อว่าปลาขนาดใหญ่หรือปลาเล็กที่เคยอพยพมาจากแม่น้ำสาละวิน ก็จะเข้ามาไม่ได้อีก รวมถึงหอยน้ำและสัตว์น้ำอย่างอื่น รวมถึงพืชผักริมน้ำที่ชาวบ้านพึ่งพาก็จะหายไป ชาวบ้านที่นี่ไม่ได้ไร่หมุนเวียนหรือการเลี้ยงวัว พวกเขามีวิถีชีวิตโดยคนเหล่านี้เคยเป็นแรงงานในเหมืองแร่ริมน้ำยวม หลายคนไม่สามารถอ่านหนังสือไทยได้ เพราะฉะนั้นการที่ทีมจัดทำ EIA เข้ามาเขาจึงไม่เข้าใจข้อมูลที่มีแต่ภาษาไทย และใน EIA เขียนว่ามี 4 ครอบครัวที่จะได้รับผลกระทบจากการขุดเจาะอุโมงค์ แต่จริงๆแล้วมีมากกว่านั้น&amp;rdquo;ดร.ชยันต์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ชยันต์กล่าวว่า เคยมีบทเรียนกรณีปากมูน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งคณะกรรมการเขื่อนโลกเสนอให้ทำการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยให้ตั้งกรรมการขึ้นมาจากทั้งสองซึ่งเป็นที่ยอมรับ โดยศึกษาทั้งด้านปลา เศรษกิจและสังคม แล้วมานำเสนอให้ทั้งสองฝ่ายยอมรับ แต่สุดท้ายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ไม่ยอมรับรายงานฉบับนี้จึงเกิดการเดินขบวนประท้วงรัฐบาลครั้งใหญ่ และชาวบ้านได้ร่วมกันทำ EIA ของตัวเอง กลายเป็นงานวิจัยไทบ้านนำเสนอต่อเวทีสาธารณะ จนทำให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถโต้เถียงข้อมูลของชาวบ้านได้ ตอนนั้นรัฐบาลไม่ยอมทำตามมติ แต่ชาวบ้านก็ได้เสนอข้อเท็จจริงเป็นรูปธรรมซึ่งเป็นบทเรียนน่าสนใจ รัฐบาลควรให้ชาวบ้านเลือก ตอนหลังเขาจึงยอมเปิดประตูเขื่อนเพื่อให้ปลาเข้ามาตามฤดูกาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่สำคัญมันเป็นประเด็นที่สังคมได้รับรู้มากขึ้น การทำโครงการขนาดใหญ่ถ้าขาดการมีส่วนร่วมที่น่าเชื่อถือ รัฐบาลควรให้ความสำคัญเรื่องนี้ อย่างเรื่องรายได้ของชาวบ้านแม่งูดที่ต้องสูญเสียไปนั้นมีเท่าไร หรือชาวบ้านน้ำเงาที่แม่น้ำเงาและยวมไหลไปรวมกับสาละวินเป็นระบบนิเวศที่สำคัญมากของทั้ง 3 แม่น้ำ เมื่อมีการสร้างเขื่อนแล้วจะเป็นย่างไร พื้นที่บริเวณนี้ชาวบ้านเขารู้ละเอียด เราจะเข้าไปช่วยชาวบ้านในการเก็บข้อมูล ทำงานวิจัยร่วมกัน ต้นเดือนพฤศจิกายนเราเข้าไปบ้านแม่งูดอีกครั้งเพื่อวางแผน ดังนั้นรัฐบาลควรชะลอโครงการนี้เพื่อศึกษาผลกระทบให้รอบด้านก่อน&amp;ldquo;ดร.ชยันต์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเครือข่ายเยาวชนและผู้นำชาวบ้าน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 20 คน ได้ร่วมกันลงพื้นที่เพื่อสำรวจระบบนิเวศแม่น้ำยวม-เงา ที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยได้ลงเรือที่จุดบรรจบแม่น้ำเงา ล่องตามแม่น้ำยวมราว 10 กิโลเมตร ผ่านหมู่บ้านท่าเรือที่จะจมใต้อ่างเก็บน้ำ ไปถึงแก่งผาแดง ใกล้กับจุดสร้างเขื่อนแม่น้ำยวม ก่อนที่แม่น้ำยวมจะไหลลงสู่แม่น้ำเมย บนพรมแดนไทยพม่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติภาพ เลิศพิเชียรพิบูลย์ &amp;nbsp;ตัวแทนเยาวชนบ้านแม่เงา กล่าวว่าคนรุ่นใหม่ได้รู้ว่าพื้นที่แห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ แต่ละลำห้วยมีความสำคัญ เช่นห้วยกุ้ง ที่มีกุ้งอาศัยอยู่ในถ้ำในลำห้วยซึ่งไหลลงแม่น้ำยวม &amp;nbsp;และเยาวชนได้หารือว่าจะสืบสานการปกป้องธรรมชาติร่วมกันได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราเรียนรู้ว่าชาวบ้านลุ่มน้ำยวม-เงา ได้ร่วมกันปกป้องแม่น้ำยวม-เงา มาตลอด 30 ปี ตั้งแต่เด็กๆ เราก็รู้ว่าพ่อแม่ลุกขึ้นปกป้องธรรมชาติ วันนี้ได้ล่องเรือร่วมกันกับคนรุ่นก่อน ได้เรียนรู้ประสบการณ์การต่อสู้ตั้งแต่มีโครงการเขื่อนแม่ลามาหลวง เยาวชนจะต้องร่วมกันสู้ต่อไป และจากนี้จะวางแผนเพื่อศึกษาระบบนิเวศเพื่อให้ได้ทราบทั้งสองฝั่งแม่น้ำ ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นป่าต้นน้ำ คือ ป่าสงวนแห่งชาติแม่ยวมฝั่งขวา และป่าสงวนแห่งชาติท่าสองยาง&amp;rdquo; นายสันติภาพ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119656</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงใหม่, ผันน้ำยวม, สิ่งแวดล้อม, อีไอเอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211013/image_big_6166b3b75b3f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118150</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 19:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 19:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ทำหนังสือถึงนายกฯ ค้านโครงการผันน้ำยวม จี้เพิกถอนอีไอเอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านทั้งตำบลนาคอเรือ ทำหนังสือถึงนายกฯ ค้านโครงการผันน้ำยวม ระบุกังวลใจ 5 ข้อ เครือข่ายภาคประชาชน-สิ่งแวดล้อมแม่ฮ่องสอนแนะยกเลิก EIA ฉบับร้านลาบ วิจารณ์แซดประชาชนเข้าถึงข้อมูลยากหลัง สผ.แจ้งต้องจ่ายค่าถ่ายเอกสาร-รับรองสำเนานับหมื่นบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย.64 - นายวันไชย ศรีนวน ผู้ใหญ่บ้าน บ้านแม่งูด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ขณะนี้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านทั้งหมดของตำบลนาคอเรือ 9 คนและผู้ใหญ่บ้านตำบลฮอด 1 คน ได้ร่วมกันลงนามส่งหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อแสดงความกังวลใจและต่อผลกระทบจากโครงการเพิ่มน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในจดหมายถึงนายกฯ ระบุว่า ตามที่กรมชลประทานมีโครงการเพิ่มปริมาณน้ำภูมิพล แนวผันน้ำยวม และรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการฯ &amp;nbsp;ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว และเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไปนั้น พวกตนในฐานะกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ รู้สึกมีความกังวลต่อผลกระทบของโครงการ ดังนี้ 1. กระบวนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ประชาชนในพื้นที่ยังไม่ได้รับข้อมูลอย่างชัดเจนและความเห็นต่างๆ ของประชาชนไม่ได้รับการพิจารณาในรายงาน EIA&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับรู้ถึงผลดีหรือผลเสียของโครงการอย่างแท้จริง เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยมาให้ข้อมูลแก่ประชาชนในพื้นที่ แม้จะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น แต่ก็จำกัดเฉพาะคนบางกลุ่ม แต่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกลับถูกกีดกันอยู่วงนอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื้อหาในจดหมายระบุต่อว่า 3. ชาวบ้านจำนวนมากของ อ.ฮอด ผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวด จากการถูกเวนคืนที่ดินเมื่อครั้งก่อสร้างเขื่อนภูมิพลมาแล้ว จวบจนปัจจุบันแม้เวลาผ่านไปแล้วกว่า 50 ปี การชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบก็ยังไม่แล้วเสร็จ ดังนั้นหากมีการดำเนินโครงการผันน้ำยวมมาอีก จะทำให้พื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชนต้องได้รับผลกระทบอีก เท่ากับเป็นการซ้ำเติมชาวบ้านเป็นครั้งที่สอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ชาวบ้านจำนวนมากในพื้นที่ต่างได้พึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ การที่มีโครงการขนาดใหญ่ เจาะอุโมงค์ทะลุภูเขาและผืนป่า จะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพป่าที่ชาวบ้านใช้ทำมาหากิน เลี้ยงสัตว์และการเกษตร ซึ่งขณะนี้ประชาชนก็ได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อยู่แล้ว ยังมีผืนป่าเป็นฐานทรัพยากรในการเลี้ยงชีพ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง มีวิถีวัฒนธรรมที่ผูกพันกับธรรมชาติ และยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการห้ามผันน้ำข้ามลุ่ม ซึ่งเป็นข้อห้ามเด็ดขาด ที่บรรพบุรุษสั่งสอนกันมา เพราะอาจทำให้เกิดอาเพศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ด้วยเหตุผลความกังวลเหล่านี้พวกเราจึงขอเสนอให้มีการชะลอโครงการออกไปเพื่อให้มีการศึกษา อย่างรอบคอบ และฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง&amp;rdquo; หนังสือระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างวันที่ 27-28 กันยายน ที่บ้านเคียงดอย รีสอร์ท องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) และเครือข่ายภาคประชาชนได้ร่วมกันจัดได้มีการจัดเวทีสมัชชา &amp;ldquo;สานพลังพลเมือง สร้างแม่ฮ่องสอนสู่เมืองพิเศษทางธรรมชาติและวัฒนธรรม&amp;rdquo; ภายหลังเสร็จสิ้น เครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำจังหวัดแม่ฮ่องสอน สมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน เครือข่ายเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน สภาพลเมืองจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง คัดค้านโครงการผันน้ำยวมลงเขื่อนภูมิพล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถลงการณ์ระบุว่า ตามที่กรมชลประทานได้เร่งผลักดันโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้แก่เขื่อนภูมิพล หรือโครงการผันน้ำยวมลงเขื่อนภูมิพล ซึ่งเป็นโครงการชุดที่ประกอบด้วยเขื่อนกั้นแม่น้ำยวม อาคารสูบน้ำ อุโมงค์ผันน้ำ และสายส่งไฟฟ้า มูลค่า 71,000 ล้านบาท โดยมีโฆษณาชวนเชื่อให้กับชาวนาภาคกลางว่า จะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาน้ำแล้งของชาวนาภาคกลางกว่า 1.6 ล้านไร่นั้น เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน รายงาน EIA ของโครงการนี้ ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว และเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีนั้น เครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขอแถลงคัดค้านการเดินหน้าผลักดันโครงการนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถลงการณ์ระบุเหตุผลของการคัดค้านโครงการว่า 1. การจัดทำ EIAขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะได้รับผลกระทบ รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ยังไม่ได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยมาให้ข้อมูลแก่ประชาชนในพื้นที่ แม้จะเคยมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น แต่ก็จำกัดเฉพาะคนบางกลุ่ม และจัดในตัวเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไป ทำให้ชาวบ้านไม่มีโอกาสเข้าร่วม 2.โครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ธรรมชาติ ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงโครงการ พึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติสำหรับดำรงชีพ การที่มีโครงการขนาดใหญ่ ที่จะมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติที่ชาวบ้านใช้ทำมาหากิน จะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตปกติของประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. พื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาขาดแคลนน้ำ แต่มีปัญหาการบริหารจัดการน้ำ กล่าวคือ ปริมาณน้ำท่าในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีมากถึง 26,288.42 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ในขณะที่ประมาณความต้องการใช้น้ำของทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยามีเพียง 11,377.34 ล้าน ลบ.ม. หรือเพียงร้อยละ 43.28 ของปริมาณน้ำท่าที่มีอยู่ในพื้นที่เท่านั้น แต่มีปัญหาว่าระบบการจัดเก็บน้ำ สามารถจัดเก็บได้เพียง 8,761.5 ล้าน ลบ.ม.หรือเพียงร้อยละ 33.33 ทำให้ยังขาดแคลนน้ำอีกประมาณ 2,800 ล้านลบ.ม. ดังนั้น โจทย์คือจะบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ที่มีปริมาณมหาศาลให้เพียงพอต่อความต้องการทั้งปีได้อย่างไร ไม่ใช่จะหาน้ำที่อื่นมาเติมได้อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.โครงการนี้ อาจจะนำไปสู่การแย่งชิงน้ำจากคนชายขอบไปให้แก่นายทุน ทำให้คนต้นน้ำถูกจำกัดสิทธิในการใช้น้ำ และชาวนาภาคกลางไม่มีสิทธิได้ใช้น้ำที่ผันได้จากโครงการนี้ ตามที่อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำรองรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ระยะเวลา 10 ปี (ปี 2564-2574) โดยโครงการผันน้ำยวมลงเขื่อนภูมิพล ก็เป็นหนึ่งในในการพัฒนาโครงข่ายน้ำที่จะนำไปช่วยพื้นที่อีอีซี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในแถลงการณ์ได้ระบุข้อเรียกร้องประกอบด้วย 1. เพิกถอน EIA ฉบับที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม และยุติการผลักดันโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้แก่เขื่อนภูมิพล 2. ดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำในพื้นที่ภาคกลาง โดยการออกแบบการแก้ไขปัญหาน้ำทั้งระบบซึ่งต้องเริ่มต้นจากการมีความรู้ความเข้าใจต่อระบบนิเวศน์ และจะต้องมองให้เห็นความเชื่อมโยงของปัญหาแต่ละอย่าง เพื่อวางแผนจัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำปริมาณมหาศาลที่มีอยู่ในพื้นที่ก่อน เพื่อจัดเก็บไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีและวิศวกรรม ลงทุนสร้างระบบจัดเก็บและควบคุมน้ำที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และไม่สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศน์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันเดียวกันได้มีการจัดเสวนาออนไลน์เรื่อง &amp;ldquo;การเข้า (ไม่) ถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ สิทธิทางสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนต้องจ่ายเงินซื้อ&amp;rdquo; ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่เครือข่ายชาวบ้านในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและเครือข่ายภาคอีสานทำหนังสือขอ EIA จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แต่ได้รับแจ้งว่าต้องจ่ายค่าถ่ายเอกสารและรับรองสำเนานับหมื่นบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสะท้าน ชีวะวิชัยพงศ์ เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน กล่าวว่าโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพลเป็นโครงการขนาดใหญ่ และชุมชนได้ติดตามการดำเนินโครงการตั้งแต่ต้น โดยพื้นที่ลุ่มน้ำยวม เป็นป่าต้นน้ำ ชาวบ้านในชุมชนมีความพยายามที่จะอนุรักษ์พื้นที่ไว้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ป่ารอยต่อเชื่อมพื้นที่ 3 จังหวัด โดยผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากโครงการผันน้ำยวม เนื่องจากการก่อสร้างปากอุโมงค์และสถานีสูบน้ำเป็นบริเวณที่ชุมชนอยู่อาศัย ที่ผ่านมาชาวบ้านไม่ได้รับทราบข้อมูลมาก่อนเลย มาทราบตอนที่มีการจัดทำรายงาน EIA ชาวบ้านไม่ได้เข้าใจการทำ EIA เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาติพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศิริศักดิ์ สะดวก เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขง-อีสาน กล่าวว่ามีข้อสังเกตถึงโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่และใช้งบประมาณสูงมาก ไม่ต่างจากโครงการผันน้ำยวม โดยโครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล เดิมเคยมีอยู่แล้ว และเกิดผลกระทบกับระบบนิเวศและสังคม เมื่อเกิดผลกระทบชาวบ้านก็ต้องออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่อาจจะได้รับผลกระทบไม่เคยได้รับข้อมูลมาก่อน หน่วยงานรัฐเองไม่ได้เปิดเผยข้อมูลที่เป็นความจริง เช่น การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ก่อนที่จะมีการจัดเวทีก็มีเอกสารให้เฉพาะกลุ่มที่มีความเห็นสนับสนุนโครงการฯ และไม่ได้มีรายละเอียดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศเท่าที่ควร พวกเราจึงได้ปรึกษาหารือกัน นำมาสู่การขอสำเนา EIA จาก สผ.ซึ่งได้รับแจ้งค่าใช้จ่ายในการขอข้อมูล มีคำถามว่า สิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนมีความยากขนาดนี้ ทั้งที่ประชาชนจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการ กลายเป็นว่าประชาชนจะต้องมาเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงข้อมูล นับหมื่นบาท&amp;rdquo;นายศิริศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความจากศุนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า กรณีการขอ EIA ผันน้ำยวม คำว่าถมดำ เป็นคำของหน่วยงาน ไม่ใช่ภาษาของเรา &amp;nbsp;และรายงานที่ได้มานั้นส่วนใหญ่นั้นคาดดำจำนวนมาก กรณีการคาดดำชื่อและใบหน้าของคนในภาพ ปกติการเข้าถึงรายละเอียดของ EIA เป็นภาษาเชิงเทคนิค ซึ่งยากอยู่แล้ว และหากมีการเข้าถึงช้าจะทำให้ระยะเวลาในการตรวจสอบของประชาชนยิ่งน้อยลงไปอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชาวบ้านแม่ฮ่องสอนได้ทำหนังสือถึงกรมชลประทาน เพื่อขอ EIA แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับการตอบกลับ ทั้งๆที่เป็นหน้าที่ของเจ้าของโครงการจะต้องเผยแพร่ กรณีค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจากการถ่ายเอกสาร ซึ่งไม่ใช่เรื่องการค้า แต่คิดภาษีจากประชาชนได้อย่างไร ปัญหาการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร คือ ภาษา เทคโนโลยี ระยะทาง และค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงข้อมูลของรัฐ เมื่อมีการวินิจฉัยแล้วว่า เป็นข้อมูลของรัฐ ไม่ควรคิดค่าใช้จ่าย&amp;rdquo; นางสาว ส. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118150</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงใหม่, ผันน้ำยวม, อีไอเอ, เขื่อนภูมิพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210928/image_big_6153105986ca3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117294</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 16:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้อง กสม.