<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116775</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 12:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การแพร่ระบาดของโควิด-19 และการปรับตัวของอุดมศึกษาในภูมิภาค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับตั้งแต่ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเผชิญกับข้อท้าทายหลายแบบพลิกผันหลายประการ ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจ การตั้งคำถามกับพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ งานในอนาคตภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิตอลที่เร่งวิถีการผลิตและการบริโภคที่ต้องปรับเปลี่ยน ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคอย่างเชื่อมโยงกัน และส่งสัญญานเตือนให้ต้องเตรียมรับมือและปรับตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคอุดมศึกษายิ่งถูกคาดหวังให้ผู้ชี้นำการเปลี่ยนแปลงสังคม สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์และแก้ปัญหาสังคม หล่อหลอมทั้งความรู้และทักษะให้กับผู้เรียนที่พร้อมออกไปใช้ชีวิตในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่สถาบันอุดมศึกษาพร่ำสอนให้ผู้เรียนมีทักษะที่จำเป็นและมีความสามารถในการปรับตัว แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลายเป็นบททดสอนชั้นดีว่ามหาวิทยาลัยมีความพร้อมและสามารถในการปรับตัวได้ดีและรวดเร็วเพียงใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนันต์ อากาวัล (Anant Agarwal) CEO ของ edX แพลตฟอร์มการเรียนการสอนออนไลน์แบบเปิด ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้มหาวิทยาลัยทั่วโลกต้องปรับเปลี่ยนวิธีการสอนแบบเดิมเป็นออนไลน์ บางแห่งจาก 1-2 เปอร์เซ็นต์ แต่บางแห่งก็เปลี่ยนเป็นการสอนออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเขาพบด้วยว่ามหาวิทยาลัยมีความพร้อมในการสอนออนไลน์ในระดับที่แตกต่างกัน สำหรับมหาวิทยาลัยที่มีการวางแผนระยะยาวและเตรียมความพร้อมไว้ก่อนหน้าแล้ว การเกิดขึ้นของโรคระบาดโควิด-19 กลายเป็นแค่ตัวเร่งให้เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น แต่สำหรับมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เตรียมความพร้อมไว้ ต้องมีการวางแผนให้การเปลี่ยนแปลงสู่การเรียนการสอนแบบออนไลน์เป็นไปได้อย่างมีคุณภาพ ไม่นับรวมความพร้อมในแง่สาธารณูปโภคทางด้านดิจิตอล และการเข้าถึงเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นของผู้เรียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยการอุดมศึกษาและการพัฒนา หรือ Southeast Asian Ministers of Education Organization: Regional Institute for Higher Education and Development (SEAMEO RIHED) องค์การระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นโดยมติของการประชุมสภารัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้หารือเชิงนโยบายกับประเทศสมาชิก ซึ่งพบว่ารัฐบาลแต่ละประเทศในภูมิภาครับมือกับสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ในหลายลักษณะเพราะเงื่อนไขอันเฉพาะของตนเอง แต่ทุกประเทศให้ความสำคัญกับความปลอดภัยโดยยังคงไว้ซึ่งการเรียนรู้แบบต่อเนื่องไม่มีการสะดุด ขอยกตัวอย่างแนวปฏิบัติที่น่าสนใจของบางประเทศดังนี้ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าในด้านอุดมศึกษาในภูมิภาค แต่กลับเป็นประเทศเดียวที่รัฐบาลประกาศนโยบาย Home-based Education คือเน้นให้จัดการเรียนการสอนภายในประเทศ เรียกนักศึกษาที่ศึกษาในโครงการแลกเปลี่ยนทั้งหมดกลับเข้าประเทศ และให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำของหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อจัดการกับการแพร่ระบาดของโควิด19 ในขณะเดียวกัน Nanyang Technology University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของสิงคโปร์มีนโยบายให้ชะลอการเรียนการสอน 1 ภาคการศึกษา และใช้เวลาดังกล่าวเพื่อจัดเตรียมระบบที่รองรับสนับสนุนการเรียนรู้ในยุคโควิด-19 