<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>61596</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2020 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2020 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไทยเฮ กสทช.ควัก 3,000 ล้านอุดหนุน 30 ล้านเลขหมายใช้เน็ตฟรี 10 กิกะไบต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 มี.ค.2563 &amp;nbsp;นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อ ประโยชน์สาธารณะ (บอร์ดกองทุน กทปส.) ได้เห็นชอบแนวทางการใช้เงินกองทุน กทปส.เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในภาวะวิกฤติการระบาดของไวรัสโควิด-19 และเป็นการสนับสนุนนโยบาลรัฐบาลอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ และเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ SOCIAL DISTANCING ด้วยการให้ประชาชนได้ใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือเพิ่มอีก 10 กิกะไบต์ฟรี เป็นเวลา 30 วัน ซึ่งประชาชนสามารถรับสิทธิ์ได้ ด้วยการกด*170*เลขบัตรประชาชน13หลัก #โทรออก เพื่อรับสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.- 30 เม.ย.นี้ โดย 1 คน มีสิทธิ์ 1 เลขหมายเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ใช้มือถือ ที่มีสิทธิ์ในประเทศไทย มีราว 30 ล้านเลขหมาย คาดว่าจะใช้เงินราว 3,000 ล้านบาท หรือเลขหมายละ 100 บาท โดยผู้ใช้บริการมือถือที่มีสิทธิ์ได้รับอินเทอร์เน็ตเพิ่ม 10 กิกะไบต์นั้น ซึ่งต้องเป็นผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต ไม่เกิน 10 กิกะไบต์อยู่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใช้บริการบัตรเติมเงิน (พรีเพด) ส่วนผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ คือ กลุ่มที่ใช้แพ็กเกจอินเทอร์เน็ต เกิน 10 กิกะไบต์ หรืออัลลิมิต (Unlimit) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้บริการรายเดือน (โพสต์เพด)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ตประจำที่ หรืออินเทอร์เน็ตประจำบ้านให้อีก 100 เมกะบิตนั้น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอยู่ระหว่างพิจารณา คาดว่าจะมีข้อสรุปในเร็วๆ นี้ โดยเรื่องดังกล่ว ไม่จำเป็นต้องนำเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เนื่องจากเป็นการใช้เงินของกองทุน กทปส.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61596</URL_LINK>
                <HASHTAG>10 กิกะไบต์, กสทช., ฐากร ตัณฑสิทธิ์, อินเทอร์เน็ตมือถือ, อุดหนุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190513/image_big_5cd93bb33bf92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11043</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2018 10:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2018 10:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มหา’ลัยไหนรับงบสูงสุดปี2562ไปดูกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย.2561 &amp;ndash; ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 ที่ได้ผ่านวาระแรกของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นั้น &amp;nbsp;กระทรวงศึกษาธิการถือว่าได้รับงบประมาณมากที่สุดถึง 489,798.6 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนถึง 16.7% ของทุกกระทรวงเลยทีเดียว แม้จะได้รับน้อยกว่างบประมาณปี 2561 ก็ตามที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือในงบประมาณดังกล่าวได้มีการจัดสรรให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ด้วย &amp;nbsp;ซึ่งแต่ละแห่งได้รับเท่าใด ไปสำรวจกันได้เลย 1.สถาบันวิทยาลัยชุมชนได้ 711.3 ล้านบาท 2.มหาวิทยาลัยนเรศวร 2,479.3 ล้านบาท 3.มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 1,072.8 ล้านบาท 4.มหาวิทยาลัยรามคำแหง 1,194.5 ล้านบาท 5.มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 823.5 ล้านบาท 6.มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 869.6 ล้านบาท 7.สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 710.5 629.4 ล้านบาท 8.สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน 249.5 ล้านบาท 9.มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ 760.5 ล้านบาท 10.มหาวิทยาลัยนครพนม 759.3 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11.มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ 412 ล้านบาท 12.มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี 417.8 ล้านบาท 13.มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร 503.6 ล้านบาท 14.มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม 608.3 ล้านบาท 15.มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ 264.3 ล้านบาท 16.มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย 544.1 ล้านบาท 17.มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ 860.4 ล้านบาท 18.มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี 683.3 ล้านบาท 19.มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี 409.7 ล้านบาท 20.มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม 491ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21.มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา 661.1 ล้านบาท 22.มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช 529.2 ล้านบาท 23.มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ 568.2 ล้านบาท 24.มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา 575.5 ล้านบาท 25.มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 539.8 ล้านบาท 26.มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร 577.8 ล้านบาท 27.มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา 433.2 ล้านบาท 28.มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 463.3 ล้านบาท 29.มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี 515.5 ล้านบาท 30.มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี 532 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31.มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ 500.2 ล้านบาท 32.มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต 489.9 ล้านบาท 33.มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม &amp;nbsp;394.2 ล้านบาท 34.มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา 468.9 ล้านบาท 35.มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ 419.4 ล้านบาท 36.มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด 274 ล้านบาท 37.มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี 510.7 ล้านบาท 38.มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย 383.5 ล้านบาท 39.มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 450.1 ล้านบาท 40.มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ 323.9 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;41.มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 601.1 ล้านบาท 42.มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา 513.3 ล้านบาท 43.มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 814.2 ล้านบาท 44.มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี 800 ล้านบาท 45.มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 489.2 ล้านบาท 46.มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 313.1 ล้านบาท 47.มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 660.6 ล้านบาท 48.มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ 714.9 ล้านบาท 49.มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 552.8 ล้านบาท 50.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 1,422.4 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;51.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ 727.7 ล้านบาท 52.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก 658.2 ล้านบาท 53.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 877.1 ล้านบาท 54.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ 760.9 ล้านบาท 55.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 1,208.6 ล้านบาท 56.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย 922.8 ล้านบาท 57.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ 850ล้านบาท 58.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน 1,492.2 ล้านบาท 59.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 2,192.9 ล้านบาท 60.มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 1,951.8 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;61.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 1,787.9 ล้านบาท 62.มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 2,283.7 ล้านบาท 63.มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 1,789.8 ล้านบาท 64.มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย 856.9 ล้านบาท 65.มหาวิทยาลัยมหิดล 13,162.3 ล้านบาท 66.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 2,099.9 ล้านบาท 67.มหาวิทยาลัยบูรพา 2,131.5 ล้านบาท 68.มหาวิทยาลัยทักษิณ 1,401.5 ล้านบาท 69.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 5,556.2 ล้านบาท 70.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 6,004.8 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;71.สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 2,115.4 ล้านบาท 72.มหาวิทยาลัยพะเยา 1,432.0 ล้านบาท 73.สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา 147.9 ล้านบาท 74.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 5,042.3 ล้านบาท 75.มหาวิทยาลัยขอนแก่น 6,019.0 ล้านบาท 76.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 4,646.4 ล้านบาท 77.มหาวิทยาลัยสวนดุสิต 1,158.2 ล้านบาท 78.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 3,971.1 ล้านบาท 79.มหาวิทยาลัยศิลปากร 1,861.2 ล้านบาท 80.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 6,535.4 ล้านบาท 81.มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 1,482.4 ล้านบาท 82.สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 1,329.9 ล้านบาท และ 83.โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ 324.8 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11043</URL_LINK>
                <HASHTAG>2562, กระทรวงศึกษาธิการ, มหาวิทยาลัย, ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย, สนช., สภานิติบัญญัติแห่งชาติ, อุดหนุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180610/image_big_5b1c98f2ebc92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7655</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2018 12:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2018 12:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ธปท.” แนะเลิกอุดหนุนราคาสินค้าเกษตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ธปท.&amp;rdquo; ชี้การอุดหนุนราคาสินค้าเกษตรไม่ใช่ทางออกการแก้ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ มองเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด เสียงบประมาณโดยใช่เหตุ แนะคุมต้นทุน ดึงเทคโนโลยีเสริมเพิ่มผลิตภาพช่วยแก้ปัญหาได้ในระยะยาว

