<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117451</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เท2.7หมื่นล.ช่วยครองชีพคนจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัตรคนจนเฮ! ครม.เคาะงบกลาง 2.7 หมื่นล้าน ช่วยค่าครองชีพตั้งแต่ ต.ค.64-ก.ย.65 ลดค่าน้ำค่าไฟ อุดหนุนค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค-ค่าเดินทาง คงเบี้ยผู้พิการ 1 พันบาท เตรียมเปิดลงทะเบียน &amp;ldquo;เราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3&amp;rdquo; พร้อมปรับหลักเกณฑ์ &amp;ldquo;ทัวร์เที่ยวไทย&amp;rdquo; ไฟเขียวลดเงินสมทบประกันสังคมอีก 3 เดือน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 21 กันยายน นายธนกร วังบุญคงชนะ &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี &amp;nbsp;(ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการและขยายมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา อนุมัติงบกลาง ปี 64 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 27,005.66 &amp;nbsp;ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้ 1.วงเงิน 2,018 ล้านบาท &amp;nbsp;เพื่อขยายระยะเวลามาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำ/ค่าไฟ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 - กันยายน 2565 (12 เดือน) - กรณีใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วย/เดือน ติดต่อกัน 3 เดือน ให้ใช้สิทธิ์ค่าไฟฟ้าฟรีตามมาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบัน กรณีใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วย/เดือน ให้ใช้สิทธิ์ตามมาตรการนี้ในวงเงิน 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน กรณีใช้เกินวงเงินที่กำหนด ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด &amp;nbsp;ครอบคลุม 1.9 ล้านครัวเรือนโดยประมาณ, สนับสนุนค่าน้ำประปา วงเงิน 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน ในกรณีใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท &amp;nbsp;แต่ไม่เกิน 315 บาท ยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท &amp;nbsp;โดยส่วนเกินต้องชำระด้วยตนเอง และกรณีการใช้น้ำประปาเกิน 315 &amp;nbsp;บาท ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรับภาระในการชำระค่าน้ำประปาเองทั้งหมด ครอบคลุมประมาณ 186,625 ครัวเรือน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.วงเงิน 18,815 ล้านบาท สนับสนุนค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และการเพิ่มเบี้ยความพิการ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สำหรับค่าซื้อสินค้าอุปโภค/บริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อการเกษตรจากร้านธงฟ้าประชารัฐและร้านอื่นๆ &amp;nbsp;โดยผู้มีสิทธิ์ที่มีรายได้เกินกว่า 30,000 บาท แต่ไม่เกิน &amp;nbsp;100,000 บาท/ปี ได้รับ 200 บาท/คน/เดือน ในส่วนผู้มีสิทธิ์ที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี ได้รับ 300 บาท/คน/เดือน และได้รับส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 55 บาท/คน/3 เดือน, ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อาทิ ค่าโดยสาร ขสมก.ระบบ e-Ticket/รถไฟฟ้า, บขส., รถไฟ อย่างละ 500 บาท/คน/เดือน, เบี้ยความพิการ จำนวน &amp;nbsp;1,000 บาท/คน/เดือน อีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.วงเงิน 1,642 ล้านบาท ดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (รอบใหม่) เพื่อรองรับกระบวนการลงทะเบียนรอบใหม่ โดยจะเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการรับลงทะเบียนของหน่วยรับลงทะเบียน และค่าใช้จ่ายในการผลิตและบริหารจัดการบัตรฯ 4.วงเงิน &amp;nbsp;4,530.66 ล้านบาท สำหรับจัดสรรสวัสดิการแบบไม่มีกำหนดระยะเวลาสำหรับผู้มีรายได้น้อย ภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (รอบใหม่) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีบัตรฯ และเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อาจทำให้ผู้สมัครรอบใหม่มีจำนวนเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การช่วยเหลือลดอัตราค่าน้ำ/ค่าไฟ ตลอดจนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ &amp;nbsp;เป็นส่วนหนึ่งของกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานราก โดยมุ่งให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รัฐบาลห่วงใยเพื่อให้สามารถเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ รวมทั้งการยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่ประชาชนให้เป็นไปอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี&amp;quot; โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรกล่าวว่า ครม.