สอบ &#039;อีไอเอ&#039; โครงการผันน้ำยวมไร้มีส่วนร่วม-ละเมิดสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย.64 - นายสะท้าน ชีววิชัยพงศ์ ผู้ประสานงาน เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน เปิดเผยว่าได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และสิ่งแวดล้อม กรณีโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม&amp;ndash;อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ของกรมชลประทาน หรือเรียกสั้นๆว่าโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนสาละวิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสะท้านกล่าวว่า เครือข่ายฯทราบว่ากรมชลประทานได้จัดให้มีโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม&amp;ndash;อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลขึ้นโดยปัจจุบันได้ว่าจ้าง บริษัท ปัญญา คอนซัลแตนท์ จำกัด และมหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นผู้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ต่อมา กรมชลประทานได้เสนอรายงาน EIA ต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเสนอให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณา ต่อมาเมื่อวันที่ 2 &amp;nbsp;กรกฎาคม 2564 คณะกรรมการผู้ชำนาญการ(คชก.)พิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ได้มีมติเห็นชอบ EIA และได้นำเสนอรายงานดังต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ(กก.วล.)เโดย กก.วล.ได้พิจารณาและมีมติผ่านความเห็นชอบรายงานดังกล่าว เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชน ชุมชน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และตาก ตลอดทั้งจะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ตลอดระยะเวลาในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม กระบวนการจัดทำข้อมูล และการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ไม่ได้จัดทำข้อมูลและกระบวนการมีส่วนร่วมในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการอย่างแท้จริง&amp;rdquo;นายสะท้าน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสะท้านกล่าวว่า การจัดทำ EIA ฉบับนี้ไม่ได้มีการจัดการให้มีการรับฟังความคิดเห็นแก่ผู้ได้รับผลกระทบหรืออาจจะได้รับผลกระทบจากโครงการอย่างครบถ้วน ทั่วถึง และถูกต้อง นอกจากนี้ยังไม่มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นให้กับชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบในหมู่บ้านที่อยู่ในเขตพื้นที่ กองดินจากอุโมงค์ผันน้ำ การจัดทำเวทีรับฟังความคิดเห็น ไม่ได้ใช้การสื่อด้วยภาษาท้องถิ่น และ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ได้แปลเป็นภาษาท้องถิ่นที่ทำให้ชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบเข้าใจได้ง่าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มมชาติพันธุ์ปกาเกอญอ บางคนฟังภาษากลางไม่ถนัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสะท้านกล่าวว่า การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมเวที หรือการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ห่างไกลมากจากชุมชน ชาวบ้านจึงไม่สามารถเดินทางไปเข้าร่วมเวทีได้ด้วยอุปสรรคการเดินทางและถนนที่ไม่สะดวก โดยชาวบ้านได้ยื่นคัดค้านโครงการอย่างต่อเนื่องและเรียกร้องให้มีการชี้แจงโครงการผ่านเวทีชุมชน ในชุมชนที่จะได้รับผลกระทบ ผู้จัดทำรายงานไม่ได้ตอบสนองข้อเรียกร้องของชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้รับผิดชอบจัดทำรายงานไม่ได้เข้าไปในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบเพื่อเตรียมการก่อนการรับฟังความคิดเห็น เพื่อเตรียมความพร้อมของชุมชนในประเด็นรายละเอียดโครงการ และกติกาการรับฟัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความคิดเห็นของโครงการโดยเน้นการสื่อสารในรูปแบบที่ประชาชนสามารถเข้าใจได้ง่าย และไม่เคยปรึกษาหารือเกี่ยวกับวัน เวลา สถานที่ และรูปแบบการจัดรับฟัง ที่สำคัญอาจจะมีการนำข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง มากล่าวอ้างใช้ในรายงาน ตลอดทั้งกล่าวอ้างว่ามีการให้ข้อมูลข่าวสารหรือรับฟังความคิดเห็นแล้ว แต่ไม่ได้ดำเนินการจริง&amp;rdquo;นายสะท้าน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสะท้านกล่าวว่า ขอให้ กสม.ดำเนินการตรวจสอบ 1.กระบวนการการมีส่วนร่วมใน EIA ว่ากระบวนการการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้-ส่วนเสียจากโครงการได้ทำตามกระบวนการอย่างถูกต้องและครบถ้วนตามหลักการพื้นฐานของการจัดการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือไม่ 2.กระบวนการการศึกษาข้อมูลและขั้นตอนการพิจารณาของ คชก.และ กก.วล. ได้พิจารณาเป็นไปตามเจตจำนงตามความในมาตราที่ 58 และ 59 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี พ.ศ. 2560 &amp;nbsp;หรือไม่ 3.การจัดตั้งโครงการของกรมชลประทานครั้งนี้ เป็นการดำเนินโครงการที่ละเมิดต่อสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และสิ่งแวดล้อม หรือไม่อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันเดียวกันศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เผยแพร่ ) ว่าได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวบิดเบือน เพิ่มเติม 1 กรณีคือกรณีที่มีการนำเสนอข่าวสารในประเด็นเรื่อง โครงการเพิ่มน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลแนวส่งน้ำยวม&amp;ndash;อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ใช้เวลาสร้าง 4 ปี งบอาจจะบานปลาย และได้ประโยชน์ไม่คุ้มเสีย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลบิดเบือน (อ่านรายละเอียด https://bit.ly/39lBjZ2 )&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสายัณน์ ข้ามหนึ่ง รองผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่า การศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมระบุถึงระยะการก่อสร้างโครงการที่ลดลงเหลือ 4 ปีเป็นข้อมูลบิดเบือนนั้น จริงๆแล้วผู้ที่ออกมาพูดในเรื่องนี้คือ ส.ส.ที่ผลักดันโครงการซึ่งบอกว่าหากจีนมาลงทุนและสร้างให้ ทางจีนบอกว่าจะสามารถสร้างเสร็จภายใน 4 ปี แทนที่จะใช้เวลา 7 ปีเหมือนที่กรมชลประทานบอกไว้ และในหลายประเด็นที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมออกมาชี้แจงในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นข้อมูลบิดเบือนใดๆ เพียงแต่เป็นมุมมองที่แตกต่างๆกัน
&amp;nbsp;
&amp;quot;ในแง่ความคุ้มค่าของโครงการ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมพยายามทำหน้าที่อธิบายแทนกรมชลประทาน ทั้งๆที่ยังเป็นประเด็นที่กำลังโต้แย้งกัน และยังไม่สามารถชี้ถูกหรือผิดได้ แต่กลับบอกว่าข้อมูลของคนที่เห็นต่างเป็นข้อมูลที่ไม่จริง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ทำให้พวกเราต่างรู้สึกข้องใจในการทำหน้าที่ของศูนย์แห่งนี้&amp;rdquo;นายสายัณน์ กล่าว และว่าหากกรมชลประทานจะออกมาต่อต้านข่าวปลอม ต้องกลับไปดูว่าข้อมูลที่ว่านั้นมาจากใคร ไม่ใช่เอาข้อเท็จจริงที่กำลังถกเถียงกันมาอธิบายว่าเป็นข่าวปลอม ที่สำคัญคือใน EIA ที่กรมชลประทานนำมาอ้างอิงนั้น น่าจะกลับไปตรวจสอบให้ดีว่ามีข้อมูลใดที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117294</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผันน้ำยวม, สิ่งแวดล้อม, อีไอเอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210920/image_big_61484ec9141f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116600</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 20:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 20:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮือต้าน &#039;ผันน้ำยวม&#039; เร่งรัดนำเข้าบอร์ดสิ่งแวดล้อม 15 ก.ย. แนะปฏิรูประบบจัดทำอีไอเอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย.64 - มีรายงานความคืบหน้าโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล มูลค่า 7.1 หมื่นล้านบาทซึ่งดำเนินการโดยกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าล่าสุดจะมีการนำเสนอรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 15 กันยายน 2564 ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีการเร่งรัดขั้นตอนเพราะอีไอเอของโครงการนี้เพิ่งผ่านความเห็นชอบของคณะผู้ชำนาญการเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2564 ขณะที่มีโครงการจำนวนมากที่รอการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แต่กลับถูกแซงคิว ทั้งนี้ภาคประชาชนในพื้นที่ต่างๆได้ร่วมกันรณรงค์ไม่เอาโครงการดังกล่าวโดยการถือป้ายคัดค้านแสดงความไม่เห็นด้วยผ่านสื่อออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสายัณน์ ข้ามหนึ่ง รองผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต และกองเลขาเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ (คปน) กล่าวว่า สมาชิกของ คปน.