ให้อาจารย์เตรียมความพร้อมในการผลิตสื่อการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะของอาจารย์ผู้สอน การพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาสำหรับการเรียนการสอนแบบออนไลน์ อีกทั้งยังมีการเตรียมระบบสนับสนุนให้กับนักศึกษา ทั้งการปรับเปลี่ยนหอพัก ห้องเรียนเพื่อความพร้อมในการเรียนแบบ Hybrid และ ออนไลน์ การสนับสนุนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าเรียนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ณ ปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ยังดำเนินนโยบายการสร้างความเป็นสากลให้กับนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยหันกลับมามุ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักศึกษาภายในภูมิภาค เพื่อให้นักศึกษาของสิงคโปร์เข้าใจถึงอัตลักษณ์ความเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยตระหนักถึงแง่มุมและความสำคัญของความเป็นสากลของอุดมศึกษา จึงอนุญาตให้นักศึกษาที่จะต้องเดินทางไปต่างประเทศทั้งการแลกเปลี่ยนและการเรียนทั้งหลักสูตรเกินกว่า 1 ปี สามารถขออนุญาตออกนอกประเทศได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.&amp;nbsp;ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่มีภูมิประเทศเป็นหมู่เกาะและหากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค มีประวัติศาสตร์ของการศึกษาแบบทางไกลมายาวนาน โควิด-19 ทำให้ฟิลิปปินส์ต่อยอดพัฒนาการเรียนการสอนแบบทางไกลผ่านทางออนไลน์โดยมหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ (University of Philippines) ได้เป็นหัวหอกในการจัดทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้ และออกแบบวิธีการประเมินคุณภาพการเรียนรู้ผ่านทางออนไลน์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.&amp;nbsp;ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศที่ต้องเผชิญกับการระบาดโควิด-19 รุนแรงและมีการประกาศล็อกดาวน์ยาวนาน แต่มาเลเซียให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของนักศึกษาในต่างประเทศและการสร้างทักษะข้ามวัฒนธรรม (Intercultural competencies) ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในการเป็นพลเมืองแห่งภูมิภาคและโลกอย่างแท้จริง รัฐบาลมาเลเซียได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อออกแบบและวางแผนการดำเนินงานโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา มีการกำหนดนิยาม &amp;ldquo;การแลกเปลี่ยนออนไลน์&amp;rdquo; (Virtual Mobility) เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันภายในประเทศ การสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างประเทศแบบออนไลน์ในหลายลักษณะ เช่น University Malaysia Sabah ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในมาเลเซียและภูมิภาค จัดมหกรรมกีฬาออนไลน์โดยมีนักศึกษาภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าร่วมกิจกรรม การจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวออนไลน์ร่วมกับหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวในเกาะบอร์เนียว เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างการปรับตัวของทั้ง 3 ประเทศ ทำให้เห็นว่าการออกแบบนโยบายเพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเรียนการสอนในโหมดปกติถัดไป (Next New Normal) ต้องอาศัยการคิดในเชิงยุทธศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ประกันการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง และใช้ประโยชน์จากโอกาสที่มีเพื่อไม่ให้ผู้เรียนต้องสูญเสียโอกาสการเรียนรู้ ในขณะที่มุ่งเสริมสร้างทักษะใหม่ ทั้งนี้ รัฐต้องพิจารณาเงื่อนไขเพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระดับภูมิภาค SEAMEO RIHED เห็นถึงความสำคัญของการเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนและความพร้อมในการดำรงชีวิตในโลกอนาคต จึงได้จัดทำโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป &amp;ldquo;SEA-EU Mobility Programme for Sustainable