<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>29841</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2019 20:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2019 20:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยอดสังเวยเหล้าเถื่อนอินเดียเพิ่มเป็น 133 ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ตำรวจอินเดียเผย เหตุการณ์คนงานไร่ชาในรัฐอัสสัมดื่มเหล้าเถื่อนมีพิษมีคนตายเพิ่มอีก 35 คนเมื่อวันอาทิตย์ ทำให้ยอดรวมเพิ่มเป็น 133 คนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนไข้ที่ดื่มเหล้าเถื่อนเป็นพิษรับการรักษาที่โรงพยาบาลในเมืองโคลาฆาต เมื่อวันเสาร์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มูเกศ อการ์วาลา ผู้บัญชาการตำรวจรัฐอัสสัมทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เผยกับเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ว่า จากเหตุคนงานไร่ชาในเขตโคลาฆาตและเขตจอร์หัตของรัฐอัสสัมดื่มเหล้าเถื่อนเป็นพิษเมื่อเย็นวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 133 ราย โดยในวันอาทิตย์เสียชีวิตเพิ่ม 35 ราย และอย่างน้อย 200 คนยังต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 10 คน และส่งตัวอย่างเหล้าเถื่อนไปให้ห้องทดลองนิติเวชตรวจสอบสารที่ประกอบในเหล้าเถื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหยื่อที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการดื่มเหล้าเถื่อนมีคนงานหญิงหลายคนที่ทำงานในไร่ชาแห่งนี้อยู่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแพทย์ราตุล บอร์โดโลย ผู้อำนวยการร่วมของแผนกสาธารณสุขเขตจอร์หัต เผยว่า คนงานไร่ชาที่เข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลส่วนใหญ่อยู่ในภาวะวิกฤติ มีอาการอาเจียนอย่างรุนแรง เจ็บปวดมากที่หน้าอก และหายใจไม่ออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซาร์บานันทา โซโนวัล มุขมนตรีรัฐอัสสัม ได้สั่งสอบสวนแล้ว และมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สรรพสามิต 2 รายโดนพักงาน เนื่องจากบกพร่องต่อหน้าที่ที่ปล่อยให้มีการจำหน่ายเหล้าเถื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเขตชนบทของอินเดียมีการขายเหล้าเถื่อนอย่างแพร่หลาย เหล้าเถื่อนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีการผสมเมทานอลหรือเมทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นของเหลวที่มีพิษห้ามรับประทาน ใช้เป็นตัวทำละลายหรือเชื้อเพลิง แต่นักต้มเหล้าเถื่อนนิยมใช้เพราะมีราคาถูกและทำให้เหล้าแรง ซึ่งเมทานอลถ้าบริโภคในปริมาณมากจะทำให้ตาบอด ทำลายตับและเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อไม่ถึง 2 สัปดาห์ก่อน ชาวบ้านในรัฐอุตตรประเทศและรัฐอุตตราขัณฑ์ของอินเดียเสียชีวิตจากการดื่มเหล้าเถื่อนเป็นพิษราว 100 คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29841</URL_LINK>
                <HASHTAG>อินเดีย, อุตตรประเทศ, อุตตราขัณฑ์, เหล้าเถื่อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190224/image_big_5c729f81b1fc9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8525</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2018 20:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2018 20:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหยื่อสังเวยพายุอินเดียพุ่งเกิน 140 ศพ แอฟริกาตะวันออกก็อ่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ยอดผู้สังเวยพายุฝุ่นและพายุฝนฟ้าคะนองในอินเดียเพิ่มเป็นมากกว่า 140 คนในวันศุกร์ พยากรณ์อากาศเตือนยังมีพายุต่อเนื่องถึงวันอังคาร ส่วนที่แอฟริกาตะวันตก หลายประเทศเผชิญฝนตกน้ำท่วม คร่าชีวิตคนแล้วหลายร้อยคนนับแต่ต้นปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อนบ้านของราชวีร์ ซิงห์ ชี้ให้ดูซากความเสียหายของบ้านซิงห์ในเมืองเคราครห์ ที่โดนพายุถล่มเมื่อคืนวันพุธ และทำให้เจ้าของบ้านบาดเจ็บสาหัส แต่ภรรยาและหลานชายเสียชีวิต / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานความคืบหน้าสถานการณ์พายุกระหน่ำอินเดียตั้งแต่คืนวันพุธที่ผ่านมา โดยจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นมากกว่า 140 คนแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นการรวมยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมจากรัฐทางตอนใต้ของประเทศที่เผชิญพายุฝนฟ้าคะนองเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พายุฝุ่นซึ่งมีความเร็วลมถึง 130 กิโลเมตร/ชั่วโมง เข้ากระหน่ำหลายรัฐทางภาคเหนือของอินเดียเมื่อคืนวันพุธ ทำให้บ้านเรือนซึ่งส่วนใหญ่สร้างด้วยดิน พังถล่มลงจำนวนมาก ต้นไม้และเสาไฟฟ้าหักโค่น ชาวบ้านกล่าวกันว่า พายุมาอย่างปุบปับทำให้หลายคนหนีไม่ทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนผู้เสียชีวิตจากพายุฝุ่นครั้งนี้เพิ่มเป็น 121 คนตามข้อมูลอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ ที่รวบรวมจากรัฐอุตตรประเทศ, รัฐราชสถาน และรัฐอุตตราขัณฑ์ที่อยู่ติดกัน และรัฐปัญจาบ นอกจากนั้นยังมีรายงานคนโดนฟ้าผ่าเสียชีวิตอีก 21 คน ในรัฐเตลังคานาและรัฐอานธรประเทศ ทางภาคใต้ของอินเดีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยาของอินเดียเตือนว่า อาจจะพายุเกิดขึ้นอีกหลายลูกเหนือพื้นที่กว้างใหญ่ของประเทศจนถึงวันอังคารนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ในแต่ละปี ผู้คนในอินเดียสังเวยชีวิตเพราะพายุและฟ้าผ่าจำนวนมาก แต่พายุครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในครั้งที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้ามไปอีกฝั่งของมหาสมุทรอินเดีย ที่แอฟริกาตะวันออก ฝนตกหนักติดต่อกันหลายสัปดาห์ซึ่งช่วยบรรเทาความแห้งแล้ง ได้กลับกลายเป็นภัยพิบัติที่คร่าชีวิตคนหลายร้อยคนและทำให้ไร้ที่อยู่อีกหลายแสนคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ประเทศเคนยา ซึ่งฝนแล้งมานาน 3 ปี ในปีนี้กลับมีฝนตกหนักยาวนาน 2 เดือนตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม และมีคนเสียชีวิตแล้ว 120 คน ล่าสุดเกิดน้ำท่วมฉับพลันในกรุงไนโรบีเมื่อคืนวันพฤหัสบดี ทำให้สะพานขาดและมีคนสังเวยชีวิต 8 ราย หน่วยงานกาชาดร้องขอความช่วยเหลือ 5 ล้านดอลลาร์ (ราว 155 ล้านบาท) สำหรับผู้ประสบภัย โดยมีคนไร้ที่อยู่ 48,177 ครัวเรือน หรือเท่ากับ 260,100 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โซมาเลียซึ่งเพิ่งผ่านภาวะแห้งแล้งรุนแรง ก็มีฝนตกหนักด้วยเช่นกัน ทำให้น้ำแม่น้ำชาเบลเอ่อเข้าท่วมเมืองเบเล็ดเวย์นเมื่อกลางสัปดาห์ มีประชาชนไร้ที่อยู่มากกว่า 100,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงจัดการภัยพิบัติของรวันดาเปิดเผยว่า น้ำท่วมและดินถล่มคร่าชีวิตคนในประเทศนี้แล้ว 116 คน และทำให้บาดเจ็บอีก 207 คน นับแต่เดือนมกราคม ส่วนที่แทนซาเนียก็เกิดฝนตกหนัก มีคนเสียชีวิต 14 คนในเดือนที่แล้ว ส่วนยูกันดา เกิดน้ำท่วมฉับพลัน บ้านเรือนเสียหายหลายหลัง มีคนเสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8525</URL_LINK>
                <HASHTAG>พายุฝน, พายุฝุ่น, ฟ้าผ่า, ยอดสังเวย, ราชสถาน, อินเดีย, อุตตรประเทศ, แอฟริกาตะวันออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180504/image_big_5aec641ec5100.