ต่างไม่เห็นด้วยกับโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล เนื่องจากมีผลกระทบมากมายและการจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อมมีความไม่ชัดเจนในหลายจุด และในบางเรื่องยังไม่ใช่ความจริงของพื้นที่ ดังนั้นเครือข่ายหลายองค์กรจึงพร้อมผนึกกำลังร่วมสู้กับพี่น้องภาคส่วนต่างๆคัดค้านอีไอเอ อันเป็นเท็จ เพื่อให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติหยุดและยกเลิกการพิจารณาอีไอเอโครงการนี้ซึ่งพบข้อบกพร่องทั้งฉบับ และจะส่งหนังสือคัดค้านถึง พลเอกประวิทย์ อย่างเร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือ พร้อมร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน นักอนุรักษ์และชาวบ้าน ค้านโครงการผันน้ำยวม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชุมชน เช่น การนำดินจากการขุดเจาะอุโมงค์ปริมาณมหาศาล มากองวางทับที่ทำกินของชาวบ้านและทำลายพื้นที่ป่า และชุมชนในพื้นที่อำเภออมก๋อย จ.เชียงใหม่&amp;rdquo;นายสายัณน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ น.ส.อรยุพา สังขะมาน หัวหน้าฝ่ายวิชาการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรกล่าวว่า จริงๆแล้วขณะนี้เกิดคำถามหลายโครงการผันน้ำ เพราะการผันน้ำเข้าเขื่อนสะท้อนให้เห็นว่า เขื่อนไม่มีน้ำจึงต้องหาน้ำมาเติมและผันน้ำจากลุ่มอื่นเข้ามา แสดงว่าการสร้างเขื่อนไม่ประสบผลตามเป้าหมาย อย่างกรณี อีไอเอของโครงการผันน้ำจากแม่น้ำยวมก็มีหลายจุดที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จนถูกเรียกว่าอีไอเอร้านลาบ ทำให้ไม่มีความน่าเชื่อถือโดยเฉพาะในเรื่องของความโปร่งใสว่ามีมากน้อยแค่ไหน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรกล่าวว่า ที่ผ่านมาเกิดความข้องใจเกี่ยวกับมาตรฐานตรวจสอบหรือการจัดทำรายงานอีไอเอว่าข้อมูลถูกต้องหรือไม่ เพราะในหลายโครงการพบความผิดพลาดมากกมาย ถามว่าโครงการเหล่านี้ผ่าน คชก. และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้อย่างไร ในเมื่อข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ ทำให้เราถามถึงจริยธรรมของการทำอีไอเอว่าได้มีการตรวจสอบแค่ไหน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อยากให้มีการปฎิรูประบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และขอให้ยกเลิกโครงการเก่าๆที่ศึกษามา 20-30 ปีก่อนแล้วนำมาปัดฝุ่นใหม่ เพราะไม่แน่ใจว่ามีความเหมาะสมกับสภาพในปัจจุบันหรือไม่ ควรเริ่มศึกษาใหม่ ที่สำคัญคืออยากให้มีนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสภาพเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเข้ามาร่วมศึกษาด้วย เพราะหลายพื้นที่โครงการสร้างไปแล้วแต่ในหลายเขื่อนกลับไม่มีน้ำ เราไม่ได้ปฎิเสธการพัฒนา แต่พื้นที่ป่าอนุรักษ์ขอให้เป็นทางเลือกสุดท้าย&amp;rdquo;น.ส.อรพยุพา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรกล่าวด้วยว่า การเจาะอุโมงค์ลอดผืนป่ายาวกว่า 60 กิโลเมตร หลีกเลี่ยงไม่ได้กับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ที่ผ่านมาเราไม่เคยมองเห็นสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยในระบบนิเวศ และมักมองแต่สัตว์ใหญ่ เช่นเดียวกับใต้ดินที่มีแหล่งน้ำ เชื่อว่ามีผลกระทบแน่แต่ไม่ได้หยิบยกมาพูดกัน ขณะนี้มูลนิธิฯกกำลังเตรียมออกแถลงการณ์ เพื่อร่วมกับเครือข่ายภาคส่วนต่างๆยืนยันไม่เห็นด้วยกับอีไอเอฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในวันเดียวกัน นอกจากเครือข่ายภาคประชาชนในภาคเหนือแล้ว ยังมีเครือข่ายภาคประชาชนและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากภาคอื่นๆ ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพลและคัดค้านกันอย่างกว้างขวาง โดยในภาคอีสานเครือข่ายภาคประชาชนกว่า 10 องค์กร อาทิ &amp;nbsp;เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีสาน กลุ่มฮักน้ำเลย กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กลุ่มรักษ์สิ่งแวดล้อมน้ำพองและห้วยเสือเต้น ระบุว่าขอให้พิจารณาชะลอการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและการอนุมัติโครงการผันน้ำยวม ออกไปก่อน เพื่อเป็นการเคารพสิทธิของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง และขอให้มีการแก้ไขรายงานโดยเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการที่จะเกิดขึ้นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของภาคใต้ก็มีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคักเช่นเดียวกัน โดยมีการออกแถลงการณ์คัดค้านจากกลุ่มองค์กรภาคประชนในหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการอ่างเก็บน้ำคลองสังข์ กลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำคลองวังหีบ กลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ระบุว่า โครงการผันน้ำยวมเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรงจากการเจาะอุโมงค์ผันน้ำกว่า 61 กิโลเมตร รวมไปถึงส่งผลกระทบต่อพี่น้องที่อยู่บริเวณใกล้เคียง พี่น้องชาติพันธ์ &amp;nbsp;ขาดกระบวนการมีส่วนร่วมจากประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริงและไม่มีความจริงใจในการเข้าไปรับฟังความคิดเห็น และโครงการนี้เป็นการลงทุนจำนวนมากกว่า 71,000 ล้านบาท และยังมีค่าใช้จ่ายตลอดโครงการจึงไม่มีความคุ้มค่า แม้แต่น้อย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116600</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผันน้ำยวม, สิ่งแวดล้อม, อีไอเอ, เขื่อนภูมิพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210913/image_big_613f56aa2184a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 16:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 16:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวบ้านโวยถูกแอบอ้างชื่อใส่ในรายงานอีไอเอโครงการ &#039;ผันน้ำยวม&#039; สู่เขื่อนภูมิพล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านโวยถูกแอบอ้างชื่อใส่ในรายงานอีไอเอโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล ฝีมือทีมนักวิชาการ ม.นเรศวร เอาภาพนั่งในร้านลาบประกอบข้อมูล แถมคชก.ปล่อยผ่าน เครือข่ายภาคประชาชนเสนอยกเลิก ชี้ผลการศึกษาไม่น่าเชื่อถือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่กรมชลประทานกำลังผลักดันโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิผลแนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล หรือเรียกสั้นๆว่าโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล มูลค่า 7 หมื่นล้านบาท โดยรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการนำเสนอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบรายละเอียดในอีไอเอ ซึ่งระบุว่า โครงการประกอบด้วย 1.เขื่อนกั้นแม่น้ำยวม ความสูงจากระดับท้องน้ำถึงสันเขื่อน 69.5 เมตร ความยาวสันเขื่อน 260 เมตร เป็นเขื่อนดิน ถมดาดคอนกรีต ระดับกักเก็บปกติ142 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) 2. สถานีสูบน้ำบ้านสบเงา ติดตั้งเครื่องสูบน้ำลึกจากพื้นดินประมาณ 40 เมตร และปรับปรุงลำน้ำยวม 6.4 กม. 3. อุโมงค์อัดน้ำ อุโมงค์พักน้ำ อุโมงค์ส่งน้ำ 61.85 กม. ขุดเจาะด้วยวิธีเจาะระเบิด และเครื่องเจาะ TBM (มีพื้นที่จัดการวัสดุจากการขุดอุโมงค์ DA ตลอดแนวอุโมงค์ 6 แห่ง รวมพื้นที่ 440 ไร่ มีพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น1เอ) อุโมงค์เข้าออก และ 4. ทางออกอุโมงค์ส่งน้ำลำห้วยแม่งูด ปรับปรุงลำห้วยแม่งูด 2.1 กม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอีไอเอระบุว่า โครงการฯ ขอใช้พื้นที่ป่าไม้ 3,467 ไร่ ในพื้นที่ป่ารอยต่อ 3 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ตาก และแม่ฮ่องสอน เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 4 แห่ง (ป่าแม่ยวมฝั่งซ้าย ป่าอมก๋อย ป่าแม่แจ่ม ป่าแม่ตื่น) พื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติ 1 แห่ง (อุทยานแห่งชาติแม่เงา) มีมาตรการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ต้องปลูกป่าทดแทน 7,283 ไร่ นอกจากนี้ยังมีระบบสายส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จากลำพูน 3-สบเมย อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยซึ่งอยู่ระหว่างการประกาศขยายพื้นที่ซึ่งอาจได้รับผลกระทบกลับไม่มีอยู่ในรายงานอีไอเอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจากอีไอเอ ระบุว่า ด้านทรัพยากรสัตว์ป่า การอพยพของสัตว์ป่ามีเพียงนกเท่านั้น 15 ชนิด มีสัตว์ป่าคุ้มครอง 153 ชนิด ในด้านสิ่งมีชีวิตในน้ำได้มีการตั้งข้อสังเกตระบุว่า เนื่องจากชนิดปลาของทั้งสองฝั่งอุโมงค์ส่วนใหญ่แล้วแม้จะเป็นชนิดที่ใกล้เคียงกัน แต่ก็เป็นปลาพื้นถิ่นของสองลำน้ำที่ได้แยกออกจากกันอย่างชัดเจน อาจทำให้มีลักษณะทางพันธุกรรมต่างกัน โดยเฉพาะปลาลุ่มน้ำสาละวิน เช่น ปลาพลวง ปลากดหัวเสียม ปลากระสูบขีดสาละวิน หากมีการหลุดเข้าไปในอุโมงค์ส่งน้ำ อาจส่งผลต่อความสมดุลของระบบนิเวศ มีมาตรการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยศึกษาวิจัยหาวิธีการเพาะขยายพันธุ์ปลาปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ปลาคม (ปลาพลวง) ปลากดหัวเสียม การลำเลียงปลาที่จับได้จากท้ายเขื่อนไปปล่อยเหนือเขื่อน เพื่อช่วยการอพยพย้ายถิ่น เช่น ปลาสะแงะ (ตูหนา) ปลากดหัวเสียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ที่น่าสนใจคือในตอนท้ายของรายงานอีไอเอที่ระบุถึงกิจกรรมการเตรียมความพร้อมชุมชน โดยจัดทำเป็นตารางว่าในวันเวลาใด ได้เดินทางไปพบกับใครเพื่อหารือถึงโครงการ ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ระบุว่าได้หารือกับนายไพโรจน์ พนาไพรสกุล นายสุภาษิต กรีกรำ นายพงศ์พิพัฒน์ &amp;nbsp;มีเบญจมาศ และนายสมมิ่ง เหมืองร้อง โดยมีรูปนายสมมิ่งนั่งกินอาหารอยู่กับนายไพโรจน์อยู่ที่ร้านลาบแป้ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน โดยไม่มีนายพงศ์พิพัฒน์อยู่ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายสมมิ่ง ซึ่งเป็นแกนนำชาวบ้านสะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ถึงกรณีที่ปรากฏภาพและชื่อในอีไอเอโครงการนี้โดยนายสมมิ่งกล่าวว่า รู้สึกตกใจมากที่เห็นรูปของตนเองไปปรากฎในรายงานฉบับดังกล่าว เนื่องจากไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ ในรูปดังกล่าว ตนเองได้เดินทางไปเที่ยวที่ อ.