Development&amp;rdquo; ซึ่งการแลกเปลี่ยนนักศึกษาภายใต้โครงการนี้ จะมุ่งเป้าไปที่การจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของผู้เรียน ผู้จัดการเรียนรู้ และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อ &amp;ldquo;การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; โดยไม่จำกัดสาขาวิชาของผู้เรียนผ่านทางระบบออนไลน์ ทั้งนี้ เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้กับการแก้ปัญหาข้อท้าทายของโลกอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;SEAMEO RIHED ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การแลกเปลี่ยนของเยาวชนในยุคโลกปรับเปลี่ยน &amp;ldquo;Youth Learners&amp;rsquo; Mobility in an Agile World&amp;rdquo; an SDG 14 &amp;ldquo;Life Below Water&amp;rdquo; Learning Programme as Case Study ระหว่างวันที่ 23-24 กันยายน 2564 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่&amp;nbsp; https://europetouch.mfa.go.th/th/content/asem-workshop-on-youth-learners-mobility&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่มเย็น โกไศยกานนท์
ผู้อำนวยกาSEAMEO RIHED
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116775</URL_LINK>
                <HASHTAG>ร่มเย็น โกไศยกานนท์, อุดมศึกษา, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fb83119c45.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96674</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2021 14:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2021 14:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เอนก&quot; ลงพื้นที่โครงการU2T​จ.ลำปาง​ ยกระดับสินค้าเกษตร​ ท่องเที่ยว​ เงินหมุดเวียนช่วยชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 64 ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมผู้บริหาร อว.ลงพื้นที่โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการหรือมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ(U2T) ที่ศูนย์การเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงบ้าน&amp;nbsp; หล่ายทุ่ง ต.วอแก้ว อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง เพื่อติดตามนักศึกษาที่ได้รับการจ้างงานโครงการ U2T และเยี่ยมชมโครงการเกษตรอินทรีย์วอแก้ว ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้ทำการเกษตรของทุกหมู่บ้าน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.อว. กล่าวว่า ต้องขอบคุณโควิด-19 วิกฤตินี้ ทำให้รัฐบาล ต้องจ้างงานนักศึกษาเพื่อบรรเทาการว่างงานด้วยความเป็นห่วงประชาชน ขณะที่ อว.เองได้นำมาคิดต่อว่าการจ้างงานของเราค้องไม่เพียงแต่ทำให้หายจากความทุกข์เท่านั้น แต่ต้องทำมากกว่านั้นคือให้ทั้งวิขาการความรู้ การเพิ่มและพัฒนาทักษะ ให้ประสบการณ์การทำงานในพื้นที่กับชุมชนและการทำงานแบบเป็นทีม มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเป็นพี่เลี้ยงพร้อมจัดกิจกรรมเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้รู้ตักพูดคุยกับคนมากหน้าหลายตา จึงอยากให้ผู้ได้รับการจ้างงานรักษาโอกาศนี้ไว้ การจ้างงานครั้งนี้ จะให้อนาคตใหม่เพื่อให้ทุกคนนำไปต่อยอดอาชีพในอนาคตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม เท่าที่มีการประเมินเบื้องต้น พบว่าโครงการ U2T มีผลตอบรับดีมาก แต่ละเดือนทำให้มีเงินไหลเข้าตำบลดีมาก ผมได้กำชับตำบล อบต. เทศบาล ให้มีเงินไหลเวียนอยู่ในชุมชนให้มากที่สุดเพื่อช่วยเศรษฐกิจชุมชน&amp;rdquo;รมว.อว.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก กล่าวอีกว่า สำหรับในพื้นที่ที่ศูนย์การเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงบ้าน&amp;nbsp; หล่ายทุ่ง ต.