ยังมีมติเห็นชอบให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปรับปรุงรายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญของโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 และโครงการทัวร์เที่ยวไทย โดยเปลี่ยนแปลงระยะเวลาสิ้นสุดการดำเนินโครงการทั้ง 2 โครงการ เป็นวันที่ 28 ก.พ.65 และกำหนดให้ประชาชนใช้สิทธิ์ได้ไม่เกินวันที่ 31 &amp;nbsp;ม.ค.65 พร้อมให้ ททท.เร่งรัดการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน &amp;nbsp;รายละเอียดดังนี้ 1.โครงการทัวร์เที่ยวไทย ปรับ 2 หลักเกณฑ์ ได้แก่ &amp;nbsp;(1) เปลี่ยนแปลงการเดินทางท่องเที่ยวข้ามจังหวัด สามารถเดินทางได้ทุกวัน จากเดิมเดินทางได้เฉพาะวันอาทิตย์-พฤหัสบดี (2) เพิ่มรายการนำเที่ยวเป็น 30 รายการต่อบริษัท จากเดิม 15 รายการต่อบริษัท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.โครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 ขณะนี้ได้เตรียมเปิดลงทะเบียนสำหรับผู้ประกอบการที่จะสมัครเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 24 &amp;nbsp;ก.ย.-1 ต.ค.64 ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะสามารถเริ่มดำเนินโครงการและให้ประชาชนใช้สิทธิ์ท่องเที่ยวในเดือน ต.ค.นี้ โดยรัฐสนับสนุนค่าโรงแรม &amp;nbsp;40% (ไม่เกิน 3,000 บาท/ห้อง/คืน) คูปองอาหาร 600 บาทต่อคืน และค่าตั๋วเครื่องบิน 40% (ไม่เกิน 2,000 บาท หรือ 3,000 &amp;nbsp;บาท โดยดูตามเงื่อนไขของแต่ละจังหวัด) ส่วนโครงการทัวร์เที่ยวไทยนั้น รัฐสมทบเงินให้ 40% ของราคาแพ็กเกจท่องเที่ยว หรือไม่เกิน &amp;nbsp;5,000 บาทต่อคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการที่พัก/โรงแรม/ร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ ปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรการต่าง ๆ ของ ศบค.และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการควบคุม ป้องกันโรคควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีความรุนแรงในช่วงระหว่างดำเนินโครงการ ททท.สามารถขอยุติดำเนินการได้ทั้ง 2 &amp;nbsp;โครงการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวด้วยว่า ครม.อนุมัติขยายเวลาปรับลดอัตราจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเพิ่มอีก 3 เดือน ตั้งแต่ 1 &amp;nbsp;ก.ย.-30 พ.ย.64 ลดอัตราเงินสมทบนายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา &amp;nbsp;33 จากเดิมฝ่ายละร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 2.5 ของค่าจ้างผู้ประกันตน ในส่วนผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ให้ปรับลดอัตราจ่ายเงินสมทบจากเดิมในอัตราเดือนละ 432 บาท ลดลงเหลือ 235 บาท/เดือน &amp;nbsp; โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.64 เป็นต้นไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ์ซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านอาหารและเครื่องดื่มที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery &amp;nbsp;Platform) ตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค.64 โดยรัฐจะสนับสนุนเงินในส่วนค่าอาหารและ/หรือเครื่องดื่มเท่านั้น ไม่รวมถึงค่าจัดส่งหรือค่าใช้จ่ายอื่นใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยขณะนี้มีผู้ให้บริการ Food Delivery Platform ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการแล้ว 2 ราย และอยู่ระหว่างเชื่อมโยงระบบกับโครงการ ได้แก่ 1.Grab โดยจะเก็บค่าธรรมเนียมหรือส่วนแบ่งการขายจากร้านอาหารและเครื่องดื่มในโครงการไม่เกิน 20% และลดค่าจัดส่งอาหารและเครื่องดื่มให้แก่ประชาชน 25 บาท เมื่อสั่งซื้อขั้นต่ำ &amp;nbsp;150 บาท สำหรับการสั่งซื้ออื่นๆ ที่ไม่ใช่จากโครงการ และ 2. LINEMAN โดยจะเก็บค่าธรรมเนียมฯ จากร้านอาหารและเครื่องดื่มในโครงการไม่เกิน 20% และสนับสนุนค่าจัดส่งอาหารและเครื่องดื่มในโครงการให้แก่ประชาชน 35-50 บาทต่อครั้ง หรือไม่เกิน &amp;nbsp;2,000 บาทตลอดระยะเวลาโครงการ สำหรับผู้ประกอบการที่ประสงค์จะขายอาหารและเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการ Food Delivery &amp;nbsp;Platform สามารถสมัครผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินได้ตั้งแต่วันที่ 24 &amp;nbsp;ก.ย.64 เป็นต้นไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117451</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายธนกร วังบุญคงชนะ, บัตรคนจนเฮ, ลดค่าน้ำค่าไฟ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุดหนุนค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค-ค่าเดินทาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149a9b5227b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