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8455</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2018 20:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2018 20:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พายุฝุ่นถล่มหลายรัฐภาคเหนืออินเดีย สังเวยแล้ว 100 ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทางการอินเดียเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เกิดพายุฝุ่นทั่วภาคเหนือของอินเดียเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ลมพายุหอบเอาฝุ่นทรายทับถมอาคารบ้านเรือน ทำให้ต้นไม้เสาไฟฟ้าหักโค่น มีคนสังเวยชีวิตแล้วอย่างน้อย 100 คน บาดเจ็บอีกมากกว่า 140 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถสามล้อเครื่องวิ่งบนถนนในเมืองมธุรา รัฐอุตตรประเทศ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ทางการอินเดียเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม 2561 ว่าพายุฝุ่น ซึ่งมีความเร็วลมมากกว่า 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พัดกระหน่ำหลายพื้นที่ของรัฐอุตตรประเทศทางตอนเหนือ และรัฐราชสถานในฝั่งตะวันตก ตั้งแต่คืนวันพุธ โดยเจ้าหน้าที่จะสำนักงานบรรเทาสาธารณภัยของทั้งสองรัฐนี้รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตรวมกันแล้วไม่ต่ำกว่า 100 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เคราะห์ร้ายส่วนใหญ่เสียชีวิตขณะกำลังนอนหลับอยู่ในบ้านที่พังถล่ม หรือไม่ก็โดนกำแพง ต้นไม้ และสายไฟล้มทับ ชาวอินเดียจำนวนมากมักออกมานอนกลางแจ้งในช่วงฤดูร้อน
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันพฤหัสบดี เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงค้นหาภายใต้ซากบ้านที่พังถล่ม ที.พี. คุปตะ จากสำนักงานผู้ตรวจการณ์บรรเทาทุกข์อุตตรประเทศกล่าวกับเอเอฟพีว่า มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วอย่างน้อย 65 คน จากประมาณ 40 เขตของทั้งหมด 75 เขตในรัฐนี้ จำนวนผู้เสียชีวิตจากพายุลูกนี้นับว่ามากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบ 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวเสริมด้วยว่า เฉพาะที่เขตอัครา มีคนเสียชีวิต 43 ราย และมีปศุสัตว์และสัตว์อื่นล้มตายมากกว่า 150 ตัว มีพยากรณ์อากาศด้วยว่าจะมีพายุเกิดขึ้นอีกในรัฐนี้ ช่วง 48 ชั่วโมงข้างหน้า ประชาชนจึงควรระมัดระวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเหมันต์ เชระ หัวหน้ากรมบรรเทาทุกข์และรับมือภัยพิบัติรัฐราชสถาน กล่าวว่า หน่วยงานฉุกเฉินอยู่ในภาวะตื่นตัว และประชาชนไม่ควรออกมานอนกลางแจ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยาของอินเดียกล่าวว่า จะเกิดพายุเพิ่มอีกในพื้นที่เป็นบริเวณกว้างขึ้นจนถึงวันเสาร์นี้ เจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาในกรุงนิวเดลีกล่าวถึงพายุฝุ่นลูกนี้ว่าเกิดจากระบบอากาศตะวันออกและตะวันตกมาปะทะกันเหนือที่ราบภาคเหนือที่มีความชุ่มชื้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายฟ้าแปลบแปลบเหนืออาคารที่พักอาศัยชานกรุงนิวเดลีระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เมื่อคืนวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชารัน ซิงห์ นักวิทยาศาสตร์จากกรมอุตุนิยมวิทยาอินเดียกล่าวว่า ลมที่กระหน่ำเมืองอัครามีความเร็วถึง 132 กิโลเมตร/ชั่วโมง แม้แต่ที่กรุงนิวเดลี ลมยังมีความเร็ว 59 กิโลเมตร/ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่รัฐราชสถาน ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ใน 3 เมืองที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ อัลวาร, โธลปุระ และภารัตปุระ รัฐนี้มีวังเก่าแก่และวัฒนธรรมหลากสีสันที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่เมืองภารัตปุระ มีเสาไฟฟ้าหักโค่นมากกว่า 1,000 ต้น ทำให้ประชาชนไม่มีไฟฟ้าใช้ เจ้าหน้าที่กล่าวกันว่า ต้องใช้เวลาซ่อมแซมนานเกิน 2 วันจึงจะกู้ไฟฟ้ากลับมาเป็นปรกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พายุลักษณะนี้คร่าชีวิตชาวอินเดียนับพันคนในแต่ละปี แต่พายุที่เกิดเมื่อวันพุธเป็นหนึ่งในครั้งที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดือนที่แล้ว พายุแบบเดียวกันได้คร่าชีวิตคนอย่างน้อย 15 รายที่รัฐอุตตรประเทศนี้ และทำลายหออะซาน 2 หลัง บริเวณทางเข้าของทัชมาฮาล.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้นไม้ล้มทับรถยนต์หลังเกิดพายุ ที่เมืองบาเรลลี รัฐอุตตรประเทศ / AFP&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8455</URL_LINK>