วอแก้ว อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง นักศึกษาที่ได้รับการจ้างงานโครงการ U2T จะร่วมกับ มหาวิท ยา ลัยราชภัฏลำปาง พัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ตราสินค้า สลากสินค้า&amp;nbsp; บรรจุภัณฑ์ ส่งเสริมการตลาดและช่องทางการตลาด ได้แก่ อบรมพัฒนาตลาดออนไลน์&amp;nbsp; อบรมการคำนวณต้นทุนผลิตภัณฑ์ อบรมการจัดทำบัญชี อบรมการจัดการของเสียจากการผลิต นอกจากนั้น จะมีการยกระดับอาชีพเกษตรกรรม เช่น การส่งเสริมการทำปุ๋ยหมัก ที่ชุมชนยังขาดความรู้ในเรื่องการตรวจสอบสารอาหารในปุ๋ย และจากการสำรวจพื้นที่ในชุมชนและจากการค้นหาข้อมูลการวิจัยเกี่ยวกับการทำปุ๋ยพบว่า กระถินป่าที่มีอยู่ในชุมชนจำนวนมากสามารถนำมาทำปุ๋ยหมักได้ ผลการวิจัยพบว่ากระถินมีสารอาหารที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช เนื่องจากมีปริมาณธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.อว.กล่าวต่อว่า ที่สำคัญจะมีการพัฒนาและยกระดับแหล่งท่องเที่ยว เพราะวอแก้วเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นพื้นที่ภูเขา และเนินเขา มีความสวยงาม มีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ แม่วังฝั่งขวา อุทยานขุนตาล&amp;nbsp;&amp;nbsp; และมีวัฒนธรรมประเพณีที่สำคัญ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ได้แก่ ประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุ วัดม่อนป๋อปอดอยแล รวมทั้งมีแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ห้วยแม่ไพร ห้วยแม่เปิ๊บ ห้วยแม่ติว ห้วยบก ห้วยซ้อน ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติและการเกษตร&amp;nbsp; ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวสนใจทำกิจกรรมในชุมชนจำนวนมาก เช่น นักปันจักรยาน ผู้สนใจเข้ามาอบรมการทำการเกษตรอินทรีย์ และนักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักโฮมสเตย์ เป็นต้น&amp;nbsp; โดยจะต้องมีการพัฒนาภูมิทัศน์ชุมชน เช่น การใช้ต้นพืชผักที่เพาะปลูกในการจัดสถานที่ การปรับปรุงภูมิทัศน์โดยใช้ภูมิปัญญาชุมชนและสอดรับกับวิถีชุมชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96674</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.ลำปาง, ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์, อุดมศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210320/image_big_6055a11ff0e5b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84360</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2020 11:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2020 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.การอุดมศึกษาฯ ลงพื้นที่ ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันจังหวัดลำปาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ศาลากลางจังหวัดลำปาง ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมผู้บริหาร อว. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจังหวัดลำปางตามนโยบาย &amp;ldquo;ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน&amp;rdquo; โดยมีนายสุรพล บุรินทราพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ให้การต้อนรับ โดย ศ.ดร.เอนก เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการงานด้าน อววน. ที่สนับสนุนการพัฒนาจังหวัดลำปาง ใน 6 ด้าน คือ ท่องเที่ยววิถีชุมชน - เกษตรปลอดภัย - การบริหารจัดการน้ำ &amp;ndash;การบริหารจัดการขยะ &amp;ndash; การพัฒนาสับปะรดครบวงจรด้วย วทน. &amp;ndash; เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อบริหารจัดการพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น ศ.ดร.เอนก กล่าวว่า กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาพื้นที่ โดยใช้องค์ความรู้แบบบูรณาการศาสตร์&amp;nbsp; ผนวกกับงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน&amp;rdquo; โดยมี &amp;ldquo;หน่วยปฏิบัติการส่วนหน้าของ อว. ในการสนับสนุนการพัฒนาจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;อว.ส่วนหน้า&amp;rdquo; จะเป็นข้อต่อสำคัญในการเชื่อมโยง องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของ อว. ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาจากบุคลากรเฉพาะ&amp;nbsp; ที่มีสมรรถนะสูง จากอุทยานวิทยาศาสตร์&amp;nbsp; เครือข่ายมหาวิทยาลัยและหน่วยงานในสังกัด อว. โดยการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า (Value Based Economy) ซึ่งจะต้องขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาที่จะนำไปสู่นวัตกรรมที่เป็น Demand-side&amp;nbsp; และ บูรณาการงาน 3 ศาสตร์ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ สู่การแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัดในทุกมิติ อันจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.อว.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ หน่วยปฏิบัติการส่วนหน้าของ อว. ในการสนับสนุนการพัฒนาจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันมี หน้าที่สำคัญในการผลักดันภารกิจใน 4 ด้าน คือ 1. ประสานการนำงานด้าน อววน. เพิ่มขีดความสามารถผนวกกับศักยภาพจังหวัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. ขับเคลื่อนแผนงาน/โครงการด้าน อววน. ในจังหวัด&amp;nbsp; 3. ส่งเสริมการนำงานด้าน อววน. สนับสนุนจังหวัด&amp;nbsp; และ 4. เป็นหน่วยงานฯ ม้าเร็ว ที่จะรับประเด็นปัญหาที่มีความจำเป็นเร่งด่วนของจังหวัด แล้วประสานงานหน่วยงานเจ้าขององค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในการนี้ อว. ได้แต่งตั้ง หน่วยปฏิบัติการส่วนหน้าของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการสนับสนุนการพัฒนาจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน จังหวัดลำปาง ผู้ทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการฯ คือ&amp;nbsp; ผศ.ดร. พงศธร คำใจหนัก รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง โดยมีคณะทำงานขับเคลื่อนงานด้าน อววน. พัฒนาจังหวัดลำปาง ประกอบด้วย ผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ผู้แทนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาลำปาง ผู้แทนศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ลำปาง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผู้แทนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์ลำปาง ผู้แทนมหาวิทยาลัยเนชั่น (ลำปาง )&amp;nbsp; วิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดลำปาง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.อว.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้จังหวัดลำปางได้นำเสนอข้อเสนอความต้องการเพื่อพัฒนาจังหวัดลำปาง ประกอบด้วยปัญหาด้านการเกษตร ได้มอบให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาลำปาง รับผิดชอบ ปัญหาด้านการท่องเที่ยว มอบให้ ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ลำปาง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต รับผิดชอบ ปัญหาด้านการบริหารจัดการขยะ มอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์ลำปาง รับผิดชอบ ปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องน้ำ และปัญหาด้านการศึกษา&amp;nbsp; มอบ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง รับผิดชอบ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84360</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์, อุดมศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201119/image_big_5fb5f45ae81b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84356</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2020 11:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/11/2020 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อว.หนุน จ.ลำปางมุ่งสู่เศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมเสวนา เรื่อง บทบาทของสถาบันอุดมศึกษาในจังหวัดลำปางต่อการผลิตบัณฑิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานหลังโควิด-19 พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง นโยบายจังหวัดลำปางในมิติการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว่า จ.ลำปาง เป็นบ้านเกิด เป็นเมืองที่ตนรักและภูมิใจ การพัฒนา จ.