แม่สะเรียง และแวะรับประทานอาหารที่ร้านของเพื่อน จึงได้โทรศัพท์ชวนนายไพโรจน์ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่มาพบกัน และถ่ายรูปส่งในไลน์ และลงเฟสบุคส่วนตัว จึงไม่ทราบว่าไปปรากฏในรายงานได้อย่างไร ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการประชุมเรื่องโครงการผันน้ำใดๆ ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในรายงานอีไอเอยังระบุว่าเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2559 ได้เข้าพบหารือกับนายไพโรจน์ พนาไพรสกุล และนายสะท้าน ชีววิชัยพงษ์ กลุ่มสมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน โดยมีภาพนักวิชาการถ่ายภาพเซลฟี่ร่วมกับนายไพโรจน์ 1 รูปและนายสะท้าน 1 รูป แต่เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังนายสะท้านได้รับคำอธิบายว่า มีบุคคลที่แนะนำตัวว่าเป็นอาจารย์ โทรมาหาตนหลายครั้ง โดยบอกว่าขอพบเพื่อหารือ จึงได้ไปที่ร้านอาหารลาบแป้ อ.แม่สะเรียง โดยไปกับนายไพโรจน์ พนาไพรสกุล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนแรกเขาบอกว่าขอทำความรู้จัก เนื่องจากทราบว่าเราทั้ง 2 คนทำงานในเครือข่ายลุ่มน้ำสาละวิน พวกผมจึงได้ไปพบช่วงเที่ยง และเขาชวนกินข้าว แต่ผมกินข้าวมาแล้ว อาจารย์ทั้ง 2 คนแนะนำตัวว่ามาจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ศึกษาเรื่องโครงการผันน้ำ ผมรู้สึกสงสัยว่าทำไมจึงต้องโทรมาหาผม ซึ่ง อาจารย์แนะนำว่าได้จัดทำสะเอียบโมเดล ที่แก่งเสือเต้น จ.แพร่ ด้วย ซึ่งผมทราบว่าประชาชนคัดค้านเขื่อน และมีการเสนอฝาย อาจารย์ได้คุยเรื่องโครงการผันน้ำยวม ผมจึงบอกว่าจะมาคุยกัน 2-3 คนแบบนี้ไม่ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องของชุมชน ต้องมีการจัดเวทีคุยกัน ชาวบ้านลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน ไม่เห็นด้วยตั้งแต่ต้นแล้ว &amp;nbsp;อาจารย์ทั้งคู่บอกว่าขอทราบข้อกังวลใจ ผมบอกไปว่ามีหลายประเด็น ทั้งสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นการคุยกันเพียงไม่ถึง 1 ชั่วโมง ผมได้แจ้งไปว่า ห้ามนำไปลงในรายงาน แต่สุดท้ายก็พบว่ามีรูปและข้อมูลปรากฏในรายงานอีไอเอ&amp;rdquo; นายสะท้าน กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสะท้านกล่าวว่า ภาพรวมของรายงานอีไอเอครั้งนี้จึงถือว่าไม่โปร่งใส มีหลายส่วนที่ไม่อยู่บนฐานของข้อเท็จจริง ประชาชนลุ่มน้ำแสดงออกว่าคัดค้านมาโดยตลอด กลับไม่มีรูปปรากฎออกมาเลย การลงพื้นที่เพื่อพบและขอข้อมูลกับประชาชนฝ่ายที่คัดค้านก็ไม่มี เวทีใหญ่เป็นการไปคุยกับประชาชนนนอกพื้นที่ ที่ไม่ได้รับผลกระทบ ในเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผลกระทบกับพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารไม่แน่ใจว่าศึกษารอบด้านเพียงพอหรือไม่ ที่สำคัญคือ มีการนำรูปของตนไปใช้โดยไม่รับอนุญาต และเป็นการคุยไม่เป็นทางการในร้านอาหาร แต่นำมาลงรายงาน แล้วยังระบุชื่อว่ามีอีก 2 คน ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วย ความน่าเชื่อถือไม่มีเลย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วันเดียวกันสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือพอช.ได้จัดประชุมสมัชชาออนไลน์ &amp;ldquo;สภาองค์กรชุมชนเหนือ ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยในภาวะวิกฤตโควิด-19&amp;rdquo; โดยในส่วนของกลุ่มย่อยได้มีเวทีเสวนาเรื่อง &amp;ldquo;จับตาโครงการผันน้ำและสร้างเขื่อนรองรับน้ำภาคเหนือ&amp;rdquo;โดย นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ(ประเทศไทย) กล่าวโครงการผันน้ำยวมนี้ ตอนแรกไม่คิดว่าโครงการลงทุนมหาศาลจะเกิดขึ้นได้ โดยการสร้างเขื่อนและสูบน้ำขึ้นบนภูเขาและขุดอุโมงค์ยาวกว่า 60 กม.มาลงที่บ้านแม่งูด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ และจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อสูบน้ำ โดยการทำโครงการอ้างว่าน้ำในเขื่อนภูมิพลไม่พอจึงต้องสูบน้ำไปเติม ทั้งๆที่สาเหตุที่น้ำในเขื่อนไม่เต็มเพราะมีโครงการของรัฐไปสร้างเขื่อนตอนบนกั้นไว้หมด โดยมีนักการเมือง และข้าราชการกรมชลประทานบอกว่าน้ำไหลลงแม่น้ำสาละวินเปล่าประโยชน์ซึ่งเป็นการพูดที่ไร้สาระสิ้นดีเพราะน้ำที่ไหลลงต่างหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตต่างๆ มากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายหาญณรงค์กล่าวว่า โครงการนี้ขุดอุโมงค์และต้องเอาดินออกจากอุโมงค์กว่า 60 กม.โดยตลอดเส้นทางมีที่ดินของชาวปกาเกอะญออยู่ทั้งสิ้นและในรายงานอีไอเอไม่ได้มีการพูดถึงวิถีวัฒนธรรมของชาวบ้านเลย การเอาดินที่ขุดจากอุโมงค์ไปทิ้งตามจุดต่างๆทับพื้นที่ดินทำกินของชาวบ้านและป่า โดยอุโมงค์กว้าง 8 เมตรเพื่อให้รถวิ่งสวนกันได้ เราต้องเสียค่าไฟฟ้าเป็นค่าสูบน้ำปีละกว่า 2 พันล้านบาท โครงการนี้ต้นทุนต่อน้ำเกินกว่า 1 บาทต่อ ลบ.ม.ถือว่าไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นักการเมืองบอกว่าวิสาหกิจจีนจะลงทุนให้ ใช้เงินแค่ 4 หมื่นล้านบาท แล้วเก็บเงินค่าน้ำ ผมสงสัยคือการให้ต่างชาติมาลงทุนแล้วเก็บค่าน้ำ โครงการนี้ไม่น่าจะคุ้มแต่ที่นักการเมืองและข้าราชการพยายามผลักดันเพื่ออะไร ผมมีข้อสงสัยต่ออีไอเอครั้งนี้มากเพราะในรายงานมีภาพชาวบ้านหลายคน บริษัทที่ปรึกษามาถ่ายรูปคนพวกนี้แล้วบอกว่ามีหารือกับคนเหล่านี้แล้ว มันถูกต้องหรือไม่ บางคนนั่งอยู่ในร้านลาบแล้วมาบอกว่ามาทำความเข้าใจกับผู้เห็นต่างเรื่องโครงการ เขาอ้างโดยเอารูปมาใส่ในรายงานว่าเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชน วิธีการทำรายงานอีไอเอลักษณะนี้ง่ายเกินไปหรือไม่&amp;rdquo; นายหาญณรงค์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ ผู้ประสานงานเครือข่ายลุ่มน้ำสาละวินกล่าวว่า ชาวบ้านได้คัดค้านโครงการนี้มาโดยตลอดเพราะมีผลกระทบมากมายและชาวบ้านได้ยื่นหนังสือไปในหลายช่องทาง แต่ไม่เข้าใจว่าทีมที่ศึกษาอีไอเอและผู้ผลักดันโครงการไม่เคยเอาข้อเสนอแนะหรือข้อเรียกร้องของชาวบ้านไปพิจารณาเลย การกระทำของกรมชลประทานหากยังผลักดันโครงการอยู่ต้องเกิดปัญหาขึ้นแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในรายงานอีไอเอที่บอกว่า ถามผู้นำชุมชนนั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเพราะพวกเราคัดค้านมาตลอด ที่สำคัญคือไม่ได้ถามความเห็นของชาวบ้านอย่างแท้จริงแล้วบอกว่าอีไอเอผ่านไปแล้ว ควรมีการตรวจสอบและยกเลิกการทำอีไอเอครั้งนี้ หากนำมาใช้เดินหน้าโครงการมีปัญหาแน่ เราไม่อาจยอมรับอีไอเอนี้ได้ เขาบอกว่ามาหาผม ซึ่งผมไม่รู้ว่ามาหาวันไหน แล้วยังเอาชื่อผมไปใส่ใน อีไอเอ ได้อย่างไร&amp;rdquo; นายพงศ์พิพัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114639</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผันน้ำยวม, อีไอเอ, เขื่อนภูมิพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210826/image_big_61275fb3c05d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 16:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หลายฝ่ายประสานเสียงค้านโครงการ &#039;ผันน้ำยวม&#039; ลงเขื่อนภูมิพล ชี้แก้ไม่ถูกจุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายฝ่ายประสานเสียงค้านโครงการผันน้ำยวมลงเขื่อนภูมิพล นักวิชาการชี้แก้ขาดแคลนน้ำไม่ถูกจุด แต่ละปีปล่อยน้ำรั่วไหลจากระบบมหาศาล ติง&amp;ldquo;บิ๊กป้อม&amp;rdquo;ประธานบอร์ดสิ่งแวดล้อม-กนช.คนเดียวกัน ขาดการถ่วงดุล ส.ส.-ชาวบ้านโวยกระบวนการรับฟังเทียม ไม่ฟังข้อโต้แย้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค.64 ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมชลประทานผลักดันโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล ด้วยการผันน้ำจากลุ่มน้ำสาละวิน แม่น้ำยวม อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ผ่านอุโมงค์ลอดผืนป่ากว่า 60 กิโลเมตร และผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) เรียบร้อยแล้ว ว่ารู้สึกแปลกใจที่โครงการนี้ผ่าน คชก.