                <HASHTAG>พายุฝุ่น, ราชสถาน, อินเดีย, อุตตรประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180503/image_big_5aeb0ed609bae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7295</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2018 20:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2018 20:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คดีข่มขืนในอินเดียโผล่อีก เหยื่อรายล่าสุดวัยแค่ 7 ขวบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สังคมอันตรายสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิง อินเดียพบศพเด็กหญิงอายุ 7 ขวบเป็นเหยื่อข่มขืนแล้วฆ่ารายล่าสุดเมื่อวันอังคาร ทั้งที่คดีรุมข่มขืนแล้วฆ่าเด็กหญิงมุสลิมวัย 8 ขวบเพิ่งสร้างความเดือดดาลทั่วประเทศจนรัฐมนตรีฮินดูต้องลาออก 2 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: right;&quot;&gt;ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2561 ผู้ประท้วงร่วมชุมนุมจุดเทียนที่เมืองอาห์เมดาบาด เพื่อสนับสนุนเหยื่อการข่มขืนในอินเดีย / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีวันอังคารที่ 17 เมษายน 2561 กล่าวว่า เหตุการณ์รุมโทรมแล้วฆ่าเด็กหญิงชาวมุสลิมอายุ 8 ขวบที่รัฐจัมมูและแคชเมียร์ก่อให้เกิดการประท้วงทั่วอินเดียเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ภายหลังตำรวจเปิดเผยรายละเอียดอันโหดร้ายน่าสยดสยองของคดีนี้ ว่าเด็กหญิงโดนล่อลวง มอมยาแล้วโดนรุมข่มขืนนาน 5 วันภายในวิหารฮินดูแห่งหนึ่ง ก่อนจะโดนบีบคอแล้วใช้ก้อนหินทุบตี เหตุเกิดเมื่อเดือนมกราคม ผู้ต้องสงสัยทรชน 8 รายโดนจับกุมในเดือนกุมภาพันธ์ และเมื่อวันจันทร์พวกเขาถูกนำตัวขึ้นศาล แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคดีล่าสุด เกิดที่เขตอีตาห์ รัฐอุตตรประเทศ มีคนพบศพของเด็กหญิงวัย 7 ขวบที่ไซต์ก่อสร้างแห่งหนึ่งเมื่อเช้ามืดวันอังคาร หลังจากเด็กหญิงหายตัวไปจากงานแต่งงานไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น ตำรวจกล่าวว่า เพื่อนบ้านคนหนึ่งที่มาจัดตั้งเต็นท์ให้งานนี้ถูกควบคุมตัวไว้ ตำรวจกำลังรอคอยผลการชันสูตรศพ แต่เบื้องต้นดูเหมือนเด็กจะโดนบีบคอตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: right;&quot;&gt;นักศึกษาประท้วงเรียกร้องความยุติธรรมแก่เหยื่อข่มขืนที่เป็นเด็กหญิงวัย 8 ขวบ ที่เมืองศรีนคร รัฐจัมมูและแคชเมียร์ เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีข่มขืนเด็กหญิงวัย 8 ขวบยังกลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง ตำรวจกล่าวว่า ชายกลุ่มนี้ทำร้ายเด็กหญิงซึ่งเป็นชาวมุสลิมจากชนเผ่ายากจนในรัฐนี้ เพราะต้องการขับไล่ชนเผ่าของเธอออกจากพื้นที่ รัฐมนตรีของรัฐจัมมูและแคชเมียร์ 2 คนจากพรรคภารติยะชะนะตะ (บีเจพี) ของนายกฯ นเรนทรา โมดี ต้องลาออก ภายหลังพวกเขาเข้าร่วมการชุมนุมของทนายความฮินดู ที่พยายามขัดขวางไม่ให้ตำรวจขึ้นศาลเพื่อแจ้งข้อหาผู้ต้องสงสัยกลุ่มนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลบีเจพียังถูกวิจารณ์กรณีที่ ส.ส.ของพรรคในรัฐอุตตรประเทศถูกหญิงวัย 17 กล่าวหาว่าข่มขืนเมื่อปีที่แล้ว แต่คดีไม่คืบจนเธอพยายามเผาตัวตาย ส.ส.คนนี้เพิ่งโดนจับเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7295</URL_LINK>
                <HASHTAG>7 ขวบ, 8 ขวบ, ข่มขืน, จัมมูและแคชเมียร์, รุมโทรม, อินเดีย, อุตตรประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180417/image_big_5ad5f5d239271.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