ลำปาง ไม่ได้มีแต่เฉพาะด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ท่องเที่ยว ฯลฯ เพียงช่องทางเดียว แต่จะต้องพัฒนาด้านวัฒนธรรมด้วย เหมือนกับประเทศไทยที่มีขาหนึ่งซึ่งจะต้องมีการลงทุนด้านเศรษฐกิจ เช่น อีอีซี โทรคมนาคมสู่ 5 จี การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ให้เป็น 4.0 มีเรื่องของ AI และโรบอท แต่อีกขาจะต้องลงทุนด้านวัฒนธรรมด้วย ในประเทศที่เจริญแล้วใช้วัฒนธรรมในการสร้างชาติสร้างรายได้เข้าประเทศ เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน หรือแม้กระทั่งจีน เมืองใหญ่ทุกเมืองมีพิพิธภัณฑ์ทั้งหมด เช่นเดียวกับประเทศเกาหลีใต้ ดังนั้น ประเทศไทยก็ต้องเดิน 2 ขา คือขาของเศรษฐกิจและขาของวัฒนธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.อว.กล่าวต่อว่า ลำปางเป็นเมืองเก่าแก่กว่า จ.เชียงใหม่ ถึงกว่า 600 ปี อายุของลำปางมากกว่า 1,300 ปี ขณะที่เชียงใหม่มีอายุประมาณ 700 ปี ลำปางอยู่คู่กับลำพูน มีวัฒนธรรมเก่าแก่มากมาย ยิ่งกว่านั้นตนมีข้อมูลใหม่ว่า จ.ลำปาง มีเพลงพื้นเมืองพื้นถิ่นมากที่สุดในประเทศไทย โดยตนได้หารือกับ รศ.ดร. สุกรี เจริญสุข ผู้ก่อตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ว่าจะนำเอาเพลงล้านนา หรือเพลงลาวลำปางมาทำเป็นซิมโฟนีและบันทึกเสียงจำหน่ายไปทั่วโลก นี่คือขาวัฒนธรรมที่เราต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งจะสอดคล้องกับสิ่งที่ตนดำเนินการอยู่ นั่นคือการยกย่องครูดีๆให้เป็นศาตราจารย์ปฏิบัติ หรือศาตราจารย์ศิลปะ ในฐานะที่สร้างความรู้ให้กับแผ่นดิน นอกจากนี้ สิ่งที่ตนอยากจะเห็นใน จ.ลำปาง คือการเกิดขึ้นของสถาบันช่างศิลป์ล้านนาหรือสล่า ที่เป็นศูนย์กลางช่างศิลป์ของล้านนาที่สามารถสร้างสรรค์งานศิลปะขึ้นมาใหม่ ทั้งเรื่องของการสร้างวัด สร้างโบราณสถาน เป็นต้น รวมทั้งอยากจะเห็นพิพิธภัณฑ์ล้านนาที่ จ.ลำปาง ที่สามารถหาเงินได้ เป็นการสร้างเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ล้านนาต้องมีชีวิต และคนต้องอยากมาเที่ยว มาเที่ยวแล้วต้องอยากซื้อของที่ระลึกกลับบ้าน ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดโดยคนลำปาง ไม่ใช่มาจากรัฐบาล ไม่ใช่มาจากรัฐมนตรี คนลำปางจะต้องมีความตื่นตัว รักหวงแหนใน จ.ลำปาง ลำปางจึงจะมีอนาคต ต้องสร้างลำปางนิยมขึ้นมา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ลำปางกำเนิดมาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งแรกเป็นอิสระในยุคของพญามังราย 200 ปี ครั้งที่ 2 พ่ายแพ้ถูกพม่าเอาเป็นเมืองประเทศราชพร้อมกับอยุธยา 200 ปี และ ครั้งที่ 3 พระเจ้าทิพย์ช้างกล้าก่อกบฏต่อพม่า ทำให้ลำปางเป็นเอกราช มีอิสรภาพ และทำให้ภาคเหนืออยู่คู่กับประเทศสยาม เพราะฉะนั้นเราจะต้องสร้างจิตวิญญาณแห่งทิพย์ช้างขึ้นมาให้ได้ เพื่อให้ลำปางเจริญรุ่งเรืองสืบไป&amp;ldquo; ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84356</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์, อุดมศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201119/image_big_5fb5f22720902.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84352</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2020 11:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2020 11:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“แม่มอกหลั่นล้าอีโคโนมี”สร้างรายได้ ดูแลผู้สูงอายุ  มากกว่า 15,000 บาท/เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจังหวัดลำปาง โครงการเพื่อขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน โดยตรวจเยี่ยมการทำงานของภาคประชาสังคมในการพัฒนาชุมชนในรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคม โดยการพัฒนาวิชาชีพนักบริบาลผู้สูงอายุโดยชมรมแม่มอกหลั่นล้าอีโคโนมี : ภาคประชาสังคมแบบไทยๆ ของกลุ่มคนรักษ์แผ่นดินเกิด แบบอย่างการพัฒนาชุมชน ที่เริ่มต้นจากคนในชุมชนด้วยเครื่องมือการพัฒนา ต.แม่มอก อ.เถิน จ.ลำปาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ศ.ดร.