ได้อย่างรวดเร็วทั้งๆ ที่มีประเด็นที่ คชก. ควรตรวจสอบเพราะสิ่งที่หน่วยงานเสนอมายังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สิตางศุ์กล่าวว่า จริงๆแล้วตนไม่ได้มองแค่โครงการผันน้ำจากแม่น้ำยวมเพียงโครงการเดียว แต่ยังมีโครงการผันน้ำขนาดใหญ่อีกหลายโครงการ เช่นในภาคอีสานมีโครงการผันน้ำโขง ในภาคตะวันออกมีโครงการการผันน้ำข้ามลุ่มซึ่งอยู่ในชุดเดียวกันคือการพัฒนาแหล่งน้ำด้วยการหาน้ำต้นทุนเพิ่ม เนื่องจากในการบริหารจัดการน้ำนั้นมี 2 ด้าน คือ อุปสงค์และอุปทาน โดยที่ทางการไทยทำไม่หยุดยั้ง คืออุปทานอย่างเดียว ต่อให้จัดหาหรือทำอย่างไรก็ไม่เพียงพอ แม้ต้องไปหาทรัพยากรน้ำมาจากประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนแนวคิดโดยการจัดการน้ำของตัวเองมากกว่า ซึ่งกรณีผันน้ำจากแม่น้ำยวม โครงการเฟสแรก มีปริมาณน้ำราว 2,000 ล้าน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และในเฟส 2 อีก 2,000 ล้าน ลบ.ม. โดยอ้างว่าช่วยพื้นที่ชลประทาน 1.6 ล้านไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เขาบอกพื้นที่ลุ่มน้ำปิงตอนล่างและภาคกลาง มีน้ำไม่พอ จึงต้องหาน้ำมาแก้ปัญหาเพื่อให้พอสำหรับพื้นที่เดิม แต่พอเพิ่มน้ำอีก 2,000 ล้าน ก็จะขยายพื้นที่ใหม่อีก เมื่อถึงเวลาน้ำไม่พอก็หาน้ำมาเติมอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่มีวันที่น้ำจะพอ และไม่รู้จักจบจักสิ้น ที่สำคัญคือไม่มีแนวทางเรื่องของความสมดุลจากการพัฒนากับทรัพยากร ถ้าเราต้องการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำการเกษตร ควรเพิ่มศักยภาพการใช้น้ำเกษตร ควรเป็นเกษตรแบบเทคโนโลยีได้แล้ว ไม่ใช่เกษตรแบบเมื่อร้อยปีก่อน ตอนนี้ประสิทธิภาพของการใช้น้ำในภาคเกษตรมีแค่ 50% เราปล่อยให้สูญเสียน้ำไป 50% ทำไมเราถึงไม่เพิ่มประสิทธิภาพของระบบชลประทาน ถ้าเราไม่ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง น้ำก็หายไปอยู่ตลอดเวลา&amp;rdquo; นักวิชาการผู้นี้ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สิตางศุ์ กล่าวว่า นอกจากน้ำเพื่อการเกษตรแล้ว ในกรณีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เราก็ทำน้ำหายไป 30% ในระบบท่อที่จ่ายน้ำไปให้ประชาชน เฉพาะแค่ 3 จังหวัดคือ กทม. นนทบุรีและ สมุทรปราการ ปัจจุบัน การประปานครหลวงผลิตน้ำวันละ 5.5 ล้าน ลบ.ม. แต่ทำน้ำหายไปในระบบท่อจ่ายน้ำวันละ 1.2 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งสามารถนำไปทำนาได้วันละ 1,200 ไร่ หรือ 30 วันสูญเสียน้ำทำนาไป 36 ล้าน ลบ.ม.หรือ ปีละกว่า 400 ล้าน ลบ.ม.หรือเท่ากับปริมาณน้ำครึ่งหนึ่งของเขื่อนป่าสักฯ แล้วยังมีการประปาภูมิภาคอีก ซึ่งมีพื้นที่เยอะกว่าการประปานครหลวง น้ำที่หายไปวันละ 30% จากระบบส่งน้ำ เช่น ท่อรั่ว ท่อแตก แทนที่จะเอาเงินลงทุนหาน้ำมาเติม สู้เราเอามาลงทุนกับระบบเพื่อไม่ให้น้ำหายไปไม่ดีกว่าหรือ ถ้าเราลดเปอร์เซ็นสูญเสียน้ำลงสัก 5% หรือวันละ 2.7 แสน ลบ.ม. เดือนละ 8 ล้าน ลบ.ม. เราจะทำนาได้เพิ่มอีก 8 พันกว่าไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราไม่ตื่นเต้นกับการได้น้ำคืนมา แต่กลับไปตื่นเต้นกับโครงการที่ให้จีนเข้ามาช่วยลงทุนหาน้ำต้นทุนมากกว่า ในฐานะนักวิชาการด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำมองว่า แทนที่จะหาทางเอาน้ำมาเติมแบบไม่รู้จักจบ อยากเสนอให้ช่วยกันพัฒนาประสิทธิภาพของระบบส่งน้ำของเราเอง ทั้งระบบชลประทาน ระบบจ่ายน้ำประปา เราบอกว่าอยากส่งออกข้าวเป็นที่ 1 ของโลก เราอยากพัฒนาอุตสาหกรรรม เราอยากได้ทุกอย่างเยอะหมด แต่ไม่รู้จักความสมดุลของการพัฒนา ไม่ได้ดูว่าเรามีทรัพยากรเท่าไร วิธีคิดของผู้บริหารต้องเปลี่ยน การลงทุนผันน้ำเพื่อมาทำนา ชาวนาประเทศไทยยังต้องทำงานด้วยวิถีเดิมๆ ไม่มีชาวนารวยทั้งที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ เพราะไม่มีการพัฒนาเลย ควรใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยชาวนาให้ทำน้อยแต่ได้มาก ไม่ใช่คาดหวังว่าพอน้ำเพิ่มแล้วชาวนาจะปลูกข้าวได้ 3-4 ครั้งต่อปี จะมาอ้างว่าเกษตรกรไม่ปรับตัวไม่ได้ &amp;rdquo; ดร.สิตางศุ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการด้านน้ำรายนี้กล่าวว่า โครงการผันน้ำจากแม่น้ำยวม เราจะมองแค่ปริมาณน้ำแบบเอาตัวเลขมาบวกหรือลบไม่ได้ โครงการที่ต้องสร้างอุโมงค์ผ่านพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ โดยผ่านป่าอุทยานฯ 1 แห่ง ป่าสงวนแห่งชาติ 6 แห่ง นี้ ส่งผลต่อความสมดุลในแง่ทรัพยากรธรรมชาตติด้วย การได้น้ำมา 1 หน่วยไม่ใช่แค่การแลกกับป่าแค่ 1 หน่วย แต่ป่า 1 หน่วยนั้นยังมีความหมายไปถึงสัตว์ป่า สัตว์น้ำ ความสมดุลของทรัพยากรดิน น้ำ และชีวิตอื่นๆ ที่พึ่งพาอาศัยกันตามห่วงโซ่อาหารและวัฎจักรของนิเวศด้วย และการผันน้ำข้ามลุ่มทำให้เกิดการโยกย้ายถิ่นฐานของเอเลี่ยนสปีชีส์ ซึ่งอาจทำให้ปลาบางสายพันธุ์สูญพันธุ์ และทำให้ปลาท้องถิ่นบางชนิดหายไป แต่ไม่มีการประเมินเรื่องโอกาสของการสูญพันธุ์ในรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพราะมันประเมินไม่ได้ ทรัพยากรธรรมชาติบางอย่างที่เราจะสูญเสียไปนี้เป็นการสูญเสียตลอดกาลที่เอาคืนมาไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลังจากที่รายงานนี้ผ่าน คชก. แล้ว และจะถูกส่งไปถึงคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เราพบว่าตัวประธานคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนๆ เดียวกับประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) แล้วโครงการนี้จะไม่ผ่านได้อย่างไร จริงๆ แล้วสองตำแหน่งนี้ต้องถ่วงดุลย์ซึ่งกันและกัน มันคือ การพัฒนาและการอนุรักษ์ แต่สิ่งที่ปรากฎตอนนี้ คือ มันไม่มีการถ่วงดุลอะไรอีกแล้ว รองฯ ประวิตร ก็ต้องพิจารณาตามเอกสารที่นำเสนอขึ้นมาตามลำดับ โดยกรมชลประทาน และ คชก. จะมีใครบอกท่านไหมว่ามีอะไรที่ไม่เหมาะสมและคุ้มค่าหรือไม่ จะมีใครบอกท่านว่าไปพัฒนาด้านดีมานด์ ดีกว่ามั้ย เราไม่อยากได้ยินคำพูดว่าสูญเสียพื้นที่ป่าแค่นิดเดียว เพราะทรัพยากรมีประโยชน์ทั้งหมด เราก็ควรใช้และสร้างอย่างสมดุล ทุกวันนี้พื้นที่กักเก็บน้ำดูเหมือนไม่พอ ปริมาณน้ำแต่ละปี 8 แสนล้าน ลบ.ม. และไหลลงทะเลมากกว่า 2 แสน ล้าน ลบ.ม. หลายครั้งเรามีปัญหาน้ำท่วมเพราะฝนตกนอกอ่าง เราจึงควรพิจารณาเก็บกักด้วยรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่เขื่อนขนาดใหญ่ เราพูดถึงการเก็บกักไว้ในไร่นา แต่เรากลับส่งเสริมแค่ชื่อ ให้เป็นแค่สัญลักษณ์ของคำว่าเกษตรทฤษฎีใหม่ แล้วกลับไปสนับสนุนการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณมหาศาลอย่างจริงจัง มันคือความย้อนแย้งของภาครัฐ ของผู้บริหารระดับสูง ที่ควรจะปรับเปลี่ยน mindset หรือ หลักคิดได้แล้ว&amp;rdquo; ดร.สิตางศุ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมานพ คีรีภูวดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และเป็นคนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;กล่าวว่า ตนมีความกังวลหลายประเด็นต่อโครงการสร้างเขื่อนและผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล เนื่องจากโครงการมีพื้นที่ดำเนินการทั้งหมดอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ ทั้งเขตป่าสงวน และอุทยานแห่งชาติ ย่อมส่งผลกระทบต่อป่าต้นน้ำอย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งกระบวนการทำอีไอเอที่มีมหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นผู้ดำเนินการนั้น จากการลงไปเก็บข้อมูลในพื้นที่พบว่า ชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วมที่แท้จริงในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น อีกทั้งหน่วยงานรัฐยังรีบเร่งผลักดันกระบวนการต่างๆ ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ทั้งที่กระบวนการรับฟังความเห็นและการทำอีไอเอยังมีคำถามถึงผลกระทบด้านต่างๆ จากชาวบ้าน นอกจากนี้มีการตั้งข้อสังเกตถึงกลุ่มทุนด้านพลังงานและก่อสร้างจะเข้ามาลงทุนแทนรัฐบาลนั้น อาจเป็นการเข้ามาแสวงหาประโยชน์ร่วมกับกลุ่มทุนไทยหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องตอบคำถามของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทำไมต้องเร่งดัน EIA ให้ผ่านในช่วงโควิด เพราะรู้อยู่แล้วว่าหากการทำ EIA หรือการรับฟังเสียงประชาชนต้องให้ความกระจ่างต่อประชาชนให้ชัดเจน แต่จากเสียงจากในพื้นที่นั้น ชาวบ้านแทบไม่มีส่วนร่วมที่แท้จริง เป็นการสอบถามด้วยแบบฟอร์มเท่านั้น การเร่งผลักดันจากรัฐบาลและ ส.ส.