23 เม.ย. 61 - นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา &amp;ldquo;ขับเคลื่อนเกษตรกรไทยด้วยเทคโนโลยี&amp;rdquo; ว่า ภาคการเกษตรเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจ แม้ว่าสัดส่วนต่อจีดีพีอาจจะไม่สูงมาก แต่จำนวนประชากรในภาคการเกษตรมีมาก จึงมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหภาคด้วย โดยที่ผ่านมา พบว่า ประชากรในภาคเกษตรของไทยยังประสบปัญหารายได้ต่ำ หนี้ครัวเรือน การบริโภคที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ถือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในภาคการเกษตรของไทย

&amp;ldquo;การพัฒนาในภาคเกษตรของไทยยังมีอุปสรรค ซึ่งเป็นผลทำให้รายได้ของภาคการเกษตรยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของโลก การใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรที่ไม่ทันสมัย การมีพื้นที่เพาะปลูกที่มากจนเกินไป รวมถึงผลผลิตในภาคเกษตรที่มีมากจนเกินไป ส่งผลกดดันราคาพืชผลทางการเกษตรให้ตกต่ำลงด้วย&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว

นายวิรไท กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยใช้วิธีการในการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตร ซึ่งทำให้เสียงบประมาณการคลังโดยใช่เหตุ และเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด โดยยังเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดในระยะยาวอีกด้วย ทำให้ผลผลิตไม่สอดคล้องกับตลาด ดังนั้นประเทศไทยจะต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยในระยะสั้นจะต้องดูแลภาคการเกษตรจากปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ แต่ประเด็นนี้ยังไม่ใช่นโยบายสำคัญระยะยาวในการดูแลภาคเกษตรของไทย โดยในระยะยาวการเพิ่มผลิตภาพการผลิต การลดต้นทุน ถือเป็นเรื่องสำคัญและช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรของไทยอีกด้วย

&amp;ldquo;หลักการที่ถูกต้องในการแก้ปัญหาของภาคเกษตร จะต้องมองในระยะยาว โดยจะต้องมีการลดต้นทุนภาคเกษตรให้ถูกลง และเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิต โดยเฉพาะในอีก 5 ปีข้างหน้า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นเร็วมาก ภาคเกษตรจะต้องปรับตัวให้ทันเหมือนทุกภาคส่วน เพราะการอุดหนุนราคาเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน เพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ไม่มีความสามารถในการกำหนดราคาด้านการเกษตร แม้จะมีปริมาณการผลิตอยู่ในระดับสูง ดังนั้นการลดต้นทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญ&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7655</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธปท., ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, รับจำนำ, สินค้าเกษตร, อุดหนุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180315/image_big_5aaa98655a29c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7350</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2018 14:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2018 14:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวั่นปากี-อินเดียหนุนส่งออกน้ำตาล กระทบตลาดโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พันธมิตรปฎิรูปการค้าน้ำตาลโลก เรียกร้องมาตรการอุดหนุนการผลิตและส่งออกของปากีสถาน และอินเดีย หวั่นผลักผลผลิตน้ำตาลส่วนเกินออกสู่ตลาดโลก ส่งผลราคาในตลาดโลกวูบ พร้อมเตรียมออกแถลงการณ์ร่วม 8 พ.ค.นี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 เม.ย. 2561 - นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมาพันธมิตรเพื่อการปฎิรูปการค้าน้ำตาลโลก(จีเอสเอ) ที่มีประเทศออสเตรเลีย บราซิล และไทย ได้จัดประชุมทางไกล เพื่อหารือประเด็นการอุดหนุนการผลิตและส่งออกน้ำตาลของปากีสถานและอินเดีย และเห็นชอบที่จะออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ปากีสถาน ในฐานะผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 9 ของโลกยกเลิกมาตรการอุดหนุนการส่งออกน้ำตาล อีกทั้งกังวลต่ออินเดียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก &amp;nbsp;มีแนวโน้มที่จะนำมาตรการอุดหนุนการส่งออกมาใช้เช่นเดียวกัน เนื่องจากในฤดูการผลิตนี้ ทั้งสองประเทศมีน้ำตาลเหลือจากการบริโภคจำนวนมาก จึงเรียกร้องให้เคารพและปฏิบัติตามพันธกรณีองค์การการค้าโลก(ดับเบิลยูทีโอ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กลุ่มจีเอสเอ ประเมินว่า ปากีสถานและอินเดีย จะมีน้ำตาลส่วนเกินที่เหลือจากการบริโภคภายในประเทศเพื่อส่งออกไปสู่ตลาดโลก รวมประมาณ 2.3 ล้านตันและ 3 ล้านตัน ตามลำดับ และมีแนวโน้มว่า ทั้งสองประเทศจะผลักน้ำตาลส่วนเกินนี้ออกสู่ตลาดโลกโดยมีการอุดหนุนจากภาครัฐ ซึ่งจะทำให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด ดังนั้น ประเทศสมาชิกกลุ่มจีเอสเอ จะออกแถลงการณ์ร่วมกัน เพื่อเรียกร้องให้ปฏิบัติตามข้อตกลงดับเบิลยูทีโอ และแสดงจุดยืนคัดค้านการออกมาตรการอุดหนุนใดๆ ในการสนับสนุนการส่งออกน้ำตาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ในฐานะที่ไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกและเป็นหนึ่งในสมาชิกของจีเอสเอ จะเข้าร่วมการประชุมที่นครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 8 พ.ค.นี้ เพื่อเรียกร้องให้ปากีสถานและอินเดียปฏิบัติตามกฎกติกาทางการการค้าภายใต้ดับเบิลยูทีโอ &amp;rdquo; นายสิริวุทธิ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7350</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำตาล, น้ำตาลทราย, สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย, อุดหนุน, ไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180418/image_big_5ad6f4a1d0747.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