เอนก กล่าวว่า ชมรมแม่มอกหลั่นล้าอีโคโนมี เกิดขึ้นในปี 2560 เป็นการรวมตัวกัน ของกลุ่มลูกหลานแม่มอกจิตอาสารักบ้านเกิด ทั้งอยู่ในและนอกชุมชนอย่างไม่เป็นทางการที่มีความมุ่งมั่นใน การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมของบ้านเมืองแม่มอกให้สามารถพึ่งพาตนเอง พึ่งพากันเองและพึ่งพาซึ่งกันและกัน ในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนร่วมกับรัฐ พัฒนาผู้หญิงเฝ้าบ้าน ลูกหลานเฝ้ายายให้มีโอกาสสร้างอาชีพเสริม เพิ่มทางเลือกงานบริการในอนาคต ที่ไม่ต้องรอพึ่งพาอาศัยการดูแลจากราชการแต่เพียงอย่างเดียว&amp;nbsp; &amp;ldquo;ชมรมแม่มอกหลั่นล้าอีโคโนมี&amp;rdquo; ใช้แนวคิดทฤษฎี &amp;ldquo;หลั่นล้าอีโคโนมี&amp;rdquo; การสร้างเศรษฐกิจชาติด้วยเศรษฐกิจฐานรากวัฒนธรรม พร้อมกับการสร้างวิชาชีพ &amp;ldquo;นักบริบาลผู้สูงอายุแม่ มอกหลั่นล้าอีโคโนมี&amp;rdquo; จำนวน 90 ชีวิตใน 1 ตำบล ให้กับหญิงชาวนาที่ไม่ใช่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ให้บริการดูแลผู้สูงอายุรายชั่วโมงในโรงพยาบาลของรัฐ ให้บริการดูแล ผู้สูงอายุที่บ้านแบบรายวัน รายเดือน ผ่านการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบของ &amp;ldquo;ชมรมแม่มอกหลั่นล้าอีโคโนมี&amp;rdquo; ที่ มีกลไกการทำงานแบ่งเป็นทีม 4 ทีม คือ ทีมปฏิบัติการ ได้แก่ เครือข่ายนักบริบาลผู้สูงอายุที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุระดับพื้นฐาน 80 ชั่วโมง จำนวน 30 คน และหลักสูตรผู้ดูแล ผู้สูงอายุขั้นสูง 420 ชั่วโมง จำนวน 60 ค น จากหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ผศ.พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน ที่มี อาจารย์พินทิพย์ กาญจนภูมินทร์ เป็นหัวหน้าทีมในการจัดการฝึกอบรม ในพื้นที่ตำบลแม่มอก โดยอาศัยศาลาการเปรียญในวัดเป็นห้องเรียนภาคทฤษฎี ผ่านกองทุนสนับสนุนที่ก่อตั้งโดย ศ.พญ.จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีคณะเทคโนโลยีวิทยาศา สตร์สุขภาพ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์&amp;nbsp; โดยทุกครั้งที่มีรายได้จากการออกให้บริการจะพร้อมใจกันบริจาคคืนให้ชมรมฯผ่าน &amp;ldquo;กองทุนพัฒนานักบริบาลผู้สูงอายุแม่มอกหลั่นล้าอีโคโนมี&amp;rdquo; ร้อยละ 5 ของรายได้ เพื่อรวบรวมจัดสวัสดิการให้กับนักบริบาลทั้งเครือข่ายนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลไกการทำงาน ทีมที่สอง คือ ทีมประสานงาน ประกอบด้วยตัวแทนนักบริบาลผู้สูงอายุแม่มอก หลั่นล้าอีโคโนมีที่มีจิตอาสาช่วยประสานงานระหว่างเครือข่ายนักบริบาลกับผู้รับบริการในการจัดลำดับการให้บริการ การเบิกจ่ายค่าตอบแทนนักบริบาล การแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการให้บริการ ทีมที่สาม คือ ทีมอำนวยการหรือทีมปรับปรุงงาน ประกอบไปด้วยตัวแทนของทีมปฏิบัติงานและทีมประสานงาน สมาชิกชมรมแม่มอกหลั่นล้าอีโคโนมีหลากหลายวิชาชีพ และทีมที่สี่ คือ ทีมที่ปรึกษา ประกอบด้วยคณะผู้บริหารหน่วยงานราชการ ท้องที่ ท้องถิ่น ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือในชุมชน ผู้บริหารและคณะอาจารย์ที่ทำการสอน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;รูปแบบของการหารายได้เสริมจากการทำเกษตรกรรมของหญิงชาวนา จนสามารถสร้างรายได้เพิ่ม ได้จริงด้วยวิชาชีพ &amp;ldquo;นักบริบาลผู้สูงอายุแม่มอกหลั่นล้าอีโคโนมี&amp;rdquo; มาจากเงินบริจาคทั้งหมด สู่การสร้างรายได้ หลังการฝึกอบรมมากกว่า 15,000 บาทต่อคนต่อเดือน ร่วมกับการออกให้บริการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ ในรูปแบบจิตอาสาร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใน ต.แม่มอก อ.เถิน จ.ลำปาง ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของการดำเนินกิจการ &amp;ldquo;ธุรกิจเพื่อสังคม&amp;rdquo;(Social Enterprise) ที่สามารถสร้างรายได้ ควบคู่กับการสร้างคุณค่าในตัวเองด้วย&amp;rdquo; ศ.ดร.เอนก กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84352</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์, อุดมศึกษา, แม่มอกหลั่นล้าอีโคโนมี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201119/image_big_5fb5eecf292d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