บางกลุ่มเช่นนี้ย่อมจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งกับชาวบ้าน และขอฝากไปที่ฝ่ายวิชาการที่รับจ้างทำเวทีว่า เรื่องความถูกต้องหรือจรรยาบรรณทางวิชาการก็เป็นเรื่องสำคัญ&amp;rdquo; นายมานพ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมานพ กล่าวอีกว่า นอกจากผลกระทบกับป่าต้นน้ำแล้ว พื้นที่ที่อุโมงค์ผ่านป่ากว่า 60 กิโลเมตร จะกระทบต่อวิถีชุมชนของชาวบ้านกะเหรี่ยงจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ปากอุโมงค์ที่บ้านสบเงา อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ที่มีการสร้างเขื่อนและปลายอุโมงค์ที่บ้านแม่งูด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เป็นชุมชนที่เคยถูกอพยพเมื่อครั้งสร้างเขื่อนภูมิพลตั้งแต่ปี 2507 จนปัจจุบันยังไม่ได้รับค่าชดเชย แล้ววันนี้กำลังจะต้องถูกอพยพโยกย้ายอีกครั้ง นอกจากนี้ระหว่างเส้นทางอุโมงค์ผ่านจะมีการนำดินที่ขุดขึ้นมาไปกองทิ้งไว้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สิ่งสำคัญคือยุทธศาสตร์ของประเทศการพัฒนาแหล่งน้ำ ผมเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องจำเป็น แต่ประเทศไทย กรมชลประทานหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีองค์ความรู้แค่การสร้างเขื่อนหรือ หมายถึงถ้าน้ำหมดก็ต้องวิ่งหาน้ำจากแหล่งอื่นไปเรื่อยๆ แล้วกรณีนี้ลุ่มน้ำยวมที่ไหลลงแม่น้ำเมยและแม่น้ำสาละวิน เป็นลุ่มน้ำนานาชาติ ระหว่างไทยกับพม่า คำถามสำคัญคือการผันน้ำจะส่งผลอย่างไรต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นอีกประเด็นที่ท้าทาย&amp;rdquo; นายมานพ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.มึดา นาวานาถ ชาวบ้านท่าเรือ ต.สบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน 1 ในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำยวม กล่าวว่า เคยเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น 2 ครั้ง คือ ที่ เวทีบ้านแม่เงา และเวที อ.สบเมย แต่เห็นว่ากระบวนการถูกจัดขึ้นอย่างมีเป้าหมายแอบแฝง เนื่องจากในเวทีแรกที่บ้านแม่เงา มีชาวบ้านเข้าร่วม 30-40 คน เกือบทั้งหมดไม่มีใครสื่อสารภาษาไทยได้ แต่กระบวนการจัดขึ้นโดยใช้ภาษาไทยภาคกลางและไม่มีล่ามภาษาถิ่น และนำเสนอเนื้อหาแบบภาษาราชการ แม้แต่ตนเองที่ฟัง อ่าน เขียนภาษาไทยได้ ยังแทบไม่เข้าใจเนื้อหาที่นำเสนอ อีกทั้งมีการให้ชาวบ้านทำแบบประเมินการจัดงานและเก็บสำเนาบัตรประชาชน โดยให้ชาวบ้านเซ็นชื่อโดยไม่เข้าใจข้อความในเอกสาร ซึ่งอาจเป็นการลงชื่อว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับโครงการแล้วนำไปประกอบรายงานการประชุม ซึ่งการจัดเวทีแบบนี้ไม่ใช่กระบวนการที่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขนาดเราเป็นคนฟังอ่านเขียนไทยได้ ยังฟังเนื้อหาบนเวทีเข้าใจยากเพราะเป็นภาษาทางราชการล้วนๆ ชาวบ้านย่อมจิตนาการไม่ออกว่าหน้าตาเขื่อนจะเใหญ่ขนาดไหน น้ำท่วมสูงระดับอย่างไร อุโมงค์ผันน้ำจะใหญ่ขนาดไหน ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการจัดเวทีแบบนี้จึงยกมือลุกขึ้นแสดงความเห็น แล้วถามชาวบ้านเป็นภาษาไทยว่ามีใครฟังภาษาไทยรู้เรื่องให้ยกมือ ทุกคนเงียบ แต่เมื่อถามเป็นภาษาปากเกอญอว่าใครฟังภาษาไทยไม่เข้าใจบ้าง เกือบทุกคนยกมือ เห็นชัดว่าแม้แต่คำถามง่ายๆ ชาวบ้านก็ไม่เข้าใจภาษาไทย เวทีที่จัดขึ้นจึงไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ความเห็นที่แท้จริง อาจจัดแค่ต้องการถ่ายรูปชาวบ้านยกมือเอาไปประกอบรายงาน&amp;rdquo; น.ส.มึดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.มึดา กล่าวต่อว่า ในเวทีที่สบเมย มีการนำกำลังตำรวจ ทหาร กว่า 300 นาย เฝ้ารักษาการรอบสถานที่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น และมีการส่งเจ้าหน้าที่ประกบตนเองตลอดเวลาเพื่อไม่ให้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นในเวที ขณะที่ชาวบ้านแม้จะมีจัดล่ามให้แต่ไม่สามารถแปลให้ชาวบ้านได้ เพราะเป็นล่ามกะเหรี่ยงสะกอแต่ชาวบ้านเป็นกะเหรี่ยงโปว์ โดยการดูแลชาวบ้านในครั้งนี้ผิดจากปกติเพราะมีเจ้าหน้าที่คอยเอาใจชาวบ้านด้วยการบริการอาหารเครื่องดื่มตลอดอย่างใกล้ชิด เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างผิดวิสัย ตนมองว่าเวทีรับฟังครั้งนัั้นถูกจัดขึ้นเพื่อการทำให้ครบกระบวนการตามกฏหมายเท่านั้น แต่ไม่ได้คำนึงถึงประสิทธิภาพของการรับฟังความเห็นที่แท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในการสรุปผลความก้าวหน้าของรายงาน ไม่มีการข้อมูลของดิฉันและชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาแสดงความเห็นคัดค้านในเวทีก่อนแต่อย่างใด ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงไม่มีข้อมูลที่ชาวบ้านเห็นแย้ง ข้อมูลหายไปไหน ทำไมไม่ได้รับการบันทึกการประชุม ล่าสุดมีข่าวไปทั่วประเทศว่าปลายปีจะดำเนินการได้ทันที แต่ต้องการถามกลับว่าชาวบ้านในพื้นที่รู้ความคืบหน้านี้หรือไม่ พอมีข่าวชาวบ้านก็มาถามว่าจะทำกันอย่างไร ต้องไปหานายกรัฐมนตรีหรือไม่ ชาวบ้านโกรธเพราะที่ผ่านมาส่งจดหมายคัดค้าน คำร้องเรียน ทุกงานทุกเวทีชาวบ้านพูดตลอดว่าไม่เห็นด้วย ช่วยกันจัดงานวันหยุดเขื่อนโลก เราส่งแถลงการณ์คัดค้าน พยายามสื่อสารตลอดเวลา แต่ทำไมรัฐบาลไม่เคยได้ยินเสียงของชาวบ้านเลย&amp;rdquo; น.ส.มึดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114385</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดแม่ฮ่องสอน, ผันน้ำยวม, อีไอเอ, เขื่อนภูมิพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_6124b82e9c7fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114008</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 20:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 20:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ส.พปชร. เผยผู้ใหญ่ไฟเขียวโครงการยักษ์ผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วีระกร&amp;rdquo; เผย &amp;ldquo;บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม&amp;rdquo; ไฟเขียวให้จีนดำเนินการโครงการยักษ์ผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล ดันอีไอเอผ่าน คชก.ฉลุยจ่อเข้าบอร์ดสิ่งแวดล้อม เอ็นจีโอข้องใจข้อมูลคลาดเคลื่อน-ไม่เชื่อเจาะอุโมงค์ยาวกว่า 60 กม.ใช้เวลาไม่กี่ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ส.ค.64 - นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ และรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการสร้างเขื่อนและผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล ซึ่งดำเนินการโดยกรมชลประทาน ว่าการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) เรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปคือส่งรายงานสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (บอร์ดสิ่งแวดล้อม) ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กว่าที่อีไอเอจะผ่าน คชก.ได้ เขาต้องพิจารณากันหลายรอบ ผมติดตามเรื่องนี้นานเกือบ 2 ปี คชก. สั่งให้แก้ไขนานมาก แต่ผมคิดว่าทันรัฐบาลชุดนี้แน่นอน เพราะอธิบดีประพิศ (นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน) บอกว่าหากผ่านคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม สิ้นปีเริ่มดำเนินการได้เลย แต่ผมไม่แน่ใจว่าหมายถึงเริ่มอย่างไร เริ่มที่หัวงานเลย หรือเริ่มสำรวจพื้นที่&amp;rdquo; นายวีระกร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองประธาน กมธ.ฯ กล่าวว่า ตนพยายามประสานงานผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลายโดยเฉพาะ พล.อ.ประวิตร นายประพิศ จันทร์มา ทำให้เห็นชอบกับโครงการนี้ เพราะเป็นประโยชน์จริงๆ เพราะทำให้การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำลุล่วงในระดับหนึ่ง ภาคกลางทั้งหมด ลุ่มน้ำสาขาไม่ว่าจะเป็นลุ่มน้ำน่าน หากมีน้ำมาเติมจากแม่น้ำปิง ลุ่มน้ำน่านก็จะใช้น้ำน้อยลง ตั้งแต่ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ขึ้นไปอาจจะอัดน้ำให้ใช้ในลุ่มน้ำน่านให้มากขึ้นอีก ลุ่มน้ำยมก็เช่นเดียวกัน เราสามารถอัดน้ำไปช่วยแม่น้ำยมได้ พูดง่ายๆ ว่าลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะมีน้ำเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระกร กล่าวว่า เมื่อ กมธ.ศึกษาโครงการนี้ได้ประสานไปทางบริษัทวิสาหกิจของรัฐบาลจีน ซึ่งทราบว่าเขาให้ความสนใจในเรื่องนี้อยู่ เพราะว่าประเทศจีนมีวิสาหกิจประมาณ 5 บริษัท ในการทำเขื่อนทั่วโลก โดยสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ทั้งในจีนและต่างประเทศ ดังนั้นงานนี้เหมือนเขารับงานโดยไม่เอากำไรมากเพราะเครื่องไม้เครื่องมือมีพร้อมสำหรับทำโครงการใหญ่ๆ และอยากช่วยประเทศไทยด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมชลประทานได้ออกแบบคร่าวๆ ไว้เดิมใช้งบประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ใช้เวลา 7 ปี แต่ทางวิสาหกิจจีนตอบมาว่าเขาใช้งบเพียง 4 หมื่นล้านบาท ใช้เวลาเพียง 4 ปี จะเห็นได้ว่าแม้กระทั่งราคากลางก็ถูกกว่าที่เราคิดตั้งเยอะ เรื่องนี้ผมได้กราบเรียนท่านนายกฯ และท่านประวิตรที่นั่งอยู่ด้วยกัน ท่านบอกว่าเอาเลย ถ้าเขาทำให้เราก่อน เราไม่ต้องเสียอะไร เราไม่ต้องลงทุนเอง หากต้องลงทุนเองตอนนี้ รัฐบาลไม่พร้อม หากทางจีนจะทำ ท่านบอกเดินหน้าเต็มที่เลย ผมไฟเขียวให้เลย บอกให้บริษัททางจีนประสานงานกับคุณสมเกียรติ (นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือสทนช.) ได้เลย ทำให้โครงการได้รับการผลักดันจากระดับสูง ทางกรมชลประทานก็ตื่นเต้นกัน เดินเรื่องกันเต็มที่ แม้กระทั่ง อีไอเอ ก็ผ่านกันเต็มที่ ในขณะที่ทำอีไอเอ ทางกรมชลก็ออกแบบคู่ขนานกันไป แบบใกล้เสร็จแล้ว ที่ผมได้คุยกับท่านอธิบดีประพิศล่าสุด ท่านบอกว่าถ้าผ่าน คชก. ก็คงไม่เกินปลายปีเราคงเริ่มงานได้&amp;rdquo; นายวีระกร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส.ส.นครสวรรค์ กล่าวว่า การนำน้ำจากแม่น้ำยวม ข้ามมาใช้ลุ่มน้ำปิง เป็นเพราะประเทศไทยขาดแคลนน้ำจริงๆ ภาคกลางเดือดร้อนกันมากเพราะไม่ได้ทำนาโดยสูบน้ำจากแม่น้ำมา 14 ปีแล้ว เขาไม่ให้สูบ หลายๆ จังหวัดน้ำไม่พอใช้ โดยเฉลี่ยเราขาดน้ำประมาณปีละ 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อ กมธ.ได้ศึกษาเรื่องนี้และพยายามค้นหาว่ามีโครงการไหนบ้าง จึงเห็นว่าน่าจะเอาน้ำจากแม่น้ำยวมมาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า รัฐวิสาหกิจจีนที่มาลงทุนและดำเนินการจะได้อะไร นายวีระกร กล่าวว่า เขาขายน้ำให้เราในราคา 1คิว ไม่ถึง 1 บาท ซึ่งถูกมาก ต่อให้เราทำเองก็ทำไม่ได้ เขาคงมีกำไรบ้าง ถ้าไม่ดีเขาคงไม่ทำ แต่เขาไม่ได้เอากำไรมากเกินไป และเมื่อกรมชลประทานได้ยินว่าไม่ถึง 1 บาท ก็เลยดีใจ ทุกคนดีใจ เป็นราคาที่ดีมากๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เขาขายให้รัฐบาลไทย เมื่อน้ำไหลลงอ่างเขื่อนถูมิพล เราปั่นไฟขาย ก็ได้อยู่แล้ว อาจมีส่วนเกินต้องจ่ายนิดหน่อย ก็อาจเป็น กฟผ. (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) รัฐบาลก็มอบหมาย กฟผ. ตัดเอางบกำไรไปคืนเขา ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร มันนิดเดียว ไม่ได้มากมาย คิวหนึ่งเมื่อหักค่าไฟแล้ว ผมว่าไม่ถึง 50 สตางค์ ปีหนึ่ง 2,000 ล้านคิว ก็ประมาณ 1,000 ล้านบาท รายได้กฟผ. เยอะกว่านี้เยอะ หลายหมื่นล้านบาท&amp;rdquo; รองประธาน กมธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการที่จีนเข้ามาลงทุนครั้งนี้น่าจะมีเหตุผลอื่นหรือไม่ นายวีระกรกล่าวว่า เท่าที่รู้คือ จีนกำลังจะลงทุนเมืองอุตสาหกรรมในพม่า บริเวณแถวนั้น ตรงข้ามแม่ฮ่องสอน หากลากเส้นจากสบเมยไปยังกรุงเนปิดอว์ (เมืองหลวงของพม่า) จะเห็นว่าแค่ 80 กิโลเมตร จุดที่เขาทำเมืองอุตสาหกรรมก็ใกล้ตรงนี้ ตอนนี้เขาประสานงานกับรัฐบาลพม่าแล้ว โดยจะทำเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวินเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าไปใช้ในเมืองอุตสาหกรรมและส่วนหนึ่งขายให้รัฐบาลไทย ตนได้ประสานและเรียนท่านสุพัฒนพงษ์ (นายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน) &amp;nbsp;นายสุพัฒนพงษ์บอกว่าให้แยกเป็นโครงการ อย่าเอามารวมกัน เรื่องเขื่อนสาละวินอย่าเพิ่งเอามารวมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รองนายกฯบอกว่านั่นเป็นเรื่องอนาคต ค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้มาว่าเรื่องผันน้ำยวมก่อนเป็นเรื่องแรก แต่ท่านเห็นด้วย ไม่มีข้อไม่ดีตรงไหน เพียงแต่เอ็นจีโอบางกลุ่มพยายามทำให้เป็นเรื่องโครงการดั้งเดิม บอกว่าน้ำจะท่วมถึงแม่สะเรียง ซึ่งมันไม่ใช่ ผมอยากให้สื่อมวลชนช่วยตีความให้ชัดเจน เราไม่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน คือผันน้ำในหน้าฝนเท่านั้นเอง ทำเป็นประตูยกระดับสูงความลึก 4 เมตรก็พอสูบแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการสร้างอุโมงค์ความยาวกว่า 60 กิโลเมตรทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าหรือไม่ นายวีระกรกล่าวว่า ไม่เสียพื้นที่ป่าเลย เพราะการทำอุโมงค์ใช้หัวเจาะเข้าไปในภูเขาใต้ระดับลงไป &amp;nbsp;20-30 เมตร ไม่ได้มีกระทบเลย เจาะลงไปโดยที่ข้างบนยังไม่รู้เรื่องเลย สัตว์ป่าต้นไม้ไม่ได้รู้เรื่อง โดยเป็นเทคโนโลยีใหม่ ไม่ใช่เป็นการใช้ระเบิดเปิดปากแล้วมาวางท่อกลบดิน แต่เป็นการเจาะแล้วเอาดินออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าดินปริมาณมหาศาลจากการขุดเจาะอุโมงค์จะเอาไปไว้ไหน นายวีระกรกล่าวว่า &amp;nbsp;ตนเสนอให้ชลประทานออกแบบให้เอาดินไปถมพื้นที่ลุ่มที่ใกล้เคียง คือในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำเงา ไม่ใช่เอาไปกองไว้พื้นที่เดียว ปัญหาทั้งหมดถ้าจะมีก็คือเรื่องของดินที่เอาออกมา ซึ่งก็จะบอกว่าเอาไปทิ้งที่ลุ่มๆ ที่ไม่เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจทำร่วมกับพวกเอ็นจีโอก็ได้ เรื่องนี้เนื่องจากว่าไม่ได้ทำความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมมากจนเกินไป ถ้าบอกว่าไม่มีผลกระทบเลยก็คงไม่ได้ คงมีบ้าง แต่คุ้มแน่นอน เพราะว่าในอนาคตเราอาจจะทำท่อส่งน้ำจากแม่น้ำสาละวินซึ่งห่างไปไม่ไกล ประมาณ 10- 20 กิโลเมตรส่งต่อเข้ามาในอ่างหรือในประตูน้ำที่เราปิดน้ำยวมก็ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า ตนรู้สึกตกใจที่โครงการอยู่ที่ คชก. และจะส่งไปคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพราะเดิมเป็นโครงการของกระทรวงพลังงาน ต่อมาโอนไปยังกรมชลประทาน เราเห็นความพยายามในนามส่วนตัวและในนาม กมธ. ผลักดันโครงการ ในช่วงที่ทำการศึกษา และ กมธ. ลงพื้นที่ ตนเองก็ได้ไปลงพื้นที่เดียวกัน พบว่าชาวบ้านต่างยืนยันว่าเมื่อ กมธ. มา จะพบเฉพาะกลุ่มที่มีความเห็นสอดคล้องกับโครงการ แม้แต่ผู้นำท้องถิ่นจำนวนหนึ่งได้พยายามอธิบายข้อห่วงกังวลต่อ กมธ. และกรมชลประทาน แต่ก็ไม่มีการรับฟัง หน่วยงานบอกแค่ว่าไม่ต้องกังวล เป็นการขุดอุโมงค์ใต้ดิน แต่ในอีไอเอ พบว่าจุดทิ้งดิน อย่างน้อย 4 &amp;nbsp;แห่งตลอดแนวอุโมงค์เกือบ 70 กม. เป็นพื้นที่ป่าที่มีชุมชนชาวปกาเกอะญออาศัยอยู่ ข้อมูลที่พบในอีไอเอไม่ตรงกับข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายหาญณรงค์กล่าวว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่ได้ทำจดหมายถึงกรมกชลประทาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแดวล้อม และ คชก. 2-3 ครั้ง ซึ่งพบว่า คชก. ไม่ได้เชิญชาวบ้านที่ทักท้วงมาให้ข้อมูลใดๆ มีเพียงเจ้าของโครงการเท่านั้นที่ได้มาให้ข้อมูล แม้ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด โครงการกลับได้รับอนุมัติให้ผ่านได้ จึงเกิดข้อสงสัยว่าใช้ข้อมูลใดในการประชุมพิจารณาดังกล่าว มีส่วนร่วมของผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างไร หากบอกว่าเป็นโครงการระยะหนึ่ง ขุดอุโมงค์ยาวเกือบ 70 กม. และอ้างเทคโนโลยีจีน แต่เราไม่เคยเห็นผลงาน มีตัวอย่างกรณีโครงการผันน้ำแม่แตงแม่งัด จ.เชียงใหม่ ซึ่งพบว่าการก่อสร้างล่าช้ามาก เกิดอันตรายและมีผู้เสียชีวิตโดยต้องใช้เวลาก่อสร้างนับ 10 ปี แต่โครงการนี้มีอุโมงค์ยาวกว่า ทำให้ตกใจว่าอีไอเอผ่านได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในเฟส (ระยะ) 2 ที่จะมีการผันน้ำสาละวินซึ่งเป็นแม่น้ำนานาชาติ ที่ใช้ร่วมกับจีนและพม่า แม้อ้างว่าใช้น้ำไม่มาก แต่เราได้แจ้งประเทศในลุ่มน้ำหรือยัง ทราบมาว่าไม่นานมานี้พม่าได้ทำหนังสือถึงองค์กรระหว่างประเทศแห่งหนึ่ง เพราะเขาเป็นห่วงผลกระทบ แต่กรมชลประทานและนักการเมืองได้คิดเรื่องนี้หรือไม่ หรือต้องรจนกว่าจะเกิดปัญหา&amp;rdquo;นายหาญณรงค์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานมูลนิธิบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่าหลังจากมีอีไอเอของโครงการนี้เผยแพร่ออกมา พบว่ากรมชลประทานทำการประชาสัมพันธ์โดยตัดตอนข้อมูล นำเสนอเฉพาะข้อดี ว่าจะได้พื้นที่ชลประทานหลายล้านไร่ แต่การเพิ่มน้ำ 1,800 ล้าน ลบ.ม. ในพื้นที่ชลประทานทับซ้อนในลุ่มเจ้าพระยาอยู่แล้ว เป็นการใช้ตัวเลขจำนวนมาก ไม่สะท้อนข้อเท็จจริง ซึ่งต้องคำนวนการใช้น้ำต่อไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กมธ. ควรรู้ว่า หากกรมชลประทานจะเอาน้ำมา หรือจะร่วมทุนกับประเทศใดก็ตาม กรมชลประทานมีสิทธิในการเก็บค่าน้ำไม่เกิน 50 สตางค์ การโอ้อวดว่าจะร่วมทุนและเก็บค่าน้ำไปคืนผู้ก่อสร้าง ถือว่าไม่ทราบข้อกฎหมายของไทย การให้ภาครัฐลงทุนทั้งหมด เป็นไปไม่ได้ว่ารัฐไทยจะมีเงิน เพราะโครงการซับซ้อนหลายขั้นตอนหลายสเต็บ บอกว่าใช้เวลาก่อสร้าง 4-7 ปี คิดว่าเป็นไปไม่ได้ การที่รีบเร่งผลักดันโครงการจนดูว่าผิดปกติ มีการคาดหวังอะไรมากกว่านี้หรือไม่ น่าสงสัย&amp;rdquo; นายหาญณรงค์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายหาญณรงค์กล่าวว่า การเจรจาหากร่วมทุน ต้องมีการเจรจาหลายครั้ง ประสบการณ์จากประเทศเพื่อนบ้านพบว่า จีนจะส่งออก know how &amp;nbsp;ในการลงทุน ไม่มีทางที่จีนจะสร้างให้ฟรีๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่นักการเมืองต้องมีข้อมูลมากกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114008</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอร์ดสิ่งแวดล้อม, ผันน้ำยวม, พรรคพลังประชารัฐ, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, วีระกร คำประกอบ, ส.ส.นครสวรรค์, อีไอเอ, เขื่อนภูมิพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210820/image_big_611fa8e296f80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
